www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: น้ำตาโรบินฮู๊ด ตอนที่เก้า อุบัติเหตุทางเพศ  (อ่าน 2816 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: มกราคม 27, 2010, 07:55:50 pm »

สวัสดีค่ะนักอ่านทุกท่าน อยากจะเรียนถามคุณนิว่าไปร่วมงานเสวนาเข้ม แรง แกร่ง แข็ง"ที่สกุลไทยจัดหรือเปล่าคะ หมอพงศกร "ป๋าดัน"ของเพ็กกี้เธอก็ไปร่วมอภิปรายด้วย คุณหมอมีภาพงามๆโพสต์ในเว็บของเอด้วยค่ะ เข้าไปชมได้ที่ www.groovebooks.com สมาชิกที่นั่นน่ารักทุกคน เพ็กกี้ก็อยู่ในนั้นบ่อยๆค่ะ

มาอ่านนิยายกันต่อนะคะ ชื่อตอนคราวนี้หวือหวาหน่อย ฮิ ฮิ แต่รับรองได้ว่าไม่โป๊และไม่เปลือย ฮ่า ฮ่า เชิญติดตามได้เลยค่ะ

                                                              ตอนที่เก้า อุบัติเหตุทางเพศ

ผมเคยดูหนังฝรั่ง เห็นหิมะตกขาวโพลนไปหมด ผมว่าสวยแปลกตาดี แต่พอได้มาสัมผัสฤดูหนาวที่นิวยอร์คผมจึงรู้ว่ามันทารุณจริงๆ เวลาลมกรรโชกมาแต่ละครั้งความหนาวมันกรีดลึกลงไปถึงกระดูก คุณพาเตือนให้ใส่เสื้อผ้าให้อบอุ่นอยู่เสมอ อย่าให้เจ็บป่วยเพราะค่ารักษาพยาบาลที่นี่แพงมาก เธอบอกว่าคนส่วนใหญ่จะมีประกันสุขภาพ โดยที่นายจ้างจะซื้อประกันในอัตรารวม ซึ่งถูกกว่าซื้อส่วนบุคคลให้ลูกจ้าง นายจ้างจะออกค่าเบี้ยประกันให้ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งหักจากค่าแรงของลูกจ้าง การซื้อประกันสุขภาพเป็นความสมัครใจของลูกจ้างแต่ละคน เป็นสวัสดิการที่ทางนายจ้างให้แก่ลูกจ้าง

ผมถามคุณพาว่า “ร้านเราจะทำประกันสุขภาพให้ลูกจ้างได้ไหมครับ”

เธอตอบว่า “ที่ร้านมีลูกจ้างไม่กี่คน ถ้าจะซื้อประกันก็คงไม่ได้เบี้ยประกันในอัตราที่ถูก อีกอย่างหนึ่งนะโจ ลูกจ้างที่นี่ส่วนใหญ่ไม่มีใบโซเชี่ยล ทางบริษัทประกันเขาถามหมายเลขโซเชี่ยลด้วย”

“ผมเคยได้ยินคำว่าเงินโซเชี่ยล แตใบโซเชี่ยลนี่มันอะไรครับ”

“ใบโซเชี่ยลก็คือบัตรประกันสังคม ประชาชนที่อยู่อย่างถูกกฎหมายในอเมริกาต้องมีทุกคน บัตรนี้มีหมายเลขเก้าตัว ใช้อ้างอิงในการทำธุรกรรมเกือบทุกชนิด รวมทั้งการเรียกร้องเงินบำนาญ หรือเงินโซเชี่ยลอย่างที่โจเคยได้ยินมา เวลาที่โจไปเช่าบ้าน ขอน้ำ ขอไฟ ขอโทรศัพท์หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขาจะขอหมายเลขโซเชี่ยลของผู้ร้องด้วย”

“ถ้างั้นผมก็ทำอะไรไม่ได้เลย เพราะไม่มีใบโซเชี่ยล เหมือนกับเป็นคนเถื่อน”

“ก็รอสักพัก พอได้กรีนคาร์ดแล้วก็ไปแอพพลายขอใบโซเชี่ยล”

อืม นี่เป็นความรู้ใหม่

คุณพาถามต่อไปว่า “ถ้าโจไม่มีใบโซเชี่ยล แล้วบ้านที่อยู่ตอนนี้ใครเป็นคนทำสัญญาเช่า และขอน้ำไฟ โทรศัพท์ล่ะ”

“รูมเมทเก่าของอ้อยครับ เธอเป็นนักศึกษาปริญญาโท ตอนนี้เรียนจบกลับเมืองไทยไปแล้ว พวกเราก็เลยอยู่ต่อ ชื่อในสัญญาต่างๆก็ยังเป็นชื่อคุณนางอยู่”
 
มีอะไรหลายอย่างที่ผมต้องเรียนรู้สำหรับการใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนี้

ตอนนี้เป็นเวลาเกือบปลายเดือนพฤศจิกายน หิมะตกเกือบทุกอาทิตย์ ตอนหิมะตกก็ดูสวยดี อากาศก็ไม่หนาวมาก แต่ผมสังเกตว่าหลังหิมะตก อากาศจะหนาวมาก เพราะหิมะกลายเป็นน้ำแข็งทำให้เดินเหินไม่สะดวก ถนนจะลื่นมาก คนที่มีรถก็ต้องใช้ยางชนิดพิเศษที่วิ่งบนหิมะได้ ไม่อย่างนั้นรถจะทรงตัวลำบาก รุ่งโรจน์บ่นให้ฟังว่าถ้าหิมะตกมากๆเขาจะต้องออกไปขุดหิมะให้พ้นทาง ไม่อย่างนั้นรถจะออกไม่ได้

ในเดือนพฤศจิกายนมีวันหยุดประจำปี เป็นวันที่สำคัญสำหรับคนอเมริกันเรียกว่าวันขอบคุณพระเจ้า หรือ Thanksgiving ซึ่งเป็นวันที่ครอบครัวอเมริกันจะมาฉลองกัน อาหารหลักในการฉลองวันนี้ก็คือไก่งวง แต่ละครอบครัวจะอบไก่งวงเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมาตั้งแต่เริ่มมีผู้อพยพมาตั้งอาณานิคมที่อเมริกา ดังนั้นในวันนี้ร้านค้าต่างๆจะหยุด ที่ทำงานต่างๆก็หยุดงานให้ลูกจ้างได้ฉลองวันสำคัญนี้กับครอบครัว รุ่งโรจน์กับเรวัติตัดสินใจปิดร้าน เรบอกว่าปีที่แล้วเปิดร้านวันแท็งส์กิฟวิ่ง แต่ไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลย

กลอเรียโทรศัพท์มาชวนผมไปฉลองวันแท็งส์กิฟวิ่งที่บ้านของเธอ เธอบอกว่าเธอเชิญรุ่งโรจน์และคุณพาด้วย ปีนี้กลอเรียเชิญแม่กับพ่อเลี้ยง และพ่อของเธอกับแม่เลี้ยงมาเป็นแขกด้วย ผมฟังแล้วยิ่งแปลกใจมากๆเลย ผัวเก่าผัวใหม่ เมียเก่ากับเมียใหม่มาเจอกัน คงจะสนุกพิลึกละ

กลอเรียบอกว่าผมไม่ต้องเอาอะไรมา เธอจะเตรียมอาหารเอง ถ้าผมอยากจะเรียนวิธีอบไก่งวงก็ให้มาตั้งแต่เก้าโมงเช้า ผมตอบตกลงวันแท็งส์กิฟวิ่งเป็นวันพฤหัส วันหยุดของผมคือวันพุธ ก็เท่ากับว่าสัปดาห์นี้ผมได้หยุดติดต่อกันสองวัน

ผมกับกลอเรียเจอกันเกือบทุกอาทิตย์ในวันหยุดของผม ส่วนใหญ่เธอจะให้ผมสอนวิธีทำอาหารไทยให้เธอ ผมเคยถามเธอว่าจะเรียนไปทำไม เธอบอกว่าเธอเป็นคนที่ชอบลองอาหารแปลกๆ กลอเรียเป็นคนที่แอ็คถีฟอยู่ตลอดเวลา เธอหาเรื่องทำโน่นทำนี่ไม่ได้หยุด บางครั้งเธอพาผมไปสถานออกกำลังกับเธอด้วย กลอเรียไปฝึกโยคะ ส่วนผมก็ไปยกน้ำหนัก ผมชอบยิมแห่งนี้ แต่ผมไม่มีปัญญาจะเสียค่าสมาชิกที่แพงหูฉี่ ผมมากับกลอเรียในฐานะแขกของสมาชิกที่เข้าใช้บริการฟรีชั่วครั้งชั่วคราว

บอกตรงๆว่าใหม่ๆผมก็เขินที่จะไปไหนมาไหนกับกลอเรีย เธอบอกผมว่าไม่ต้องคิดมาก ตอนนี้เธอต้องการเพื่อน เธอรู้ว่าผมไม่มีเพื่อน และผมควรจะเรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่ในนิวยอร์คนี่ เธอรู้ว่าคนที่ทำงานร้านอาหารโดยเฉพาะร้านไทยต้องทำงานหลายชั่วโมง พอเลิกงานก็เหนื่อย ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรนอกจากอยากจะนอนท่าเดียว กลอเรียบอกว่าถ้าผมคิดจะนอนอย่างเดียวก็คงไม่มีโอกาสได้เรียนรู้อะไรเลย

ก็ดีครับ ผมได้หัดพูดภาษาอังกฤษกับกลอเรีย ตอนนี้ภาษาอังกฤษของผมพัฒนาขึ้นมาก กลอเรียเป็นคนใจเย็น บางทีผมพูดอะไรผิดๆเธอก็แก้ให้ ผมสังเกตว่าเวลาที่ฝรั่งหัดเรียนภาษาไทย เขาจะตั้งใจเรียนมาก พูดผิดพูดถูกเขาไม่แคร์ พวกเราคนไทยพอได้ยินฝรั่งพูดผิดก็หัวเราะ แต่เป็นการหัวเราะแบบเอ็นดู ทีนี้คนไทยก็เลยกลัวว่าเวลาที่ตัวเองพูดภาษาอังกฤษผิดจะโดนหัวเราะบ้าง

แต่ไม่ใช่ครับ ทุกคนเข้าใจผิด เวลาที่เราออกเสียงภาษาอังกฤษผิด ฝรั่งเขาจะแก้ให้ เขาจะไม่หัวเราะคุณแน่ๆ อันนี้ผมว่าเป็นวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน คนไทยเกลียดการเสียหน้าที่สุด ดังนั้นถ้ามีใครมาบอกว่าคุณออกเสียงคำภาษาอังกฤษผิด พวกเราจะอาย ผมก็เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน แต่กลอเรียเปลี่ยนทัศนคติของผมเสียใหม่ เธอบอกว่า “คนเราเรียนรู้จากข้อผิดพลาดแล้วจะจำได้แม่นมาก” อันนี้ผมเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ

ผมรู้สึกทึ่งในวิธีการอบไก่งวงของกลอเรีย เธอซื้อไก่งวงขนาดสิบสี่พาวด์ ขนาดกำลังเหมาะที่จะเลี้ยงคนได้ถึงหกคน ตัวมันใหญ่จริงๆ ตอนที่อยู่เมืองไทยผมเคยเห็นแต่ไก่งวงขนาดเล็ก และผมก็ไม่เคยคิดว่าจะมีคนเอาสัตว์ชนิดนี้มาทำอาหาร แต่ไก่งวงที่อเมริกาขนาดใหญ่มาก เทียบกันไม่ได้เลยกับไก่งวงเชื้อชาติไทย

กลอเรียซื้อไก่งวงแช่แข็งมา เธอต้องปล่อยให้น้ำแข็งละลายล่วงหน้าถึงหนึ่งวัน กลอเรียล้างไก่งวง ควักเอาเครื่องในออก เธอผสมเศษขนมปังก้านคึ่นช่ายและลูกเกาลัด โรยเกลือกับพริกไทย แล้วก็เอาส่วนผสมนี้ยัดเข้าไปในท้องไก่งวงจนเต็ม แล้วเธอก็เอาเกลือกับพริกไทยทาให้ทั่วตัวไก่งวง กลอเรียตัดเนยชิ้นเล็กๆวางบนตัวไก่งวง เสร็จแล้วเธอก็เอาไก่งวงใส่ในถุงกระดาษสีน้ำตาลแบบเดียวกับที่ร้านขายกับข้าวใช้ใส่ของให้ลูกค้า แล้วก็เอาเข้าเตาอบ

“กลอเรีย คุณเอาถุงกระดาษใส่ไก่งวงเข้าไปอบในเตา ถุงไม่ไหม้หมดหรือ” ผมถามด้วยความสงสัย

“ไม่หรอก ฉันอบในอุณหภูมิที่ต่ำมาก ไก่งวงขนาดนี้ต้องใช้เวลาอบถึง4-5ชั่วโมง ใช้ไฟอ่อนๆอบมันจะได้สุกทั่วกัน เพราะไก่ตัวใหญ่มาก”

“ทำไมต้องอบในถุงกระดาษด้วย” ผมยังข้องใจไม่หาย

             “อันนี้เป็นเคล็ดลับที่ทำให้ไก่งวงเนื้อนิ่ม ฉันได้วิธีการแบบนี้มาจากพ่อครัวที่โรงพยาบาล”

             “แปลกดีแฮะ”

“ใจเย็นๆรอดูไปก่อน รับรองว่าออกมาดีแน่ๆ”

ระหว่างที่รอไก่งวงที่อบอยู่ กลอเรียก็เตรียมเครื่องเคียงที่จะกินกับไก่งวง มีมันฝรั่งบด หรือMashed Potato ผักรวมซึ่งมีทั้งแครอทหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ถั่วลันเตา และข้าวโพด เธอทำน้ำเกรวี่ราดไก่งวง ซึ่งเป็นผงสำเร็จ แต่เอามาผสมน้ำร้อนก็ใช้ได้แล้ว แล้วก็มันสีส้มเหมือนมันเทศ กลอเรียเอามาต้มให้สุก แล้วเอาเนยตั้งไฟให้ละลายแล้วก็ใส่น้ำตาลทรายแดงลงไป พอน้ำตาลละลายเธอก็เอาเนยราดลงไปบนมันเทศต้ม กลอเรียเปิดกระป๋องแครนแบรี่เจลลี่(Cranberry Jelly) มีลักษณะเป็นวุ้นสีแดงปนม่วง กลอเรียเอามาตัดเป็นชิ้นๆใส่จาน เมื่อเธอเห็นผมมองอย่างสงสัย เธอจึงอธิบายว่า “อันนี้เอาไว้กินกับไก่งวง ขาดไม่ได้เลย มันเป็นเครื่องชูรสอย่างดี”

“รสชาดเป็นอย่างไร” ผมถาม

             “รสออกเปรี้ยว ก็มีของที่ฉันจะต้องเตรียมแค่นี้แหละ ของที่กินกับไก่งวงอย่างอื่น อย่างพวกคอร์นเบรด (Cornbread) หรือขนมปังที่ทำจากแป้งข้าวโพด กับดินเน่อร์โรล แม่ฉันจะเป็นคนเอามา ส่วนแม่เลี้ยงฉันจะเอาGreen bean casseroleมา ขนมที่กินกันเป็นประเพณีในวันนี้คือพายฟักทอง พาบอกว่าจะเอาพายฟักทองกับแอปเปิ้ลพายมา”

ไก่งวงสุกเมื่อเวลาบ่ายสองโมง เครื่องเคียงอย่างอื่นก็เตรียมไว้พร้อมแล้ว ผมเริ่มหิวเพราะตื่นเช้า และกินกาแฟกับขนมปังไปนิดเดียว ผมสงสัยว่าเขากินไก่งวงกันมื้อไหนแน่ จะว่าเป็นอาหารเที่ยงมันก็เลยเวลามาแล้ว จะว่าเป็นอาหารเย็นมันก็ยังเร็วเกินไป กลอเรียอธิบายว่า “บางครอบครัวก็กินไก่งวงเป็นอาหารเย็น แต่โดยธรรมเนียมปฏิบัติเขาจะกินไก่งวงกันตอนบ่ายสอง”

              “แล้วตอนเย็นล่ะกินอะไร”

“บางคนก็ไม่กินอาหารเย็น เพราะกินไก่งวงตอนบ่ายก็อื่มตื้อแล้ว บางทีก็เอาไก่งวงที่เหลือมาทำแซนวิชกินเป็นอาหารเย็น”

แขกเริ่มทะยอยกันมาตอนบ่ายสอง พ่อแม่ของกลอเรียต่างก็มากับคู่สมรสใหม่ของตัว ผมเห็นกลอเรียเข้าไปทักทายกอดรัดพ่อแม่ของเธอรวมทั้งพ่อเลี้ยงและแม่เลี้ยง ที่ผมแปลกใจมากๆก็คือ ทั้งพ่อและแม่ของเธอต่างก็ทักทายกันดีเหมือนกับไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองกันมาก่อน ส่วนสามีใหม่ของแม่ก็ทักทายพ่อของกลอเรียอย่างดี แม่ของกลอเรียและแม่เลี้ยงก็คุยกันอย่างถูกคอ พ่อเลี้ยงของกลอเรียชื่อเบน กลอเรียก็เรียกชื่อเขาเฉยๆ ผิดกับคนที่ไทยเรียกพ่อเลี้ยงว่าลุงหรืออา ผมว่าแปลกดี มาเจอเอาธรรมเนียมที่ไม่คุ้น ก็สนุกดีครับ ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ

ผมอุ่นใจที่คุณพากับโรจน์มาด้วย ถึงแม้ว่าเราจะไม่ค่อยได้คุยกัน เพราะเราไม่อยากพูดภาษาของเราที่คนอื่นฟังไม่เข้าใจ แขกอาจจะนึกว่าเรานินทาและไม่อยากให้เขารู้เรื่องก็ได้ แต่การที่มีคนไทยอยู่ด้วยในหมู่คนแปลกหน้า มันก็ทำให้ผมคลายความอึดอัดลงไปได้

บอกตรงๆว่าผมไม่ชอบไก่งวงเลย เนื้อมันหยาบกว่าไก่มาก ไก่งวงมีเนื้อสองชนิดคือเนื้อขาวส่วนอก หรือ white meat และเนื้อสีคล้ำหรือ dark meat ซึ่งเป็นส่วนหลัง สะโพก และน่อง ดาร์คมีทก็มีกลิ่นสาบ อาหารวันนั้นผมกินได้แต่ ขนมปัง กับผัก มันบดผมก็ไม่ชอบ มันแหยะๆยังไงก็ไม่รู้ ส่วนขนมนั้นพายฟักทองรสชาดพิลึกพิลั่น ผมได้กลิ่นอบเชยด้วย ในแอปเปิ้ลพายก็ได้กลิ่นอบเชยเหมือนกัน แปลกดี คนไทยใส่อบเชยในอาหารอย่างแกงมัสมั่น แต่ฝรั่งใช้อบเชยป่นใส่ในขนม

ตอนนี้ผมนึกถึงเป็ดพะโล้ที่ไชน่าทาวน์ เอาไว้อาทิตย์หน้าถึงวันหยุดของผม ผมจะกินชดเชยให้หนำใจ ส่วนโรจน์กับคุณพาก็ดูเหมือนว่าเขาทั้งสองจะเอ็นจอยกับอาหารมื้อนี้

แขกลากลับไปเมื่อเวลาสี่โมงเย็น ผมอยู่ช่วยกลอเรียเก็บล้างถ้วยชาม กลอเรียบ่นว่า “ดาร์คมีทเหลือตั้งเยอะ คนส่วนใหญ่จะชอบไว้ท์มีทมากกว่า โจล่ะ ชอบอย่างไหน”

“เอ้อ...” ผมจะพูดว่ายังไงดี จะบอกว่าไม่ชอบมันทั้งสองอย่าง แต่ก็กลัวกลอเรียจะเสียใจ เธออุตส่าห์ชวนผมมา แต่ผมกลับไม่ชอบอาหารของเธอ

“ไม่ชอบไก่งวงใช่ไหมล่ะ ฉันสังเกตพวกเพื่อนคนเอเซียที่โรงพยาบาลส่วนใหญ่จะไม่ชอบไก่งวง ฉันก็ไม่ชอบดาร์คมีท ยังไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับมันดี”

“ผมได้ความคิดอย่างหนึ่ง เมื่อกี้ผมเห็นแป้งดินเน่อร์โรลสำเร็จรูปในตู้เย็น ว่าแต่คุณมีผงกะหรี่ไหม ผมจะแปลงดาร์คมีทให้เป็นอาหารที่อร่อยเหาะเลยละ”

“ฮ้า จริงๆหรือ ฉันมีผงกะหรี่เอาเลยโจ ตามสบายเลย”

ผมก็เอาไก่งวงมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เอามาผัดกับหอมหัวใหญ่ และผักที่เหลือ ใส่ผงกะหรี่ดับความสาบของไก่งวง ปรุงรสดีแล้วผมก็เอาแป้งดินเน่อร์โรลมาห่อไก่งวงที่ผัดไว้ เอาเข้าเตาอบประมาณสิบห้านาทีเราก็ได้ขนมปังไส้ไก่งวงที่หอมอร่อย กลอเรียชอบมาก “ดีเลยฉันจะเอาขนมปังไส้ไก่งวงนี่ไปกินเป็นอาหารกลางวันที่โรงพยาบาล ขอบคุณมากนะโจที่คิดทำอะไรอร่อยๆให้กิน” พูดจบเธอก็เดินเข้ามาจูบที่แก้มผม

ผมตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ผมไม่เคยชินกับธรรมเนียมแบบนี้ ทั้งๆที่เห็นฝรั่งทำแบบนี้จนชินตา แต่พอมาเจอกับตัวเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร พักหลังเราคุ้นเคยกันมากก็จริง แต่ก็ยังไม่เคยมีการถูกเนื้อต้องตัวกัน แต่กลอเรียไม่รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ เธอชวนดื่มไวน์ ตอนนั้นผมอยากจะปฏิเสธ เพราะผมไม่ชอบดื่มพวกของมึนเมา แต่ก็ไม่อยากขัดใจเธอ ผมยอมรับว่าไวน์ที่เธอเอามาให้ดื่มมีรสชาดอร่อยเหมือนกับน้ำผลไม้ รสออกหวานนิดๆ

กลอเรียบอกว่าเป็นไวน์ที่เรียกว่า Shangria ผลิตในประเทศสเปญ

“วันนี้ฉันมีความสุขมากนะโจ ได้เจอพ่อแม่พร้อมหน้าพร้อมตา แล้วก็ยังมีเพื่อนสนิทอย่างเธอกับพา แม่ฉันย้ายตามสามีไปอยู่ที่รัฐหลุยเซียน่า นานๆทีเราถึงจะได้เจอกัน ส่วนพ่อก็ทำธุรกิจ ไปๆมาๆระหว่างนิวยอร์คกับพอร์โต ริโก้”

“ผมแปลกใจนะครับ อย่าว่าผมละลาบละล้วงเลย ผมเห็นพ่อแม่ของคุณพูดจาทักทายกันดี ถ้าเป็นที่บ้านผมผัวเมียหย่ากันแล้วก็แทบจะไม่มองหน้ากันเลย มีน้อยรายมากเลยที่เลิกกันแล้วแต่ยังคงเป็นเพื่อนกันได้”

“พ่อแม่ฉันคงทำใจได้แล้ว ต่างฝ่ายต่างก็มีครอบครัวใหม่ที่แฮปปี้ เขาจะมานั่งเคียดแค้นกันทำไมล่ะ”

“อีกอย่างหนึ่งที่ผมเห็นว่าแปลกก็คือ พ่อคุณกับพ่อเลี้ยงคุยกันอย่างดี ถ้าเป็นที่เมืองไทยเขาจะรู้สึกกระดากทั้งสองฝ่าย ทั้งๆที่ไม่เคยรู้จักหรือมีเรื่องโกรธเคืองกันมาก่อน”

“ก็เขาไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองกันนี่ มันเป็นเรื่องระหว่างพ่อกับแม่ฉันที่จบไปแล้ว ตอนแม่ฉันแต่งงานใหม่พ่อฉันก็ไปร่วมพิธีด้วย พ่อฉันแต่งงานใหม่แม่ฉันก็ไปร่วมอวยพรด้วยพร้อมกับสามีใหม่ของเขา”

ไวน์ที่ผมดื่มเข้าไปหลายแก้วคงจะทำให้ผมกล้าขึ้น ถ้าเป็นเวลาปกติผมคงไม่กล้าถามกลอเรียแบบนี้ เราคุยกันด้วยเรื่องสัพเพเหระมากมาย ผมรู้ตัวว่าชักจะมึน ส่วนกลอเรียนั้นเริ่มเมาได้ที่ ผมไม่เคยเห็นเธอเมามาก่อน อยู่ดีๆเธอก็ฟุบไป ทำให้ผมตกใจผมรีบพยุงเธอไปนอนที่โซฟา ผมหาผ้าชุบน้ำเย็นมาเช็ดหน้าให้ แต่ดูเหมือนกับว่าเธออึดอัด สักพักเธอก็ลุกพรวดพราดวิ่งเข้าห้องน้ำ ผมได้ยินเธออาเจียนหลายครั้ง กลอเรียออกจากห้องน้ำแล้วก็เดินโซเซไปที่ห้องนอน ผมทำอะไรไม่ถูก เป็นห่วง แต่ก็ไม่กล้าตามเข้าไปในห้อง ผมมองออกไปนอนหน้าต่างเห็นหิมะขาวโพลนไปหมด เราสนุกกับไวน์จนไม่ได้สังเกตว่าหิมะเริ่มตกตั้งแต่เมื่อไหร่ หิมะตกแบบนี้คงกลับบ้านลำบาก ทั้งๆที่บ้านของผมอยู่ห่างจากบ้านกลอเรียไปห้าบล็อค ไม่ไกลจนเกินไป ถ้าอากาศดีๆก็สามารถเดินกลับบ้านได้

กลอเรียวิ่งออกมาอาเจียนอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ผมเดินตามเธอเข้าไปในห้องนอนด้วยความเป็นห่วง    “กลอเรีย มีอะไรให้ช่วยไหม”

             “โจ มาอยู่ใกล้ๆหน่อยซิ” เธอเรียกผม ตอนนี้กลอเรียนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียง เธอฉุดผมให้นอนลงบนเตียง แล้วเธอก็พลิกตัวมากอดผม ผมขนลุกซู่ ผมไม่เคยใกล้ชิดผู้หญิงมากขนาดนี้มาก่อน ผมเองก็ยังเคยสงสัยอยู่เหมือนกันว่าตัวเองผิดปกติหรือเปล่าที่ไม่สนใจเพศตรงข้าม แต่กลอเรียปลุกความรู้สึกตามธรรมชาติของผมให้ตื่นตัว ผิวของเธอที่ผมได้สัมผัสเต่งตึง ทั้งๆที่กลอเรียอายุเกือบสี่สิบแล้ว แต่เธอดูแลตัวเองดีมาก กลิ่นหอมจากกายเธอประกอบกับความมึนของเราทั้งคู่ก็ดึงดูดให้เราเข้าหากัน

 ถึงผมจะไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องนี้มาก่อน แต่มันก็เป็นไปตามครรลองธรรมชาติ อย่างน้อยมันก็บอกได้ว่าผมเป็นผู้ชายที่ปกติ ประสบการณ์ทางเพศครั้งแรกในชีวิต มันให้ความรู้สึกตื่นเต้น แต่ก็ผ่อนคลายหลังจากเกมส์รักจบไปแล้ว ผมลุกขึ้นมองออกไปนอนหน้าต่าง หิมะยังคงตกอยู่

“โจ อย่าไปไหนนะ คืนนี้อยู่กับฉัน”

“ผมคงไปไหนไม่ได้หรอกครับ ตอนนี้หิมะกำลังตกหนัก”

“มานอนนี่มา นอนกอดฉันให้อบอุ่น”

ผมกลับไปนอนข้างกลอเรีย คืนนั้นเราก็มีบทรักตามมาอีกสองครั้ง ตอนนี้ผมรู้แล้วครับว่าทำไมคนถึงชอบเซ็กซ์ ก็เพราะร่างกายได้หลั่งสารคลายเครียดออกมา ผมนอนหลับสบายไปจนถึงรุ่งเช้า ผมตื่นขึ้นมาเกือบเก้าโมงเช้า มองไม่เห็นกลอเรีย ผมรีบแต่งตัว อย่างไรก็ตามผมต้องรีบกลับบ้าน ผมไม่กลับบ้านทั้งคืนอ้อยกับแต๋วคงจะสงสัยว่าผมหายไปไหน

พอผมเดินออกมาข้างนอกก็เห็นกลอเรียยืนชงกาแฟอยู่ “กู๊ด มอร์นิ่งโจ เอากาแฟไหม”

             “ไม่ครับขอบคุณ ผมอยากกลับบ้าน ป่านนี้รูมเมทคงสงสัยว่าผมหายไปไหนทั้งคืน ว่าแต่คุณตื่นนานแล้วหรือ”

            “ตื่นสักพักแล้ว เห็นโจยังนอนอยู่ก็เลยไม่อยากปลุก จะกลับบ้านก็ไปเถอะ แต่วันพุธหน้ายูไม่ทำงาน เราจะเจอกันได้ไหม”
“ได้ครับ แล้วเจอกัน บ๊ายบาย”

กลอเรียเดินมาส่งหน้าบ้านพร้อมกับจูบลา ตอนนี้หิมะหยุดตกแล้ว แต่หิมะสูงเลยตาตุ่มผม ผมคงต้องฝ่าความหนาวลุยหิมะกลับบ้าน
/color]
บันทึกการเข้า
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 27, 2010, 08:00:22 pm »

นิยายเรื่องนี้มีคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษเยอะมาก โดยส่วนตัวเพ็กกี้เกลียดการพูดไทยปนอังกฤษ แต่อยากจะให้เห็นพฤติกรรมของคนที่อยู่เมืองนอกว่า หลายๆคนชอบพูดไทยปนอังกฤษ บางทีคำภาษาไทยยาวเยิ่นเย้อ พอมาใช้ภาษาอังกฤษแทนมันก็ฟังกะทัดรัดดี อย่างทำความสะอาดบ้าน พวกเราที่นี่พูดสั้นๆว่าคลีน(clean)บ้าน

อ้อ คนที่ชอบพูดไทยปนอังกฤษ แต่พอบอกให้พูดอังกฤษล้วนกลับพูดไม่ออกเลยก็มี ฮ่า ฮ่า ฮ่า
บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 29, 2010, 09:20:25 pm »

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งที่กรุณาเพิ่มขนาดตัวหนังสือ เพราะที่ผ่านมาตัวเล็กมากมองไม่ค่อยเห็นแม้จะสวมแว่นสายตาแล้วก็ตาม แต่เพราะความอยากอ่านก็เลยพยายามตามอ่านอย่างเหนียวแน่นค่ะ มาถึงตอนที่เก้า ก็เลยอ่านไปยิ้มไปด้วยความสลายใจ ที่ไม่ต้องคอยเพ่งอีกต่อไปแล้ว  สนุกค่ะ สุภาพบุรุษโจของเราต้องเสียความความบริสุทธิ์ก็ตอนนี้ อิ ๆ จะคอยตามอ่านค่ะ.....
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF