www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: นิยายน้ำตาโรบินฮู๊ด ตอนที่สิบสอง ตัดสินใจ  (อ่าน 2601 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 17, 2010, 05:56:13 pm »

                         ตอนที่สิบสอง ตัดสินใจ
   วันรุ่งขึ้นผมไปไชน่าทาวน์แต่เช้า เพื่อซื้ออาหารสำเร็จรูปและอาหารแห้งไปถวายพระ ผมต้องขึ้นรถไฟถึงสองต่อกว่าจะไปถึงวัด ผมนึกในใจว่าวัดไทยไม่น่ามาอยู่ในบร็องซ์เลย ผมไม่อยากไปที่บร็องซ์อีก เพราะเหตุการณ์ที่โดนจี้ยังคงสั่นสเทือนขวัญอยู่ไม่หาย

   “อ้าว คุณโจ หายหน้าไปนาน นี่ผมกำลังจะกลับเมืองไทยเสาร์หน้านี้แล้วนะ มาผมช่วยถือของ ซื้ออะไรมาเยอะแยะเลย” พี่ใหญ่ร้องทักเมื่อเห็นผมหอบของพะรุงพะรัง

   “เรื่องเงินโซเชี่ยลของพี่เรียบร้อยแล้วหรือครับ แล้วพี่จะไปสายการบินอะไรครับ” ผมนึกในใจว่า ดีเลยผมจะได้ถือโอกาสกลับพร้อมพี่ใหญ่

   “ผมเพิ่งได้รับเงินโซเชี่ยลงวดแรกเมื่อต้นเดือน เขาไดเร็ค ดีพอสิท (Direct Deposit) เข้าบัญชีผมเลย ผมอยู่เมืองไทยก็เอาบัตรเอทีเอ็มไปกดเงินออกมาใช้ก็สะดวกดี”

   “ไดเร็ค ดีพอสิทคืออะไรครับพี่” ผมงงกับศัพท์ใหม่ที่ได้ยิน คนไทยที่นี่ชอบพูดไทยปนฝรั่ง

   “หมายถึงการฝากเงินเข้าบัญชีของเราโดยตรงเลย อย่างสำนักงานโซเชี่ยลเขามีหมายเลขบัญชีเงินฝากในธนาคารของผมอยู่แล้ว พอเขาอนุมัติเงินเขาก็เอาเงินเข้าให้ผม วิธีนี้สะดวกดีผมไม่ต้องเอาเช็คไปเข้าแบงค์เอง”
   “อ๋อ พี่หมายถึงเด็พโพสิท”

   “ใช่ คนไทยชอบเรียกเด็พโพสิท การออกเสียงไม่ถูกนี่ก็ทำให้เกิดปัญหากับธนาคารได้นะ”

   “แบ็งค์เขาก็น่าจะเข้าใจนะ”

   “ภาษาอังกฤษไม่ยืดหยุ่นเหมือนภาษาไทย ยกตัวอย่างนะ ภาษาไทยเราพูดตัว ร เรือ ไม่ชัด หรือพูดไม่มีตัวควบกล้ำคนก็ยังเข้าใจ ถ้าคุณออกเสียงภาษาอังกฤษไม่ถูก เจ้าของภาษาก็ไม่เข้าใจ และเขาก็ไม่พยายามจะเข้าใจคุณด้วย ฝรั่งไม่ใจดีเหมือนคนไทย พวกเราเวลาได้ยินฝรั่งพยายามพูดไทยก็รู้สึกเอ็นดู ฝรั่งพูดผิดพูดถูกไทยอนุโลมพยายามเข้าใจเขา”

   “พี่ยังไม่ได้ตอบผมเลยว่าจะไปสายการบินอะไร”

   “ซาบรีน่า ออกจากเจเอฟเคแล้วก็ไปบรัสเซลที่เบลเยี่ยม แล้วถึงจะบินไปเมืองไทย” เจเอฟเค หรือ John F. Kenedy Airport เป็นสนามบินระหว่างประเทศในนิวยอร์ค

   “ขามาผมก็มาซาบรีน่า ค่าตั๋วถูกดีนะพี่ แล้วพี่ซื้อตั๋วที่ไหน”

   โทรศัพท์มือถือของพี่ใหญ่ดังขึ้นก่อนที่ผมจะได้คำตอบ “ขอตัวแป๊บนึงนะ”

   พี่ใหญ่รับโทรศัพท์ ผมก็เดินเลี่ยงออกมา แต่ก็ยังทันได้ยินคำพูดบางประโยค “อะไร ขาดคนอีกแล้วหรือ”

   “.......................” ทางโน้นคงโต้ตอบอะไรมา

   “อ๋อ ไฮซีซั่น”

   พี่ใหญ่คุยโทรศัพท์อยู่ประมาณห้านาที “โทษที คุณโจ พอดีชาญชัยโทรมาจากฟลอริด้า ตอนนี้ร้านอาหารไทยของเขากำลังต้องการคนเพิ่มเพื่อรับไฮซีซั่น”

   “ไฮซีซั่นคืออะไรครับ” ผมนึกในใจว่าอยู่ใกล้พี่ใหญ่นี่ได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษหลายคำ

   “High Season หมายถึงช่วงธุรกิจขาขึ้นไงล่ะ ตอนนี้เป็นฤดูหนาวรัฐทางเหนือจะมีหิมะตกบ่อยมาก คนที่อยู่ทางเหนือก็จะถือโอกาสเวเคชั่นไปฟลอริด้า เพราะที่นั่นอากาศอบอุ่นตลอดปี ในฤดูหนาวก็ไม่หนาวมาก และไม่มีหิมะ คนไทยเราเรียกเวเคชั่น (Vacation)ว่าพักร้อน แต่สำหรับฝรั่งต้องเรียกว่าพักหนาวจึงจะถูกนะ เพราะฉะนั้นช่วงหน้าหนาวนี้ธุรกิจต่างๆที่รัฐฟลอริด้ากำลังบูมมากๆเลย ว่าแต่คุณโจสนใจงานนี้ไหมล่ะ ได้ข่าวว่าร้านถูกสั่งปิดไม่ใช่หรือ”

   โอ้โฮ ข่าวไม่ดีนี้แพร่กระจายเร็วจริงๆ ดูเหมือนว่าพี่ใหญ่จะล่วงรู้ความคิดของผม เขาพูดว่า “ในสังคมแคบๆแบบสังคมไทย ใครเป็นอะไรรู้กันทั่ว โดยเฉพาะเรื่องความเดือดร้อนของคนอื่นนี่กลายเป็น Talk of The Townไปเลย การทำธุรกิจที่นี่มีการแข่งขันสูงมาก ถูกปิดไปหนึ่งร้านก็หมายถึงหมดคู่แข่งไปหนึ่งราย แต่ไม่ว่าเขาจะถูกสั่งปิดด้วยสาเหตุอะไร ผมก็เห็นใจเขานะ ยังไงเราก็คนไทยด้วยกัน”

   “อันที่จริงร้านนี้เจ้าของเขาซื้อมาถูกมาก แต่มีเรื่องให้ต้องซ่อมแซมเยอะมาก เขาตัดสินใจขายแล้วละครับ”

   “คุณสนใจจะไปทำงานที่ฟลอริด้าไหมล่ะ”

   “ตอนแรกผมคิดว่าจะมาขอพักที่วัดสักสอง-สามวัน กะว่าจะติดต่อซื้อตั๋วกลับเมืองไทย อพาร์ตเม้นท์ที่อยู่ตอนนี้ก็บอกเลิกสัญญาเช่าไปแล้ว สิ้นเดือนผมก็ต้องย้ายออก สำหรับงานที่ฟลอริด้าผมอยากได้รายละเอียดก่อนตัดสินใจครับ”

   “ถ้าอย่างนั้นผมจะติดต่อให้คุณคุยกับชาญชัยเอง คุณจะได้ถามเขาให้หายสงสัย แล้วจะได้ตัดสินใจ ผมรู้จักชาญชัยมาตั้งแต่อยู่ที่เมืองไทย เขาเป็นคนดีนะ ฐานะทางบ้านเขาก็ดี แต่ชาญชัยมาสร้างหลักฐานเองที่นี่ ร้านของเขาเป็นร้านไทยแห่งเดียวในเมืองนั้น เขาก็เลยไม่มีคู่แข่ง”

   หลังจากถวายภัตตาหารเพลและพวกเรารับประทานอาหารกันเสร็จแล้ว พี่ใหญ่ก็ต่อโทรศัพท์ไปฟลอริด้า ผมได้พูดกับคุณชาญชัยเจ้าของร้าน เขาบอกว่าร้านของเขาอยู่บนเกาะเล็กๆแห่งหนึ่ง ซึ่งห่างจากตัวเมืองประมาณยี่สิบไมล์ เกาะนี้เป็นรีสอร์ทที่มีโรงแรม ร้านอาหารนานาชาติ และร้านค้าหลายประเภท บนเกาะนั้นมีร้านไทยเพียงแห่งเดียว ร้านแห่งนี้ชื่อว่า Emerald of Siam ช่วงไฮซีซั่นเปิดขายทั้งกลางวันและตอนเย็น

   ฟังน้ำเสียงคุณชาญชัยทางโทรศัพท์แล้ว เขาเป็นคนเสียงดีจริงๆ น่าจะไปเป็นคนอ่านข่าวทางโทรทัศน์ เขาบอกว่า “ร้านนี้มีชื่อไทยสั้นๆว่ามรกต เป็นชื่อลูกสาวของผมเอง คนที่ทำงานในครัวจะต้องมาเตรียมของตั้งแต่สิบโมงเช้า ร้านปิดสี่ทุ่ม”

               โอ้โฮ ชั่วโมงทำงานยาวจริงๆ ผมนึกในใจ

               คุณชาญชัยบอกต่อไปว่า “หลังบ่ายสามโมงไปแล้วถ้าพนักงานเตรียมของเรียบร้อยสำหรับขายตอนเย็นก็ไปเบรคได้ ถ้าเตรียมของเสร็จเร็วก็จะมีเวลาพักมากหน่อย ร้านจะเปิดขายอีกทีก็ตอนห้าโมงเย็น ผมจะไม่ยอมให้ลูกค้านั่งเเช่จนเลยเวลาร้านปิด และลูกค้าส่วนใหญ่ก็มีมารยาทพอที่จะรู้เวลา”

               โอ้ ดีจริง แบบนี้ผมชอบ ไม่หมือนลูกค้าส่วนใหญ่ในนิวยอร์คที่ชอบนั่งคุยนั่งดื่ม บางทีเลยสองยามก็มี ใครๆเขาก็บอกว่าเมืองนิวยอร์คเป็น The City that never sleeps. ผู้คนถึงลืมเวล่ำเวลา เที่ยวจนดึกดื่น

             คุณชาญชัยถามถึงประสบการณ์การทำงานของผม ผมก็เล่าที่มาที่ไปของตัวเองให้เขาฟัง ผมไม่มีอะไรที่ต้องปิดบัง ผมบอกเขาไปด้วยว่าร้านถูกปิดเพราะอะไร และทำไมเจ้าของร้านจึงตัดสินใจขายร้าน

“ตอนนี้คุณยังมีวีซ่าอยู่หรือเปล่า”

“มีครับ แต่อีกเดือนเดียววีซ่าทัวร์ก็จะหมดแล้ว ผมไม่มีกรีนคาร์ด จะมีปัญหาอะไรไหมครับ”

“ไม่เป็นไร ผมต้องการคนมาทำงาน ถ้าซื่อสัตย์ขยันขันแข็งผมก็พอใจ ร้านของผมอยู่ห่างจากตัวเมืองพอสมควร เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นคงไม่มาตรวจ ถึงแม้จะมีคนแจ้งไป เขาก็คงไม่มาจับโรบินฮู๊ดแค่ไม่กี่คน เพราะไม่คุ้มกับการเดินทาง”

“แล้วเรื่อง เอ้อ...เงินเดือน” ผมสังเกตอย่างหนึ่งว่า พวกเราคนไทยมักจะไม่กล้าถามเรื่องเงินเดือน กลัวนายจ้างหาว่างก บางคนพอนายจ้างถามว่าจะเรียกเงินเดือนเท่าไหร่ ก็ตอบไปว่ายังไงก็ได้ แต่พอเงินเดือนออกได้น้อยกว่าที่คาดหวังไว้ก็ไม่พอใจ ถึงแม้ว่าคำถามของผมจะเร็วไปหน่อย แต่ผมจำเป็นต้องได้ข้อมูลมากที่สุดเพื่อประกอบการตัดสินใจ

“ร้านเดิมเขาจ่ายคุณเท่าไหร่ล่ะ” คุณชาญชัยย้อนถาม

“หนึ่งพันสองร้อยบาทครับ”

“อะไรนะ พันสองร้อยบาท หรือพันสองร้อยดอลล่าร์”

“ขอโทษครับ พันสองร้อยดอลล่าร์ พวกเราติดคำว่าบาทครับ เราเรียกดอลล่าร์ว่าบาท”

“ผมรู้ แล้วการเรียกแบบนี้ระบาดไปในหมู่คนไทยทั่วอเมริกา คนไทยไม่ว่าในรัฐไหนเรียกเงินดอลล่าร์เป็นบาทหมด ผมเป็นเจ้าของธุรกิจนะ ถ้าผมจ้างลูกจ้างในอัตราเงินบาทได้ผมรวยไปนานแล้ว” เขาก็มีอารมณ์ขันเหมือนกัน แล้วเขาก็พูดต่อไปแบบเป็นการเป็นงาน “คืออย่างนี้นะ ตำแหน่งที่ว่างนี่เป็นหน้าที่เสริม ผมหมายความว่า ผมอยากให้คุณเรียนรู้งานในครัวทุกอย่าง ตั้งแต่หั่นผัก เตรียมของ แกง ปิ้ง ทอด ต่อไปจะให้คุณผัดแทนพ่อครัวมือหนึ่งด้วย ถ้ามีคนหยุดคุณก็เข้าไปทำแทนเขา ผมคงยังไม่ให้เงินเดือนอัตราเดียวกับที่คุณเคยได้ ผมให้หนึ่งพันหนึ่งร้อยดอลล่าร์ไปก่อน ถ้าคุณอยู่กับผมได้นานเกินหกเดือน ผมจะขึ้นเงินเดือนให้ “

“เอ้อ....”

“ฟังดูแล้วเงินเดือนน้อย แต่คุณแทบจะไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเลย เรามีที่พักให้คนที่ทำงานในครัว พวกผู้ชายก็อยู่ด้านล่างของร้าน ใกล้ห้องเก็บของ อาจจะไม่สบายนัก แต่ก็สะดวกเพราะไม่ต้องเสียค่ารถมาทำงาน อาหารคุณก็กินที่ร้าน ผมไม่หวงเรื่องของกิน ถ้าพนักงานรู้จักประมาณ ไม่เอาอาหารสดต้นทุนสูงอย่างพวกซีฟู้ดมาทำอาหารกินกัน ถ้าคุณชอบความสงบ คุณจะชอบบรรยากาศของเกาะนี้  คุณจะเก็บเงินได้มากกว่าตอนอยู่ที่นิวยอร์คแน่นอน”

               “ผมขอเวลาตัดสินใจสักสอง-สามวันได้ไหมครับ”

   “เอาอย่างนั้นก็ได้ แต่ช่วงนี้ไฮซีซั่น ผมก็ต้องการคนด่วน ถ้าคุณอยู่กับผมได้เกินหกเดือนผมจะจ่ายค่าเครื่องบินคืนให้คุณ ผมจะรอคำตอบนะ”

   ผมก็ต้องรีบตัดสินใจ ถ้าผมไม่ไปทำงานที่ฟลอริด้า ผมก็ต้องกลับเมืองไทย การอยู่นิวยอร์คต่อเป็นเรื่องยาก ค่าครองชีพที่นี่สูง ผมตกงาน บ้านก็ไม่มีอยู่ จะให้ออกไปหางานทำผมก็ยังไม่คล่องตัวพอที่จะทำได้ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเริ่มต้นยังไง เรื่องงานที่ฟลอริด้าก็น่าจะลองดู ถ้าเกิดอยู่ไม่ได้ผมก็จะกลับเมืองไทย แต่ตอนนี้ผมต้องขออาศัยวัดไปก่อน

                พี่ใหญ่พาผมไปแนะนำกับท่านมหาเกษม ท่านเป็นผู้ดูแลวัดแทนท่านเจ้าอาวาสที่เดินทางไปทำธุระที่เมืองไทย  ท่านมหาอนุญาตให้พักได้ชั่วคราว พอผมเรียนท่านว่าอาจจะตัดสินใจไปทำงานที่ฟลอริด้า ท่านก็ปรารภว่า ร้านนี้มาขอให้ช่วยติดประกาศหาคนบ่อยมาก ท่านสงสัยว่าร้านนี้ทำไมคนถึงเข้า-ออกบ่อย พี่ใหญ่บอกว่า “ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ผมไม่เคยไปร้านนี้เลยบอกไม่ได้ว่าทำไมลูกจ้างถึงอยู่ไม่ทน แต่ผมรับรองได้ว่าเจ้าของร้านเป็นคนดี ”
   
              เมื่อผมบอกพี่ใหญ่ถึงการตัดสินใจ พี่ใหญ่ก็บอกว่า ไปลองดูก็ไม่เสียหายอะไร “ถ้าโจอยู่กับชาญชัยได้นาน ชาญชัยคงจะช่วยคุณเรื่องใบเขียวได้”

   “ผมก็ไม่หวังถึงขนาดนั้นหรอกครับ ผมก็แปลกใจเหมือนกับที่หลายๆคนพูดว่า ทำไมคนที่ทำงานร้านคุณชาญชัยถึงอยู่ไม่ทน”

   “เอาเถอะ ไปอยู่แล้วก็รู้เอง ถ้าอยู่ไม่ได้ก็ถือเสียว่าไปเที่ยวฟลอริด้าก็แล้วกัน”

   หลังจากที่ผมตอบตกลงไปกับคุณชาญชัยแล้ว พี่ใหญ่ก็ช่วยจองตั๋วเครื่องบินไปฟลอริด้าให้ ผมถามพี่ใหญ่เรื่องเงินสดจำนวนหลายพันดอลล่าร์ที่ผมมีติดตัว ผมไม่อยากพกเงินสดมากๆ ผมไม่เคยมีบัญชีเงินฝากกับธนาคารที่นี่ เพราะผมไม่เคยรู้ว่าการเปิดบัญชีที่นี่ทำอย่างไร ผมกำลังจะไปอยู่รวมกับคนแปลกหน้า การพกเงินสดมากๆย่อมไม่ปลอดภัย พี่ใหญ่แนะนำให้ซื้อเช็คเดินทาง เพราะเช็คเดินทางออกในชื่อผม ผมเท่านั้นที่จะขึ้นเงินได้ พี่ใหญ่แนะนำว่าให้เปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารที่ฟลอริด้า

   “พวกโรบินฮู๊ดที่นี่ไม่กล้าทำอะไรเลย แม้กระทั่งเปิดบัญชีกับธนาคาร เพราะเขาไม่มีใบอะไรเลย ส่วนใหญ่ธนาคารจะขอดูใบขับขี่กับใบโซเชี่ยล”
   
               “ผมไม่มีทั้งสองอย่าง”

   “อันที่จริงมีใบโซเชี่ยล กับหนังสือเดินทางก็ใช้ได้แล้ว แบงค์บางแห่งยินยอมให้เราเปิดบัญชีโดยไม่มีใบโซเชี่ยล แต่ต้องเอาใบโซเชี่ยลไปให้เขาทีหลัง”

               ผมนัดแนะกับคุณชาญชัยเรื่องเวลาที่จะไปถึงฟลอริด้า เขาจะรอรับที่สนามบิน จะถือป้ายที่เขียนชื่อผมเป็นภาษาไทย ผมนึกได้แล้ว คราวก่อนที่มาวัด พระรูปหนึ่งก็พูดถึงร้านไทยที่ฟลอริด้า คงจะเป็นร้านนี้นี่เอง  ตอนนั้นผมไม่ได้สนใจฟังด้วยซ้ำ ใครจะไปคิดว่าจะมีเหตุโยงมาให้เกี่ยวพันกัน ตอนแรกผมกะจะเดินทางกลับเมืองไทยพร้อมพี่ใหญ่ แต่ตอนนี้วิถีชีวิตหักเหไปแล้ว ผมก็อยากจะลองดูเหมือนกัน ไปตามดวง ดูซิว่าจะมีอะไรอีก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 17, 2010, 06:01:15 pm โดย PeggySueGuerra » บันทึกการเข้า
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 17, 2010, 06:14:43 pm »

โพสต์นิยายก่อน แล้วค่อยคุยทีหลัง ฮิ ฮิ

เข้าเว็บไม่ได้หลายวัน คิดถึงพวกเรานะคะ ตอนนี้ต่างคนต่างก็ยุ่งกัน จะว่าไปเพ็กกี้ไม่ค่อยยุ่งเท่าไหร่ มีเวลาว่างมากเกินไปด้วยซ้ำ แต่กลับไม่มีอารมณ์จะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน สงสัยโรคชราเริ่มเข้ามาเยือน Grin

สังเกตดูจำนวนคนอ่านนิยายเรื่องนี้มีไม่น้อย แต่คนออกความเห็นมีไม่กี่คน จะว่าไปแล้วเว็บเล็กๆของเรามีจำนวนคนอ่านหลายสิบคนเพ็กกี้ก็ดีใจแล้วค่ะ

ความในใจเรื่องหนึ่งของเพ็กกี้นะคะ อาจจะเคยพูดไปแล้ว คือเป็นคนที่เกลียดการพูดไทยปนฝรั่ง แต่ทำไมนิยายของเพ็กกี้มีทับศัพท์ภาษาอังกฤษเยอะมาก ทั้งนี้ก็เพราะอยากจะให้พวกเราเห็นพฤติกรรมของคนไทยในต่างประเทศ แล้วพฤติกรรมแบบนี้ก็ระบาดมาที่เมืองไทย เดี๋ยวนี้คนไทยจะต้องพูดไทยปนฝรั่ง แล้วส่วนใหญ่ก็จะเอาศัพท์ภาษาอังกฤษมาใช้อย่างไม่ถูกต้องด้วย มันเป็นกระแสนิยมที่กู่ไม่กลับเสียแล้ว เพ็กกี้เคยบอกคนที่เป็นล่ามให้เขาว่า คุณชอบพูดไทยปนฝรั่ง แต่พอให้พูดภาษาอังกฤษทั้งประโยคกลับทำไม่ได้

เพ็กกี้เขียนบทความเรื่อง "ฝรั่งพูดไทย/ไทยพูดฝรั่ง" ชี้ให้เห็นจุดบกพร่องที่หลายๆคนไม่รู้ในการออกเสียงภาษาอังกฤษ เพ็กกี้ค่อนข้างจะสวนกระแสกับคนอื่น เพราะคนส่วนใหญ่ไม่เห็นความสำคัญในการออกเสียงภาษาอังกฤษให้ถูก้อง ขอให้เรียงประโยคได้ก็พอแล้ว เอาไว้นิยายเรื่องนี้จบแล้วจะโพสต์บทความให้อ่าน พวกเราจะได้เข้าใจที่เพ็กกี้พูดดีขึ้น
บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2010, 07:52:07 am »

คุณเพ็กกี้คะ

อย่างน้อยก็มีแฟนพันธุ์แท้ที่ชื่อ อภิญญา คนหนึ่งละที่เข้ามาพูดคุย .......โอ้คุณโจของเราดูจะโชคดีไม่ต้องกลับเมืองไทยมือเปล่าแล้วนะคะ แต่จะโชคดีหรือโชคร้ายกันก็ยังไม่รู้ คุณเพ็กกี้นี่เข้าใจผูกประเด็นได้ทุกตอนเลย อยากรู้เสียแล้วว่าทำไมพนักงานที่ร้านมรกตถึงอยู่กันไม่ทน.....อย่าให้รอนานนะคะ......
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2010, 01:24:15 pm »

อย่าว่าแต่คุณเพ๊กกี้เลยค่ะที่เข้าเวบบอร์ดยาก นิเองเมื่อคืนจะตอบยังตอบไม่ได้เลย ฮา!

บางทีก็ขำไม่ออก บรรดาเวบ มาสเตอร์ ก็ทำหน้าน่าสงสาร ทำนองว่า อีกแล้วเหรอ อะไรประมาณนี้แหล่ะค่ะ...

แต่เรื่องคุณเพ๊กกี้มีคนตามอ่านแยะค่ะ ดังนั้น เขียนตอนต่อไปเร็ว ๆ ได้เลยนะคะ เผื่อแฟน ๆ ที่เป็นนักอ่าน และอ่านเงียบ ๆ มานานจะได้นึกสนุกอยากร่วมคุยกับพวกเราบ้าง

เรื่องพูดไทยคำอังกฤษคำนี่ บางทีก็เป็นเพราะเผลอนะคะ เพราะนิเองบางทีก็เป็นเหมือนกัน ยิ่งตอนกลับเมืองไทยใหม่ ๆ นี่บางทีก็ลืมไปค่ะว่านี่เราอยู่ที่บ้านเราแล้วนะจ๊ะ... แต่เมื่อไหร่ที่นึกได้จะรีบหยุดไว้ในใจแล้วปล่อยคำไทยออกมาแทนค่ะ

ดีค่ะ ที่คุณเพ๊กกี้เน้นเรื่องการออกเสียงคำที่ถูกต้อง เพราะเมื่อก่อนที่เราเรียนมาก็มีการออกเสียงไม่ตรงมาบ้าง แต่สมัยนี้ดูจะยิ่งแย่กว่าแต่ก่อนนะคะ บางทีฟังแล้วก็ต้องทำใจ...อ๊ะ สมัยใหม่เขาบอกว่า ต้องทำจาย...อารายทำนองนั้นนะฮ้า...

จะคอยอ่านบทความนั้นนะคะ

ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF