www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: นิยายน้ำตาโรบินฮู๊ด ตอนที่สิบสาม เกาะสวาทหาดสวรรค์  (อ่าน 2321 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2010, 04:39:23 pm »

              ตอนที่สิบสาม เกาะสวาท หาดสวรรค์
   เครื่องบินใช้เวลาบินแค่สองชั่วโมงครึ่งก็มาถึงเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งในรัฐฟลอริด้า เมื่อมาถึงสนามบิน คุณชาญชัยรอรับอยู่แล้ว  ผมรู้สึกสะดุดตากับบุคคลิกของเขา ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นผู้ชายที่สูงแค่ร้อยเจ็ดสิบเซ็นติเมตร แต่การแต่งตัวที่ทันสมัย ทำให้เขาดูดี ผมบอกได้เลยว่าเสื้อผ้าและรองเท้าของเขาเป็นของแบรนด์เนมและราคาแพง หน้าตาเขาออกสไตล์ตี๋ แต่เป็นตี๋ที่หล่อ คุณชาญชัยไว้หนวดให้ลงมาจดกับเครา ข้างแก้มทั้งสองข้างเขาโกนเรียบ การไว้หนวดเคราแบบนี้เป็นที่นิยมในหมู่ฝรั่ง ชายไทยน้อยคนที่จะไว้หนวดได้งาม เพราะหนุ่มไทยส่วนใหญ่จะมีหนวดน้อย บางคนก็ขึ้นหรอมแหรมเหมือนหนวดแมว

คุณชาญชัยขับรถเมอเซดีส เบนซ์รุ่นล่าสุดมารับผม เมื่อเข้ามานั่งในรถด้วยกันผมได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจากร่างกายของคุณชาญชัยอย่างชัดเจน ผมไม่ค่อยคุ้นกับน้ำหอม รู้สึกจะแพ้เอาด้วยซ้ำ ผมเกือบจะจามออกมาแล้ว แต่กลัวว่าจะเสียมารยาท เลยต้องเอามือบีบจมูก วิธีนี้เป็นการกลั้นอาการจามได้ดีทีเดียว

เมื่อออกจากสนามบินผมเห็นป้ายบอกทางไปสะพานข้ามเกาะที่มีระยะทางสิบห้าไมล์ สะพานข้ามเกาะมีความยาวสามไมล์ น้ำทะเลเป็นสีฟ้าสดสวย ผมไม่ได้เห็นทะเลนานแล้ว มันให้ความรู้สึกสงบเยือกเย็น ผมเห็นเรือใบหลายลำแล่นอยู่ในทะเล ตอนนั้นเป็นเวลาหลังห้าโมงเย็น พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า (แต่ผมว่าพระอาทิตย์กำลังจะตกน้ำมากกว่า) มองดูแล้วสงบเงียบ ผิดกับความคึกคักของนิวยอร์คซิตี้ที่เพิ่งจากมา

   “ผมจะพาคุณไปดูรอบๆเกาะก่อนนะ ไปดูก่อนที่จะมืด” เมื่อมาถึงเกาะแล้วคุณชาญชัยขับรถพาผมไปชมเกาะที่มีความกว้างแค่ไมล์ครึ่ง และยาวสิบหกไมล์ คุณชาญชัยบอกว่า เกาะนี้มีรูปร่างคล้ายพระจันทร์ครึ่งดวง ที่นี่เป็นรีสอร์ท มีโรงแรม ร้านอาหารและร้านค้าต่างๆมากมาย “เกาะนี้เขาพยายามอนุรักษ์ธรรมชาติเต็มที่ คุณลองสังเกตซิ สิ่งก่อสร้างต่างๆเขาจำกัดไม่ให้สูงเกินสองชั้น” คุณชาญชัยอธิบาย

   “มีรถมาจากรัฐอื่นด้วย โอ้ มาจากอลาสก้าก็มี ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะขับมาไกลขนาดนี้ ที่นี่เป็นศูนย์รวมป้ายทะเบียนรถจากรัฐต่างๆเลยนะครับ” ผมรู้สึกตื่นเต้น

   “มาจากกแคนาดาก็มีนะ ดูคันข้างหน้าเราซิ เขียนว่าQuebec ไอ้คันข้างๆก็มาจากOntario” คุณชาญชัยชี้ให้ดูป้ายทะเบียนรถจากแคนาดาที่มีอยู่ถึงสี่-ห้าคัน “คนพวกนี้เขาเรียกพวก Snowbird เขาจะมาเที่ยวฟลอริด้าตอนหน้าหนาว ร้านของผมเริ่มขายดีตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงกลางเดือนเมษายน ส่วนใหญ่พอหลังวันอีสเตอร์พวกสโนว์เบิร์ดก็จะกลับบ้าน” คุณชาญชัยอธิบายต่อ

   “บนเกาะนี่สวยมากครับ ผมชักชอบแล้ว เกาะเล็กๆแบบนี้ถ้าคนชอบออกกำลัง วิ่งรอบเกาะได้สบายเลย”

   “ผมดีใจที่ได้ยินคุณบอกว่าชอบ ถ้าชอบคุณก็คงอยู่ได้นาน แต่พวกคนที่มาทำงานที่นี่จะบ่นว่าเหงา ไม่มีอะไรทำ ไม่มีที่เที่ยว”

   “ผมเห็นมีร้านค้ามากมาย ร้านอาหารนานาชาติ บาร์ก็มี ทำไมเขาถึงว่าไม่มีที่เที่ยว”

   “ที่เที่ยวที่คุณเห็นมันอาจจะไม่เหมาะกับคนทำงานอย่างพวกเรา อะไรทุกอย่างบนเกาะนี้ค่อนข้างแพง เราต้องซื้อหาวัตถุดิบมาจากในเมือง ต้นทุนก็สูงเป็นธรรมดา ร้านของผมขายอาหารแพงกว่าร้านไทยที่อื่นเกือบสองเท่า”

   “สำหรับผมไม่ค่อยสนใจพวกที่เที่ยวกลางคืนเท่าไหร่ ผมสนใจธรรมชาติมากกว่า”

“รัฐนี้มีคนสูงอายุที่ปลดเกษียณแล้ว พวกเขาย้ายจากรัฐอื่นมาอยู่ที่ฟลอริด้าเพราะว่าอากาศอบอุ่นตลอดปี คุณจะเห็นคนแก่ที่นี่เยอะมาก”

เกาะนี้เงียบสงบ น่าอยู่สำหรับคนทุกเพศทุกวัย เมื่อไปที่ท้ายเกาะคุณชาญชัยชี้ให้ดูประภาคาร เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็น น้ำทะเลเป็นสีฟ้าใส ทำให้ผมนึกถึงอัญมณีสีน้ำทะเลที่เรียกว่า อความารีน (Aqua-marine) ผมตั้งใจว่าวันหลังจะมาที่ท้ายเกาะนี่เอง

ชมเกาะจนรอบแล้วก็ค่ำพอดี คุณชาญชัยพามาที่ร้านมรกตแห่งสยามที่ตั้งอยู่บนเนื้อที่หนึ่งเอเคอร์ ร้านนี้มีลักษณะเหมือนบ้านทรงไทยสองชั้น คุณชาญชัยพาผมไปดูที่พักซึ่งอยู่ชั้นล่างของร้านอาหาร ห้องนอนมันหลบอยู่หลังห้องเก็บของ ห้องนี้เป็นห้องกว้าง มีเตียง และที่นอนอยู่สามอัน มีพนักงานชายอยู่ก่อนแล้วสองคน ห้องกรุด้วยมุ้งลวด ดูสะอาดพอใช้ คุณชาญชัยบอกว่าเตียงกลางเป็นของผม มีตู้ปลายเตียงเล็กๆให้เก็บของใช้ส่วนตัว

   คุณชาญชัยรอให้ผมเก็บของเข้าตู้เสร็จแล้ว เขาจึงพาผมขึ้นไปชั้นบนซึ่งเป็นห้องอาหาร มีทางขึ้นด้านหลังที่เข้าไปถึงครัวเลย คุณชาญชัยบอกว่า พวกบริษัทส่งของจะใช้ทางขึ้นด้านหลังนี้ ส่วนทางขึ้นด้านหน้าจะเปิดเฉพาะตอนที่ร้านขายอาหารกลางวันและเย็น

   พ้นจากทางขึ้นด้านหลังก็เห็นระเบียงกว้างที่กรุมุ้งลวดเพื่อป้องกันแมลงเข้า “พวกคนในครัวชอบมานั่งหั่นของกันตรงนี้ เขาว่าลมเย็นดี” คุณชาญชัยบอก

   ตอนเข้าไปในครัวผมเห็นทุกคนกำลังทำงานอย่างรีบเร่ง ทั้งจัดจาน ทอดปอเปี๊ยะ และผัด ตรงที่ล้างจานก็เห็นจานกองพะเนิน ยุ่งจริงๆอย่างที่เขาว่า คุณชาญชัยสั่งข้าวราดหน้ากะเพราไก่ไข่ดาวสำหรับเราสองคน แล้วเขาก็พาผมไปนั่งกินข้าวที่ระเบียงหลังครัว อันที่จริงผมอยากจะอาบน้ำก่อนกินข้าว แต่รู้สึกว่ายังไม่เหมาะที่จะถามว่าห้องน้ำอยู่ที่ไหน ไม่เป็นไรผมรอได้

   “ตอนนี้ในครัวกำลังยุ่ง กินอะไรง่ายๆกันก่อนนะ พวกเครื่องดื่มอยู่ด้านใน น้ำอัดลมทานได้ไม่อั้น แต่พวกเหล้าเบียร์นี่ขอนะ” คุณชาญชัยบอก

   “ครับ ผมเข้าใจ”

   “ตอนกลางวันร้านเปิดขายตั้งแต่สิบเอ็ดโมงไปจนถึงบ่ายสองโมง อันที่จริงพอบ่ายโมงสี่สิบห้าผมก็บอกพวกคนเสริฟไม่ให้รับออร์เด้อร์แล้ว เพราะถ้าลูกค้าสั่งอาหารเอาตอนใกล้จะปิดร้าน เขาก็จะนั่งยืดเยื้อ ตอนกลางคืนก็เหมือนกัน สามทุ่มครึ่งเราก็ไม่รับออร์เด้อร์แล้ว แต่ลูกค้าที่กำลังกินอยู่ก่อนก็นั่งได้จนร้านปิด อาจจะเลยเวลานิดหน่อยก็ไม่เป็นไร ผมเห็นใจพวกเราที่ทำงานกันหลายชั่วโมง เมื่อถึงเวลาร้านเลิกทุกคนก็อยากพักผ่อน จริงไหม”

   “ครับ”

   “อันที่จริงการที่พวกเราอาศัยอยู่ที่ใต้ถุนร้านมันก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะที่อเมริกามีกฎหมายที่เรียกว่าZoning Law ผมเรียกภาษาไทยไม่ถูก แต่อธิบายให้ฟังได้ว่า เขตไหนที่เป็นเขตทำธุรกิจ เขาห้ามคนอยู่อาศัย ถ้าเป็นเขตบ้านเรือนเขาก็จะไม่อนุญาตให้ทำการค้า”

   “ผิดกับที่เมืองไทยนะครับ เราไม่มีกฎหมายโซนนิ่ง ที่บ้านผมเป็นตึกแถว ข้างล่างเป็นร้านขายข้าวแกง ข้างบนเป็นที่อยู่”

   “ที่ผมอนุญาตให้พนักงานผู้ชายอยู่ที่ร้านก็เพื่อความสะดวก เพราะบ้านเช่าหรืออพาร์ตเม้นท์บนเกาะนี้ราคาแพงมาก อีกอย่างหนึ่งบนเกาะไม่มีรถเมล์ เพื่อตัดปัญหาการเดินทางผมก็เลยให้พนักงานอยู่ที่นี่โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ถ้าต่อไปคุณอยากจะขยับขยายออกไปอยู่เองก็แล้วแต่”

   “แล้วค่าเช่าบ้านตกเดือนละเท่าไหร่ครับ”

   “ค่าเช่าอพาร์ตเม้นท์ห้องนอนเดียวก็เดือนละแปดร้อย ถ้าเช่าบ้านสามห้องนอนทั้งหลังก็ประมาณพันห้า”

   “โอ้โฮ แพงกว่าที่แมนแฮตตั้นอีก” ผมฟังแล้วตกใจเลยละครับ

   “พวกพนักงานเสริฟของผมบางคนก็อยู่ในเมือง แต่เขามีรถ บางคนก็เช่าบ้านรวมกับเพื่อนอยู่บนเกาะนี่”

   พอกินอาหารเย็นเสร็จคุณชาญชัยก็พาผมไปทำความรู้จักกับภรรยาของเขา คุณบุษราคัมต้อนรับผมด้วยอัธยาศัยอันดี “ยินดีที่ได้คุณมาร่วมงานกับเรา หวังว่าคุณคงจะอยู่กับเรานานๆนะ ที่นี่เราอยู่กันแบบพี่น้อง มีอะไรก็คุยกันได้นะ”

   “ขอบคุณครับ”

   คุณบุษราคัมเป็นหญิงร่างเล็ก ผิวคล้ำ จุดเด่นบนใบหน้าของเธอคือดวงตา ถึงแม้เธอจะไม่ใช่คนสวย แต่เธอแต่งตัวดี มีรสนิยม สองสามีภรรยาแต่งตัวเก่งทั้งคู่

   “นั่งรอสักพักนะ อีกสักชั่วโมงครัวก็จะปิดแล้ว จะได้แนะนำให้รู้จักเพื่อนร่วมงาน” คุณชาญชัยบอก เขาปล่อยผมทิ้งไว้ที่ระเบียงคนเดียว ส่วนตัวเขาเองเดินเข้าไปหน้าร้าน ตอนนี้ผมอยากอาบน้ำมากเลย ตอนที่เอาของไปเก็บผมไม่เห็นห้องน้ำ เห็นทุกคนกำลังยุ่งผมเลยไม่กล้าถาม ผมไม่ได้อาบน้ำตอนเช้า เพราะที่นิวยอร์คอากาศหนาว โดยปกติผมจะอาบน้ำครั้งเดียวตอนกลางคืน หลังจากที่เลิกงานแล้ว

   อากาศที่ฟลอริด้าดีจริงๆ กำลังเย็นสบายไม่หนาวจนเกินไป เสื้อแจ็คเก็ตบางๆที่ผมใส่ก็ให้ความอบอุ่นกับร่างกายได้ดีพอสมควร มิน่าล่ะ พวกคนทางเหนือถึงชอบหนีหนาวมาฟลอริด้า

   ผมนั่งอยู่ที่ระเบียงก็สังเกตการณ์ในครัวเท่าที่จะมองเห็นได้ ผมเห็นผู้ชายอายุประมาณสี่สิบกว่ากำลังผัดอาหารอยู่หน้าเตา กะทะและเตาขนาดใหญ่เหมือนอย่างที่ผมเคยใช้ตอนอยู่ที่นิวยอร์ค ท่าทางแกทะมัดทะแมงดี ผมมองดูเขาทำงานแล้วก็เพลินดี ผมเห็นแกผัดไม่ได้หยุดเลย

   สักพักใหญ่คุณชาญชัยเดินกลับออกมา เขาบอกว่า “ผมก็ลืมถามคุณไป อยากเข้าห้องน้ำไหม”

   “ดีเหมือนกันครับ”

   คุณชาญชัยพาผมเดินเข้าไปในห้องอาหาร เขาบอกให้ผมเลี้ยวขวา แล้วเดินตามป้ายบอกทางไปห้องน้ำ ผมกวาดสายตามองในห้องอาหารอย่างรวดเร็ว ลูกค้ายังนั่งอยู่เต็มร้าน พนักงานเสริฟเดินกันขวักไขว่ เท่าที่มองเห็นไม่มีพนักงานเสริฟคนไทยเลย

ในห้องน้ำนี่มีแต่ห้องส้วม แล้วเราจะอาบน้ำยังไงล่ะ ผมนึกในใจในขณะที่กำลังล้างมืออยู่ในห้องน้ำ “สวัสดีครับ” มีเสียงทักเป็นภาษาไทย ผมหันไปมองก็เห็นฝรั่งร่างใหญ่ ผมสีน้ำตาลเข้ม ตาสีฟ้าสดใส เขายิ้มกว้าง

   “สวัสดีครับ” ผมทักตอบ นึกไม่ถึงว่าจะมาเจอฝรั่งที่พูดไทยได้

   “คุณรู้ไหม ที่บ้านผมมีครกกับสากเบือด้วย เมียผมตำส้มตำเป็นนะ แต่เราสองคนไม่ชอบใส่ปลาแดก เหม็นชิบหาย”

   “ครับ.....” เจ้าฝรั่งคนนี้พูดไทยชัดมาก ผมงงจนพูดไม่ออก

   “แปลกใจละซิ ผมกับเมียเคยอยู่แถวอิสานห้าปี ผมดีใจที่เจอคนไทยนะ อยากพูดไทย แต่คนเสริฟในร้านนี้ไม่มีคนไทยเลย ว่าแต่คุณมาเที่ยวหรือ มาจากรัฐไหนล่ะ”

   “ผมเพิ่งย้ายมาจากนิวยอร์ควันนี้เองครับ จะมาทำงานที่นี่”

   “ผมก็มาจากรัฐนิวยอร์คเหมือนกัน แต่บ้านผมอยู่อัพสเตทนิวยอร์ค (Upstate New York) บ้านผมอยู่ใกล้กับ Albany ผมเดาว่าคุณคงเคยอยู่ที่แมนแฮตตั้น”

   “ทำไมรู้ล่ะครับ”

   “ก็เพราะว่าคนต่างชาติส่วนใหญ่จะทำงานอยู่ในแมนแฮตตั้น พวกเขาจะไม่ค่อยอยู่แถวอัพสเตท ผมหมายถึงทางตอนเหนือของรัฐ”

   “ครับ เอ้อ คุณพูดไทยเก่งมากครับ”

   “ขอบคุณครับ อ้อ อาหารร้านนี้อร่อยนะ แต่รสชาดไม่เป็นไทยแท้ อยากกินส้มตำ เขาก็ไม่มีขาย ผมรู้ว่าลูกค้าของเขาส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง เจ้าของต้องปรับรสอาหารสำหรับฝรั่ง แต่ผมกับเมียที่เคยกินอาหารไทยแท้มาแล้ว ชอบอาหารรสแซบอิหลีมากกว่า ตอนนี้คิดถึงข้าวเหนียวร้อนๆกินกับลาบ ส้มตำ”

   “วันหลังเชิญมาอีกนะครับ”

   “ถ้ามีโอกาสจะแวะมาอีก ขอตัวก่อนนะครับ เมียรออยู่ ยินดีที่ได้รู้จัก”

   “เช่นกันครับ”

   นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พูดจากับฝรั่งที่พูดไทยได้ ฝรั่งคนนี้ทำให้ผมนึกเปรียบเทียบว่า พวกเราส่วนใหญ่เรียนภาษาอังกฤษหลายปี แต่ภาษาอังกฤษของพวกเราก็ยังไม่แข็งแรง เจอฝรั่งเข้าก็ประหม่าไม่กล้าพูด ส่วนฝรั่งคนนี้อยู่อิสานห้าปี แต่พูดไทยคล่องและชัดเจนเหมือคนไทย ผมก็เลยสรุปว่า พวกเราเรียนภาษาอังกฤษแค่ในตำรา ไม่มีโอกาสได้ฝึกฝนการพูด ส่วนฝรั่งคนนี้คงจะคลุกคลีกับคนไทยตลอด ความจำเป็นทำให้เขาต้องสื่อสารกับคนท้องถิ่น จึงทำให้เขาใช้ภาษาไทยได้คล่อง

   “คุณโจ มารู้จักเพื่อนร่วมงานหน่อย คนนี้เป็นพ่อครัวใหญ่ เป็นคนผัดชื่อคุณบุญประกอบ คนนี้ชื่อประสบโชค โชคทำหน้าที่ปิ้ง ทอด ย่างและแกงทุกชนิด ส่วนสุภาพสตรีคนเดียวในนี้คือคุณแวว เธอหั่นผัก เตรียมของ และจัดจาน ส่วนคนล้างจานเป็นคนเม็กซิกันชื่อโฮเซ่”

   “สวัสดีครับทุกๆคน” ผมทักทายทุกคนพร้อมกับยกมือไหว้กราด ผมไม่รู้ว่าใครอายุเท่าไร แต่ที่แน่ชัดคือประสบโชคดูอายุน้อยที่สุด

   “ยินดีต้อนรับ” พ่อครัวบุญประกอบทักทาย ส่วนคนอื่นๆก็แค่ไหว้ตอบและยิ้มให้ ผมเซย์ฮัลโหลกับโฮเซ่ รู้สึกว่าเขาจะพูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย ถึงแม้ว่าเขาจะเดินขากระเพลก แต่โฮเซก็ทำงานคล่อง คุณชาญชัยเล่าว่า “ตอนที่โฮเซ่อยู่ที่บ้านเกิด แกเป็นมาธาดอร์ คนสู้วัวกระทิง แต่เกิดอุบัติเหตุวัวขวิดที่ขาอ่อน แกเลยกลายเป็นคนพิการ”

   โอ้ คุณพระช่วย ถ้าวัวมันขวิดสูงกว่านี้ ตาโฮเซ่คงจะกลายเป็นคนไร้สมรรถภาพ ผมคิดอย่างเสียวไส้

   “แต่แกก็ฆ่าวัวตัวนั้น นักสู้วัวถ้าไม่ฆ่าวัว ก็จะโดนวัวขวิดตาย” คุณชาญชัยเล่าต่อ “ประเทศเม็กซิโกเคยเป็นเมืองขึ้นของสเปญ ดังนั้นเขาจึงรับเอาวัฒนธรรมต่างๆของสเปญมาเยอะมาก ภาษาประจำชาติของเขาก็เป็นภาษาสแปนิช”

   พนักงานเสริฟของร้านนี้ทั้งหมดเป็นฝรั่ง มีผู้ชายสามคน ชื่อจอห์น เจมส์ และบิล ส่วนผู้หญิงสองคนคือแทรี่ กับเอมมี่ ผมคิดในใจว่าดีแล้วผมจะได้ฝึกพูดภาษาอังกฤษกับคนพวกนี้

   กว่าลูกค้าจะออกไปหมดร้านก็เกือบสี่ทุ่มครึ่ง พวกที่ทำงานหน้าร้านก็ดูแลเก็บกวาด ทำความสะอาดโต๊ะ และดูดฝุ่นพรมก่อนกลับบ้าน ส่วนในครัวทุกคนก็รับผิดชอบทำความสะอาดบริเวณที่ตัวทำงาน นายบุญประกอบขัดกะทะ ทำความสะอาดรอบบริเวณเตา แกเก็บอุปกรณ์ที่ใช้ผัด และเก็บอาหารสดเข้าตู้เย็น ส่วนเรื่องทำความสะอาดพื้นโฮเซ่เป็นคนถูพื้น

   เมื่อทุกคนเก็บข้าวของเสร็จแล้ว นายบุญประกอบปิดประตูครัวด้านหลัง คุณชาญชัยจะอยู่ที่ร้านเป็นคนสุดท้าย เขาจะรอให้โฮเซ่ทำความสะอาดครัวเสร็จแล้ว เขาจึงปิดร้าน

   “พี่กอบครับ พวกเราอาบน้ำกันที่ไหน ผมไม่เห็นมีห้องน้ำข้างล่าง” ผมได้โอกาสถามนายบุญประกอบเมื่อพวกเราทั้งหมดลงมาที่ห้องพักแล้ว

   “ห้องน้ำข้างล่างไม่มีหรอก ผมแขวนกุญแจไว้ที่เสานี้นะ ขึ้นทางด้านหลังครัวแล้วไปใช้ห้องน้ำข้างบน ส่วนเรื่องอาบน้ำนี่ต้องรอดึกๆ พอคนไปหมดแล้วค่อยมาอาบกันที่ก็อกน้ำด้านหลังนี่ เอาถังรองน้ำตักอาบ” นายบุญประกอบชี้ให้ดูก็อกน้ำ “มีผ้าขาวม้าไหมล่ะ ถ้าไม่มีผมแบ่งให้ผืนหนึ่ง”

   ผมอยากจะหัวเราะและร้องไห้ออกมาพร้อมๆกัน อะไรกันวะนี่ ยังกับใช้ชีวิตในชนบท อาบน้ำจากก็อกข้างนอก ไม่นึกเลยว่าบนเกาะที่มีรีสอร์ทหรูหราจะมีอะไรแบบบ้านน้อก-บ้านนอกอยู่ด้วย

   ดูเหมือนว่านายบุญประกอบจะเดาความรู้สึกของผมได้ เขาบอกว่า “อย่าคิดมากเลยนะ มีที่อยู่ที่กินฟรี มาทำงานที่นี่ก็เก็บเงินอย่างเดียว ที่เที่ยวเตร่ก็ไม่มี”

   ผมพูดอะไรไม่ออก ไม่รู้ว่าจะพูดว่ายังไงด้วย นายบุญประกอบเอาผ้าขาวม้าผืนใหม่เอี่ยมมาให้ เขาบอกว่า “คุณชาญชัยไปแล้ว ก็แปลว่าร้านปิด ไม่มีใครเข้าออกอีกแล้ว ออกไปอาบน้ำกันเถอะ”

   “น้ำเย็นเจี๊ยบเลยพี่กอบ นี่ถ้าเป็นที่นิวยอร์คผมคงแข็งตายไปแล้ว”

   “ผมชินแล้ว ถ้าคุณอยากอาบน้ำอุ่นก็ต้องต้มน้ำแล้วมาผสมเอาเอง อ้อ คุณต้องระวังอย่าให้ใครเห็นเวลาอาบน้ำ แล้วก็อย่าให้ใครรู้ด้วยว่าอยู่ที่ร้าน มันขัดกับกฎหมาย ถ้าเจ้าหน้าที่เขารู้ว่ามีคนอยู่ที่นี่คุณชาญชัยโดนปรับอานเลย ดึกๆเจ้าหน้าเขาขับรถเข้ามาตรวจด้วย เราจะไม่เปิดไฟถ้าไม่จำเป็น ถ้าจะขึ้นไปเข้าห้องน้ำใช้ไฟฉายนะ”

   คืนนั้นผมหลับสบาย อาจจะเป็นเพราะเหนื่อยจากการเดินทาง และรอหลายชั่วโมงกว่าจะได้อาบน้ำพักผ่อน ตั้งแต่ร้านของรุ่งโรจน์ถูกสั่งปิดผมจนกระทั่งถึงตอนนี้ ผมไม่ได้ทำงานหลายอาทิตย์ ผมจึงตื่นเช้าได้ตามปกติ ผมตื่นขึ้นมาเกือบแปดโมงเช้า เห็นพี่กอบยังนอนอยู่ แต่โชคไม่อยู่ ไม่น่าเชื่อว่าโชคจะตื่นเช้ากว่าผมอีก

   ผมหยิบกุญแจเดินขึ้นไปใช้ห้องน้ำข้างบน ตอนที่เดินจะเข้าห้องน้ำผมได้ยินเสียงครืดคราด ตอนแรกผมกลัวเพราะไม่รู้ว่าเป็นเสียงอะไร พอฟังไปได้สักพักถึงได้รู้ว่าเป็นเสียงกรนที่ดังมาจากห้องอาหาร ผมเดินเข้าไปดูจึงได้เห็นโชคกำลังนอนหลับอ้าขาผวาปีกอย่างสบาย อ้อ อย่างนี้นี่เอง  นอนกรนเสียงดังสนั่นลั่นโลก ถึงได้แยกมานอนเสียคนเดียว

   หลังจากที่ทำธุระส่วนตัวเสร็จ ผมก็เดินไปทางด้านหลังร้าน เมื่อคืนนี้มืดจนมองไม่เห็นว่าข้างหลังร้านเป็นที่รกร้างว่างเปล่า มีวัชชพืชขึ้นเต็มไปหมด ผมมองเห็นต้นกล้วยอยู่สองสามต้น ผมว่าด้านหลังน่าจะถางให้โล่งแล้วปลูกผักสวนครัว ตอนนี้ผมยังไม่กล้าเดินเข้าไปดู เพราะมันรกมาก อาจจะมีงูหรือสัตว์ร้ายอยู่

   อากาศเช้านี้สดใสมาก ถึงแม้ว่าจะหนาว แต่ก็ไม่หนาวทารุณเหมือนที่นิวยอร์ค อากาศบริสุทธิ์ปราศจากมลพิษ ที่นี่ไม่แออัดเต็มไปด้วยตึกสูงๆเหมือนที่แมนแฮตตั้น เอาไว้ถึงวันหยุดของผม ผมจะเดินออกไปสำรวจรอบๆเกาะอีกครั้งหนึ่ง เมื่ออยู่ไปสักพักผมคงจะหาจักรยานไว้สักคัน นอกจากจะได้ใช้ขี่ออกกำลังแล้ว ยังใช้ขี่ไปซื้อของได้อีกด้วย

   ผมดูเวลาเก้าโมงเช้าแล้ว พี่กอบเพิ่งลุกจากที่นอน เขากำลังเตรียมตัวที่จะเริ่มงานในวันใหม่ โชคตื่นเป็นคนสุดท้าย กว่าทุกคนจะพร้อมก็เกือบสิบโมง สักพักคุณชาญชัยก็พาคุณแววมาส่งที่ร้าน ได้เวลาเริ่มงานกันเสียที
บันทึกการเข้า
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2010, 05:05:14 pm »

ลองเปลี่ยนสีดูว่าจะประสบความสำเร็จไหมนี่ ต้องขอขอบพระคุณแฟนพันธุ์แท้ที่น่ารักของเพ็กกี้ทุกท่าน ที่เข้ามาอ่านนิยายเรื่องนี้ มีคนติดตามอย่างเหนียวแน่นก็เลยมีกำลังใจที่จะโพสต์กันรายวันเลย ทำอย่างกับละครวิทยุเลยนะคะ ฮิ ฮิ

เดี๋ยวนี้ยังมีละครวิทยุฟังกันไหมคะ ยังจำได้สมัยเด็กๆคุณตาท่านชอบฟังละครวิทยุ มีทั้งคณะกันตนา ฉลาด เค้ามูลคดี ฯลฯ คนสูงวัยอย่างอิฉันชอบรำลึกถึงความหลังบ่อยๆ Grin

ทีนี้มาพูดเรื่องภาษาอังกฤษต่อ ที่มีปัญหามากที่สุดคือตัว Z ทราบไหมคะว่าเราเรียนกันมาอย่างผิดๆตั้งแต่ต้น คนไทยจะอ่านตัวนี้ว่า “แซ่ด” ผิดค่ะ ผิดมากๆๆๆ อันนี้คนอังกฤษยืนยันได้ ถ้าจะออกเสียงให้ถูกต้องจริงๆจะต้องเป็น “เซ็ด” (zed) แล้วจะต้องเน้นเสียงซ โซ่ให้ชัดเจนด้วย แต่พยัญชนะตัวนี้คนอเมริกันออกเสียงว่าซี(zee)

มีชายหนุ่มไทยคนหนึ่ง เขาก็พูดภาษาอังกฤษใช้ได้นะคะ แต่มาตกม้าตายที่ตัว “เซ็ด” เรื่องมีอยู่ว่า เขามีปัญหาเรื่องคอมพิวเตอร์ เขาโทรศัพท์ไปหาช่าง ช่างถามว่าหมายเลขคอมพิวเตอร์ (serial number)ของยูคืออะไร หนุ่มตอบว่า แซ่ด เอ วัน ทู ทรี ฟอร์ ไฟว์ (ZA12345) ช่างบอกว่าอักษรตัวแรกน่ะตัวอะไรนะ หนุ่มไทยก็ยังยืนยันว่าตัว”แซ่ด” เมื่อพูดกันไม่รู้เรื่องช่างก็ต้องเรียกล่าม ล่ามก็เลยบอกหนุ่มว่า คุณอยู่อเมริกามานานคุณน่าจะรู้ว่าคนที่นี่เขาเรียกว่า ตัวzee พูดเพี้ยนไปนิดเดียวเสียทั้งเงินและเวลา เรียกล่ามทีหนึ่งแพงนะจ๊ะ ชั่วโมงละเกือบสองร้อยดอลล่าร์

ครูที่สอนภาษาอังกฤษหลายๆคนยังไม่เคยมีโอกาสได้พูดกับฝรั่งเลยด้วยซ้ำ เรียกว่าเรียนกันจากตำราเท่านั้น แต่ไม่เคยได้ยินการออกเสียงที่ถูกต้อง เรื่องไวยากรณ์อังกฤษนี่นักเรียนไทยคล่องมาก แต่ไม่มีโอกาสได้ฝึกฝนการพูด เวลาไปเมืองนอกใหม่ๆฟังฝรั่งไม่รู้เรื่อง เพราะไม่ชินกับสำเนียงเขา
color=purple][/color]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 18, 2010, 05:07:40 pm โดย PeggySueGuerra » บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2010, 07:59:58 pm »

โอ้โฮ ทันใจดีจัง... ได้อ่านเรื่องสนุกต่อ

คุณเพ็กกี้พูดถึงละครวิทยุ... เมื่อวันอาทิตย์ที่เราไปสนามหลวง2 ขาไปในรถแท๊กซี่เราได้ฟังละครวิทยุด้วยละค่ะ เป็นสิ่งที่ไม่ได้ยินมานานแล้ว ฟังแล้วก็หันมานั่งมองหน้ากันแล้วก็อมยิ้ม ๆ กัน เพราะเป็นเรื่องผีน่ะค่ะ แต่โชคดีที่ไม่น่ากลัวนัก และเวลานั้นก็ประมาณบ่ายสามบ่ายสี่

ที่มองตากันแล้วทำหน้ายิ้ม ๆ เพราะคุณภัสสรเองเขาก็นึกอยากทำละครวิทยุอยู่เหมือนกันและน้องในรุ่นนักเรียนการแสดงที่ช่อง 3 ด้วยกันก็เคยชวนให้มาตั้งคณะละครวิทยุกัน...เราก็เลยส่งสายตาและส่งเสียงหัวเราะเบา ๆกัน  น่าทำละครวิทยุนะ... แต่จะเป็นเมื่อไหร่ก็ยังไม่รู้เหมือนกันค่ะ...ล้วนแต่รำลึกถึงความหลังกันเป็นแถว ๆ ฮา...อย่างนี้ไม่ต้องบอกอายุใคร คนที่เขาได้ยินหรือได้เห็นท่าก็เดาออกแล้วละค่ะ  เดี๋ยวนี้เวลาไปซื้อของ เด็กคนขายเรียกคุณป้าให้ได้ยินบ่อย... ยังนึกในใจว่า ยังดีที่เขายังไม่เรียกยาย...ฮา!

เรื่องสนุกดีค่ะ ท่าทางเกาะจะน่าอยู่ แต่ก็ดูท่าจะมีนัยแฝงความน่ากลัวไว้แยะ...

ดีค่ะ โพสต์ทุกวันจะได้ตามอ่านกันทุกวัน เวลาเหนื่อยล้าจากงานยุ่ง ๆ จะได้เข้ามาอ่านเอาใจช่วยพระเอก หวังว่าคงไม่หนีเสือปะจระเข้นะคะ  เอ แต่ถ้าเป็นเกาะสวาทหาดสวรรค์จริงพระเอกจะต้องน้ำตาตกทำไม... อิ อิ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 18, 2010, 08:13:17 pm โดย ชุติมา-ประภัสสร » บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2010, 06:43:37 pm »

ตามคุณนิมาติด ๆ นะคะ  ยังสนุกเหมือนเคยค่ะ  
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF