www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: น้ำตาโรบินฮู๊ด ตอนที่สิบเก้า ความลับสุดยอด  (อ่าน 3011 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: มีนาคม 08, 2010, 04:30:18 pm »

ก่อนจะอ่านนิยายต่อ ขอตอบความเห็นของพี่ปิ๋มจากนิยายตอนก่อนนะคะ เรื่องการทำใบเขียวล็อตโต้มีคนหากินกับเรื่องนี้มากมายในรูปของการช่วยกรอกใบสมัครให้ อันที่จริงทำเองก็ได้ไม่จำเป็นต้องจ้างคนอื่น เข้าไปในเว็บไซด์ที่เพ็กกี้ใส่ไว้ในนิยายตอนก่อน อันนี้เป็นของจริงค่ะ ใครเข้าไปอ่านจะได้รายละเอียดที่ถูกต้อง เพ็กกี้รู้มาว่าปี2009ไม่ต้องเสียค่าสมัครด้วย

นิยายเหลืออีกตอนเดียวก็จะจบแล้ว ดูเหมือนว่าจบเร็วก็เพราะว่าโพสต์ถี่เหลือเกิน งานเลี้ยงก็ย่อมมีวันเลิกรา นิยายก็เช่นเดียวกันค่ะ พอมาถึงจุดหนึ่งก็ต้องอวสานตามครรลองของชีวิต

เชิญอ่านนิยายต่อได้เลยค่ะ
                                                   ความลับสุดยอด

เวลาผ่านไปเหมือนมีปีกบิน สำนวนฝรั่งก็คล้ายกันครับ Time flies. ทนายที่ไมแอมี่ยื่นเรื่องขออนุมัติให้จ้างผมที่เป็นแรงงานต่างชาติกับกรมแรงงาน ผมรออยู่หกเดือนทางทนายก็แจ้งมาว่าเขาอนุมัติแล้ว ขั้นต่อไปก็คือยื่นเรื่องขอกรีนคาร์ดกับอิมมิเกรชั่น โดยยื่นหลักฐานจากกรมแรงงานไปด้วย ผมต้องรอโควต้าเพราะมีคนยื่นเรื่องกันมากมาย การทำกรีนคาร์ดมีขั้นตอนมากมายกว่าที่ผมคิด อย่างไรก็ดีทางกรมแรงงานอนุมัติมาก็เท่ากับเรื่องเสร็จไปหนึ่งในสามแล้ว

   ผมต้องไปตรวจโรค ถ่ายรูป และพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อยื่นต่ออิมมิเกรชั่น ผมต้องไปจัดการธุระต่างๆที่ไมแอมี่ พี่ชาญชัยก็มีความกรุณาต่อผมมาก เขาพาผมไปจัดการธุระอย่างเต็มใจ ถ้าผมมีรถผมคงไม่รบกวนพี่เขา ตอนนี้ผมมีเงินเก็บมากพอที่จะซื้อรถมือสองดีๆมาขับได้ หรือจะซื้อรถใหม่เลยผมก็มีปัญญาผ่อน แต่ผมไม่ชอบเป็นหนี้ระยะยาว รถไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นสำหรับผม ผมเจอจักรยานเก่าๆที่โซ่ขาดวางทิ้งไว้ในดงหลังร้านตอนที่ผมถางหญ้าครั้งหลังสุด ผมซื้อโซ่มาเปลี่ยนใหม่ จักรยานก็กลายเป็นพาหนะประจำตัวของผม

   ฤดูท่องเที่ยวของที่นี่เป็นไปด้วยดี ตอนนี้ในครัวเรามีกันสามคนคือผม โกหล่าย และคุณแวว อันที่จริงเราต้องการคนถึงสี่คน เราได้หลานสะใภ้ของโฮเซ่คนล้างจานมาช่วยตอนกลางวัน แต่เขาขอทำงานแค่หกชั่วโมง เขาบอกว่าต้องดูแลูกที่ยังเล็กอยู่ มาเรียทำงานคล่อง ถึงแม้เขาจะเป็นคนเม็กซิกัน แต่เขาก็คุ้นเคยกับอาหารไทยดีทีเดียว พี่บุษก็มาช่วยทุกวัน เธอทำงานทุกวันเพื่อให้พวกเราได้มีวันหยุด

   ตอนนี้คุณแววเริ่มมาพูดคุยกับผม “ดีใจด้วยนะโจ ที่เรื่องกรีนคาร์ดเสร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว”

   “ขอบคุณครับ อันที่จริงผมต้องรอโควต้า แล้วเขาถึงจะเรียกไปสัมภาษณ์ ผมไม่ค่อยเข้าใจระบบโควต้า แต่ทนายเขาจะแจ้งมาให้ทราบเมื่อถึงเวลา”

   “โจเป็นคนดีนะ ไม่เหมือนไอ้กอบกับไอ้โชค”

   ผมก็ได้แต่ยิ้มรับ นึกแปลกใจที่คุณแววมาเริ่มพูดจาด้วย ที่ผ่านมาท่าทีเธอเหมือนกับไม่อยากเสวนากับใคร ผมก็เคารพในความเป็นส่วนตัวของเธอ

คุณแววยังพูดต่อไปว่า “ไอ้กอบชอบมาวุ่นวายกับฉัน มันบอกว่าฉันเรียนจบมหาลัยไม่น่ามาทำงานในครัว แล้วมันเสือกอะไรด้วย ฉันเคยทะเลาะกับมันด้วย ส่วนไอ้โชคก็ชอบสอน ฉันก็เคยว่ามันไป บอกว่ายังไงฉันก็เรียนสูงกว่ามัน มันไม่ต้องมาสอน ไอ้สองคนนี้ระยำมาก พี่ชาญกับพี่บุษดีกับมัน มันยังแว้งกัด”

   โอ้โฮ เห็นคุณแววเงียบๆ แต่เวลาเอ่ยปากพูดวาจาเธอแรงมาก คงจะอัดอั้นกับสองคนนี่ไว้มาก ผมก็ฟังอย่างเดียว แล้วก็ได้ยินอะไรดีๆหลายอย่าง
   “ได้คนงานใหม่มาก่อนโจ ก็อยู่ไม่รอดสักคน ไอ้สองคนนี่เป่าหูว่านายจ้างไม่ดี งานหนัก เงินน้อย ไอ้โชคก็ชอบวุ่นวาย คอยสอนคนงานใหม่ มันเสือกไปเสียทุกเรื่อง ฉันเคยประกาศว่า อย่ามายุ่งกับฉัน ต่างคนต่างทำงาน ฉันจะพูดกับมันเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น ฉันไม่อยากมีเรื่องมากไปกว่านี้ เพราะตัวฉันเองก็มีคดีติดตัวมากจากเมืองไทย”

   ผมพูดไม่ออกเลยครับ ปล่อยให้เธอเล่าต่อไป

   “ฉันเลิกกับผัว ต้องเลี้ยงลูกคนเดียว บางทีก็มีปัญหาเรื่องการเงิน ฉันแลกเช็คกับเพื่อนเพื่อหมุนเงิน แต่เช็คเด้ง เจ้าของเงินเขาแจ้งความ ฉันก็เลยหนีก่อน”

   “ผมเสียใจด้วยครับที่ได้ยินเรื่องนี้” เห็นใจเธอจริงๆครับ ไม่ได้พูดตามมารยาท

   “ฉันก็รอว่าหมดอายุความเมื่อไหร่ฉันจะกลับไปหาลูก คดีเช็คเด้งเป็นคดีอาญา อีกห้าปีถึงจะหมดอายุความ ฉันเลือกมาอยู่ที่เกาะนี้ก็เพราะไม่อยากเจอคนที่เคยรู้จัก เดี๋ยวนี้มีคนไทยอยู่มากมายในอเมริกา ฉันมาลงเครื่องที่แอลเอ ที่นั่นคนไทยเยอะมาก เขาถึงเปรียบเทียบว่าเป็นอีกจังหวัดหนึ่งของไทยแลนด์”

   “ตอนนี้ลูกของคุณแววอยู่กับใครล่ะครับ”

   “พี่สาวฉันเป็นคนดูแล ฉันมาอยู่ที่นี่ก็ส่งเงินไปให้ทุกเดือน ลูกก็น้อยใจหาว่าฉันทิ้ง ฉันก็พยายามอธิบาย แต่แกยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจ ฉันก็ต้องอดทน ฉันเก็บเงินได้เยอะ กะว่าพอหมดอายุความฉันกลับไปเมืองไทย ฉันจะเอาเงินไปใช้เจ้าหนี้ ขออโหสิต่อกัน ตอนที่มาอเมริกาฉันทำอะไรไม่ถูก คิดแต่จะหนีท่าเดียว”

   “ทำไมไม่ใช้เขาเลยตอนนี้ล่ะครับ แล้วขอให้เขาถอนฟ้อง”

   “ฉันไม่อยากให้เขารู้ว่าฉันอยู่ที่ไหน ฉันไม่ไว้ใจอะไรทั้งนั้นจนกว่าจะหมดอายุความ”

   “ผมว่าคุณแววติดต่อทนายที่เมืองไทยให้เขาเป็นคนกลางขอประนอมหนี้ และขอให้เจ้าหนี้ถอนฟ้อง ดีไหมครับ ว่าแต่พี่สองคนรู้เรื่องนี้ไหม”

   “พี่ชาญกับพี่บุษไม่รู้ โจอย่าไปเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังนะ ฉันรู้ว่าโจเป็นคนดี ถึงกล้าเล่าให้ฟัง ฉันไม่รู้จักทนายที่ไหนเลย”

   “ถ้าอย่างนั้นผมจะลองติดต่อทนายที่ผมรู้จักให้นะครับ”

   “ขอบใจมากๆเลยโจ”

   ผมมีเพื่อนสมัยเรียนมัธยมที่เรียนกฎหมายต่อจนได้เป็นทนาย เพื่อนรับปากว่าจะช่วย คุณแววดีใจมาก เธอบอกว่า ถ้าเสร็จเรื่องแล้วเธอจะได้กลับไปหาลูก ผมใช้บัตรโทรศัพท์โทรกลับไปเมืองไทยหลายครั้ง เดี๋ยวนี้บัตรโทรศัพท์ราคาถูกและใช้โทรได้หลายชั่วโมง ผมก็ดีใจที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน ได้ทำให้คุณแววสบายใจขึ้น ก็ได้กุศลเหมือนกับการทำบุญ พักหลังเธอเปลี่ยนไปเป็นคนละคน พูดคุยกับพวกเราเป็นอย่างดี เธอกับโกหล่ายก็เข้ากันได้ดี

   โกหล่ายมีปัญหาเรื่องสุขภาพ แกมีโรคประจำตัวคือเบาหวานและความดันโลหิตสูง แกปิดไม่ให้พี่ชาญชัยรู้ เพราะกลัวพี่เขาให้ออก ผมรู้ว่าโกหล่ายฝืนใจทำงานในแต่ละวัน จนกระทั่งวันหนึ่งแกไม่ไหวจริงๆ ต้องขอหยุดพักในขณะที่พวกเรากำลังยุ่งมากๆ  โกมาบอกผมตอนกลางคืนว่า “ยาหมดพอดี พอไม่ได้กินยาแล้วปวดหัว บางทีก็หน้ามืด”

   “โกครับ ผมต้องบอกพี่ชาญชัยแล้ว โกมีโรคประจำตัวแล้วไม่ได้กินยา โกต้องไปหาหมอแล้วละครับ”

   “ไม่ต้องหรอก อีกสอง-สามวันยาที่สั่งจากเมืองไทยก็คงจะมาแล้ว”

   “โกครับ โรคของโกประมาทไม่ได้เลยนะครับ ความดันโลหิตสูงฝรั่งเขาเรียก Silence Killer ฆาตกรเงียบ ถ้าเส้นโลหิตแตกขึ้นมา ทีนี้จะยุ่งมากเลย จะเป็นอัมพาตหรืออัมพฤกษ์ อาจจะพิการตลอดชีวิต”

   “ผมรู้ แต่ค่าหมอที่นี่แพงมาก ผมไม่มีประกันสุขภาพด้วย”

   “โกครับ อย่ากังวลไปเลยหาหมอแค่นี้คงไม่มากเท่าไหร่ ถ้าโกเป็นมากกว่านี้มันก็ไม่คุ้มกับการรอนะครับ”

   ผมโทรไปบอกพี่ชาญชัยทันที ไม่ฟังเสียงคัดค้านของโกหล่าย พี่ชาญชัยกลับมาที่ร้าน พี่เขาเอาเครื่องวัดความดันมาด้วย ปรากฏว่าความดันของโกหล่ายขึ้นสูงมากถึง180 พี่ชาญชัยรีบพาโกหล่ายส่งโรงพยาบาลในคืนนั้นเลย โกหล่ายกับพี่ชาญชัยกลับมาตอนไหนผมไม่รู้ ผมตื่นขึ้นมาก็เห็นโกกำลังหลับ ผมปล่อยให้แกนอนพักโดยไม่คิดที่จะปลุก

   พี่บุษมาที่ร้านตอนสิบโมงครึ่ง เธอบอกว่า “วันนี้ในครัวทำงานกันแค่สามคนได้ไหม ตอนช่วงเช้าพี่ต้องอยู่หน้าร้าน เมื่อคืนพี่ชาญพาโกหล่ายไปห้องฉุกเฉิน กว่าจะได้เจอหมอรอจนถึงตีห้า ตอนนี้ให้พี่ชาญนอนพักก่อน  เดี๋ยวบ่ายๆก็คงตื่น ส่วนโกหล่ายก็ให้แกหยุดพักไปก่อน”

   ตอนกลางวันพวกเราทำงานกันไหวครับ เพราะเราขายอาหารชุดที่เรียกว่า Lunch Special เราจัดเมนูพิเศษให้ลูกค้าเลือกอาหารได้ไม่เกินสิบอย่าง อาหารจะมาเป็นชุด ตัวอย่างเช่นก๋วยเตี๋ยวผัดไท เราจะให้ซุป ปอเปี๊ยะทอดหนึ่งอัน แล้วก็ผัดไท หรือ ข้าวกับแกงเขียวหวาน เสริฟกับซุปและปอเปี๊ยะเช่นเดียวกัน เป็นรายการอาหารที่ทำได้อย่างรวดเร็ว พวกแกงเผ็ดเราก็ทำไว้ล่วงหน้า และนำมาอุ่นก่อนเสริฟ กว่าจะพูดให้พี่เขายอมให้ทำพวกแกงเผ็ดไว้ล่วงหน้าได้ ก็ต้องอธิบายเสียนาน  เมื่อก่อนต้องมานั่งแกงทีละชามทำให้เสียเวลา และเครื่องแกงไม่เข้าเนื้อด้วย

   ตอนบ่ายสองโมงโกหล่ายเดินกะปลกกะเปลี้ยขึ้นมาที่ครัว “โกครับทานข้าวก่อน อย่าลืมกินยานะ” ผมรีบตักข้าวกับแกงจืดให้โกหล่าย โกหล่ายเป็นความดันสูง แต่ก็ชอบกินอาหารรสเค็มจัด ผมต้องคอยเตือนเสมอ “เมื่อคืนกลับมากี่โมงครับ”

   “ไม่รู้ว่ากี่โมงแต่เช้าแล้ว กว่าจะได้เจอหมอรอนานมากเลย เขาดูแลคนไข้ที่อาการหนักก่อน อย่างพวกที่หัวใจวาย หรือถูกทำร้ายบาดเจ็บ เรายังไม่ถึงตายก็รอไปก่อน”   

   “ตอนนี้เป็นยังไงบ้างครับ”

   “ก็ยังเพลียอยู่ อาจจะเป็นเพราะอดนอน กินยาไปแล้วนะ เดี๋ยวคงจะดีขึ้น”

   หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมงพี่ชาญชัยก็มาที่ร้าน เมื่อเห็นโกหล่ายพี่เขาก็จัดการวัดความดันให้แก ความดันของโกหล่ายยังสูงอยู่ แต่ลดลงกว่าเมื่อคืนมาก พี่ชาญชัยบอกว่า “ผมอยากให้โกพักก่อนจนกว่าความดันจะลดลงอยู่ในขั้นปกติ ผมถึงจะยอมให้โกกลับมาทำงาน”

   “แต่ผมไหวครับ”

   “โกอย่าฝืนสังขารเลยนะ แล้วโกก็ไม่ต้องกลัวว่าผมจะให้ออก ผมอยากจะให้แน่ใจว่าความดันโลหิตของโกจะควบคุมได้ด้วยยา โกต้องกินยาตามที่หมอสั่งอย่างเคร่งครัด ยอมเสียเวลารักษาตัวสอง-สามวันดีกว่าฝืนจนอาการหนักไปกว่านี้ โกรู้ไหมว่าความดันโลหิตสูง ถ้าไม่ควบคุมก็อาจจะเกิดเส้นเลือดในสมองแตก เส้นเลือดแตกก็มีสิทธิเป็นอัมพาตได้”

   “ผมเพิ่งรู้ว่าอัมพาตเกิดจากเส้นเลือดในสมองแตก”  โกหล่ายพูด

   “ เส้นเลือดในสมองตีบก็ทำให้เป็นอัมพาตได้เหมือนกัน”

   “บางคนคิดว่าอัมพาตเป็นโรคชนิดหนึ่ง แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง บางคนก็ไม่รู้ตัวว่าเป็นความดันสูง ปล่อยไว้ไม่เคยไปหาหมอจนเส้นโลหิตแตก” ผมพูดขึ้นบ้าง

   “เส้นโลหิตในสมองแตกหรือstroke ถ้าถึงมือหมอในเวลาไม่เกินสามชั่วโมง คนไข้ก็มีโอกาสได้รับความช่วยเหลือให้คืนสู่สภาพปกติได้”

   “โกต้องมีหมอประจำตัวแล้วละ”

   “ผมไม่รู้จักหมอที่ไหน แล้วก็ไม่มีประกันด้วย”

   “ผมจะพาโกไปขอรับความช่วยเหลือจากรัฐ โกมีกรีนคาร์ดคงทำเรื่องได้ไม่ยาก”

   “เขาจะช่วยได้ยังไง ผมไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้เลย”

   พี่ชาญชัยพาโกหล่ายเข้าไปในเมือง หน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือคนที่ไม่มีประกันสุขภาพอยู่ที่นั่น โกหล่ายขอความช่วยเหลือเนื่องจากไม่มีประกันสุขภาพ และนายจ้างไม่ทำประกันให้ เขาขอหลักฐานหลายอย่าง พี่ชาญชัยเป็นคนจัดการทั้งนั้น โกหล่ายอยู่อเมริกามายี่สิบกว่าปี แต่ภาษาอังกฤษของแกไม่พัฒนาเลย แกทำแต่งานโดยไม่สนใจสิ่งอื่น ตอนที่ขายของแกก็ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษมากมาย

   โกหล่ายได้บัตรประกันสุขภาพ โกสามารถไปรับการตรวจที่คลินิกของรัฐ โกเสียเงินต่าตรวจและค่ายาเพียงเล็กน้อย แต่โกบอกว่ารอนานมากกว่าจะเจอหมอ “ก็เหมือนไปโรงพยาบาลแบบอนาถา เอ แต่จะว่าไปบริการเขาไม่เลวนะ หมอเอาใจใส่คนไข้ และพูดจาดี แต่บางทีรอสี่ชั่วโมงกว่าจะได้เจอหมอ”

   หลังจากที่มีหมอประจำตัวแล้ว พวกเราก็นึกว่าโกจะดีขึ้น แต่แกก็ยังมีอาการอ่อนเพลียอยู่บ่อยๆ โกหล่ายก็เกรงใจพี่ชาญชัย เพราะแกทำงานได้ไม่เต็มที่ อยู่มาวันหนึ่งแกก็มาปรารภกับผมว่า “โจ ผมอยากรีไทร์ อีกหกเดือนผมก็จะอายุหกสิบห้า ก็ถึงเวลาที่รีไทร์ได้แล้ว”

   “พี่ปรึกษาพี่ชาญชัยหรือยังครับ”

   “ยังเลย ผมเกรงใจแกน่ะ ไปทำธุระแต่ละครั้งคุณชาญเป็นคนพาไปทุกที”

   “ถ้าพี่ชาญไม่พาไปแล้วใครจะพาไปล่ะครับ บนเกาะนี้ก็ไม่มีคนไทยคนอื่นอีกที่พอจะพึ่งพาได้”

   ในที่สุดโกหล่ายก็ยอมไปปรึกษาพี่ชาญชัย พี่ชาญชัยก็ดีใจหายพาโกหล่ายไปสำนักงานโซเชี่ยลเซ็คเคียวริตี้เพื่อสอบถามรายละเอียด อันที่จริงโกหล่ายจะเกษียณตอนอายุหกสิบสองก็ทำได้ แต่โกจะได้เงินบำนาญแค่เจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ของเงินที่ควรจะได้ เรื่องพวกนี้โกหล่ายไม่เคยรู้มาก่อน

   เพราะความไม่รู้ของโกหล่ายนี่แหละทำให้แกเสียสิทธิและเสียประโยชน์ที่ควรจะได้ ตอนที่โกยังไม่มีกรีนคาร์ดแกทำงานแบบรับเงินสด ไม่เคยเสียภาษีเลย แม้กระทั่งตอนขายไอศกรีมแกก็เสียเฉพาะsales tax มันก็คล้ายกับ VAT taxที่เมืองไทยนั่นแหละครับ แกไม่เคยเสียภาษีเงินได้อย่างที่ผมเคยเล่าไปแล้ว เมื่อโกหล่ายมาทำงานกับพี่ชาญชัยแกถึงเริ่มเสียภาษีเงินได้ เจ้าหน้าที่โซเชี่ยลเซ็คเคียวริตี้บอกว่า โกจะต้องเสียภาษีอย่างน้อยสิบปีจึงจะมีสิทธิรับบำนาญ ตอนนี้โกเสียภาษีได้ไม่ถึงปีด้วยซ้ำ
   
   ผมได้ยินเรื่องนี้แล้วทำให้คิดว่า คนต่างชาติในอเมริกาหลายคนอยู่ด้วยความไม่รู้ หลายคนคิดว่ามาอยู่อเมริกาเพราะต้องการมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม แต่ไม่เคยสนใจสภาพแวดล้อม ไม่เคยสนใจประเทศที่ตัวอยู่ และไม่คิดที่จะเรียนภาษาอังกฤษ คิดแต่ว่าขอให้อยู่รอดไปวันๆหนึ่ง หลายคนก็สมาคมกับคนชาติเดียวกัน ไม่เคยคบกับฝรั่ง ดังนั้นโลกทัศน์ของคนพวกนี้จึงแคบ อย่าเข้าใจผมผิดนะครับ ผมไม่ได้หมายความว่าคบคนชาติเดียวกันแล้วไม่ดี แต่เราต้องเปิดหูเปิดตาให้กว้างบ้าง การคบค้าสมาคมกับคนชาติเดียวกันให้ความอบอุ่น เราพูดภาษาเดียวกันเข้าใจกัน

   ที่ผมพูดมาไม่ใช่จะซ้ำเติมโกหล่ายนะครับ สิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตผมพิเคราะห์หาเหตุและผลเสมอ บางอย่างที่เกิดขึ้นกับคนอื่นมันเป็นอุทาหรณ์อย่างดีทีเดียว

   อีกอย่างหนึ่งมี่ผมไม่ชอบก็คือ คนไทยบางคนชอบทำตัวเป็น”ทแนะ” บางทีก็แนะนำอะไรผิดๆ เพราะตัวเองก็ได้ข้อมูลมาผิดๆ ก็เลยนำมาถ่ายทอดผิดๆ โกหล่ายเล่าว่า ตอนที่รัฐบาลกลางเปิดโอกาสให้โรบินฮู๊ดที่อยู่อย่างผิดกฎหมายมาก่อนปี1982มารับนิรโทษกรรม และขอกรีนคาร์ดได้ โกบอกเพื่อนว่าแกจะไปแอพพลาย เพื่อนคัดค้านอย่างแข็งขัน “มึงอย่าไปนะ มันเป็นแผนล่อของไอ้เกที่จะให้โรบินฮู๊ดออกมาแสดงตัว แล้วเขาก็จะจับคนพวกนี้ส่งกลับประเทศเดิม”

   โกหล่ายเถียงกลับไปว่า “กูไม่กลัว กูจะให้ทนายช่วยทำเรื่องให้”

   “โอ๊ย ทนายมันจะไปรู้อะไรว้า”  เจ้าเพื่อนคนนั้นก็ยังเถียงข้างๆคูๆ

   “ถ้าทนายไม่รู้กฎหมายแล้วเขาจะเป็นทนายได้ยังไง มึงนี่ระแวงไม่เข้าเรื่อง เขาประกาศทั้งทางหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และสื่อต่างๆ กูว่าไม่ใช่เรื่องหลอก เพราะมันออกเป็นกฎหมายมาแล้ว”

   โกหล่ายได้ใบเขียว แต่เพื่อนคนที่แนะนำผิดๆก็ยังคงเป็นโรบินฮู๊ดอยู่ เพราะเขาไม่ยอมใช้สิทธิ จะเรียกว่าอะไรดี กลัวแบบไม่เข้าท่าละมัง

   สำหรับเรื่องเกษียณคงไม่ต้องบอกหรอกนะครับว่าโกหล่ายแกเสียใจแค่ไหน แกคาดหวังเอาไว้ว่า ถ้าได้บำนาญตอนเกษียณแล้ว แกจะกลับไปอยู่เมืองไทยกับลูก แกบอกว่าทำงานหนักมาตลอดชีวิต เงินทองก็พอมีเก็บอยู่บ้าง ถ้ามีเงินบำนาญจากรัฐโกจะได้ไม่ต้องเอาเงินเก็บออกมาใช้
   
   มีเหตุการณ์อีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในชีวิตของโกหล่าย ระยะหลังโกหล่ายทำงานแทบไม่ไหวเลย น้ำหนักตัวลดฮวบฮาบ เมื่อไปตรวจครั้งสุดท้ายหมอพบว่าแกเป็นมะเร็งที่ต่อมลูกหมาก แต่เป็นระยะเริ่มแรกจึงพอที่จะรักษาได้ โกหล่ายใจเสีย แกหมดอาลัยตายอยากในชีวิต บอกว่าขอกลับไปตายเมืองไทย
   
   ผมก็หวังว่าโกหล่ายแกคงจะได้กลับไปรักษาตัวที่เมืองไทย ซึ่งค่ารักษาพยาบาลก็ถูกกว่าที่นี่ ถึงเวลาที่โกจะพักผ่อนเสียที ถ้าผมมีโอกาสไปเมืองไทยผมก็จะไปเยี่ยมแก
   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 08, 2010, 04:41:30 pm โดย PeggySueGuerra » บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: มีนาคม 09, 2010, 09:12:29 am »

มีเรื่องน่ารู้หลายเรื่องเลยนะคะ  ดีใจที่บรรยากาศในร้านเป็นไปด้วยดี ถ้าร้านอาหารใดได้คนดีมาทำงาน ถึงงานหนักก็ไม่ไม่กระไรนัก...

แหม เรื่องใกล้จบแล้ว อ่านเพลินมากเลยค่ะ ว่าแต่ถ้าจบแล้วมีเรื่องใหม่อีกไหมคะ
บันทึกการเข้า
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: มีนาคม 09, 2010, 05:46:30 pm »

สวัสดีค่ะคุณนิ ก่อนจบนายโจมีเรื่องต้องหลั่งน้ำตาอีกครั้งหนึ่ง รอพี่ปิ๋มมาอ่านก่อนนะคะ แล้วจะโพสต์ตอนจบ มีน้องๆในเว็บของหมอพงศกรที่เคยอ่านนิยายเรื่องนี้ก็ถามเหมือนกันว่า จบแล้วจะเขียนภาคสองต่อไหม อันนี้เพ็กกี้ก็ยังตอบเขาไม่ได้นะคะ แต่ก็คงจะมีเรื่องใหม่มาให้อ่านแน่นอนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามมาตลอดนะคะ
บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #3 เมื่อ: มีนาคม 11, 2010, 10:36:17 am »

มาแล้วจ้า ไม่ต้องรอนาน ขอบคุณมากที่รอแฟนพันธ์แท้คนนี้ก่อน อิ ๆ

ถ้าทางว่า เส้นทางเดินของคุณโจจะราบเรียบแล้วนะคะ คงจะ Happy ending (ขอโทษนะคะที่ใช้ภาษาอังกฤษ ไม่งั้นไม่ได้อารมณ์ค่ะ) รออ่านตอนจบอยู่นะคะ ขอให้ตามมาติด ๆ เลยค่ะ
  luvfl

สำหรับเรื่อง กรินการ์ด นั้นคงไม่คิดจะทำแล้วค่ะ อายุก็จะ 60 แล้ว ถ้าต้องไปทำงานเสียภาษีอีก 10 ปีจึงจะได้สวัสดิการคนแก่คงไม่ไหวค่ะ อยู่บ้านเราดีกว่านะ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF