www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: นิยายน้ำตาโรบินฮู๊ด ตอนที่สิบห้า สะสมความเครียด  (อ่าน 2236 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2010, 06:04:45 pm »

                            ตอนที่สิบห้า สะสมความเครียด
   เมื่อคืนกว่าจะเก็บครัวและลงมานอนข้างล่างก็หลังห้าทุ่มไปแล้ว แต่ผมก็ตื่นก่อนแปดโมง ผมรู้สึกว่าได้นอนเต็มอิ่ม ทั้งนี้เพราะที่ทำงานกับที่พักอยู่ที่เดียวกัน ผมไม่ต้องใช้เวลาเดินทางเหมือนตอนอยู่ที่นิวยอร์ค ผมตื่นก่อนคนอื่นเช่นเคย หลังจากทำธุระส่วนตัวแล้ว ผมก็ออกเดินไปรอบๆบริเวณร้าน ตอนเช้าอากาศดีเหลือเกิน ยังไม่มีรถราออกวิ่งเหมือนตอนสายๆ ผมเดินออกไปนอกบริเวณร้านแล้วเลี้ยวขวา ร้านติดกันเป็นร้านขายอาหารทะเล ร้านนี้ใหญ่กว่าร้านมรกตมาก ถัดไปก็เป็นร้านสะดวกซื้อที่เปิดขายแล้ว ผมเดาว่าคงจะเปิดขายยี่สิบสี่ชั่วโมง

   ผมเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ ที่นี่มีของใช้จำเป็นครบทุกอย่าง แต่ราคาแพงกว่าปกติ แปรงสีฟันอย่างดีราคาเกือบสามดอลล่าร์ ผมคิดว่าร้านในเมืองคงจะขายของถูกกว่านี้ สักวันผมคงจะมีโอกาสเข้าไปซื้อของในเมือง

   เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนผมไม่ได้เก็บมาใส่ใจ มันไม่ได้เกี่ยวกับผม แต่เพื่อนร่วมงานของผมทั้งสองคนยังไม่ยอมจบง่ายๆ เมื่อเริ่มงานวันใหม่ลุงถิงก็ยังพูดถึงเรื่องนี้อีก “ไอ้ห่า เมื่อคืนถ้ามิสเตอร์หว่องไม่เข้ามากูซัดหน้าไอ้ตี๋นั่นไปแล้ว”

   “ไอ้เอี้ยนี่ชอบโวยวายที่สุด อะไรก็ไม่ถูกใจแม่งสักอย่าง” โชคสนับสนุน

   “นายคนนี้เป็นใคร ตอนแรกผมนึกว่าเป็นคนไทยเสียอีก” ผมถามด้วยความสงสัย

   “ไอ้นี่มันชื่อเจฟ มันมาอยู่เมกาตอนอายุสิบแปด พ่อมันเคยมีร้านอาหารจีนอยู่ในเมือง มันเพิ่งมาทำงานร้านนี้ได้ไม่กี่เดือน” ลุงถิงตอบ

   “กูเคยถามมันว่าพูดจีนแต้จิ๋วหรือกวางตุ้ง แม่งบอกว่ามันพูดภาษาอังกฤษอย่างเดียว ถุย...” โชคพูดอย่างหมั่นไส้เต็มที่

   “มันบอกว่ามันโอนสัญชาติเป็นอเมริกันแล้ว โธ่เอ๋ย ไอ้วัวลืมตืน ใครเขาเห็นหน้าตาของมันเขาไม่คิดหรอกว่ามันเป็นอเมริกัน แถมพูดภาษาอังกฤษก็ยังมีสำเนียงจีนอยู่”

   ผมอยากจะแยกตัวออกมา ไม่อยากฟังเรื่องไร้สาระ แต่วันนี้ผมจะต้องเรียนงานจากโชค ก็เลยต้องจำใจอยู่ตรงนั้น โชคบอกให้ผมห่อปอเปี๊ยะ เมื่อวานลุงถิงผัดไส้ไว้เยอะมาก โชคไม่มีเวลาห่อจนหมด

   “โอ๊ย อย่าห่อแบบนี้ซิเฮีย ต้องใช้แป้งสองแผ่นซ้อนกัน” เจ้าโชคโวยวาย

   “ผมก็เคยห่อบอกนี้ ถ้าคุณจะให้ห่อแบบที่คุณทำ ก็ต้องทำให้ผมดู” ผมก็เถียง

   ผมสังเกตตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่า เจ้าโชคนี่ชอบวุ่นวายกับคนอื่น เมื่อวานมันก็มาบอกผมว่าต้องหั่นหอมแบบนั้นแบบนี้ ผมเลยบอกมันไปว่าผมเคยเป็นพ่อครัวใหญ่มาก่อน ผมรู้ว่าจะต้องทำยังไง

   คุณแววแยกไปนั่งหั่นของอีกมุมหนึ่ง ผมสังเกตว่าเธอไม่พูดถ้าไม่จำเป็น สีหน้าของเธอเรียบเฉย แต่เวลาที่เธอไม่พอใจอะไรขึ้นมาแววตาของเธอจะเป็นประกายกล้า ผมพูดสวัสดีตอนเช้ากับเธอ แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก พอจะรู้ได้ว่าเธอไม่อยากเสวนากับใคร

   คุณชาญชัยเดินเข้ามาในครัว “วันนี้ใครต้องการของอะไรเพิ่มบ้าง”

   “เมื่อวานเขามาส่งผัก โจเช็คของและเซ็นรับไว้” ลุงถิงบอก

   “ขอบคุณนะโจ” คุณชาญชัยทำให้ผมแปลกใจ ไม่เห็นจะต้องมาขอบคุณผมเลย ผมได้แต่ยิ้มตอบ

   “พี่ครับ กะทิกับเครื่องแกงแดงเหลืออีกไม่มาก พี่ช่วยสั่งเพิ่มให้ด้วย” เจ้าโชคบอก คุณชาญชัยพยักหน้ารับรู้

   “น้ำมันหอยก็หมด ซีอิ๊วก็หมด วุ้นเส้นกับเส้นจันท์สำหรับผัดไทก็ต้องสั่งเพิ่ม” ลุงถิงบอกพี่ชาญชัย

   ผมแปลกใจมาก ตอนที่ผมอยู่นิวยอร์คผมเป็นคนตรวจดูของทุกวัน และเป็นคนสั่งของเอง อันนี้ถือเป็นหน้าที่ของเช็ฟ หรือพ่อครัวใหญ่ แต่คุณชาญชัยจะต้องเข้ามาในครัวมาเช็คว่าอะไรขาดทุกวัน

   พอคุณชาญชัยเดินออกไป เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ลุงถิงเดินไปรับโทรศัพท์ ผมได้ยินแกพูดภาษาอังกฤษด้วยเสียงตะคอกว่า “ฮี น้อท เฮีย” ผมเดาว่าคนที่อยู่อีกสายคงถามถึงคุณชาญชัย

   ลุงถิงเดินกลับมาทำงานต่อพร้อมกับบ่นกระปอดกระแปด “เกลียดไอ้โทรศัพท์บ้านี่จริงๆ ไม่รับก็ไม่ได้ ถ้าเป็นคุณชาญหรือพี่บุษโทรมาแล้วไม่มีคนรับ พวกเราก็จะโดนว่า โทรศัพท์นี่ขัดจังหวะเวลากูทำงานฉิบหาย”

   “ภาษาอังกฤษกูไม่กระดิกหู แค่พูดตัวต่อตัวกูยังฟังไม่รู้เรื่อง แล้วจะให้รับโทรศัพท์คงจะยาก” โชคแค่นหัวเราะ “หมดซีซั่นนี้เสี่ยหว่องคงรับเละอีกตามเคย คงจะเปลี่ยนรถคันใหม่ ให้ตายซิ อยู่กันสี่คนพ่อแม่ลูกมีรถใช้ห้าคัน”

   “ได้ข่าวว่าจะปลูกบ้านใหม่บนที่ดินใกล้ๆกับท้ายเกาะ” ลุงถิงบอก

   “โว้ย จะรวยไปถึงไหนกันวะ พวกเราทำงานงกๆ แต่จ่ายเงินพวกเรานิดเดียว จนใจว่ากูมีหนี้สินต้องผ่อนใช้ ถ้าใช้หนี้หมดเมื่อไหร่กูกลับเมืองไทยแล้ว กูยังไม่เคยได้เห็นหน้าลูกเลย”

   “ลูกของโชคยังอยู่ที่เมืองไทยหรือ” ผมถาม

   “ใช่ ตอนผมมาเมกาผมไม่รู้ว่าเมียท้อง ตอนนั้นต้องการเงินก็เลยทำวีซ่ามา ลูกเพิ่งคลอดได้ไม่กี่เดือน”

   ผมก็รู้สึกเห็นใจโชคเหมือนกัน แม้ว่าผมจะไม่เคยมีลูกมีเมีย แต่ผมก็เข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อ ที่เป็นห่วงกังวลลูกเมียที่ยังอยู่เมืองไทย “โชคทำงานที่นี่มานานแค่ไหนแล้ว”

   “ผมมาอยู่ก่อนเฮียไม่กี่เดือน อยู่นี่แทบจะไม่ได้ใช้เงิน เก็บได้เดือนละพันดอลล่าร์ ถ้าคิดเป็นเงินไทย ปีหนึ่งก็เก็บได้หลายแสนบาท”

   “แล้วโชคกับพี่กอบไม่ลองพูดกับคุณชาญชัยให้เขาช่วยทำกรีนคาร์ดให้ล่ะ จะได้เอาลูกเมียมาอยู่ด้วย”

   “อันที่จริงมิสเตอร์หว่องเขาก็เสนอให้นะ แต่ผมไม่เอา ผมไปๆมาๆแบบนี้เป็นอิสระกว่า” ลุงถิงตอบ

   “ผมไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณเขา พอได้กรีนคาร์ดแล้วจะไปที่อื่นก็ลำบากใจ” โชคบอก

   ชีวิตการทำงานบนเกาะของผมก็เป็นแบบนี้แหละครับ งานหนักกว่าตอนอยู่นิวยอร์ค ผมได้ยินเพื่อนร่วมงานนินทาเจ้าของร้านทุกวัน แล้วก็เป็นเรื่องเก่าๆที่เอามาพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก จนผมเบื่อที่จะฟัง ผมว่าคนพวกนี้หาความทุกข์มาใส่ตัวมากกว่า ถ้าเราพยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด อย่าไปมองคนที่เขารวยกว่าแล้วก็จะไม่เกิดทุกข์ จะว่าไปคุณชาญชัยจ่ายเงินเดือนพวกเราตรงเวลา เขาเอาใจใส่ถามทุกข์สุขลูกน้องเสมอ

   หลังจากผมทำงานที่นี่มาได้สองเดือน คุณชาญชัยพาคนที่ทำงานในครัวไปในเมืองหลังจากปิดร้านแล้ว ผมดีใจที่ได้ออกจากเกาะ ตอนกลางคืนมองไม่เห็นความงามของธรรมชาติ เห็นแต่แสงไฟจากร้านค้าต่างๆ คุณชาญชัยพาพวกเราไปกินอาหารรอบดึกที่ร้านอาหารฝรั่งที่เปิดขายตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง

   “ผมก็อยากให้พวกเราได้เอ็นจอยอาหารจีนหรืออาหารไทยแบบข้าวต้ม โจ๊ก สุกี้ หอยทอด แต่จนใจว่าไม่มี ร้านที่เปิดโต้รุ่งมีแต่ร้านฝรั่ง สั่งอาหารตามสบายนะ ไม่ต้องเกรงใจ” คุณชาญชัยบอก

   “ไม่เป็นไรครับ ได้ออกมาข้างนอกบ้างก็ดีแล้ว” ลุงถิงบอก

   “ผมรู้นะว่าพวกเราจำเจอยู่บนเกาะทั้งวันทั้งคืน ก็เลยอยากให้ออกมาเปิดหูเปิดตาบ้าง ตอนนี้เป็นช่วงไฮซีซั่นซึ่งเป็นช่วงที่ทำเงิน ผมก็ไม่อยากปล่อยให้โอกาสผ่านไป ก็เลยเปิดขายตอนกลางวันด้วย ปีก่อนเราเปิดเฉพาะตอนเย็น มีลูกค้าถามหลายรายว่าทำไมไม่เปิดขายลั้นช์ด้วย”

   “พอพ้นช่วงไฮซีซั่นไปแล้ว พวกเราก็กลับมาทำงานเวลาเดิม ไม่ต้องเปิดขายกลางวัน อดทนหน่อยนะน้องๆ”  คุณบุษราคัมเสริมขึ้น

   “พวกคุณเห็นว่าร้านขายดี แต่คุณคงไม่รู้ว่ารายจ่ายของร้านก็สูง โดยเฉพาะเพย์โรล (payroll) พวกเราหลายคนไม่มีใบโซเชี่ยล พวกคุณรับเงินสด เงินเดือนที่ผมจ่ายให้พวกคุณผมนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายของร้านไม่ได้ เพราะเหมือนกับเป็นการจ่ายเงินใต้โต๊ะ นอกจากนี้พวกเราก็ไม่ได้เสียแท็กซ์ (Tax) รับเงินกันเต็มจำนวน ที่ผมพูดมาไม่ได้หมายความว่าผมไม่อยากจ่ายเงินเดือน แต่อยากจะอธิบายให้คุณฟังว่า เงินเดือนที่ผมจ่ายเป็นเงินสดหลายพันผมไม่สามารถใช้หักเป็นค่าใช้จ่ายของร้านได้เลย ผมต้องเสียภาษีจากเงินจำนวนนี้ด้วย”

   ผมเข้าใจที่คุณชาญชัยพูดมา เพราะเรื่องแบบนี้รุ่งโรจน์เคยคุยให้ฟัง แต่ดูเหมือนว่าลุงถิงกับโชคจะไม่เข้าใจเลย ถึงแม้คุณแววจะไม่พูดอะไรเลย แต่แววตาของเธอบอกว่าเข้าใจที่คุณชาญชัยพูดทุกอย่าง

   “ใครมีอะไรไม่สบายใจ อยากจะพูดอะไรก็เชิญเลย อย่าลืมว่าเราอยู่กันแบบพี่น้อง” คุณบุษพูดขึ้น แต่ทุกคนเงียบ ไม่มีใครตอบ

   “พี่ครับ ผมเห็นที่หลังร้านว่างอยู่ พี่จะว่าอะไรไหม ถ้าวันหยุดผมจะเข้าไปถางให้เรียบ แล้วก็ปลูกผักสวนครัว ผมว่าพวกกะเพรากับโหระพาน่าจะปลูกได้ อากาศดีๆแบบนี้คงจะมีกินได้ตลอดปี ทุกวันนี้เราใช้กะเพราแห้งผัด มันไม่ค่อยมีกลิ่นเท่าไหร่ ไม่เหมือนของสด อันที่จริงร้านไทยส่วนใหญ่จะใช้โหระพาแทนกะเพรา เพราะโหระพาถูกกว่าและขึ้นง่ายกว่า” ผมถามขึ้น

   “เออ เป็นความคิดที่ดีนะ พี่ยังนึกไม่ถึงเลย พวกเรายุ่งกันทุกคนไม่มีใครคิดเรื่องปลูกผักสวนครัว ถ้าเรามีใบโหระพาสดใส่แกงแดงกับแกงเขียวหวาน มันจะทำให้มีกลิ่นรสน่ากินขึ้นนะ แล้วพี่จะหาเมล็ดพันธุ์ผักมาให้” คุณบุษสนับสนุน

   “กู๊ดไอเดีย” คุณชาญชัยพูดบ้าง ตั้งแต่มานั่งที่ร้านนี้ผมได้ยินคุณชาญชัยพูดไทยปนอังกฤษห้า-หกคำแล้วมั้ง

   คืนนั้นกว่าจะกลับถึงที่พักก็เป็นเวลาตีหนึ่ง ตอนที่อาบน้ำผมเห็นแสงไฟจากรถที่แล่นเข้ามาในร้าน ตอนแรกผมคิดว่าคุณชาญชัยย้อนกลับมา สักครู่ก็มีคนลงมาจากรถส่องไฟฉายไปรอบบริเวณหน้าร้าน ตอนนั้นคิดว่ามีคนจะมาขโมยของ แต่นึกขึ้นมาได้ว่าลุงถิงเคยบอกให้ระวังเจ้าหน้าที่มาตรวจตอนกลางคืน ผมรีบหลบเข้าหลังพุ่มไม้ที่ใกล้ที่สุด ตอนนั้นยังอาบน้ำค้างอยู่ ผมนุ่งผ้าขาวม้าผืนเดียวฟองสบู่ยังเต็มตัวไปหมด อากาศก็หนาวด้วย ผมยืนสั่นอยู่หลังพุ่มไม้เกือบสิบนาที นึกว่าตะคริวจะกินเสียแล้ว เป็นความทรมานที่สุด นึกแล้วก็สมเพชตัวเองเหมือนกัน แม้จะอาบน้ำก็ยังต้องหลบๆซ่อนๆ พอรถคันนั้นไปผมก็รีบอาบน้ำล้างตัวให้เร็วที่สุด

   เพื่อนร่วมงานของผมนี่มองโลกในแง่ร้ายจริงๆ แถมยังมีทัศนคติที่ไม่ดีอีกด้วย พอเริ่มงานวันใหม่ผมก็โดนเจ้าโชคกระแนะกระแหน “อยากจะประจบเจ้านาย หาเรื่องจะปลูกผัก อยากเหนื่อยหรือยังไง”

   “ผมไม่ได้คิดอย่างคุณนะ วันหยุดไม่มีอะไรทำ จะปลูกผักแล้วมันเดือดร้อนคนอื่นด้วยหรือ”

   “เหนื่อยเปล่าน่ะโจ ไม่เห็นจะต้องทำเลย” ลุงถิงเห็นด้วยกับเจ้าโชค

   “พี่กอบคิดดูนะ เนื้อที่รกร้างว่างเปล่า เอามาทำประโยชน์ดีกว่า แล้วพี่ไม่คิดหรือว่าที่รกๆแบบนี้ ถ้าไม่มีใครมาดูแลถางให้โล่ง พวกสัตว์ร้ายจะมาอาศัยอยู่ โดยเฉพาะพวกเรานอนที่ร้าน วันดีคืนดีอาจจะมีงูมาเยี่ยม”

   “ฮึ่ย อย่าพูดน่า เสียวโว้ย มีคนเคยเห็นจรเข้ขึ้นมานอนตรงที่รกๆหลังร้านด้วย” โชคทำท่าขนลุก

   “พวกสัตว์ร้ายอย่างงูหรือจรเข้ เขาก็กลัวคนเหมือนกัน ที่คนถูกงูกัดเพราะงูคิดว่าคนจะทำร้าย มันจวนตัวมันก็เลยสู้ ถ้าเราค่อยๆถางไป ทำเสียงดังให้เขารู้ เขาก็ไปเอง ถ้าทิ้งไว้ให้รกกว่านี้มันจะยิ่งอันตราย”

   “ยังไงกูก็ไม่เอาด้วย เหนื่อยเปล่า แล้วเจ้าของเขาก็ไม่ได้ให้เงินเพิ่ม อย่าหาเรื่องเหนื่อยเลยเฮียโจ”

   ผมนึกใจใน ไอ้พวกนี้มือไม่พายแล้วยังเอาตีนราน้ำอีก

   จบเรื่องนี้พวกมันก็หาเรื่องนินทาเจ้านายต่อ “กูไม่ชอบไปไหนมาไหนกับเสี่ยหว่องกับเมียเลย มันเหมือนเศรษฐีไปเที่ยวกับยาจก แถมอียังพูดไทยคำฝรั่งคำ กูฟังไม่รู้เรื่อง”

   “นั่นซิ เมื่อคืนเสี่ยเขาพูดเรื่องแท็กซ์ ภาษงภาษีอะไรก็ไม่รู้กูฟังไม่เข้าใจ ไม่ใช่พล็อบเบล็มของกู”

   “โอ้ ลุงถิง ติดศัพท์ภาษาฝรั่งมาจากเสี่ยแล้ว โนพล็อมแพลม ฮ่า ฮ่า”

   ผมอยากจะแก้ความเข้าใจของคนพวกนี้ แต่คิดว่าไม่มีประโยชน์ คนเราลองมีอคติต่อกันแล้ว ก็ยากที่จะมองกันในแง่ดี ถึงแม้ตอนแรกตอนที่อยู่นิวยอร์คผมจะอยู่บ้านเดียวกับเรวัติ และผู้ร่วมงานคนอื่น แต่เราไม่มีการสุมหัวนินทาคนอื่น พอเหน็ดเหนื่อยจากงานก็นอนพัก ไม่เอาเรื่องขยะมาใส่สมอง

   ผมว่าที่ลุงถิงและโชคมองคนมองโลกในแง่ร้ายเพราะเขาสะสมความเครียดเอาไว้เยอะ พวกเรามีสภาพเหมือนคนติดเกาะ ไปไหนมาไหนไม่ได้ เพราะไม่มีพาหนะ ที่พักผ่อนหย่อนใจไม่มี วันหยุดก็ต้องอุดอู้อยู่ในห้องพัก ผมสังเกตว่าลุงถิงกับโชคจะนอนตื่นสายมากในวันหยุดของพวกเขา พอตื่นขึ้นมาตอนบ่ายกินข้าวแล้ว พวกเขาก็ดูทีวีไปเรื่อยๆ ทีวีเป็นเครื่องให้ความบันเทิงอย่างเดียวที่พวกเรามี แต่ก็ดูได้เฉพาะกลางวัน ตอนกลางคืนดึกๆพวกเราไม่อยากเปิดไฟถ้าไม่จำเป็น

   ตัวผมเองเข้าใจสภาพแวดล้อมเป็นอย่างดี ผมสามารถปรับตัวเข้ากับทุกสถานการณ์ ถ้าทำใจไม่ได้ก็คงอัดใจตายไปเสียก่อน

เฮ้อ บรรยากาศในร้านอาหารไทยก็เป็นแบบนี้แหละค่ะ ทำงานหนักก็เลยสะสมความเครียดกันไว้เยอะ คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะรู้หรอก เพ็กกี้เอามาเล่าเดี๋ยวบางคนก็จะหาว่าเอาเรื่องของเขามาเล่า แต่ลักษณะแบบนี้มีทั่วไปในร้านไทยไม่เฉพาะร้านใดร้านหนึ่ง อยากจะบอกให้พวกเรารับรู้ไว้ว่า ชีวิตในต่างประเทศไม่ได้ง่ายอย่างที่บางคนคิด โดยเฉพาะถ้าคุณคิดจะมาขายแรงงาน บางทีเจ้าตัวมีความตั้งใจดี ขยัน อดทน สู้งาน แต่มาเจอเพื่อนร่วมงานแย่ๆก็ทำให้ชีวิตอับเฉาได้เหมือนกัน
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2010, 12:50:19 am »

เรื่องแบบนี้ ในกลุ่มคนที่อยู่ต่างถิ่นจะมีให้เห็นให้ได้ยินเสมอค่ะ... นิอ่านเรื่องนี้แล้วถึงได้บอกคุณเพ็กกี้ว่า ดีเหลือเกินที่นำประสบการณ์ต่าง ๆ มาถ่ายทอดอย่างถึงอารมณ์เช่นนี้ เพราะคนที่ไม่เคยสัมผัสกับสังคมคนไทยในต่างประเทศ อาจจะมองอย่างผิวเผิน อย่างเห็นแต่ความโด่งดัง ความสำเร็จของผู้คน แต่ไม่เคยได้พิจารณาว่ากว่าแต่ละคนจะมาถึงจุดที่ประสบความสำเร็จได้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง ต้องทนทุกข์ ทนความแตกต่างในหลากหลายรูปแบบ ต้องอดทน และสารพัดปัญหาที่ประสบพบเจอ... ซึ่งเรื่องละเอียดอ่อนเหล่านี้ คนที่มองดูอย่างเดียวก็คิดกันแต่ว่า โอ้โฮ ดีจัง...โอ้โฮ ฯลฯ แล้วก็อยากจะเป็นอย่างนั้นบ้าง อยากเอาตามอย่างบ้าง

มันไม่ง่ายหรอกค่ะ ภาพสวยงามที่เห็นอยู่นั้น ถ้าได้ไปสัมผัส ไปบุกเบิก ทำงานเข้าจริง ๆ แล้วจะทราบว่า ไม่ได้สะดวกสบาย ถนนหนทางก็ไม่ได้ปูด้วยกลีบดอกกุหลาบด้วยค่ะ

จะคอยอ่านต่อนะคะ และหวังว่าพี่โจของเราคงจะไม่เครียดตามคนเก่า ๆไปเสียก่อนนะคะ
บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2010, 09:17:59 am »

ตอนนี้ยังไม่มีอะไรตื่นเต้นค่ะ หวังว่าตอนหน้าคงได้ลุ้นกันอีกนะคะ คุณโจสู้ ๆ
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2010, 09:40:46 am »

ตอนนี้ยังไม่มีอะไรตื่นเต้น เพราะวันนี้แค่ วันที่ 24 กพ. ยังไม่ถึงวันที่ 26 กพ.หรือเปล่าคะ คุณอภิญญา...

แต่ถึงแม้จะถึง 26 กพ. 53 แล้ว ก็หวังว่าคงจะไม่มีอะไรให้ต้องตื่นเต้นกันนะคะ...
บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #4 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2010, 11:11:28 pm »

แหมคุณนิ เข้าใจแซวนะคะ อ่านแล้วต้องอมยิ้ม แล้วรีบแล่นเข้ามาตอบ ว่า ขอให้ตื่นเต้นเฉพาะเรื่องของคุณโจเถอะค่ะ เรื่องอื่นอย่าต้องให้ตื่นเต้นเลย แต่ยังไงพรุ่งนี้ไม่ไปไหนค่ะ จะอยู่บ้านคอยเกาะ เจาะ ติด อย่างใจจดจ่อ เจ้าค่ะ.....จะคอยอ่านเรื่องราวชีวิตของคุณโจต่อด้วยค่า......
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF