www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: น้ำตาโรบินฮู๊ด ตอนที่สิบเจ็ด เรื่องวุ่นวาย  (อ่าน 1901 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: มีนาคม 01, 2010, 04:57:46 pm »

 พักนี้เงียบหน่อยนะคะ นิยายเรื่องนี้ดำเนินมาถึงสิบเจ็ดตอนแล้วนะคะ อีกสามตอนก็จะจบแล้ว
อยากจะถามพี่ปิ๋มว่า เมื่อไหร่จะเขียนเรื่องชีวิตในวัยเด็กอีก ยังจำเรื่องของสามสาวพี่น้องได้ ชอบอ่านค่ะ ชีวิตในวัยเด็กของเพ็กกี้ไม่มีอะไรน่าจดจำนะคะ ดังนั้นตัวเองจึงระเห็จมาอยู่ต่างประเทศ เพ็กกี้อยู่กับปัจจุบันและอนาคตมากกว่า แต่เพ็กกี้ประทับใจเรื่องในวัยเด็กของพี่ปิ๋มมาก เพราะมันต่างกับชีวิตของเพ็กกี้โดยสิ้นเชิง

เอาละ เชิญอ่านนิยายต่อนะคะ
                                                      
                                                        ตอนที่สิบเจ็ด เรื่องวุ่นวาย
   ฤดูท่องเที่ยวปีแรกที่ผมทำงานกับร้านมรกตผ่านพ้นไปด้วยดี หลังจากวันอีสเตอร์ที่อยู่ในราวต้นเดือนเมษายน พวกนักท่องเที่ยวจากรัฐทางเหนือก็ทยอยกันกลับบ้าน หลังจากนั้นลูกค้าก็เริ่มน้อยลง พอเข้าเดือนพฤษภาคมอากาศก็เริ่มร้อน ผมว่าอากาศที่นี่ร้อนชื้นเหมือนที่เมืองไทย

   เมื่อเริ่มเดือนพฤษภาคมพี่ชาญชัยก็ไม่ขายอาหารกลางวัน ร้านเปิดขายเฉพาะตอนเย็น พวกคนในครัวก็มาทำงานกันตอนบ่ายสองโมง เราไม่ต้องเตรียมของมากเหมือนช่วงไฮซีซั่น แต่ละวันมีลูกค้าเข้าร้านไม่ถึงร้อยคน ผิดกับตอนช่วงซีซั่นที่ได้ลูกค้าร้อยกว่าคนทุกคืน ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าช่วงไฮซีซั่นเป็นช่วงน้ำขึ้นให้รีบตัก

   หลังเดือนพฤษภาคมลุงถิงซื้อรถมือสองต่อจากลูกค้าประจำของร้าน โดยผ่านการช่วยเหลือของจอห์นพนักงานเสริฟของที่ร้าน ลูกค้ารายนี้มีบ้านอยู่บนเกาะ เขาจะมาพักหนาวที่นี่ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกาจนถึงพฤษภาคม เขามีบ้านอีกแห่งอยู่ที่รัฐมินิโซต้า ลูกค้ารายนี้ต้องการจะขายรถก่อนบินกลับบ้าน เขาขายรถโตโยต้าที่มีอายุสิบปี สภาพยังดีอยู่มาก เขาบอกขายสองพันห้า แต่จอห์นช่วยต่อราคาให้ลดลงได้สองพัน

   “ต่อไปนี้กูจะได้ไปไหนมาไหนได้สะดวกหน่อย อยู่บนเกาะเหมือนไม่มีตีนมาหลายเดือนแล้ว รถราคาถูกเหมือนได้เปล่า กูเคยเป็นช่างมาก่อนกูดูสภาพก็รู้”

   “ดีแล้ว ผมจะได้อาศัยไปไหนมาไหนบ้าง” เจ้าโชคพูด

   “ถ้างั้นคืนนี้ออกไปฉลองรถใหม่กันนอกเกาะ”

   คืนนั้นลุงถิงพาผมกับโชคออกไปในเมือง คราวนี้เขาพาเราไปร้านอาหารกึ่งบาร์ ที่นี่ขายเหล้าและมีอาหารว่างประเภทอาหารทะเล อบ ปิ้ง ทอด และมีแฮมเบอร์เก้อร์ขายด้วย พวกเราไม่ชอบอาหารแบบนี้ แต่จำใจต้องกิน เพราะร้านนี้เป็นหนึ่งในร้านที่เปิดโต้รุ่ง ลุงถิงพามาร้านนี้ก็เพื่อดูอาหารตา พนักงานเสริฟสาวที่นี่ทุกคนนุ่งกางเกงขาสั้นมากอย่างน่ากลัว และใส่เสื้อเอวลอย มองเห็นลายสักของพวกหล่อนที่ด้านหลัง บางคนก็เจาะสะดือและใส่ตุ้มสะดือ แต่ละนางแต่งตัวเรียกร้องความสนใจจากลูกค้าเต็มที่

   ถึงผมจะเป็นชายหนุ่มที่ปกติมีเลือดเนื้อ และมีความต้องการแบบคนหนุ่มทั่วไป แต่สาวๆพวกนี้ไม่ถูกรสนิยมของผม ส่วนเพื่อนร่วมงานของผมอีกสองคนก็ได้แต่มองสาวๆ เหมือนกับหมามองเครื่องบิน อยากจะจีบ แต่ก็พูดกับเขาไม่รู้เรื่อง

   ลุงถิงกำลังเห่อรถใหม่ คืนต่อๆมาแกก็พาพวกเราไปตกปลาที่ท้ายเกาะ ลุงถิงเป็นนักทอดแหตัวยง แต่ละครั้งแกจะทอดแหได้ปลามากมาย แล้วยังได้ปูติดมาด้วย เราได้กินปูอบหม้อดิน และปลาเผาสดๆ จิ้มน้ำจิ้มรสแซบแบบไทยแท้

   เวลาทอดแหได้ปลามา เจ้าโชคจะเป็นคนทำความสะอาดปลา บางครั้งมันขอดเกล็ดทั้งๆที่ปลายังเป็นๆอยู่ ผมเห็นปลาดิ้นฟาดหางไปมาด้วยความเจ็บปวด แต่เจ้าโชคไม่รู้สึกรู้สม มันก็ยังคงขอดเกล็ดปลาต่อไป ลุงถิงได้แต่ตะโกน “โว้ย ทนดูไม่ได้” แต่แกก็ไม่คิดที่จะห้ามทำให้ผมนึกถึงคำพูดที่ว่า “บาปอยู่กับคนทำ กรรมอยู่กับคนกิน”

   “โชค ทุบหัวมันก่อนขอดเกล็ดดีกว่า แบบนั้นปลามันยังทรมานน้อยกว่า” ผมอดรนทนไม่ได้ต้องบอกเจ้าโชค ตั้งแต่นั้นมาผมกินปลาที่มันทำไม่ลงหรอกครับ ผมไม่อยากเป็นสักขีพยานในการทำบาปของลุงถิงกับเจ้าโชค

   ในวันหยุดของลุงถิง แกจะขับรถออกไปจากเกาะ บางครั้งก็ไม่กลับมานอน ผมก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก ไม่มีใครคิดหรอกครับว่า เมื่อลุงถิงมีรถแล้ว แกจะก่อความวุ่นวายให้ร้าน ติดตามต่อไปนะครับว่าอะไรเกิดขึ้น

            **********************************

   เมื่อถึงเดือนกรกฎาคมลูกค้ายิ่งน้อยลงไปอีก ในฤดูร้อนคนจะไม่ค่อยมาเที่ยวที่นี่ หน้าร้อนที่อเมริกาเริ่มวันที่ยี่สิบเอ็ดมิถุนายน และสิ้นสุดวันที่ยี่สิบกันยายน หลังจากนั้นก็จะเป็นฤดูใบไม้ร่วง อากาศจะเริ่มเย็นลงหลังจากนั้นอีกสองเดือนก็จะเริ่มไฮซีซั่นใหม่

   พอเข้าเดือนกรกฎาคมลุงถิงก็ปรารภว่า “ตอนนี้เป็นช่วงโลว์ซีซั่น ลูกค้าน้อยมาก เมื่อก่อนผมยืนผัดไม่ได้หยุดเลย แต่มาตอนนี้ต้องนั่งรอออร์เด้อร์เป็นชั่วโมง”

   “ไอ้พวกเวทหลายคนหายหน้าไป สงสัยโดนปลดมั้ง” โชคหมายถึงพวกพนักงานเสริฟ

   “เจ้านายเขาจะเลย์ออฟ (lay off) พวกเราหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ” ลุงถิงปรารภ

   “ผมว่าไม่หรอก คงจะจ้างพวกเราต่อ เพราะถึงเวลาไฮซีซั่นแล้วหาคนยากมาก” ผมออกความเห็นบ้าง

   “มันก็ไม่แน่หรอก เจ้าของบิสซิเนสเขาก็ต้องลดรายจ่าย ถ้ารายได้น้อยลง จริงไหม” ลุงถิงออกความเห็นต่อ

   “ก็ดูกันไปก่อนก็แล้วกันนะ อย่าตีตนไปก่อนไข้เลย” ผมสรุป

   เมื่อฟังเพื่อนร่วมงานปรารภ ผมยอมรับว่าเกิดความไม่แน่ใจขึ้นมาเหมือนกัน นึกถึงคำพูดของคนที่นิวยอร์คที่ว่าร้านนี้คนอยู่ไม่ทน นี่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งก็ได้ พอตอนสโลว์คนก็ออกกัน พอเริ่มซีซั่นก็หาคนใหม่

   เมื่อเกิดความไม่แน่ใจผมก็ตัดสินใจถามพี่ชาญชัย ในวันที่พี่ชาญชัยและเมียพาพวกเราออกไปกินอาหารรอบดึกนอกเกาะ วันนั้นลุงถิงขอตัวไม่ไปด้วย
   “ผมไม่เคยคิดจะเลย์ออฟพนักงาน ไม่ว่าบิสซิเนสจะสโลว์ขนาดไหน ถ้าพวกคุณอยู่ที่นี่ครบปีคุณจะรู้ว่าบิสซิเนสไซเคิล(Business cycle)ที่นี่เป็นแบบนี้ มีทั้งช่วงขาขึ้นและขาลง ช่วงสโลว์ก็จะเป็นอยู่ไม่นาน”

   “ขอให้พวกเราถือว่าช่วงสโลว์เป็นช่วงเบรคของพวกเรา เพราะเวลาหน้าซีซั่นเราก็ทำงานกันหนัก” พี่บุษเสริมขึ้น “บางร้านเขาอาจจะปลดลูกจ้างช่วงสโลว์ แต่ร้านเราไม่ทำอย่างนั้น เพราะเวลาที่เราขาดคนเราหาคนมาแทนยากมาก”

   “อ้าว แล้วพวกเวทล่ะครับ ผมเห็นมีมาทำงานแค่สามคน” โชคถามขึ้นมาบ้าง

   “คนเสริฟอย่างจิม บิล และเอมี่เขาเรียนหนังสือ ช่วงซัมเม่อร์บางคนก็ลงทะเบียนเรียนด้วย ช่วงสโลว์เด็กพวกนี้จะพัก คงจะมีแต่จอห์น เจฟ และแทรี่ที่สลับกันมาทำงาน” พี่ชาญชัยอธิบาย

   “พี่บอกตรงๆว่าคนเสริฟยังหาง่ายกว่าคนทำครัว” พี่บุษพูดบ้าง

   หลังจากพูดคุยกับเจ้าของร้านแล้วผมก็สบายใจขึ้นบ้าง  เมื่อกลับมาถึงที่พักคืนนั้นผมไม่เห็นรถของลุงถิง พวกเราก็ไม่ได้ติดใจสงสัย วันรุ่งขึ้นเป็นวันหยุดของลุงถิง แกคงจะไปค้างกับเพื่อนที่ในเมือง

   พี่ชาญชัยได้รับโทรศัพท์จากลุงถิงในตอนค่ำของวันรุ่งขึ้น ลุงถิงโทรมาลาออก แกไปแบบชนิดที่ไม่ให้เจ้าของร้านได้รู้ล่วงหน้า ดีที่ว่าเป็นช่วงที่สโลว์แล้ว พี่ชาญชัยให้โชคมาผัดแทน ส่วนผมก็ไปทำหน้าที่ที่โชคเคยทำ วันไหนมีคนหยุดพี่บุษก็จะเข้ามาแทน ยกเว้นวันที่โชคหยุดผมจึงผัดแทน

   พี่บุษเล่าให้ฟังว่า “คุณกอบเขาเคยทำแบบนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว สองปีก่อนแกก็มาอยู่ที่ร้านช่วงไฮซีซั่น พอสโลว์แกก็ไป ไปแบบไม่บอกล่วงหน้าแบบนี้แหละ”

   “แล้วเขาก็ยังกล้ากลับมาทำงานที่นี่อีกหรือครับ” ผมฟังพี่บุษเล่าแล้วเกิดอาการข้องใจจริงๆ

   “เขากลับมาอีกในช่วงที่เราต้องการคนพอดี เขาบอกกับพี่ชาญว่า ตอนสโลว์เขาเห็นใจไม่อยากให้เราเสียเงินจ้างเขา เขาก็พยายามหาข้ออ้างละนะ”

   “แล้วตอนที่เขาไม่อยู่ใครผัดล่ะครับ ผมรู้ว่าชัยก็เพิ่งมาอยู่นี่ได้ยังไม่ครบปี”

   “ตอนที่ไม่มีคนพี่ยังเคยมาผัดเอง แต่สู้ไม่ไหว งานผัดกระทะมันหนักเกินไปสำหรับผู้หญิง ช่วงไฮซีซั่นพี่เคยผัดจนเป็นลมคากระทะ พอดีคุณกอบกลับมาพี่ชาญก็เลยรับเขาอีก พี่ชาญบอกว่าต่อไปนี้ไม่ให้พี่ผัดอีก”

   ผมนึกนิยมพี่บุษ เธอเป็นคนที่รักครอบครัว และดูแลเอาใจใส่ธุรกิจเป็นอย่างดี เธอเป็นคนร่างเล็ก แต่สู้งานทุกรูปแบบ พี่บุษเป็นคนประหยัด แต่คนละแบบกับคุณพา อะไรที่เธอประหยัดได้เธอก็จะทำ ถ้าคนเสริฟสั่งอาหารผิด หรือพ่อครัวทำผิด เธอก็ไม่เคยต่อว่า แต่เก็บอาหารที่ทำผิดไปกินที่บ้านเอง บางทีอาหารที่ลูกค้ากินไม่หมด ถ้ายังดูดีอยู่พี่บุษก็จะเก็บกลับไปกินเอง

 วันไหนที่พี่บุษทำงานตอนกลางคืน ถ้าพี่ชาญชัยไม่มารับเอง เขาก็จะให้ลูกชายมารับแม่ ทั้งๆที่บ้านกับร้านอาหารอยู่ไม่ไกลกันมาก แต่พี่ชาญชัยคำนึงถึงความปลอดภัยของพี่บุษ คืนไหนที่ไม่มีคนมารับพี่บุษ เมื่อเสร็จงานแล้วผมก็จะอยู่คอยดูแลให้พี่บุษปิดร้านก่อน เมื่อเธอขึ้นรถขับออกไปแล้วผมก็สบายใจ ผมก็เลยโดนโชคกับลุงถิงค่อนแคะหาว่าผมประจบประแจงพี่บุษ ให้ตายซิ ผมไม่เคยคิดแบบนั้น ผมคำนึงถึงความปลอดภัยของพี่บุษมากกว่า

   “โชค พี่กอบเป็นยังไงบ้าง” ผมถามเจ้าโชคในวันหนึ่ง

   “ไม่รู้โว้ย เฮียถามทำไม”  มันทำเสียงเหมือนตะคอก เจ้าโชคมันเป็นแบบนี้เอง พูดจาสุนัขไม่รับประทาน กิริยามารยาทก็ทั้งถ่อยและสถุล พูดทั้งๆที่กำลังเคี้ยวอาหารอยู่เต็มปาก ผมเห็นแล้วคลื่นไส้

   “คนเคยอยู่ด้วยกันก็ถามถึงกันเป็นธรรมดา มันผิดตรงไหนหรือ”

   “ผมจะไปรู้เรอะว่าเขาอยู่ที่ไหน อย่าสนใจเรื่องของชาวบ้านเลย”

   “โอเค ไม่ได้อยากสนใจหรอก บางทีนะเราไม่สนเรื่องชาวบ้าน แต่ชาวบ้านมาสนเรื่องของเราก็มี” ผมถือโอกาสแดกดันมันก่อนที่จะยักไหล่ แล้วเดินจากมา ผมมีลางสังหรณ์ว่าเจ้าโชคกับพี่กอบยังคงติดต่อกันอยู่ บางคืนเจ้าโชคใช้โทรศัพท์ที่ร้านคุยนานผิดปกติ บางทีมันก็เดินออกไปที่ร้านสะดวกซื้อคนเดียว แล้วก็หายไปนานๆ

   การออกไปจากร้านของลุงถิงยังไม่จบแค่นี้ อาทิตย์ถัดมาโชคบอกกับพี่ชาญชัยว่า จะออกไปค้างในเมืองกับเพื่อนในวันหยุดของเขา พี่ชาญชัยถามว่าเขาจะไปยังไง โชคบอกว่าเพื่อนจะมารับ  ตอนกลางคืนหลังจากที่โชคเก็บของในครัวแล้ว เขาก็หายตัวไป ผมก็ไม่ได้ใส่ใจ ถึงแม้พักหลังโชคจะมาพูดดีกับผม แต่ผมรู้สันดานคนคนนี้ว่าไม่มีความจริงใจ ถ้ามันพูดอะไรไม่เข้าหูผมก็ไม่ยอมเหมือนกัน คนแบบนี้ถ้าเราเฉยเสีย มันยิ่งได้ใจ ต้องโต้ตอบกลับไปบ้าง

   เจ้าโชคออกจากร้านไปตอนไหนไม่มีใครรู้ กุญแจครัวก็หายไปด้วย ผมหาดูจนทั่วก็ไม่เห็น ปรกติเราจะแขวนกุญแจไว้ที่เสาในห้องที่พวกเรานอนกัน ผมเดือดร้อนเพราะต้องขึ้นไปใช้ห้องน้ำข้างบน ถ้าปวดเบาจนทนไม่ไหว ผมก็ต้องแอบเข้าหลังพุ่มไม้ ผมละอายที่ต้องทำสิ่งที่อุจาด แต่หมดหนทาง ยังนึกไม่ออกว่าตอนเช้าถ้าเกิดต้องการระบายทุกข์หนักแล้วผมจะทำยังไง ตอนที่รู้ว่ากุญแจหายเป็นเวลาดึกมากแล้ว ผมรู้ว่าบ้านพี่ชาญชัยนอนกันดึก ผมไม่อยากโทรไปรบกวนพี่เขา แต่เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องด่วน พี่เขาก็ดีใจหาย ขับรถมาหาผมในคืนนั้นเลย

   “พี่ครับ ปกติพวกเราจะแขวนกุญแจร้านไว้ตรงเสาในห้องนอน ผมเพิ่งรู้ว่ามันหายไปตอนจะเข้าห้องน้ำ”

   “ไปวางลืมไว้ที่ไหนหรือเปล่า” พี่เขาไม่ถามอย่างเดียว แต่เอาไฟฉายเดินส่องดูจนทั่วร้าน

   “เราไม่เคยลืมกุญแจนะครับ ผมสันนิษฐานว่าอาจจะติดไปกับโชค ตอนนี้ก็มีผมกับโชคเท่านั้นที่ใช้กุญแจดอกนี้”

   “โชคออกไปตอนไหนคุณเห็นไหม”

   “ไม่เห็นครับ ผมเดาว่าคงจะหลังจากที่พี่ปิดร้านแล้ว”

   “คุณเอากุญแจของผมไว้ก่อน พอโชคกลับมาแล้วค่อยถามเขา”

แต่โชคก็ไม่กลับมาอีกเลย  ตอนแรกเราไม่คิดว่าเขาจะไปแบบไม่บอกกล่าว จนกระทั่งเลยเวลาที่เขาทำงานไปสองชั่วโมงเขาก็ยังไม่กลับมา ผมโทรไปบอกพี่ชาญชัย พี่ชาญชัยกับพี่บุษรีบมาที่ร้านทันที

“โชคจะเป็นอะไรหรือเปล่าก็ไม่รู้ โจรู้ไหมว่าเขามีเพื่อนอยู่ที่ไหนบ้าง”

“ผมไม่ทราบครับ แต่พี่ครับ ผมสงสัยอะไรบางอย่าง”

“อะไรหรือ”

“ผมว่าโชคอาจจะไปกับพี่กอบ เท่าที่รู้เขาไม่มีเพื่อนที่อยู่ในเมือง รู้จักแต่พี่กอบเท่านั้น”

“ผมก็เกรงว่าเขาจะได้รับอันตราย อีกอย่างหนึ่งเขาไม่มีญาติพี่น้องเลย” ดูเอาเถอะ พี่ชาญชัยยังห่วงลูกน้อง แต่เจ้าโชคไม่เคยมองพี่ชาญชัยในแง่ดีเลย

“อย่างน้อยเขาก็น่าจะโทรศัพท์มาบอก ถ้าจะไม่มาทำงาน”

“เรารอดูไปก่อน แต่ผมจะต้องเปลี่ยนล็อคประตูของร้านใหม่หมด กุญแจหายแบบนี้มันไม่ดี ถ้าใครเก็บได้มันอาจจะเข้ามาขโมยของก็ได้”

ร้านนี้มีทางขึ้นสองทางคือด้านหน้าที่เข้าห้องอาหาร และด้านหลังที่เข้าครัว ซึ่งใช้กุญแจดอกเดียวกันเปิด ผมไม่อยากจะคิดว่าโชคเอากุญแจไป มันจะได้อะไรขึ้นมา ผมไม่อยากปรักปรำมันหรอกครับ แต่มาคิดดูอีกที มันอาจจะต้องการแกล้งคนที่ร้านให้เดือดร้อน คนคนนี้ชอบคิดอะไรตื้นๆตามสติปัญญาต่ำๆของมัน พี่ชาญชัยเรียกช่างมาเปลี่ยนล็อคเป็นการดีที่สุด

เมื่อเจ้าโชคไม่มาทำงานอีกคนหนึ่ง คนในครัวก็เหลือแค่ผมกับคุณแวว ผมต้องรับหน้าที่ผัดด้วยและทำหน้าที่ประจำของผม ตอนนี้เรามีลูกค้าน้อย งานแค่นี้ผมรับไหวครับ อย่างไรก็ดีเราก็ต้องการคนมาแทน เพราะตอนนี้พวกเราทำงานงานกันโดยไม่มีวันหยุด ถ้าได้คนมาใหม่ก็จะมีคนสามคนในครัว พี่บุษก็จะมาแทนในวันที่มีคนหยุดได้ ถึงจะทำงานโดยไม่มีวันพักเลย แต่ผมก็สบายใจที่ไม่ต้องได้ยินสิ่งระคายหู

เวลาผ่านไปสามเดือน อีกไม่นานก็จะเริ่มไฮซีซั่นอีกแล้ว พี่ชาญชัยก็ยังหาคนมาเพิ่มไม่ได้ ผมแนะนำพี่เขาว่า อาหารประเภทเรียกน้ำย่อยบางอย่างที่ใช้เวลาเตรียมนาน อย่างเช่นปีกไก่ยัดไส้ และขนมจีบ ควรจะเอาออกจากเมนู เพราะมันเสียเวลา แต่พี่สองคนรู้สึกจะไม่พอใจที่ผมเสนอความคิดนี้ พี่ชาญชัยบอกว่า ร้านของเขาต้องการขายอาหารที่ไม่เหมือนร้านอื่น ผมก็บอกไปว่า ร้านเรามีคนไม่พอ พี่เขาก็บอกว่า เขาจะหาคนมาเพิ่มก่อนไฮซีซั่น ผมก็เลยหุบปาก ไม่อยากเถียงพี่เขาว่า อนาคตเป็นสิ่งที่ยังมองไม่เห็น ถ้าไม่ได้คนเพิ่มแล้วจะทำยังไง อืม พี่เขาไม่ได้เป็นคนมาลงมือทำเองนี่ครับ เขาไม่รู้หรอกว่ามันใช้เวลานานมาก กว่าจะเลาะกระดูกออกจากปีกไก่ แล้วยังต้องเอามายัดไส้ นึ่งให้สุกก่อนด้วย เราเป็นลูกจ้าง เจ้านายว่าอย่างไรก็ต้องฟัง ที่ผมเสนอไปก็หวังดีโดยสุจริตใจ

ถ้าพี่เขายืนยันว่าจะไม่เอาปีกไก่ยัดไส้กับขนมจีบออกจากเมนู ผมก็คงจะต้องทำไว้ล่วงหน้าเยอะๆ แล้วแช่แข็งไว้ ก็คงต้องทำมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อรับช่วงที่ลูกค้าเยอะมากๆ อย่าเข้าใจผมผิดนะครับ ผมเป็นเชฟและได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากประสบการณ์ ผมพยายามคิดหาวิธีที่ทำงานให้เร็ว และประหยัดเวลามากที่สุด มุมมองของผมอาจจะต่างไปจากเจ้าของร้าน

เพื่อนร่วมงาน นายจ้างกับลูกจ้างอาจจะมีความเห็นต่างกัน แต่เราไม่ถือความคิดแตกต่างมาเป็นเรื่องขัดแย้งส่วนตัวครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 01, 2010, 05:04:04 pm โดย PeggySueGuerra » บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: มีนาคม 01, 2010, 10:33:21 pm »

อิ ๆ ...ตอนนี้มีลุ้นค่ะ อย่าให้ต้องลุ้นนานนะคะคุณเพ็กกี้.. และขอขอบคุณมากที่ชอบอ่านเรื่อง ยายจ๋า..หลานมาเยี่ยม ก็มีบางตอนที่ยังไม่ได้เล่าค่ะ ช่วงนี้มีปัญหาหลายอย่างก็เลยขอพักไว้สักหน่อย ไว้สบายใจแล้วจะเขียนต่อค่ะ ถึงตอนนั้นคุณเพ็กกี้ต้องมาให้กำลังใจพี่บ้างนะคะ....
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: มีนาคม 03, 2010, 02:00:26 am »

เห็นด้วยกับคุณเพ็กกี้นะคะว่า เรื่อง ยายจ๋า...หลานมาเยี่ยม เป็นเรื่องที่น่าอ่าน น่ารักมากค่ะ
คุณปิ๋มยังเจอปัญหาเกี่ยวกับหนังสืออยู่ใช่ไหมคะเนี่ย...เอาใจช่วยนะคะ

เหลืออีกสามตอนเองหรือคะ... เอาใจช่วยคุณโจค่ะ
ส่วนความเป็นไปในร้านอาหารไทยในต่างแดน คุณเพ็กกี้ช่างจำลองเหตุการณ์ได้สมจริงมากเลยนะคะ

ใครเปิดร้านอาหารในเมืองนอก รับรองต้องเคยเจอฤทธิ์เดชของคุณเชฟคนไทยแบบคล้าย ๆ กันนี้มาแล้วแน่เลยค่ะ
แต่ขณะเดียวกัน ในมุมกลับกัน บรรดาเชฟไทยที่ไปทำงานในร้านอาหารไทย ก็มักจะเจอหรือถูกเอารัดเอาเปรียบจากเจ้าของร้านเหมือนกัน ก็เลยบอกไม่ได้หรอกค่ะว่า ใครถูกใครผิด เพราะมองต่างมุมกันไงคะ

เจ้าของร้านที่ดี ๆ มีคุณธรรม ไม่เอาเปรียบคนทำงานด้วยก็มีแยะ คุณเชฟเก่ง ๆ ที่ทำงานดีและไม่งอแง หรือทิ้งงานก็มีแยะเช่นกัน  แต่อย่างว่าแหล่ะค่ะ ถ้าจะเปิดร้านอาหารแล้วเจ้าของร้านทำอาหารไม่เป็นเลย ก็ยากอยู่เหมือนกันนะคะ เพราะถ้าได้เชฟดี ๆ มีคุณธรรม ไม่ทิ้งงานหรือถูกใครซื้อตัวไป ก็โชคดีไป  แต่เราก็มักจะได้ยินได้ฟังกันอยู่บ่อยเหมือนกันที่เจ้าของร้านอุตส่าห์ไปพาพ่อครัวแม่ครัวมาจากเมืองไทย  พอมาอยู่ด้วยกันไม่เท่าไหร่ ยิ่งถ้ามีฝีมือทางทำอาหารอร่อย ๆ ด้วยแล้ว ไม่ช้าไม่นานก็มักจะมีข่าวว่า ไม่อยู่กับร้านเก่าเสียแล้ว หรือไม่ก็ถูกร้านอื่นมาซื้อตัวไปแล้วบ้าง...

ก็เลยคิดว่า อ่านเรื่องที่คุณเพ็กกี้เขียนให้อ่านเรื่องนี้แล้ว น่าจะให้ข้อคิดที่ดีและมีประโยชน์ต่อผู้ที่กำลังคิดจะไปทำงานในต่างแดนได้ดีทีเดียวค่ะ และไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ได้ทั้งนั้นเลยละค่ะ

แต่สิ่งที่แน่ ๆ คือ ไม่ว่าจะไปอยู่ไหนก็คงไม่สุขสบายเหมือนบ้านเราหรอกค่ะ แม้ว่าตอนนี้บรรยากาศอาจจะทำให้ร้อนรุ่มหรือกริ่งเกรงไม่แน่ใจว่าจะเป็นอย่างไรกันต่อไปก็ตาม...


 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 03, 2010, 02:03:05 am โดย ชุติมา-ประภัสสร » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF