www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: นิยายน้ำตาโรบินฮู๊ด ตอนที่สิบหก มิสเตอร์หว่อง  (อ่าน 2290 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2010, 04:04:10 pm »

                       ตอนที่สิบหก มิสเตอร์หว่อง
ชีวิตบนเกาะก็เรียบง่าย อาจจะน่าเบื่อบ้างเพราะไม่มีทางไปไหน ในวันหยุดผมก็ถางหญ้าอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ ใช้เวลาถึงสองวันกว่าจะเสร็จ ผมก็รอว่าเมื่อไรพี่บุษจะหาเมล็ดพันธุ์ผักให้ ผมเห็นกล้วยออกลูกอยู่สองเครือ ผมตัดเอากล้วยที่สุกแล้วมาทำกล้วยบวชชี อยากจะทำข้าวต้มผัด แต่ขาดข้าวเหนียว พวกเรากินกล้วยบวชชีแล้วก็ยังมีเหลืออีกมาก ผมบอกพี่ชาญชัยให้ลองขายให้ลูกค้า มีลูกค้าหลายคนที่ชอบขนมแบบไทยๆ

   นอกจากถางหญ้าหลังร้านแล้ว ผมก็เดินจากร้านไปท้ายเกาะในวันหยุด ได้สูดกลิ่นอากาศบริสุทธิ์จากทะเล ทำให้คลายเครียดไปได้เยอะทีเดียว ตอนเย็นๆคลื่นลมแรงผมเห็นปลาโลมาหลายตัวโต้คลื่น เห็นมันกระโดดขึ้นตามจังหวะคลื่นแล้วน่าดูมาก หาดทรายที่นี่ขาวสะอาด เม็ดทรายละเอียดเหมือนกับแถวระยอง ถึงแม้จะชอบทะเลที่นี่ แต่ผมก็อดเปรียบเทียบกับทะเลที่เมืองไทยไม่ได้ ทะเลบ้านเราสวยกว่ามากครับ

   ผมปล่อยอารมณ์ไปตามธรรมชาติ ผมไม่ได้นึกถึงคนที่ผมเคยทำงานด้วยที่นิวยอร์ค พวกเขาออกจากชีวิตผมไปแล้ว และคงจะไม่มีวันหวนกลับมาเจอกันอีก แต่มีคนหนึ่งที่ผมยังไม่ลืม ในช่วงสองเดือนที่มาอยู่ที่เกาะผมก็ยังนึกถึงเธออยู่เสมอ กลอเรียรักครั้งแรกของผม สองเดือนที่ผ่านมาผมมัวยุ่งกับความเปลี่ยนแปลงของชีวิต ที่อยู่ใหม่ และงานใหม่ เมื่อเวลาที่อยู่คนเดียวโดยเฉพาะอยู่ในบรรยายกาศริมทะเล ผมอดคิดถึงกลอเรียไม่ได้  ตอนนี้ไม่มีความเจ็บปวดหลงเหลืออยู่ มีแต่ความทรงจำที่ดีระหว่างผมกับเธอ

   ถ้ากลอเรียมายืนอยู่กับผมที่ตรงนี้ ได้มองดูคลื่นซัดเข้าหาฝั่งด้วยกัน ผมคงมีความสุขไม่น้อย บางครั้งผมอยากจะโทรศัพท์ไปหาเธอ อยากจะรู้ว่าเธอเป็นอย่างไร แต่อีกใจหนึ่งก็ไม่กล้า ผมควรจะตัดเธออกไปจากใจดีกว่า อย่าไปยึดเธอติดไว้ในอารมณ์ มันจะเกิดความโหยหาและเกิดทุกข์ อย่างไรก็ดีผมคงลืมรักครั้งแรกไม่ได้ง่ายๆ

   วันหยุดของผมเวียนมาอีกครั้งหนึ่ง วันนี้ผมยังคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรดี ที่ก็ถางหมดแล้ว รอเวลาที่จะลงเมล็ดพันธุ์ผัก หนังสือก็ไม่มีจะอ่าน ผมก็พยายามจะอ่านหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น แต่ก็เข้าใจเพียงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่มีอะไรทำผมก็คงจะเดินเรื่อยๆไปรอบๆเกาะ คราวนี้จะไปอีกด้านหนึ่งที่มีร้านค้า คราวก่อนเดินไปท้ายเกาะเมื่อยขาจะแย่ แต่ไม่มีทางเลือกเพราะไม่มีพาหนะอะไร

คุณชาญชัยเดินลงมาเรียกผมถึงข้างล่าง “วันนั้นผมจะไปธุระที่แทมป้า จะไปด้วยกันไหม” ผมไม่เคยได้ยินชื่อแทมป้ามาก่อน แต่ผมก็ตอบรับด้วยความยินดีที่มีโอกาสได้ออกไปนอกเกาะ

คุณชาญชัยบอกว่า แทมป้าเป็นเมืองใหญ่แห่งหนึ่งในรัฐฟลอริด้า มีคนไทยอยู่มากพอสมควร มีร้านอาหารไทย และร้านขายของชำของคนไทยหลายแห่ง เราข้ามสะพานออกจากเกาะที่มีความยาวสามไมล์ ขับรถไปอีกปะมาณยี่สิบไมล์ก็ถึงทางหลวง จากทางหลวงก็ต้องขับไปอีกสามชั่วโมงจึงจะถึงแทมป้า

ในระหว่างที่นั่งคุยกันไปในรถทำให้ผมได้รู้จักคุณชาญชัยดีขึ้น เขาเล่าว่าหลังจากที่เรียนจบอาชีวะศึกษาที่เมืองไทยแล้ว เขาก็มาเรียนต่อปริญญาตรีที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ตอนแรกก็มาคนเดียวก่อน เมื่อเรียนจบตรีก็ต่อโท ระหว่างนั้นก็เจอพี่บุษ สองคนนี้แต่งงานกันเมื่อคุณชาญชัยเรียนจบปริญญาโท

“เรามีลูกในปีแรกที่แต่งงาน เราจึงตัดสินใจว่าจะอยู่อเมริกา ลูกเกิดที่นี่เราก็อยากให้ลูกได้เล่าเรียนที่อเมริกา สมัยก่อนการขอกรีนคาร์ดทำได้ง่ายกว่าเดี๋ยวนี้ ระหว่างที่ผมเรียนผมก็ทำงานไปด้วย ส่งเสียตัวเองไม่ได้เอาเงินจากทางบ้านเลย ผมกับบุษมีเงินเก็บพอควร เราจึงลงทุนเปิดร้านสะดวกซื้อ”

“ร้านสะดวกซื้อคงจะทำเงินดีนะครับ”

“ใช่ทำเงินได้ดีทีเดียว ผมกับบุษเปิดร้านได้หลายปี จนกระทั่งเข้าปีที่ห้าร้านผมถูกปล้น มันมากันสองคนตอนห้าทุ่ม ผมกำลังจะปิดร้าน มันเอาปืนจ่อหัวผม บังคับให้ผมเอาเงินสดให้มัน ตอนนั้นผมคิดถึงลูกสองคน คนเล็กอายุยังไม่ถึงสองขวบ มันอยากได้เงินก็ให้มันไป รักษาชีวิตเราไว้ก่อน หลังจากนั้นผมก็ขายร้าน แล้วก็ย้ายมาอยู่ฟลอริด้า”

“โอ้ น่ากลัวจังเลยครับ ผมก็เคยโดนจี้ตอนที่อยู่นิวยอร์ค แต่ไอ้มืดนั่นมันมีแค่มีด ถึงอย่างนั้นผมก็ยังสยองมาจนทุกวันนี้”

“บนเกาะที่เราอยู่ค่อนข้างปลอดภัย เพราะมีแต่นักท่องเที่ยวและคนทำงานบนเกาะ พวกมิจฉาชีพคงไม่ลงทุนมาปล้นถึงบนเกาะ”

“พี่ครับ ผมได้ยินว่านักศึกษาสมัยก่อนทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย เขาทำงานอะไรล่ะครับถึงมีปัญญาส่งเสียตัวเอง แล้วยังไม่เสียการเรียนด้วย”

“อาชีพที่ให้บริการอย่างเวทเตอร์ เบลแมนหรือคนยกกระเป๋าตามโรงแรม พวกนี้ค่าแรงได้ไม่เท่าไหร่ แต่ทิปดี ตอนที่เรียนตรีผมเป็นคนยกกระเป๋าในโรงแรมระดับสี่ดาว แม้ว่าจะทำไม่เต็มเวลาแต่ได้ทิปวันหนึ่งไม่ต่ำกว่าร้อย เวทเตอร์ร้านเราอย่างเจมส์ก็ยังเรียนอยู่ เขาทำงานพาร์ทไทม์ แค่อาทิตย์ละสามชั่วโมง ช่วงไฮซีซั่นได้ทิปอาทิตย์ละห้าร้อย”

“โอ้โฮ”

“คนไทยบางคนรังเกียจอาชีพให้บริการ  แต่หารู้ไม่ว่างานพวกนี้ได้ทิปดี”

“ภาษาผมยังไม่ดีครับ คงเป็นเวทเตอร์ยังไม่ได้”

“แต่คุณก็เป็นกุ๊กที่ดีนะ”

“ขอบคุณครับ” คำชมจากนายจ้างก็เป็นกำลังใจที่ทำให้ผมอดทนทำงานต่อไป

   “ผมก็พยายามอธิบายให้คุณกอบกับโชคฟัง การทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย เขาเห็นแค่ลูกค้าเข้าร้านโครมๆ แต่เขาไม่เคยเห็นเวลาผมเขียนเช็คจ่ายบิลต่างๆ”

   “ผมเข้าใจครับพี่ ผมเรียนจบพาณิชย์ ผมเข้าใจเรื่องบัญชีรายรับรายจ่าย และเรื่องเสียภาษีอย่างที่พี่พูดคืนนั้น ถ้าผมมีหมายเลขโซเชี่ยลผมก็ยินดีให้พี่หักแท็กซ์ แต่นี่จนใจ....”

   “ผมรู้ แล้วก็ขอบใจที่คุณเข้าใจ ผมพยายามอธิบายให้สองคนนั่นฟัง แต่พวกเขาไม่ยอมเข้าใจ โชคพยายามบอกผมว่าเขามีค่าใช้จ่ายมากมาย พูดจาอ้อมค้อม แต่ผมก็รู้ทันว่าเขาหมายความว่าอย่างไร ผมบอกเขาไปว่ามีกำลังจ่ายเขาได้แค่นี้ เขาคิดแต่ได้ แต่ไม่คิดว่าเงินเดือนส่วนที่ผมจ่ายเขา แทนที่จะหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ แต่ผมต้องกลับมาเสียภาษีจากเงินจำนวนนี้” พี่ชาญชัยระบายต่อไปว่า “คุณคงเห็นแล้วนะ ผมต้องเข้ามาเช็คของทุกวัน อันที่จริงเรื่องเช็คของสั่งของควรจะเป็นหน้าที่ของคุณกอบ ผมอยากให้เขาแบ่งความรับผิดชอบในครัวไปบ้าง แต่เขาก็ไม่เอาไหน เคยให้สั่งของเอง เขาก็สั่งผิดๆถูกๆ สั่งของผิดก็เสียเวลาต้องรอให้คนขายเอาของมาเปลี่ยน บางทีของหมดเขาก็ไม่บอกผม คุณคิดดูนะผมต้องออกไปซื้อของเล็กๆน้อยๆทุกวัน แทนที่เขาจะรู้จักใช้ของให้ประหยัด เราซื้อของราคาขายส่งจะถูกกว่าซื้อปลีกมาก”

   “ตอนอยู่ที่นิวยอร์คเรื่องเช็คของและสั่งของผมเป็นคนดูแลเองครับ ถ้าพี่คิดว่ามีอะไรที่ผมพอจะแบ่งเบาพี่ได้ ผมก็ยินดีครับ”

                “ขอบคุณนะโจ”

   แทมป้าเป็นเมืองขนาดกลาง ถ้าจะเทียบกับนิวยอร์คเรื่องความหนาแน่นของประชากรก็เทียบกันไม่ติดเลย ถึงแม้จะเห็นตึกสูงๆในเมืองแทมป้า แต่มันก็ไม่แออัดเหมือนในแมนแฮตตั้น พี่ชาญชัยมีธุระที่สำนักงานทนายความแห่งหนึ่ง เขาพาผมไปทิ้งไว้ที่ร้านขายของชำของคนไทยใกล้ๆกัน เขาบอกให้ผมเดินดูของตามใจชอบ พร้อมกับให้รายชื่อของที่จะต้องซื้อเข้าร้าน ผมรับปากว่าจะจัดการซื้อให้เรียบร้อย เจ้าของร้านรู้จักพี่ชาญชัยเป็นอย่างดี พี่ชาญชัยบอกว่าข้างๆร้านนี้มีร้านอาหารไทย ถ้าผมอยากจะไปนั่งรอที่นั่นก็ได้

   ร้านชำแห่งนี้มีของที่สั่งมาขายจากเมืองไทยมากมาย มีทั้งเครื่องกระป๋อง ผักสด และอาหารเเช่แข็งที่ส่งมาจากเมืองไทย ผัดสดแบบไทยๆมีหลายอย่าง ผมเห็นใบโหระพา ใบกะเพรา มะเขือเปราะ และมะเขือพวงขายด้วย เจ้าของร้านบอกว่าผักแบบไทยๆมีคนปลูกที่ฟลอริด้านี่เอง ตอนเดือนมิถุนา-กรกฎาจะเป็นหน้าลิ้นจี่ หลังจากนั้นก็จะมีลำไยออกมา ผมไม่แปลกใจหรอกครับ เพราะอากาศที่นี่อบอุ่นตลอดปี

   นอกจากของกินแล้วก็ยังมีของใช้ส่งมาจากเมืองไทย ยาสามัญประจำบ้านทั้งหลายจากเมืองไทย เขามีหนังสือพิมพ์และนิตยสารภาษาไทยด้วย เจ้าของร้านบอกว่าร้านให้เช่าหนังและละครไทยอยู่ถัดไปอีกสองคูหา ถัดไปอีกก็เป็นร้านตัดผมดำเนินงานโดยคนไทย โอ้โฮ ที่นี่ต้องมีคนไทยอยู่เยอะพอสมควร ถึงได้มีธุรกิจของคนไทยหลายอย่าง

   นอกจากจะซื้อของเข้าร้านตามที่พี่ชาญชัยสั่งแล้ว ผมยังซื้อหนังสือพิมพ์และนิตยสารภาษาไทยกลับไปฝากเพื่อนร่วมงานด้วย ผมยังบอกเจ้าของร้านอีกว่า ผมขอรับหนังสือพวกนี้เป็นประจำ และขอให้เขาส่งไปที่ร้านเดือนละครั้ง ถึงแม้ว่าค่าหนังสือและค่าส่งจะแพงไปหน่อย แต่ผมถือว่าเป็นการซื้อความสุขอย่างหนึ่ง ผมซื้อเมล็ดพันธ์ผักหลายอย่างไปปลูก แวะร้านเช่าหนัง ผมซื้อหนังจีนและละครไทยหลายเรื่อง เอาไปแบ่งปันให้คนที่ร้านดู เผื่อจะทำให้พวกเขาคลายเครียดลงได้บ้าง ส่วนตัวผมเองดีใจมากๆที่ได้มาร้านไทย และได้ของที่ต้องการกลับไปหลายอย่าง

   “โอ้โฮ ช้อปเสียเยอะแยะเลยนะโจ”  พี่ชาญชัยหัวเราะเมื่อเห็นผมหอบของพะรุงพะรัง

   “ครับ นานๆจะได้ขึ้นบกเสียที”

   “หิวหรือยัง กินอาหารญี่ปุ่นได้ไหม ไปหาอะไรแปลกๆกินดีกว่านะ”

   “ทานได้ครับ” อาหารญี่ปุ่นเป็นของชอบของผม แต่ราคาแพงผมจึงไม่กล้าไปกินเอง

   “พี่ครับ ผมขออนุญาตถามอะไรหน่อยนะครับ เวลาที่ผมรับโทรศัพท์ที่ร้านมีคนถามหามิสเตอร์หว่อง ตอนแรกผมไม่รู้ว่าเป็นพี่ อยากทราบว่าชื่อนี้มีที่มาที่ไปยังไง หวังว่าคงไม่เป็นการละลาบละล้วงนะครับ”

   “ไม่เป็นไรหรอก ผมชอบให้คนถาม ดีกว่าไม่รู้แล้วเดา แล้วก็ทำอะไรโง่ๆ ร้านเราคนโทรเข้าบ่อย ทั้งลูกค้าโทรมาถามเวลาเปิด-ปิดร้าน ซัพพลายเอ้อร์ของเราที่โทรมาเช็คว่าเราจะสั่งของหรือเปล่า คนที่โทรมาติดต่อธุระต่างๆอีก ผมไม่ได้อยู่ที่ร้านตลอดเวลา ผมรู้ว่าคนอื่นๆที่ร้านไม่อยากรับโทรศัพท์ คุณรู้ไหมว่า เราจะเสียลูกค้าหรือได้ลูกค้าก็เพราะคนรับโทรศัพท์นี่แหละ ถ้าสื่อสารกันไม่รู้เรื่องก็อาจจะเสียลูกค้า คุณรับโทรศัพท์เป็น เวลาผมไม่อยู่คุณสามารถจดข้อความไว้ได้ ผมก็ขอบคุณนะ”

   “ไม่เป็นไรครับพี่ ผมว่าเราอยู่ด้วยกันก็ต้องช่วยกัน ผมไม่เกี่ยงหรอกครับ”

   “ส่วนเรื่องที่คุณถามนั่น คือว่านามสกุลไทยของผมมันยาวมาก คุณคงจะรู้พวกที่มีเชื้อจีนจะมีนามสกุลยาว ชื่อเต็มๆของผม ชาญชัย ว่องไววัฒนาพานิช คุณพ่อใช้แซ่หว่อง ตอนที่ผมโอนสัญชาติเป็นอเมริกัน เขาถามว่าผมต้องการเปลี่ยนชื่อหรือไม่ ผมเห็นว่าชื่อไทยเรียกยาก ก็เลยเปลี่ยนใหม่สั้นๆว่า Charles Wong เราอยู่ในสังคมนี้ การที่มีชื่อที่คนอื่นเรียกยากมันก็เหมือนกับทำตัวแปลกแยก ผมเคยรู้สึกแบบนี้ตอนเรียนหนังสือ เวลาอาจารย์ขานชื่อ เขาจะเรียกเฉพาะนามสกุล เรียกลำบากและยาวสำหรับฝรั่ง เพื่อนร่วมชั้นก็หัวเราะทุกทีที่ได้ยินชื่อยาวๆ คนไทยที่นี่ส่วนใหญ่เลยมีชื่อฝรั่ง”

   “อ้อ เข้าใจแล้วครับ ผมมีอีกคำถามนะครับ ทำไมร้านไทยต่างๆจึงให้ลูกจ้างทำงานหลายชั่วโมง จ้างเหมาเป็นรายเดือน ไม่จ่ายเป็นรายชั่วโมงอย่างฝรั่งเขา” ผม ถามแล้วก็กลัวพี่เขาจะโกรธ แต่ว่ามันหลุดปากถามออกไปแล้ว และไม่คิดว่าจะได้คำตอบ

แต่พี่ชาญชัยก็ตอบว่า “ร้านของผมหาคนมาทำงานยาก ดังนั้นพวกเราจึงต้องทำงานกันหลายชั่วโมง และมีวันหยุดเพียงวันเดียว ร้านไทยส่วนใหญ่ในอเมริกาก็จะมีตารางการทำงานเป็นแบบนี้”  พร้อมกับแถมท้ายด้วยประโยคที่ผมได้ยินบ่อยๆ แต่ไม่เข้าท่า สำหรับผมคือ “ใครๆเขาก็ทำกันแบบนี้ทั้งนั้น”
 
อ้าว แล้วทำไมเราต้องทำเหมือนคนอื่นๆด้วยล่ะครับ ถ้ารู้ว่ามันผิดกฎหมายแรงงาน (แหะ แหะ ผมก็ได้แต่คิดนะครับ คราวนี้ไม่เผลอพูดออกมา) นี่แหละครับหัวอกของพวกโรบินฮู๊ด ที่ต้องรับค่าแรงต่ำๆ และทำงานหลายชั่วโมง  นายจ้างถึงเขาจะมีเมตตาบ้าง แต่เขาต้องคำนึงถึงผลประโยชน์และการทำธุรกิจที่ใช้ต้นทุนต่ำ

   การพูดคุยระหว่างทางที่นั่งรถไป-กลับแทมป้า ทำให้ผมได้รู้จักพี่ชาญชัยดีขึ้น พี่ชาญชัยไม่ได้มีเฉพาะร้านอาหารไทยเพียงอย่างเดียว พี่เขามีที่ดินบนเกาะอีกสองแปลง และมีร้านค้าผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเปลือกหอย พี่เขาบอกว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์บนเกาะนี้ นับวันก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ พี่เขาอพยพมาอยู่ที่นี่รุ่นบุกเบิก เขาจึงซื้อที่ดินได้ในราคาถูก สรุปว่าพี่เขามีทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์มูลค่าเกือบสามล้านดอลล่าร์

   คนต่างชาติที่อพยพมาอยู่อเมริการุ่นแรกๆ ถ้าเจอช่องทางดีก็มีสิทธิร่ำรวยได้ เขาถึงเปรียบเทียบว่ามาขุดทองที่อเมริกา แต่ตอนนี้ทองแทบจะไม่เหลือให้ขุดแล้วครับ มีแต่แกลบ แม้แต่แกลบก็ยังต้องแย่งกันเลย หึ หึ
บันทึกการเข้า
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2010, 04:41:58 pm »

อย่างที่คุณนิว่าไว้ไม่มีผิดเลยค่ะ เรื่องของพี่ชาญชัยในตอนนี้เป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า กว่าจะมาเป็นเศรษฐีเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง สติปัญญาและจังหวะชีวิตต้องไปควบคู่กันด้วย บางคนมีความคิดดีๆ แต่ทำผิดจังหวะก็ไม่ประสบความสำเร็จ หลายคนพูดถึงดวง แต่เพ็กกี้เห็นว่าเป็นเรื่องของจังหวะชีวิตมากกว่า

         มีอีกเรื่องที่อยากจะคุย อาจจะไม่เกี่ยวกับเนื่อหาของนิยายเรื่องนี้ แต่มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นสดๆร้อนๆ ทำให้อยากเล่าสู่กันฟัง คุณนิกับคุณพี่อภิญญาเข้าใจและคิดอะไรเหมือนเพ็กกี้นะคะ เพ็กกี้ถึงอยากเล่าให้ฟัง

         คนมาอยู่อเมริกาก็มาด้วยสาเหตุต่างๆกัน บางคนมาแบบสบาย-สบายอย่างพวกน้องนางที่มีสามีฝรั่ง แต่คนพวกนี้พี่เพ็กกี้กลับมองเห็นชีวิตของเขาว่ามีทั้งบุญและกรรม มีบุญคือไม่ต้องวิตกกังวลเรื่องเงิน เพราะสามีรับผิดชอบค่าใช้จ่าย แต่บางคนก็มีกรรม กรรมในที่นี้หมายถึงการกระทำ ไม่มีสัญชาตญาณของการอยู่รอด เอ พูดอย่างนี้ก็ไม่ชัดเจนนัก มีค่ะ สัญชาตญาณของการอยู่รอด แต่เป็นในแบบคิดตื้นๆ คิดแต่ว่าหาผัวรวยได้ก็พอแล้ว แต่ไม่คิดว่าจะอยู่ในสังคมใหม่ได้อย่างอยู่รอดปลอดภัยยังไง

          บางคนมาอยู่เมืองนอกแล้วแทนที่จะเรียนภาษาเพิ่มเติม แต่กลับไม่สนใจทั้งๆที่เรียนภาษาอังกฤษได้โดยไม่ต้องเสียเงิน เมื่อวานเจอผู้หญิงไทยคนหนึ่งที่ต้องการความช่วยเหลือ เพราะความไม่รู้ภาษาทำให้เธอถูกตำรวจจับ เพราะพูดกับเจ้าหน้าที่ไม่รู้เรื่อง เกิดความเข้าใจผิดกันยกใหญ่ เพ็กกี้แปลกใจมากที่ผัวเขาให้เงินใช้ไม่อั้น แต่ไม่สนับสนุนให้เมียเรียนภาษาอังกฤษ ทั้งๆที่ตัวผัวก็ต้องไปทำงานต่างเมืองบ่อยมาก เขาน่าจะสอนให้เมียเขาเรียนรู้การใช้ชีวิตให้อยู่รอดในอเมริกา ผู้หญิงบางคนยอมแลกกับการถูกตบตีเวลาที่สามีโกรธขึ้นมา เขาคงคิดว่าถูกซ้อมแต่มีเงินใช้คล่องมือไม่อดหยาก ดีกว่าตอนอยู่เมืองไทย

          ผู้หญิงบางคนตามสามีไปอยู่ต่างประเทศ พื้นความรู้ก็น้อย แล้วก็ไม่คิดจะเรียนเพิ่มเติม พอสามีเบื่อทิ้งเขาไปก็ไม่มีปัญญาจะช่วยตัวเอง กลายมาเป็นภาระสังคมรัฐต้องเอาเงินภาษีส่วนหนึ่งมาช่วยคนต่างชาติพวกนี้ เพ็กกี้ในฐานะที่เสียภาษีก็อดโมโหไม่ได้ที่ทำไมเราต้องมาช่วยคนพวกนี้ด้วย

          คุณนิอยู่กับสถานฑูตมาหลายประเทศก็คงจะได้เจอเรื่องทำนองนี้บ่อยๆ แต่คนไทยหลายคนพอถูกจับก็ไม่อยากให้ทางสถานฑูตรู้ คงจะอาย แต่บางคนที่มีเรื่องเดือดร้อนจริงๆกลับไม่นึกถึงสถานฑูตไทย ทั้งๆที่พูดภาษาเดียวกันคุยกันรู้เรื่อง แต่กลับไม่ติดต่อมา

          ปัญหาโลกแตก จะไปบอกเจ้าตัวเขาก็ไม่ได้ เขาจะบอกว่าเรื่องอะไรของคุณ แล้วคนพวกนี้เขาก็ไม่มาเว็บไซด์ของพวกเรา เขาไม่เคยเข้ามาอ่านข้อคิดดีๆที่จะช่วยให้เขาใช้ชีวิตให้เป็นในต่างประเทศ
บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2010, 11:17:14 pm »

ตอนนี้ก็ยังไม่ตื่นเต้นอีกเช่นเคยค่ะ (เพราะยังเป็นวันที่ 25 กพ.) แต่ได้ความรู้มาก คุณเพ็กกี้ใจเย็น ๆ นะคะ ทุกชีวิตล้วนเป็นไปตามกรรม พื้นชะตาเขาทำมาแบบนี้ก็ได้เท่านี้แหละค่ะ ถ้าทุกคนรู้จักคิดเหมือนคุณเพ็กกี้พูด บ้านเมืองก็คงไม่ยุ่งอย่างนี้ ....เอ มันเกี่ยวกันไหมค่ะ ชักจะเลอะเลือนแล้ว...
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF