www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: น้ำตาโรบินฮู๊ด ตอนที่สิบเอ็ดจุดแตกหัก  (อ่าน 1973 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2010, 07:46:57 pm »


ขออภัยนะคะคุณพี่อภิญญาขา บางครั้งพยายามจะเปลี่ยนสีและขนาดตัวอักษรพร้อมๆกัน แต่เขาไม่ให้ความร่วมมือเลย ตอนนี้เอาแค่ขยายขนาดตัวอักษรไปก่อน อยากเล่นสี แต่คงต้องพักไว้ก่อน แฮ่ แฮ่

นับวันชีวิตของพระเอกก็เจอแต่เรื่องหนักๆทั้งนั้น ชื่อเรื่องก็บอกแล้วว่าน้ำตาโรบินฮู๊ด พระเอกต้องเสียน้ำตาบ่อยมาก เชิญติดตามต่อค่ะ


                                  ตอนที่สิบเอ็ด จุดแตกหัก
   ความซวยมาเยือนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แม้ว่ากลิ่นหนูตายจะหายไปแล้ว และโรจน์เรียกช่างมาแก้ไขอุณหภูมิในตู้เย็นและหม้อน้ำร้อนแล้วก็ตาม วันหนึ่งโรจน์พบว่าหลังคารั่วด้วย แล้วก็ดันรั่วในห้องที่แขกนั่งกินอาหารเสียด้วย เรื่องหลังคารั่วเจ้าหน้าที่ไม่สามารถทราบได้ ถ้าเขาไม่มองขึ้นไปที่เพดาน แต่ผมเห็นรอยน้ำซึมอย่างชัดเจน ถ้าไม่รีบแก้ไขเพดานก็จะพังลงมาในที่สุด

เราต้องรอถึงสองอาทิตย์กว่าที่อินสเป็คเตอร์จะมาตรวจร้าน เมื่อเขามาตรวจก็พบว่าgrease trapไม่ได้มาตราฐาน ต้องเปลี่ยนขนาดใหม่ อีกทั้งพัดลมระบายอากาศในครัวก็เริ่มเสีย เวลาเปิดจะมีเสียงดังมาก แต่ถ้าไม่เปิดกลิ่นอาหารก็จะเข้าไปในห้องที่แขกนั่ง ต้องเปลี่ยนใหม่หมด เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่เข้าใจว่าร้านนี้ผ่านการตรวจและได้รับอนุญาตให้เปิดร้านได้อย่างไร

 ถ้าจะะเปลี่ยนgrease trapก็ต้องใช้เวลาอีกสองอาทิตย์ ที่สำคัญค่าใช้จ่ายสูงมาก ร้านอาหารทุกร้านต้องมีgrease trap ซึ่งมันฝังอยู่ในดินข้างนอกร้าน เป็นตัวที่จับไขมันที่ก่อนที่จะระบายของเหลวลงท่อน้ำเสีย

โรจน์หัวเสียมาก นอกจากจะขาดรายได้เป็นเดือนแล้ว ยังต้องเสียเงินอีกก้อนใหญ่ที่จะต้องแก้ไขสิ่งที่บกพร่องต่างๆในร้าน ตอนแรกที่โรจน์ซื้อร้านนี้มาในราคาถูกมาก เขากับคุณพาก็ดีใจ แต่ของถูกไม่ใช่ของดีเสมอไป มีปัญหาตามมาให้เราแก้ไขอีกมากมาย

อ้อยตัดสินใจย้ายรัฐ มันเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับพวกเราทุกคน แต๋วก็จะย้ายไปอยู่กับโทนี่ แฟนคนจีนของเธอ

   “ทำไมอ้อยต้องย้ายไปอยู่รัฐอื่นด้วยล่ะ” ผมถามด้วยความสงสัย รู้สึกใจหายนิดๆ

   “อ้อยเบื่อที่นี่แล้วละ อ้อยมีเพื่อนทำปริญญาเอกอยู่ที่เท็กซัส เป็นเพื่อนสนิทกันมาก เผื่อว่าจะมีช่องทางอะไรดีๆบ้าง เท็กซัสเป็นรัฐใหญ่ เมืองที่อ้อยจะไปอยู่ก็เป็นเมืองใหญ่ แต่ค่าครองชีพที่นั่นถูกกว่าที่แมนแฮตตั้นมากเลย แล้วพี่จะทำยังไงต่อไปเรื่องที่อยู่ แล้วก็เรื่องงาน”

   “เรื่องงานผมก็คงจะรอจนร้านได้เปิดใหม่ ส่วนเรื่องที่อยู่ผมยังคิดไม่ออก”

   “หวังว่าการตัดสินใจย้ายรัฐของอ้อยคงจะไม่ทำความเดือดร้อนให้พี่นะ แต่มันถึงจุดที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงสำหรับทุกคน พี่ลองไปที่วัดไทย บางทีอาจจะเจอประกาศคนหารูมเมทก็ได้นะ”

   “ผมก็ลืมนึกถึงวัดไทยไปเลยนะ มัวแต่ยุ่งๆ ขอบคุณที่ให้ไอเดีย”

   ผมคิดว่าจะลองเลียบเคียงถามกลอเรียเรื่องบ้าน บ้านของเธอมีสองห้องนอน บางทีเธออาจจะแบ่งให้เช่าก็ได้ ผมชอบอยู่ที่ควีนส์นี้ ไม่อยากย้ายไปอยู่ที่อื่นอีก ถ้าได้รูมเมทใหม่ก็ไม่รู้ว่าจะเข้ากันได้หรือเปล่า

   เมื่อพบกลอเรียอีกครั้งผมก็ถามเธอเรื่องนี้ “คุณคิดจะให้เช่าห้องที่ว่างอยู่ไหม”

   “ไม่หรอก ฉันชอบอยู่คนเดียว” คำตอบของเธอทำให้ผมผิดคาด และไม่กล้าที่จะพูดอะไรอีก แต่กลอเรียกกลับสงสัยคำถามของผม “ถามทำไมหรือโจ มีใครกำลังหาที่อยู่หรือ”

     “เอ้อ รูมเมทของผมคนหนึ่งกำลังจะย้ายไปอยู่เท็กซัส ส่วนอีกคนก็กำลังจะแต่งงาน”

   “อ้อ เธอเองที่ต้องการที่อยู่ ฉันแนะนำว่าให้เธอไปดูประกาศที่ติดไว้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือดูตามหนังสือพิมพ์ ดูห้องว่างให้เช่า บางทีอาจจะมีคนประกาศหารูมเมทก็ได้”

   กลอเรียพูดเหมือนไม่มีเยื่อใยกับผมเลย ไหนเคยบอกว่ามีอะไรให้ช่วยก็บอก อันที่จริงผมก็ยังไม่ได้ขอความช่วยเหลือ เพียงแต่เกริ่นให้ฟัง เธอก็ไม่เข้าใจว่าผมต้องการอะไร ผมพอจะรู้ครับว่าพวกฝรั่งเขาพูดกันแบบตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อมแบบพวกเรา ผมกลัวการเสียหน้าเมื่อถูกปฏิเสธ คนไทยส่วนใหญ่ก็จะเป็นแบบนี้ เหมือนกับเพื่อนผู้หญิงของผมคนหนึ่งที่บอกว่า ถ้าเขาจะยืมเงินใคร เขาต้องแน่ใจว่าคนคนนั้นจะไม่ปฏิเสธเขา เขาจะรู้สึกอายและเสียหน้ามากถ้าถูกปฏิเสธ

   ในที่สุดรูมเมททั้งสองคนก็ย้ายออกไปก่อนสิ้นเดือน ผมก็ยังหาที่อยู่ใหม่ไม่ได้ จะให้ผมกลับไปอยู่บ้านเรวัติก็เป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะตอนนี้ตั้วกับติ๊ดตี่ย้ายมาอยู่กับพี่ชายหลังจากที่ชัยกับเดี่ยวย้ายออกไป ถึงจะมีที่ว่างแต่ผมก็ไม่อยากกลับไปอยู่บ้านนั้นอีกแล้ว ผมยังจำเหตุการณ์ที่โดนจี้ได้ไม่มีวันลืม ถ้าอับจนหนทางผมก็คงจะไปขออาศัยที่วัดไปก่อน

   ผมโทรศัพท์ไปถามรุ่งโรจน์ถึงความคืบหน้าเรื่องร้าน แต่ผมได้รับคำตอบที่คาดไม่ถึง

   “ผมกับคุณพาตัดสินใจขายร้านแล้วนะพี่โจ ขายไปเท่ากับที่ซื้อมา ผมไม่ได้คิดเอากำไร ขายได้ในราคาไม่ขาดทุนเราสองคนก็ดีใจแล้ว ค่าซ่อมแซมต่างๆมันไม่คุ้มหรอก”

   “อ้าว ถ้าขายร้านแล้วเรื่องทำกรีนคาร์ดของผมล่ะ” ผมบอกตรงๆครับว่าช็อคกับสิ่งที่ได้ยิน

   “อันนี้พี่ก็ต้องเข้าใจผมนะ ผมเสียเงินไปเยอะไม่อยากเข้าเนื้ออีก” เขาตอบไม่ตรงคำถาม

   “โรจน์พอจะพูดกับเรให้ช่วยผมเรื่องนี้ได้ไหม”

   “ตอนนี้ทางร้านของเรก็กำลังทำเรื่องให้ตั้วกับติดตี่อยู่ อีกอย่างหนึ่งตอนนี้คนที่ร้านโน้นก็เยอะแล้ว”

   “ผมนึกไม่ถึงเลยนะว่าจะถูกลอยแพแบบนี้”

   “ไม่มีใครอยากจะให้เป็นแบบนี้หรอก แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วต่างก็ต้องหาทางแก้ไขกัน”

   “โรจน์พูดแบบนี้ได้ยังไง ผมมีงานดีๆทำอยู่แล้วที่เมืองไทย ที่มาอเมริกาเพราะโรจน์ชวนผมมา ผมขอให้พาไปหาทนายหลายครั้ง แต่ก็มีเหตุขัดข้องทุกที มาตอนนี้ผมไม่มีความหวังอะไรเหลืออยู่เลย อีกไม่นานวีซ่าทัวร์ของผมก็กำลังจะหมด ผมไม่อยากเป็นโรบินฮู๊ด”

   “ผมเสียใจนะพี่โจ ไม่ใช่พี่คนเดียวที่มีปัญหา ผมก็มีปัญหาที่ต้องแก้เหมือนกัน”

   “ผมผิดหวังมากนะ ผมมาอยู่นี่ใหม่ๆต้องอดทนกับน้องชายสามหาวของโรจน์ งานหนักแค่ไหน แต่ผมก็ไม่เคยบ่น เมื่อก่อนเวลาที่โรจน์ขอความช่วยเหลือผมไม่เคยปฏิเสธ แต่เรื่องความอยู่รอดของผมโรจน์กลับไม่คิดที่จะช่วยเลย โรจน์เปลี่ยนไปมากจนผมตามไม่ทัน”

   “เอาเถอะนะ ถ้าผมพอมีทางทำอะไรได้แล้วผมจะบอก แค่นี้ก่อนนะพี่” พูดจบโรจน์ก็รีบวางหูทันที
   
   ผมงงงวยยิ่งกว่าถูกทุบหัว มีอาการชาไปหมดทั้งตัว ไม่นึกไม่ฝันว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้กับตัวเอง แล้วนี่ผมจะทำอย่างไรดี ผมนั่งอยู่นานมากจนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน อยากจะร้องไห้ก็ร้องไม่ออก ผมจะทำอย่างไรดี มีความหวังอยู่ที่กลอเรียอีกคน ผมจะรวบรวมความกล้าพูดกับเธอ บอกตรงๆครับว่ากลัวมาก ทั้งขลาดทั้งอาย แต่ผมก็ไม่มีทางเลือก อีกห้าวันจะสิ้นเดือนผมต้องรีบจัดการปัญหาต่างๆให้เสร็จโดยด่วน

   “กลอเรียครับ คุณรู้สึกอย่างไรกับผม” ในที่สุดผมก็รวบรวมความกล้าถามกลอเรียจนได้ แต่ก็ถามแบบอ้อมค้อมตามแบบของผม

   “โจเป็นเพื่อนที่น่ารัก ฉันชอบเธอมากนะ เธอเป็นคนมีน้ำใจ และแปลกกว่าเพื่อนคนอื่นๆที่ฉันรู้จัก”

   “ขอบคุณครับ ว่าแต่ เอ้อ...อ้า...เราพอจะมีอนาคตร่วมกันได้ไหม”

   “โจหมายความว่าอย่างไร”

   “ผมหมายถึงว่า ผมรักคุณ เอ้อ...เราจะอยู่กินด้วยกันได้ไหม”   ถึงแม้ผมจะรักกลอเรีย แต่เมื่อคิดถึงเหตุของความจำเป็นก็อดที่จะกระดากไม่ได้ ผมเคยรู้สึกพิลึกที่เห็นโรจน์แต่งงานกับคุณพาเพื่อเอากรีนคาร์ด แต่แล้วผมก็ต้องมาทำสิ่งเดียวกัน

กลอเรียนิ่งไปครู่ใหญ่จนผมรู้สึกอึดอัด ในที่สุดเธอก็พูดออกมาว่า “ขอบคุณสำหรับความรู้สึกดีๆที่โจมีให้ฉัน ก่อนอื่นต้องบอกโจว่า ฉันชอบเธอมาก แต่คำว่าชอบกับรักนี่ต่างกันมาก ที่สำคัญมันเร็วเกินไป เรายังไม่รู้จักกันดีพอ”

“แล้วคุณจะต้องการเวลาแค่ไหนล่ะครับ” ผมรู้อยู่เต็มอกว่านี่คือคำปฏิเสธอย่างสุภาพ แต่ผมก็ยังไม่ละความพยายาม เหมือนกับพยายามคว้าไม้ผุๆชิ้นสุดท้ายเพื่อพยุงตัวก่อนที่จะจมน้ำตาย

“โจที่รัก ฉันไม่อยากทำลายน้ำใจของเธอนะ แต่เรามีอะไรที่แตกต่างกันมาก โจกับฉันเติบโตมาในสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน ฉันมีเพื่อนคนเอเซียมากมาย ฉันพอจะเข้าใจเธอ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดของการจะอยู่ด้วยกัน นอกเหนือไปจากความเข้าใจซึ่งกันและกันแล้ว ก็คือความซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา ฉันไม่ได้หมายความเฉพาะเรื่องนอกใจ แต่ฉันหมายถึงความจริงใจ การเปิดเผยความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา และไม่มีความลับต่อกัน”

“ผมมีความจริงใจให้คุณเต็มร้อย”

“ฉันรู้ แต่โจไม่เคยพูดความรู้สึกที่แท้จริงกับฉัน อย่างเวลาที่ฉันถามเธอว่าอยากไปไหน หรืออยากกินอะไร เธอบอกว่าแล้วแต่ฉัน หรืออะไรก็ได้ พอฉันเลือกสิ่งที่ฉันชอบเธอก็ไม่เอ็นจอย อย่างอาหารเม็กซิกัน หรืออิตาเลี่ยน ทำไมเธอไม่พูดออกมาตรงๆล่ะว่าไม่ชอบ แต่เธอฝืนใจทำเพื่อฉัน”

“ก็เพราะผมรักคุณ อยากทำทุกอย่างที่คุณพอใจ ผมถูกสอนมาให้แคร์ความรู้สึกของคนอื่น ให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา”

“นั่นก็เป็นสิ่งที่ดีนะ แต่ฉันก็ถูกสอนมาว่า ให้ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเอง Say what you mean and mean what you say. ถ้าโจทำโดยไม่ฝืนใจฉันจะชื่นชมมากทีเดียว ฉันไม่ชอบผู้ชายที่ตามใจฉันมากเกินไป ฉันเองก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่ชอบเป็นผู้นำ ถ้าฉันจะมีคู่ฉันอยากได้คนที่เป็นคู่คิดได้ หมายถึงว่าเราก้าวไปพร้อมๆกัน ไม่ใช่คนใดคนหนึ่งเดินล้ำหน้า”

“แล้วที่คุณมีความสัมพันธ์กับผม มันหมายความว่าอย่างไร”

“เรื่องเซ็กซ์เป็นเรื่องความพอใจของคนสองคน แต่มันไม่ใช่สิ่งที่จะผูกมัดกันได้”

“ผมไม่เข้าใจพวกฝรั่ง สำหรับผมถ้าผมมีความสัมพันธ์กับใครก็หมายถึงว่าผมต้องรับผิดชอบผู้หญิงคนนั้น”

“เธอยังคิดแบบสุภาพบุรุษยุคเก่าในสังคมของเธออยู่อีกหรือ ฉันได้ยินเพื่อนพยาบาลคนไทยบอกว่าผู้ชายไทยเจ้าชู้มาแต่ไหนแต่ไร สมัยก่อนมีเมียได้หลายคน ถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังมีการนอกใจเมียกันเป็นประจำ อันที่จริงเรื่องระหว่างเราของคนมันเกิดขึ้นไปตามธรรมชาติ มันก็ไม่ค่อยจะถูกต้องนักที่เพื่อนกับเพื่อนนอนด้วยกัน มันทำให้ความเป็นเพื่อนเปลี่ยนแปลง เพราะเกิดความคาดหวังขึ้น และในที่สุดก็ต้องเสียเพื่อนถ้าไม่เป็นไปอย่างที่หวัง ฉันก็ขอโทษโจด้วยถ้าทำให้เธอเข้าใจผิด อย่างไรก็ดีความรู้สึกดีๆของฉันที่มีให้กับเธอก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”

“ลาก่อนนะกลอเรีย” ผมพูดได้แค่นี้ก็รีบเดินแทบจะเป็นวิ่งออกจากบ้านกลอเรีย ผมได้ยินกลอเรียร้องเรียก แต่ผมไม่ฟัง รีบออกมาก่อนที่กลอเรียจะได้เห็นน้ำตาของผม

ผมเดินร้องไห้อย่างไม่อายใครจนกลับมาถึงบ้าน บ้านที่เงียบเหงาไม่มีรูมเมททั้งสองคน อีกไม่กี่วันผมก็ต้องย้ายออกไปแล้ว ตอนนี้ผมไม่มีความหวังอะไรเหลืออยู่แล้ว ผมทั้งเจ็บทั้งอายที่ถูกปฏิเสธ

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น คงจะเป็นกลอเรีย ผมไม่อยากรับสายเลย ยังไม่มีกะจิตกะใจจะพูดกับใครในเวลานี้ ผมนั่งร้องไห้อยู่นานมาก รู้สึกหดหู่และว้าเหว่ ไม่นึกเลยว่าความรักครั้งแรกจะลงเอยแบบนี้ ผมคงเข็ดไม่กล้าจะรักใครอีก กลอเรียเป็นคนตรงมาก เธอตรงเกินไปจนผมยอมรับไม่ได้
 
ผมยอมรับว่าตอนนี้คิดแต่เรื่องความอยู่รอด และกรีนคาร์ด เรื่องของอนาคตต่อไปยังไม่ได้คิดด้วยซ้ำ ตอนที่ถามกลอเรียเธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมตกงาน ผมไม่อยากให้เธอมารับรู้ปัญหาของผม ผมติดแค่ว่าเมื่อเธอตกลงใจกับผม เมื่อผมแก้ปัญหาเรื่องวีซ่าได้แล้วทุกสิ่งทุกอย่างจะคลี่คลาย ความรักที่ผมมีให้แก่กลอเรียคงจะทำให้ผมอยู่กินกับเธอได้อย่างตลอดรอดฝั่ง แต่เธอกลับคิดตรงข้าม

   ผมเริ่มเก็บข้าวของที่มีอยู่ไม่กี่ชิ้น อ้อยจัดการบอกเลิกสัญญาเช่าบ้าน เลิกใช้บริการน้ำ ไฟ และโทรศัพท์ บริการทุกอย่างจะสิ้นสุดตอนสิ้นเดือน อ้อยรอบคอบที่จะจัดการทุกอย่างก่อนเธอเดินทางไปเท็กซัส เธอบอกว่าถึงแม้ชื่อในสัญญาจะเป็นชื่อของนาง แต่เธอก็ต้องจัดการให้เรียบร้อย เพราะถ้านางกลับมาอีกจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องเครดิต

   นางเคยเล่าให้ฟังว่า มีนักเรียนไทยหลายคนที่”ชักดาบ”ก่อนที่จะกลับเมืองไทย ไม่ยอมจ่ายค่าไฟค่าโทรศัพท์งวดสุดท้าย และไม่ยอมบอกเลิกสัญญาเป็นกิจลักษณะ ที่ร้ายไปกว่านั้นถือโอกาสโทรทางไกลหลายร้อยดอลล่าร์แล้วไม่จ่าย บางคนก็รูดเครดิตคาร์ดซื้อของมากมายก่อนกลับเมืองไทย แล้วก็เบี้ยวไม่จ่าย

   ผมตัดสินใจแล้วว่าจะกลับเมืองไทย ผมจะไปขออาศัยวัดที่บร็องซ์นอนชั่วคราว ในระหว่างที่ติดต่อหาเที่ยวบินกลับเมืองไทย

พระเอกยังไม่ได้กลับบ้านหรอกค่ะ ยังมีเรื่องต้องผจญภัยอีกค่ะ โปรดอดใจรอนะคะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 07, 2010, 07:52:48 pm โดย PeggySueGuerra » บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2010, 10:35:12 pm »

โถ ๆ ๆ.....สงสารคุณโจเป็นยิ่งนัก ทำไมชีวิตถึงตกอับอย่างนี้.... เล่าต่อนะคะ ที่เข้ามาอ่านตอนนี้ช้า เพราะติดภารกิจหนักมากค่ะ หนักหลายสิบกิโลเลย
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2010, 03:39:18 pm »

ส่งความรัก ความสุข ความสำเร็จ ในวันตรุษจีนและวาเลนไทน์มาพร้อมนี้เลยนะคะ

ภาระกิจแต่ละคนหนัก ๆ ทั้งนั้น รู้สึกปีนี้ตั้งแต่ต้นปีมาเลยไม่ทราบอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะไปหมด
ของเรามีเรื่องงาน กับเรื่องสุขภาพค่ะ ก็เลยวุ่น ๆ วนไปวนมานี่แหล่ะค่ะ...
แต่ที่วุ่นแล้วมึนงงหน่อยก็เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 11 ที่ผ่านมาค่ะ อยู่ ๆ น้องที่ชมรมวรรณศิลป์ธรรมศาสตร์โทร.มาบอกว่า ตกลงที่จะไปคุยกันนั้น คือวันนี้ตอน 5โมงครึ่งครับ...เราก็ โอ! ทำไมเพิ่งมาบอก ทีแรกบอกวันที่ 4 แล้วก็หายไป
พอถึงวันที่ 4 ตอนเย็นโทร.มาบอกว่าขอเลื่อนไปก่อนครับแล้วจะโทร.มาใหม่ว่าเป็นวันไหน...แล้วก็เงียบบบหายไป
อีก จนถึงวันที่จัด มาบอกเอาตอนบ่ายสามโมงเกือบครึ่งแล้ว... ชีวิตก็สนุกสนานอย่างนี้แหล่ะค่ะ ปรากฏว่าน้องอุ้ยที่ติดต่อมา เกิดคุณแม่ไม่สบายก็เลยหายจ้อยไปเลยแล้วก็ไม่ได้ส่งข่าวคราวใด ๆ มาอีก จนเหลืออีกสองชั่วโมงก่อนถึงเวลาที่จะพูด แล้วสถานที่คือ หน้าตึกกิจกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต...สรุปก็คือเราก็เลยต้องรีบออกไปในบัดดล
ได้แท๊กซี่ที่รู้จักทาง ทำให้เราไปถึงได้ในตอน ห้าโมงยี่สิบ แต่เพราะแดดยังไม่ร่ม ลมยังไม่ตก ก็เลยเราไปนั่งรอและมองดูน้อง ๆจัดสถานที่ต่อ จนหกโมงเย็นการพูดคุยก็เริ่ม และไปจบลงตอน19.30น. ด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง ซึ่งเราก็ดีใจนะคะ ที่ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ยกเว้นเรื่องที่ทำให้ต้องออกจากบ้านที่อยู่กันคนละทิศแบบฉุกละหุกนี่แหล่ะค่ะ ที่เป็นแบบคิดไม่ถึงเลย

หวังว่าตอนนี้ภาระที่หนักอึ้งหลายกิโลของคุณอภิญญาคงหายไปหมดแล้วนะคะ ดีใจที่เห็นเข้ามาค่ะ
ส่วนคุณเพ็กกี้ก็ต้องช่วยตอนใหม่เร็ว ๆ แล้วละค่ะ พวกเราตามอ่านกันอยู่อย่างใจจดใจจ่อทีเดียว  และต้องขอบคุณมากนะคะที่แจ้งเรื่องเข้าเวบบอร์ดไม่ได้  ให้เวบมาสเตอร์ช่วยดูแล้วค่ะ  ของนิเองเวลาเจอจะกดเข้าไปใหม่ ทำสัก2-3 ครั้งก็จะเข้าได้ค่ะ...แต่ก็หงุดหงิดเหมือนกันเลยละค่ะ

สำหรับตัวอักษร นิว่า ประมาณ 12-13 นี่ก็จะทำให้อ่านได้สบายตาขึ้น ไม่ใหญ่มาก จะเปลี่ยนสีก่อนแล้วค่อยปรับขนาดตัวอักษร หรือปรับขนาดตัวก่อนแล้วค่อยเปลี่ยนสีตามก็ได้ทั้งคู่ค่ะ

หวังว่าตอนใหม่คงจะมาในเร็ววันนี้นะคะ ขอบคุณมากค่ะ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF