www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: น้ำตาโรบินฮู๊ด ตอนที่สิบเดือดร้อนเพราะน้องหนู  (อ่าน 2070 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 04, 2010, 05:41:17 pm »

ชีวิตของพระเอกเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทีละน้อย น้องหนูเป็นใคร ทำไมถึงมีอิทธิพลกับชีวิตของพระเอก เชิญติดตามต่อนะคะ

ตอน เดือดร้อนเพราะน้องหนูตอนที่สิบ เดือดร้อนเพราะน้องหนู

ผมเดินลุยหิมะกลับที่พัก ไม่อยากขึ้นรถเมล์ เพราะอยากจะคิดอะไรเพลินๆ นึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อคืนนี้ มันเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อน ผมอายมากเลยถ้าใครรู้ว่ามันเป็นการเสียความบริสุทธิ์ครั้งแรกของผม ผมรีบกลับบ้านเพราะเขินกลอเรีย แต่ดูท่าทีของเธอแล้วกลับเป็นปกติธรรมดา อย่างไรก็ดีผมก็ต้องยอมรับว่าผมรู้สึกกระชุ่มกระชวย และลืมความหนาวในขณะที่เดินกลับบ้าน

เมื่อมาถึงบ้านก็ไม่เห็นรูมเมททั้งสองคน ปกติเวลาที่พวกเขาอยู่บ้านกันผมจะเห็นแสงไฟลอดออกมา คงจะยังไม่ตื่น ผมคิดในใจ ก็ดีผมจะได้ไม่ต้องตอบคำถามว่าทำไมเมื่อคืนไม่กลับบ้าน ถ้าจะให้บอกว่าไปค้างกับสาวมาผมก็กระดากปากที่จะพูด

เมื่อคืนได้นอนจนเต็มอิ่ม ผมจึงไม่คิดที่จะนอนต่อ ยังมีเวลาอีกหลายชั่วโมงก่อนที่จะถึงเวลาทำงาน ผมยังไม่รู้เลยว่าคราวต่อไปที่เจอกลอเรียผมจะมองหน้าเธอสนิทหรือเปล่า อันที่จริงผู้ชายจะเป็นฝ่ายเริ่มต้นในเรื่องทำนองนี้ ปกติผู้ชายจะไม่เขินอายเรื่องแบบนี้ ผมก็คิดแบบคนหัวโบราณ ถ้าเกิดกลอเรียเรียกร้องให้ผมรับผิดชอบขึ้นมา ผมจะทำอย่างไร ตัวเองยังเอาตัวไม่รอดเลย จะไปรับผิดชอบอีกชีวิตหนึ่งได้ยังไง แต่จะว่าไปกลอเรียเป็นผู้หญิงเก่ง เธอไม่ต้องพึ่งพาผู้ชายเลยก็ทำได้ ผมก็ไม่กล้าถามว่าเธอเคยมีคนรักมาก่อนหรือเปล่า

นั่งคิดอะไรเพลินจนไม่เห็นอ้อยเดินออกมาจากห้อง “พี่โจ วันนี้ตื่นเช้าจัง เมื่อคืนไปไหนมา สนุกไหม”

อืม ถามแบบนี้แสดงว่าไม่รู้ว่าผมไม่ได้กลับบ้านเมื่อคืนนี้ “ไปบ้านเพื่อนมา ครั้งแรกในชีวิตที่กินไก่งวง บอกตรงๆว่าไม่ชอบ คิดถึงเป็ดพะโล้ที่ไชน่าทาวน์”

“อ้อยก็ไม่ชอบไก่งวง เมื่อวานไปบ้านเพื่อนคนไทย เราทำข้าวเหนียวส้มตำไก่ย่างกินกัน อ้อมีหมูน้ำตกด้วย กลับมาดึกแล้ว รีบย่องเข้าบ้าน กลัวทำเสียงดังรบกวนพี่”

เออ เข้าใจว่าผมนอนอยู่ก็ดีแล้ว ผมคิดในใจ “อันที่จริงอยู่ที่นิวยอร์คนี่ก็หาของกินแบบไทยๆได้ไม่ยากนะ” ผมออกความเห็น

“จริงด้วยพี่ เออ พี่รู้ไหม แต๋วยังไม่กลับบ้านเลย สงสัยไปค้างกับไอ้ฉ่าง”

“ไอ้ฉ่างคือใคร” ผมถามเพราะไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน

“ก็ไอ้ตี๋ แอนโทนี่ ฉ่างแฟนของแต๋วไง อ้อยบอกตรงๆนะว่าไม่เคยไว้ใจไอ้โทนี่ว่ามันจะจริงจังกับแต๋ว แต๋วก็คาดหวังกับมันไว้มากว่ามันจะแต่งงานด้วย แล้วเขาก็จะได้กรีนคาร์ด”

“ทำไม มันเจ้าชู้มากหรือ”

“มีคนเขาบอกว่ามันมีเมียอยู่แล้ว ตอนนี้แยกกันอยู่ ไม่รู้ว่าหย่าหรือยัง อ้อยก็บอกแต๋วให้สืบดูให้ดีก่อน แต่แต๋วก็ไม่ฟัง อ้อยก็ไม่รู้จะว่ายังไง ชีวิตใครก็ชีวิตมัน”

“ผมว่าอ้อยก็ทำดีที่สุดแล้ว เตือนในฐานะเพื่อน โตๆด้วยกันแล้วเราก็เข้าไปยุ่งด้วยมากไม่ได้

อาทิตย์ถัดมาผมก็เจอกลอเรียในวันหยุดของผม เธอเข้ามากอดผมด้วยความดีใจ “คิดถึงโจจังเลย แต่หลังวันแท็งส์กีฟวิ่งที่โรงพยาบาลยุ่งมากเลย”

“ผมก็คิดถึงคุณครับ” ผมพูดจบก็หน้าแดง เพราะไม่เคยพูดแบบนี้กับผู้หญิงมาก่อน คุณคงไม่แปลกใจหรอกนะครับว่า ทำไมผมถึงอยู่เป็นโสดมาได้จนป่านนี้

“ฉันชอบเวลาโจเขิน น่ารักดีนะ ผู้ชายส่วนใหญ่จะไม่มีอาการแบบนี้” กลอเรียยิ่งทำให้ผมเขินหนักเข้าไปอีก

“วันนี้จะให้ผมทำอะไรให้ทานครับ” ผมเปลี่ยนเรื่องพูด

“เราออกไปหาอะไรกินกันข้างนอกดีกว่า กินอาหารแล้วฉันอยากชวนโจไปนั่งดื่มและฟังเพลงต่อที่ Top of The Park ว่าแต่โจอยากทานอะไรล่ะ”

“อะไรก็ได้ครับ”

“ถ้าอย่างนั้นไปกินอาหารอิตาเลี่ยนกัน”

ผมอยากเตะตัวเองจริงๆ คำว่าอะไรก็ได้นี่เป็นคำพูดสุดฮิตติดปากคนไทย พอบอกว่าอะไรก็ได้กลอเรียก็เลยเลือกสิ่งที่ผมไม่ชอบ จะบอกเธอตรงๆผมก็เกรงใจ ก็ต้องเลยตามเลย

การไปกินอาหารกับกลอเรียทุกครั้งเราต่างคนต่างออกครับ ตามสไตล์อเมริกัน แต่พอผมใช้คำว่าอเมริกันแชร์(American Share) เชื่อไหมครับว่าเธอไม่เข้าใจ ผมต้องอธิบายให้ฟัง เธอบอกว่า จริงๆแล้วการต่างคนต่างจ่ายเงินที่ถูกต้องเขาเรียกว่าDutch Treat แปลกใจละซิครับ มันมีที่มาที่ไป เมืองนิวยอร์คเดิมชื่อNew Amsterdam เพราะมีพวกดัทช์หรือฮอลแลนด์อพยพมาอยู่เยอะ คนพวกนี้ขี้เหนียว ต่างคนต่างกิน ต่างคนต่างออก มันก็เลยกลายเป็นธรรมเนียมเรียกว่า Dutch Treat

เมื่อสามสิบกว่าปีมาแล้วอเมริกาเข้ามาตั้งฐานทัพในไทยยุคสงครามเวียตนาม ชาวไทยเห็นธรรมเนียมต่างคนต่างจ่ายของทหารอเมริกันก็เลยเรียกธรรมเนียมปฏิบัตินี้ว่าอเมริกันแชร์

ถึงแม้ว่าผมจะไม่เอ็นจอยกับอาหารอิตาเลี่ยน แต่ผมถูกใจคลับที่กลอเรียชวนไปนั่งฟังเพลงมาก มันอยู่ชั้นบนสุดของตึกระฟ้า มองลงมาเห็นวิวของแมนแฮตตั้น มีคนมาเล่นเปียนโนและร้องเพลงขับกล่อมแขกที่มาเที่ยว ถึงผมจะไม่สันทัดภาษาอังกฤษ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเพลงของเขาเพราะมาก กลอเรียสั่งเครื่องดื่มประเภทค็อคเทลให้ผมเป็นสตรอแบรี่มาร์การิต้า เป็นส่วนผสมของน้ำสตอร์แบรี่ผสมกับเหล้า Triple Sec และ Tequila เป็นเครื่องดื่มที่แช่แข็งจนส่วนผสมเป็นเกล็ดน้ำแข็ง กลอเรียบอกว่า Tequilaเป็นเหล้าที่ผลิตในเม็กซิโก แรงมาก แรงกว่าบรั่นดีเสียอีก

“น้ำสตอเบอร์นี่นี่อร่อยดีนะ”

“สตรอแบรี่จ้ะ โจต้องออกเสียงควบกล้ำด้วย ฉันได้ยินคนเอเซียเรียกสตรอเบอร์รี่ แต่จริงๆแล้วต้องเรียกว่าสตรอแบรี่ ลูกcherryก็เหมือนกัน ต้องเรียกว่า แชรี่ ไม่ใช่เชอรี่”

“พวกผมชินกับเบอรี่”

“ถ้าโจอยากพูดภาษาอังกฤษที่ถูกต้องก็ต้องเปลี่ยนการออกเสียงเสียใหม่”

“เอ้า แบรี่ก็แบรี่”

ผมดื่มมาร์การ์ริต้าเข้าไปสองแก้วก็รู้สึกมึน กลอเรียรู้ว่าผมมึนก็เลยชวนผมกลับบ้าน

“โอย ไม่ไหวแล้วครับ” เมื่อกลับมาถึงบ้านของกลอเรียผมก็รีบวิ่งเข้าไปอาเจียนในห้องน้ำ แล้วผมก็ออกมานอนแผ่ที่โซฟา

“ขอโทษด้วยนะโจ ฉันไม่ควรสั่งมาร์การ์ริต้าให้เธอดื่มเลย”

“ไม่เป็นไรครับ อร่อยดี แต่เสียดาย...” ผมพูดพึมพำ

“ถ้าอย่างนั้นเข้าไปนอนข้างในดีกว่า นอนให้สบาย เดี๋ยวจะเช็ดหน้าให้จะได้สร่างเมาเร็วๆ”

กลอเรียไม่เฉพาะแต่เช็ดหน้าให้ผมด้วยน้ำเย็น เธอยังปลดกระดุมเสื้อและเช็ดตัวให้ผมด้วย ทำให้ผมรู้สึกสบายขึ้น ผมพลิกตัวไปกอดเธอไว้ “ขอบคุณครับ คุณเมาหรือเปล่า” ผมถาม

“ไม่หรอก แต่มีความรู้สึกสนุกครึกครื้น”

“ถ้าอย่างนั้นเรามาสนุกด้วยกัน” ความเมาทำให้ผมหายเขิน คราวนี้ผมเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อน กลอเรียก็โอนอ่อนผ่อนตาม เธอไม่ใช่หญิงสาวบริสุทธิ์แน่นอน บทรักของเธอยอดเยี่ยมมาก เธอเป็นฝ่ายให้ความสุขผมบ้าง ผมยอมรับว่าติดใจรสชาดทางเพศ ผมมัวแต่ขี้อายอยู่หลายปี กว่าจะเรียนรู้สิ่งที่มนุษย์ผู้ชายทั้งหลายเขาชอบกัน ก็อายุปาเข้าไปจนสี่สิบกว่า

คืนนั้นผมก็ค้างที่บ้านกลอเรียอีก ผมหลับไปเพราะฤิทธิ์แอลกอฮอลที่ยังตกค้าง ตื่นขึ้นมาอีกทีเพราะได้ยินเสียงกลอเรียลุกขึ้นทำธุระส่วนตัว “โจ วันนี้ฉันต้องไปทำงานเช้าหน่อย ลุกไหวไหม”

“ไหวครับ ผมก็คงจะต้องไปก่อนนะครับ” ผมก็จูบลากลอเรีย ทั้งๆที่ปวดหัว แต่ผมก็ต้องฝืนสังขารเดินกลับบ้าน เหล้าเตกีล่าร์นี่แรงจริงๆ แต่ผมไม่เข็ดหรอกครับ คราวหน้าผมจะระวังมากกว่านี้ ผมรู้แล้วว่ามะนาวและเกลือจะช่วยให้เมาช้า

หลังจากนั้นเราก็เจอกันเกือบทุกอาทิตย์ ผมไม่แน่ใจว่ากลอเรียรู้สึกอย่างไรกับผม เธอปฏิบัติต่อผมเหมือนเพื่อนสนิท แต่ไม่ใช่ลักษณะคนรัก ผมก็ยังไม่อยากถามเธอตอนนี้ ผมว่าเราสองคนควรจะมีโอกาสศึกษากันมากกว่านี้แต่ผมยอมรับว่าหลงรักเธอเข้าไปแล้ว กลอเรียอาจจะไม่ใช่ผู้หญิงในอุดมคติที่ผมเคยคิดเอาไว้ ผมชอบคนเรียบร้อย เป็นแม่บ้านแม่เรือนตามลักษณะหญิงไทยยุคเก่า แต่ความเอาใจใส่ที่กลอเรียมีให้ผม และเธอเป็นผู้ที่สอนให้ผมเรียนรู้โลกกว้าง เธอสอนให้ผมพูดภาษาอังกฤษ อีกทั้งยังสอนให้ผมรู้จักวางตัวเวลาเข้าสังคม ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ผมซาบซึ้งใจในตัวเธอ จะว่าไปแล้วเธอมีอะไรตรงข้ามกับผมอย่างสิ้นเชิง อย่างที่มีคนพูดว่า ขั้วที่ต่างกันย่อมดึงดูดเข้าหากัน อีกอย่างหนึ่งก็คือความสุขทางเพศที่ได้รับจากเธอ แต่ผมก็ยังไม่กล้าคิดไปไกลถึงขั้นแต่งงานอยู่กินกับเธอ ผมคิดว่าเมื่อผมมีกรีนคาร์ดผมจะพัฒนาตัวเอง หางานที่ดีกว่านี้ทำ ตอนนี้ผมยังด้อยกว่ากลอเรียในทุกๆทาง

พอไปทำงานในตอนบ่ายผมก็บอกโรจน์เรื่องไปหาทนายเพื่อทำกรีนคาร์ด รุ่งโรจน์บอกว่าเขาจะนัดทนายให้ คงจะเป็นอาทิตย์หน้า ผมก็ดีใจ และคิดว่าคราวนี้ต้องอาศัยโรจน์พาไปหาทนาย แต่ผมจะลองพยายามคุยกับทนายด้วยตัวเอง ตอนนี้ผมมีความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น

แต่แล้วก็เกิดเหตุที่ผมไม่นึกไม่ฝันซึ่งทำให้ผมไม่ได้ไปพบทนายอย่างที่ตั้งใจไว้ ทั้งๆที่นัดวันไว้อย่างดี สอง-สามวันก่อนเกิดเหตุทุกคนที่ทำงานในครัวได้กลิ่นเหมือนสัตว์ตาย ผมให้เด็กล้างจานค้นดูทุกซอกทุกมุมก็ไม่เจอซากสัตว์ แม้แต่ในห้องเก็บของพวกเราก็รื้อบรรดากล่อง และลังต่างๆออกมาดูจนทั่ว รื้อแล้วจัดใหม่ แต่เราก็หาต้นตอไม่พบ โรจน์ก็ได้แต่ฉีดน้ำยาดับกลิ่น เขาเกรงว่ากลิ่นจะออกไปถึงในบริเวณที่แขกนั่งกินอาหาร

“โรจน์ ผมว่าเราควรจะปิดร้านวันหนึ่งนะ ค้นดูให้ทั่วเลย ขืนปล่อยไว้อย่างนี้แย่แน่ๆเลย กลิ่นมันแรงขึ้นทุกวัน”

ผมเสนอความเห็น ถึงแม้ว่าโรจน์จะไม่อยากปิดร้าน เพราะเสียรายได้ไปหนึ่งวัน แต่เขาก็ยอมตามคำแนะนำของผม เราตกลงกันว่าวันมะรืนจะปิดร้าน
แต่ความซวยมาเยือนร้านของเราก่อนที่จะได้จัดการแก้ไข วันรุ่งขึ้นมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยอนามัยหรือHealth Department ของ City of New York มาตรวจร้าน เจ้าหน้าที่หน่วยนี้จะมาตรวจตามร้านอาหารทุกเดือน ถ้าเขาเจอข้อบกพร่องเขาก็จะบอกให้เจ้าของร้านแก้ไข ถ้าเขามาตรวจครั้งต่อไปแล้วเจ้าของร้านยังไม่แก้ไขสิ่งที่บกพร่อง เขาก็จะปรับเจ้าของร้าน ถ้าฝ่าฝืนกฏของหน่วยอนามัยอย่างร้ายแรงอันมีผลกระทบต่อผู้บริโภค เขาก็มีสิทธิสั่งปิดร้านได้ทันที

อีกอย่างที่ควรจะทราบไว้ก็คือ คนที่เป็นผู้จัดการร้านอาหารจะต้องมีใบอนุญาต หมายถึงว่าต้องไปสมัครเรียนการบริหารภัตตาคารกับทางหน่วยอนามัย เขาจะมีเจ้าหน้าที่สอนวิธีการเก็บรักษาอาหาร สอนเรื่องแบคทีเรียต่างๆที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค และเรื่องทั่วๆไปที่ผู้จัดการควรจะรู้ พอเรียนจบเขาก็จะสอบเพื่อออกใบอนุญาตให้ ใบอนุญาตนี้ก็ต้องติดไว้ในที่ที่คนจะเห็นได้ง่าย ผมได้ข่าวว่าโรจน์ต้องสอบถึงสองหนจึงจะผ่าน

คุณคงไม่คิดนะครับว่า แม้แต่รถขายไอศกรีมที่เข็นขายตามท้องถนน รถที่เปิดท้ายขายอาหารก็ต้องมีlicense เรื่องความสะอาดในร้านอาหารถือเป็นอันดับหนึ่งที่ทางหน่วยอนามัยซีเรียสมาก

หลังข่าวทีวีตอนกลางคืนจะมีผู้สื่อข่าวด้านร้านอาหาร นำเสนอข่าวว่าร้านไหนฝ่าฝืนกฏของหน่วยอนามัย ถ้าร้านไหนได้ออกทีวีรับรองได้ว่ามีแต่เจ๊งกับเจ๊ง คนจะไม่กล้าไปกินอีก

เจ้าหน้าที่ของHealth Departmentเดินเข้ามาตรวจในครัวก็ได้กลิ่นสัตว์ตายเต็มที่ เขาหยุดชะงัก แล้วถามโรจน์ว่า “ได้กลิ่นสัตว์ตายไหม”

 “ได้กลิ่น”

“ได้กลิ่นแล้วทำไมไม่จัดการเอาซากไปทิ้ง”

“เราหาจนทั่วแล้วครับ แต่ไม่พบ เราตั้งใจไว้ว่าพรุ่งนี้ปิดร้านค้นอีกที พอดีพวกคุณมาตรวจเสียก่อน”

“เรื่องสัตว์ตายในร้านเป็นสิ่งที่พวกคุณต้องจัดการอย่างรีบด่วน นอกจากจะส่งกลิ่นน่ารังเกียจแล้ว ยังเป็นการแพร่กระจายเชื้อโรคด้วย คุณไม่ควรจะรอแม้แต่วันเดียว อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ครั้งก่อนผมมาตรวจที่ร้านคุณพบว่าอุณหภูมิในตู้แช่สูงกว่าสี่สิบดีกรีฟาเรนไฮท์ ซึ่งผิดกฎ น้ำร้อนจากก็อกก็อุณหภูมิต่ำกว่ากฏเกณฑ์ ข้างใต้เตาก็มีคราบน้ำมัน แต่สิ่งเหล่านี้คุณยังไม่ได้แก้ไข ดังนั้นผมต้องสั่งปิดร้านคุณโดยไม่มีกำหนด”

“ขอร้องละครับ อย่าสั่งปิดเลย ผมตั้งใจะปิดพรุ่งนี้เพื่อค้นหาซากสัตว์ ส่วนเรื่องอื่นๆผมจะแก้ไขตามที่ท่านบอกแน่นอนครับ” โรจน์วิงวอนเจ้าหน้าที่

“ผมให้เวลาคุณพอสมควร  แต่คุณไม่แก้ไขข้อบกพร่องตามที่ผมบอก ผมจะต้องสั่งปรับคุณสองร้อยดอลล่าร์ส่วน เรื่องกลิ่นเหม็นนี่ก็ผ่อนผันกันไม่ได้เลย”

“แล้วผมจะเปิดร้านได้เมื่อไหร่” โรจน์ถาม ผมเห็นสีหน้าเขาแล้วเหมือนกับกำลังจะร้องไห้

เจ้าหน้าที่บอกว่า “คุณต้องแก้ไขข้อบกพร่องครั้งก่อน หาซากสัตว์ให้พบ แล้วกำจัดมันเสีย หลังจากนั้นก็ยื่นคำร้องให้ทางหน่วยมาInspectร้านของคุณ เมื่อเจ้าหน้าที่พอใจกับผลการตรวจ เขาก็จะอนุญาตให้คุณเปิดร้านใหม่ได้”

“แล้วจะใช้เวลานานแค่ไหนกว่าผมจะเปิดร้านได้”

“อันนี้ขึ้นอยู่กับว่าคุณจัดการแก้ไขได้เร็วแค่ไหน คุณไปยื่นคำร้องให้เรามาอินสเป็คร้าน เราก็ต้องนัดวันตรวจกับเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่ไปยื่นคำร้องวันนี้แล้ววันรุ่งขึ้นเขาจะมาตรวจเลย”

พูดจบเจ้าหน้าที่ก็เอาประกาศสั่งปิดร้านไปปิดที่หน้าร้าน ทำแบบนี้ใครผ่านไปมาก็เห็นหมด เหมือนกับถูกฆ่าชัดๆเลย เฮ้อ.....ผมได้แต่ถอนใจ เห็นใจโรจน์มากทีเดียว มันก็มีผลกระทบกันไปหมด ไม่เฉพาะแต่เจ้าของร้าน ลูกจ้างทั้งหลายก็พลอยขาดรายได้ไปด้วย

วันรุ่งขึ้นมีผมกับโรจน์เท่านั้นที่มาที่ร้าน เรามาถึงตอนสายๆ ผมกับโรจน์แทบจะรื้อร้านเลยทีเดียว แต่เราก็ยังหาซากสัตว์ไม่เจอ ผมดูในครัวเป็นรอบที่สาม คราวนี้เห็นร่องรอยของมูลหนูหล่นอยู่แถวบริเวณหม้อทำน้ำร้อน(Water heater)ขนาดใหญ่

“โรจน์ มาดูอะไรนี่” ผมเรียกโรจน์ด้วยความตื่นเต้น

โรจน์เดินเข้ามาหลังร้าน “อะไรหรือพี่โจ”

“ดูขี้หนูนี่ซิ ผมว่าผมเจอร่องรอยมันแล้ว แปลกนะทำไมตอนแรกไม่มีใครสังเกตมันเลย ว่าแต่หม้อทำน้ำร้อนนี่เคลื่อนย้ายได้ไหม ผมว่ามันต้องมีอะไรแอบอยู่ข้างหลัง”

“มันใหญ่เกินกำลังของเราสองคน เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ผมจะโทรบอกบริษัทพวกที่ซ่อมวอเตอร์ฮีตเตอร์ให้มาดู ถึงยังไงผมก็ต้องแก้ไขเรื่องน้ำร้อนอยู่แล้ว จะได้ให้เขามาเคลื่อนย้ายหม้อน้ำร้อนดูด้วย วันนี้ก็ต้องพักไว้ก่อน”

กว่าบริษัทซ่อมหม้อน้ำร้อนจะส่งคนมาได้ เราก็ต้องรอถึงสามวัน ระหว่างที่รอผมก็ไปค้างกับกลอเรียบ้าง กลอเรียแสดงความเห็นอกเห็นใจ เธอบอกว่า ถ้ามีอะไรจะให้เธอช่วยก็อย่าลังเลที่จะบอกเธอ อ้อยก็รู้ว่าบางทีผมไม่กลับมานอนบ้าน แต่เธอก็ไม่เคยถาม เธอมีมารยาทและถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เราสองคนปรับทุกข์กันเรื่องรายได้

“ถ้าร้านปิดโดยไม่มีกำหนด อ้อยก็คงจะต้องหางานใหม่”

“ไม่ลองถามคุณหมี ขอไปทำที่ร้านเก่าไปก่อนล่ะ” ผมแนะนำ

“ไม่เอาหรอก เมื่อออกจากที่นั่นมาแล้วก็ไม่อยากกลับไปอีก ว่าแต่พี่เถอะ จะเอายังไง”

“ผมก็คงรอดูไปก่อน จนกว่าโรจน์จะได้เปิดร้านอีก ตอนนี้ผมยังไม่ค่อยเดือดร้อนเรื่องเงิน ยังพออยู่ได้”

โรจน์ขอให้ช่างที่มากันถึงสองคนช่วยเลื่อนหม้อน้ำร้อน แล้วเราก็พบว่ามีรูอยู่ที่ฝาผนัง เรามองไม่เห็นเพราะหม้อทำน้ำร้อนบังอยู่

“นี่ไงรูหนู โอ้โฮกลิ่นแรงชะมัดเลย” ผมดีใจที่อย่างน้อยก็เจอสาเหตุเสียที

“ฮื่อ หนูมันคงเข้าไปแล้วออกไม่ได้ เพราะรูมันนิดเดียว มันก็เลยตายอยู่ในนั้น”

“ผมสงสัยว่าหนูมันมาได้ยังไง กลางคืนผมกำชับเด็กๆในครัวให้เก็บอาหารเข้าตู้เย็นไม่ให้ทิ้งไว้ข้างนอก จานทุกใบจะต้องล้างให้สะอาด ไม่มีการแช่ไว้ข้ามคืนเด็ดขาด”

“เราต้องเช็คถังขยะข้างนอกด้วย มันอาจจะอยู่ตามถังขยะ แล้วหลบเข้ามาจากข้างนอก” โรจน์บอก

“แต่ผมดูลักษณะแล้ว มันเหมือนกับว่าระหว่างกำแพงทั้งสองด้านมีช่องว่างอยู่ หนูมันอาจจะเข้าทางอีกด้านหนึ่งแล้วมาติดอยู่ทางด้านนี้ ว่าแต่ร้านที่ผนังชนกับร้านเราเป็นร้านอะไร”

“ร้านอาหารจีน บอกตรงๆพวกแม่งสกปรกฉิบหาย” เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินโรจน์สบถ คราวนี้เขาคงหัวเสียมาก

เราก็เลยอุดรูที่โหว่อยู่ เราต้องรอให้กลิ่นหายไปก่อนที่จะยื่นคำร้องให้เจ้าหน้าที่มาอินสเป็คใหม่ นอกจากนี้เราก็ตรวจผนังทุกด้านในร้านเพื่อหาดูว่ามีรูอีกหรือไม่ กว่ากลิ่นจะหายก็ใช้เวลาเป็นเดือนทั้งๆที่เราอุดรูแล้ว

ระหว่างที่รอเจ้าหน้าที่มาอินสเป็ค ผมก็ถามโรจน์เรื่องไปพบทนาย คราวก่อนเราต้องยกเลิกนัด ดูท่าทางโรจน์หงุดหงิดเมื่อผมถามเรื่องนี้
“เอาไว้ให้ร้านเปิดก่อนก็แล้วกันนะ”

“ตอนนี้เราอยู่ว่างๆระหว่างที่รอ ผมก็อยากทำธุระให้เสร็จๆไป”

“ผมยังไม่มีอารมณ์จะทำอะไรตอนนี้ บอกตรงๆนะ อยากให้อินสเป็คผ่านก่อน”

เมื่อเขาพูดแบบนี้ผมก็ต้องรอไปก่อน ไหนๆก็รอมาได้หลายเดือนแล้ว รออีกสักหน่อยจะเป็นไรไป ผมก็ได้แต่ปลอบใจตัวเอง ทั้งๆที่ใจเสีย บอกไม่ถูกว่าทำไมถึงรู้สึกเช่นนี้


บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2010, 12:00:53 am »

โห...อดใจรออ่านตอนต่อไปไม่ไหวแล้วนะคะ คุณเพ็กกี้....อยากรู้ว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร....ว่าแต่ตอนนี้ตัวหนังสือเล็กเท่ามดตะนอยอีกแล้วค่ะ ขยับแว่นตั้งหลายครั้งกว่าจะอ่านจบ...ขอร้องเรียนหน่อยเถอะ
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2010, 12:26:19 am »

ใช่เลยค่ะ... อยากอ่านต่อ เอาใจช่วย แล้วยิ่งอ่านยิ่งได้เห็นรายละเอียดปลีกย่อยในการประกอบการร้านอาหารไทยในอเมริกาที่มีอะไรต่อมิอะไรให้ต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้น...

ตอนต่อไป คุณเพ็กกี้คงต้องขยายตัวหนังสือสักขนาด 12 หรือ 13 ก่อนแล้วละค่ะ ถูกแฟนพันธ์แท้ต่อว่าแล้วนะคะ...
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF