www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: บุตรธิดาแห่งดวงดาว  (อ่าน 2509 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ใบไผ่
Newbie
*
กระทู้: 40



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2010, 05:46:09 pm »

บุตรธิดาแห่งดวงดาว rstar rstar

เราเดินทางมาแสนไกล
จากเปลวไฟแห่งมหาอัคนี
สู่มหาเมฆดำดำบรรพ์
แปรผันเป็นวงจักรแห่งดารา
อันคลี่คลายเป็นสมุทรพสุธา
ใต้ห่าฝนและแถบรุ้ง

ใช่...เธอเดินทางมาแสนนานกว่าจะเกิดเป็นเผ่าพันธุ์
เธอคือถ่านเถ้าระอุอุ่นจากปลายยอดแห่งขุนเขา
คลุกเคล้าด้วยเกล็ดหิมะในราตรี
และน้ำค้างแห่งรุ่งอรุณคือดินน้ำไฟลม
อันผสมกลมกลืน จากภูผา ทุ่งธาร และอากาศสกล

ย้อนย้ำที่สุดแล้วเธอคือส่วนเสี้ยวของดวงดาว
ที่มิได้เปลี่ยนรูปโดยอุบัติเหตุ    หากเป็นผลแห่งอุบัติการณ์
แท้จริงของเธอคือจิตวิญญาณ    อันเอกภพแสดงตน

หรือหลงลืมข้อนี้ไป     เธอจึงหลงใหลในสมมติ
หลับสนิทต่อสัจจะ แต่ตื่นเต้นต่อมายา
ปล่อยชีวิตแสนสั้นอยู่ในเวทนา วิตก วิวาท และวิจารณ์

บ้างคิดแต่ครองผิวพื้นของเปลือกโลก
แหล่งพิงพึ่งแห่งสรรพสัตว์
ดัดแปลงเทือกบรรพตและทุ่งหญ้าให้เป็นเพียงสนามมาร
ณ ที่นั้น.........
เธอขยับไล่ปัญญาญาณ เพื่อเปิดที่ให้อวิชชา
ธรรมชาติถูกลบล้างเพื่อเปิดทางให้ตัณหา
หนึ่งรุ่งโรจน์ร้อยล่วงลับ   และไม่อาจกู้กลับคืน

บ้างคิดครอบงำผู้คน
ชอบประกาศตนด้วยแรงริษยา ชอบชี้ผิดถูกตีราคา
ใครแตกต่างถูกตราหน้า ราวมติจากฟ้าดิน
ไม่ทราบเธอเลิกฟังผู้อื่นแต่เมื่อใด
หรือเคยถูกผลักไสโดยมารดา
ชีวิตจึงทำเป็นแค่แช่งด่าเพื่อแทนค่าที่ขาดแคลน

นอกจากนี้มีคนไม่น้อยคอยรัก
หวงแหนแตกหักทุกแห่งหน
ทุกสรรพสิ่งล้วนยึดถือเป็นของตน ไม่เว้นแม้แต่คนบูชา
เธอไม่รู้ว่าในโลกหาได้มีกรรมสิทธิ์
ความใกล้ชิดเป็นคลื่นใจ เป็นบางอย่างที่รู้สึกได้
แต่มิใช่ฐานันดร

ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้
บางทีเธออาจทบทวน หวนนึกจากเบื้องลึก
"ทรงจำ"
ชีวิตไม่จำเป็นต้องบอบช้ำ เพียงเพราะความจำที่พร่าเลือน

ใช่หรือไม่ว่า...

ในวัยเยาว์ เธอไม่ได้นึกถึงวันวาน ไม่วิเคราะห์ตีความ
หากแตะโลกด้วยหัวใจ เธอมิโกรธเกินข้ามคืน
ไม่อยากเติบใหญ่เป็นผู้อื่น และยิ่งไม่ห่างปัจจุบัน

บางครั้งเธออาจสมมติตนเป็นสรรพสิ่ง เป็นทั้งลิงทั้งค่าง
กระทั่งอวดอ้างอภิญญา แต่เมื่อการละเล่นเลิกรา
เธอก็รู้ว่าสมมติกัน

ตรงกันข้ามกับยามนี้ เธออยากเป็นทุกอย่างที่ไม่ใช่ตัวเธอ
สุดท้ายจึงพลัดพรากกับตัวเอง
บนเส้นทางสายสมมติ
เธอกลายเป็นทุกอย่างเว้นเป็นจริง

ทั้งหมดเป็นเพราะลืมแหล่งที่มา...
ลืมไปว่าชีวิตแสนสั้นนั้นมาจากการเดินทางแสนนาน
เธอมิเพียงสืบทอดมวลธาตุแห่งจักรวาล
หากยังสืบต่อปรีชาญาณแห่งอภิจิตซึ่งสถิตอยู่ในองค์รวม


แน่ล่ะ เธอจักอยู่ในรูปนี้ชั่วพริบตา
ดังสายฟ้ากลางพายุ เจิดจ้าแล้วลับหาย
สู่เวิ้งฟ้ามารดาเดิม
เธอมาจากเปลวเพลิงดึกดำบรรพ์
และไม่ว่าสมมติตนเป็นสิ่งใด
วันหนึ่งเปลวไฟที่ไหม้ลามร่าง
จักพาเธอคืนสู่เหย้าแสงตะวัน

เช่นนั้นหนทางอิสรภาพของเธอดำรงอยู่ ณ แห่งใด
หากมิใช่ดวงตาที่เฝ้าดูนาฏกรรมแห่งตัวตน
เธอคือเธอแต่เธอมิใช่เธอ
เธอคือเธอเพื่อเธอจะได้เห็นธรรม
นี่คือรหัสไขความลับแห่งทิพยลีลา

ด้วยสายตาสงบนิ่งที่ไม่ตัดสินหรือตีความ
ไม่ผูกติดกับนิยามหรือนิยม
เธอจักใช้ดวงตานี้นำทาง    ดั่งสายฟ้าส่องสว่างตัดราตรี

แล้วเธอจักได้เรียนรู้ภาษาที่ไร้ถ้อยคำ
ได้ยินวิเวกอันกังวานซึ่งขับขานเพลงแห่งฟ้า
เธอจักได้ยินเสียงทักทายของนกกา
ยินคำเจรจาของพฤกษ์ไพร
เธออาจมีมิตรเป็นก้อนหิน
มีเนินดินเป็นเพื่อนบ้าน
ถือทะเลเป็นวิหาร
เห็นขุนเขาเป็นบรรพชน

เธอจักเป็นดั่งปุยเมฆเริงระบำ
แม้ยามเมฆเป็นสีดำ เธอจักลืมซึ่งหมอกสีขาว
เธอเป็นทุกอย่างแต่ไม่เป็นสักอย่าง
นอกจากเวิ้งฟ้ากว้างที่รองรับวาตกรรม

ไอแดดเผาใจเธอไม่ได้
ละอองฝนไม่อาจทำให้ใจของเธอเปียกชื้น
เพราะเธอคือแสงแดด
เพราะเธอคือสายฝน เธอคือเกลียวคลื่น เธอคือสายลม...
ด้วยเหตุฉะนั้น เธอจึงมีร่มเงาแห่งสวรรค์
ไว้คุ้มกันทุกผองภัย


เธอจักตื่นตระหนักในทิวา  และตื่นรู้ในราตรี
ผ่านความมืดและแสงสี   อย่างเงียบนิ่งดั่งเงาจันทร์
ในฤดูกาลแห่งชีวิต       เธอจะพิชิตร้อนหนาว
ในทุกข์เทวษรวดร้าว   เธอจักเห็นอนัตตา
ท่ามกลางโลกที่เศร้าสลด   เธอจะปรากฏด้วยกรุณา
แค่โลกที่ล้นด้วยปรารถนา เธอจากมาไม่อาลัย

ด้วยดวงจิตอัน แจ่มบรรเจิด
ดังผู้ให้กำเนิดเฝ้าดูการแสดงของบุตรธิดา
เธอจักอาศัยดวงจิตนี้ค้นหา...ซึ่งความจริงที่หายไป

ดั่งเสียงขลุ่ยคืนกลับเวฬุวนา
ดังฝูงปลาทวนกระแสสู่ต้นน้ำ
เธอจักกลับถึงบ้านเกิดที่จากมานาน
เพื่อสืบสานอโศกพิสัย
ดั่งเมล็ดพันธุ์แทงยอดและผลิใบปรากฏผ่านธุลีดิน
ดั่งบัวบานในหนองคล้ำ สลัดพ้นจากหล่มโคลน
เธอเติบใหญ่เหนือตัวตน...เธอเติบโตเหนือตัวเอง

ใช่...เธอเดินทางมาแสนไกล จากเปลวไฟแห่งมหาอัคนี
สู่มหาเมฆดำดำบรรพ์ แปรผันเป็นวงจักรแห่งดารา
อันคลี่คลายเป็นสมุทรพสุธาใต้ห่าฝนและแถบรุ้ง

เธอเดินทางมาแสนนานกว่าจะเกิดเป็นเผ่าพันธุ์
เธอคือถ่านเถ้าระอุอุ่นจากปลายยอดแห่งขุนเขา
คลุกเคล้าด้วยเกล็ดหิมะในราตรี
และน้ำค้างแห่งรุ่งอรุณคือดินน้ำไฟลม
อันผสมกลมกลืน จากภูผา ทุ่งธาร และอากาศสกล

เธอคือส่วนเสี้ยวของดวงดาว ที่มิได้เปลี่ยนรูปโดยอุบัติเหตุ
หากเป็นผลแห่งอุบัติการณ์...

แท้จริงเธอคือจิตวิญญาณอันเอกภพแสดงตน   
     
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 01, 2010, 04:06:11 pm โดย ใบไผ่ » บันทึกการเข้า
ใบไผ่
Newbie
*
กระทู้: 40



ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2010, 06:03:45 pm »

ซาบซึ้งมากเลยค่ะ ทั้งการใช้ภาษา การเล่นคำ ของคุณเสกสรรค์  ประเสริฐกุล อ่านแล้วคิดได้เยอะเลย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 26, 2010, 11:44:24 pm โดย ใบไผ่ » บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2010, 02:39:51 am »

นั่นซิคะ เห็นด้วยค่ะ เก่งจังค่ะ
บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2010, 07:34:53 am »

ขอปรบมือให้ดัง ๆ เลยค่ะ มีความไพเราะมาก เก่งจริง ๆ ค่ะ
บันทึกการเข้า
chanin17
Newbie
*
กระทู้: 24


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 06, 2010, 04:37:29 pm »

แจ่มอ่าแจ่มมมมมม
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF