www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: น้ำตาโรบินฮู๊ด ตอนจบ หลั่งน้ำตา  (อ่าน 4392 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: มีนาคม 11, 2010, 04:21:14 pm »

ตอนที่ยี่สิบ หลั่งน้ำตา
   โกหล่ายกลับเมืองไทยไปหลังจากหมดไฮซีซั่น พี่ชาญชัยได้คนงานใหม่มาแทน แต่คราวนี้เป็นผู้หญิง เธออายุมากกว่าพี่ชาญชัยเสียอีก เธอเป็นลูกจีนเกิดในเมืองไทย เธอขอให้พวกเราเรียกเธอว่าเจ๊บุ๊ง เจ๊บุ๊งเป็นเพื่อนกับพี่สาวพี่บุษ เจ๊บุ๊งเพิ่งมาอเมริกาเป็นครั้งแรก เธอเล่าให้ฟังว่าน้องสาวแต่งงานกับฝรั่งและโอนสัญชาติเป็นอเมริกันแล้ว น้องเขาเป็นห่วงเจ๊ที่ตัวคนเดียวและมีความรู้แค่จบมัธยมปลาย น้องก็เลยทำเรื่องให้เจ๊มาอเมริกา โดยเขาหวังว่าเจ๊คงจะมีโอกาสที่ดีกว่า เพราะตอนอยู่เมืองไทยเจ๊ก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ตอนแรกเจ๊ไปอยู่กับน้องที่รัฐนิวเจอร์ซี่ แต่เจ๊บอกว่าไม่ชอบอากาศหนาว แล้วก็เข้ากับน้องเขยฝรั่งไม่ได้ ก่อนที่เจ๊จะมาอเมริกาเจ๊ได้ที่อยู่ของพี่บุษมาจากเพื่อน พอรู้ว่าพี่บุษมีร้านอาหารเจ๊ก็ขอมาทำงานด้วย

   สาวใหญ่วัยทองอย่างเจ๊บุ๊งคงจะโดนเลือดลมมันเล่นงานเอา ต่อมพูดของเธอจึงทำงานมากผิดปกติ พอเจ๊บุ๊งเริ่มพูดก็อย่าหวังเลยว่าจะมีช่องว่างให้คนอื่นได้แทรก ทำให้เป็นที่เอือมระอาของพวกเรา ตอนมาใหม่ๆเจ๊บุ๊งเกาะคุณแววแจ คุณแววจะไปไหนแกก็ตามไปด้วย จนคุณแววรู้สึกรำคาญ เวลาที่เจ๊อยากได้ของใช้จำเป็นแกก็ชวนคุณแววเดินไปเป็นเพื่อนที่ร้านสะดวกซื้อข้างๆ ใหม่ๆคุณแววก็ยอมไปด้วย แต่บ่อยเข้าเธอก็บอกไปตรงๆว่า “เจ๊ควรจะหัดทำอะไรด้วยตัวเองบ้างนะ ร้านก็อยู่แค่นี้เดินไปเองได้ไม่เห็นต้องชวนใครไปเป็นเพื่อน”

   “อั๊วพูดภาษาอังกฤษไม่ได้” นี่คือข้ออ้างของเจ๊

   “แค่ซื้อของ หยิบของที่ต้องการแล้วส่งให้เขาคิดเงิน ไม่เห็นจะต้องพูดอะไรมากมาย อยู่อเมริกาต้องหัดช่วยตัวเอง รู้ไหม”

   “ตอนอยู่เมืองไทยอั๊วมีคนขับรถ จะไปไหนมาไหนก็สะดวก”

   “แล้วมาอเมริกาให้ลำบากทำไม” คุณแววค้อนด้วยความหมั่นไส้เต็มที่

   “อาหลิงน่ะซิ อีเป็นซิติเซ่น อีทำเรื่องขอกรีนคาร์ดให้อั๊ว อีคะยั้นคะยอให้อั๊วมา อั๊วก็อยากมาเที่ยว แต่อาหลิงพยายามให้อั๊วทำงาน อีหางานในโรงงานใกล้ๆบ้านให้ แต่อั๊วไม่ชอบ อั๊วเลยขอมาทำงานร้านน้องสาวอาทิมแทน ทำงานกับคนไทยยังคุยกันรู้เรื่องหน่อย” เจ๊แกเอ่ยชื่อพี่ทับทิมซึ่งเป็นพี่สาวของพี่บุษราคัม

   “คนไทยหลายๆคนอยากได้กรีนคาร์ด แต่เจ๊ได้มาอย่างง่ายดายโดยไม่รู้ค่า”

   “อั๊วไม่ต้องทำงานก็มีกิน”

   “ถ้างั้นก็กลับไปเมืองไทยซิ มาอยู่นี่ให้ลำบากทำไม” คุณแววพูดอย่างไม่รักษาน้ำใจเจ๊บุ๊ง

   บอกตรงๆครับว่าผมเองก็รำคาญเจ๊บุ๊งเหมือนกัน แกขี้คุยเหลือเกิน แกชอบคุยนักคุยหนาว่าน้องชายคนรองเป็นเสี่ยเจ้าของห้างสรรพสินค้า น้องสาวคนถัดไปก็จบด็อกเตอร์ แกคงจะมีปมด้อยที่ตัวเองไม่ได้เรียนสูง แกเคยโดนคุณแววว่าเอาตรงๆว่า “พี่น้องคนอื่นเขาได้ดี ก็ดีเฉพาะตัวเขา คนที่ไม่มีปัญญาเรียนสูงๆจะมาอาศัยบารมีของเขาให้เครดิตตัวเองมันน่าอายนะ”

   ผลก็คือเจ๊บุ๊งโกรธและไม่ยอมพูดกับคุณแววไปหลายวัน แต่แกก็ทนไม่ได้ที่จะไม่ได้เมาท์ อาทิตย์ต่อมาแกก็มาชวนคุณแววคุยอีก

สำหรับพนักงานผู้ชายเฉพาะที่ทำงานในครัวพี่ชาญชัยจะอนุญาตให้พักอยู่ที่ร้าน แต่พนักงานผู้หญิงพี่เขาให้พักอยู่ที่บ้านเพื่อความสะดวกและปลอดภัย ผมเห็นใจคุณแววที่ต้องอยู่ร่วมห้องกับเจ๊บุ๊ง ทำงานด้วยกันเรียกว่าเจอหน้ากับเกือบยี่สิบสี่ชั่วโมง   

   เพื่อนทนายของผมส่งข่าวมาว่า เขาขอประนอมหนี้กับเจ้าหนี้ของคุณแววได้สำเร็จ และเจ้าหนี้ยินยอมถอนฟ้องเมื่อได้รับเงินชดใช้จากคุณแววผ่านทนาย ผมติดต่อกับเพื่อนทนายผ่านอีเมล์ ทั้งๆที่ผมไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้ แต่พี่ชาญชัยอนุญาตให้คุณแววใช้เครื่องคอมของพี่เขาได้ แต่คุณแววต้องใช้คอมตอนเช้าเท่านั้น คุณแววเป็นคนพิมพ์ข้อความจากอีเมล์มาให้ผมอ่าน แล้วผมก็บอกให้คุณแววตอบอีเมล์อย่างที่ผมต้องการ ผมเกรงใจไม่อยากไปขอใช้คอมของพี่เขา แต่การติดต่อธุระสำคัญแบบนี้อีเมล์เป็นวิธีที่สะดวกและรวดเร็วที่สุด

   “ฉันก็คงจะเตรียมตัวกลับเมืองไทยเร็วๆนี้ จะได้บอกลาพี่สองคน ตอนนี้ก็เหลือเธอกับอีเจ๊นั่นสองคน” คุณแววพูดยิ้มๆ

   “แกคงไม่มาชวนผมคุยหรอกครับ ถ้ามาผมก็จะบอกว่าไม่ว่าง” ผมหัวเราะ เพราะรู้ว่าคุณแววล้อเล่น

   “หวังว่าคงจะได้เจอเธอที่เมืองไทยนะ”

   “ผมก็ยังไม่รู้ว่าจะได้กลับเมืองไทยเมื่อไหร่”

   “ก็ตอนเธอกลับไปสัมภาษณ์กรีนคาร์ดไง”

   “ทนายบอกว่าผมได้สัมภาษณ์ที่นี่ครับ ไม่ต้องกลับไปสัมภาษณ์ที่เมืองไทย”

   “ดีจังเลย เมื่อก่อนพวกโรบินฮู๊ดที่มีโอกาสได้ทำกรีนคาร์ดต้องกลับไปสัมภาษณ์ที่เมืองไทย บางคนเตรียมหลักฐานไปไม่พร้อมต้องติดแหงกอยู่ที่เมืองไทยจนกว่าคนที่นี่จะหาหลักฐานส่งไปให้ครบ”

   “ทำไมคุณแววไม่ขอให้พี่ชาญช่วยทำกรีนคาร์ดล่ะครับ”

   “โจก็รู้ว่าฉันมีคดีติดตัว ถ้าทำกรีนคาร์ดแล้วเขาสอบประวัติเข้าฉันกลัว แต่ไม่เป็นไรหรอกนะโจ ฉันพ้นมลทิน ได้กลับไปหาลูก แล้วก็เอ้อ....ยังได้เจอคนดีๆ”

   “ผมก็ดีใจด้วย อย่าหาว่าละลาบละล้วงนะครับ คุณแววไปเจอใครเข้า วันๆหนึ่งทำแต่งาน”

   “ก็คุณทนายเพื่อนของโจไงล่ะ พอเราติดต่อกันเรื่องคดีความของฉัน เราก็เลยคุยกันทางเน็ทมาตลอด ฉันแอบแชทกับคุณทนายตอนเช้าก่อนที่คนอื่นๆจะตื่น” คุณแววหน้าแดงด้วยความเขิน ดูผิดไปจากคุณแววคนเดิมที่เงียบขรึม

   “ผมดีใจด้วยครับ และผมรับรองได้ว่าเพื่อนผมคนนี้เป็นคนดี” นี่แหละครับความรักยุคไฮเทค อินเทอร์เน็ทย่นระยะทางรักได้มากจริงๆ

   “ฉันก็ต้องขอบใจโจอีกครั้งที่ช่วยแนะนำทนายดีๆให้”

   “ไม่เป็นไรครับ หวังว่าเรื่องระหว่างคุณกับเพื่อนผมคงจะราบรื่นไม่มีอุปสรรคอะไร”

   หลังจากนั้นประมาณหกอาทิตย์คุณแววก็เดินทางกลับเมืองไทย ตอนนี้เหลือผมกับเจ๊บุ๊งสองคนในครัว ผมก็ทำงานไหวเพราะหมดไฮซีซั่นแล้ว ผมเป็นผู้ชายเจ๊บุ๊งแกไม่ค่อยกล้ามาวุ่นวายกับผม ผมอยากกลับเมืองไทยเหมือนกัน แต่ดูสภาพการณ์แล้วคงจะยาก ถึงแม้ว่าผมจะได้กรีนคาร์ดแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้กลับเมืองไทย ตอนนี้เรามีคนทำงานน้อยมาก
   
   น้องชายคนเดียวของผมลงทุนโทรศัพท์ทางไกลมาหา เขาบอกว่าแม่ไม่สบายมาก และถามถึงผมตลอดเวลา แม่เป็นมะเร็งที่ปากมดลูก ผมตอบน้องไปว่าผมยังออกนอกประเทศตอนนี้ไม่ได้ เพราะยังติดเรื่องกรีนคาร์ดอยู่ ผมได้ข่าวว่าเขาจะเรียกสัมภาษณ์เร็วๆนี้ เมื่อเสร็จเรื่องกรีนคาร์ดแล้วผมจะกลับเมืองไทยทันที รู้สึกว่าน้องไม่พอใจคำตอบ “พี่เห็นกรีนคาร์ดสำคัญกว่าแม่รึ”

   “แจ็คต้องเข้าใจนะ พี่เสียเงินไปมาก ตอนนี้ก็ใกล้จะเสร็จแล้ว รออีกนิดเดียว กรีนคาร์ดหมายถึงอนาคตของพี่ด้วย แจ็คก็รู้ว่าพี่กลับไปทำงานที่เดิมไม่ได้แล้ว พี่ก็อายุมากเกินกว่าจะไปหางานแข่งกับเด็กจบใหม่ๆ อยู่ที่อเมริกาพี่ยังมีโอกาสมากกว่า”

   “พี่รีบมาก็แล้วกัน ให้เร็วที่สุดเท่าที่พี่จะทำได้ แม่บ่นถึงพี่ทุกวัน”

   ผมร้อนใจมาก เมื่อเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาพี่ชาญชัย พี่ชาญชัยก็ดีใจหาย รีบโทรศัพท์ไปถามทนาย ทนายบอกว่า เพิ่งจะได้รับจดหมายแจ้งจากอิมมิเกรชั่นให้ผมไปสัมภาษณ์เดือนหน้าที่สำนักงานอิมมิเกรชั่นในเมือง Fort Lauderdale ซึ่งอยู่ห่างจากไมเเอมี่แค่ขับรถเพียงชั่วโมงเดียว ตอนนี้ก็ให้รอไปก่อน ผมไม่มีทางเลือก ทุกอย่างกำลังจะเสร็จสิ้น ถึงแม้ว่าจะร้อนใจเรื่องอาการป่วยของแม่ แต่ผมก็ทำอะไรไม่ได้ตอนนี้ ผมยอมรับอย่างไม่อายว่าแอบร้องไห้ทุกวันด้วยความอัดอั้นตันใจที่ทำอะไรไม่ได้อย่างใจ ผมมีความกังวลจนเครียด กินไม่ได้นอนไม่หลับ

แม้ว่าบางครั้งจะมีโอกาสพูดกับแม่บ้างผ่านโทรศัพท์มือถือของน้องชาย แม่ก็ถามทุกครั้งว่าเมื่อไหร่ผมจะกลับมา แม่บอกว่ากลัวจะไม่ได้เห็นหน้าผมอีก ยิ่งทำให้ผมใจเสียมากขึ้น

   การไปสัมภาษณ์กรีนคาร์ดของผมไม่มีปัญหาครับ ผมไปสัมภาษณ์เองโดยไม่ต้องใช้ล่าม เจ้าหน้าที่พอใจกับคำตอบ และบอกว่ากรีนคาร์ดตัวจริงจะส่งมาให้ทางไปรษณีย์ ตอนนี้เขาประทับตราลงในหนังสือเดินทางของผมว่าผมเป็นpermanent resident หรือเป็นผู้มีภูมิลำเนาถาวรในอเมริกา ตอนนี้ผมสามารถเข้าออกประเทศอเมริกาได้อย่างสะดวก ผมไม่รอใบเขียวตัวจริงแล้ว  บอกลาพี่ชาญชัย และจองตั๋วเครื่องบินกลับเมืองไทยทันที

   แต่ผมมาสายเกินไป แม่ผมเสียชีวิตก่อนผมเดินทางมาถึงประเทศไทยหนึ่งวัน น้องชายเคลื่อนศพแม่ไปไว้ที่วัด ผมร้องไห้ด้วยความเสียใจที่มาไม่ทันดูใจแม่

   “แจ็ค พี่ก็รีบมาเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว แต่ก็ยังช้าเกินไป พี่เสียใจมาก”

   “เอาเถอะพี่ ผมพยายามจะเข้าใจความจำเป็นของพี่ แต่ญาติคนอื่นเขาไม่เข้าใจ เขาด่าพี่กันตรึม” แจ็คก็ร้องไห้เหมือนกัน

   ผมเจอปฏิกิริยาจากญาติหลายๆคน บางคนก็มองผมแปลกๆ บางคนก็เข้ามาพูดจากระแนะกระแหนว่า ผมเป็นลูกอกตัญญูบ้างละ เห็นประเทศอื่นดีกว่าบ้านเกิดบ้างละ ถึงจะอธิบายไปก็ไม่มีประโยชน์ ผมพยายามไม่ใส่ใจแต่บางครั้งก็อดรำคาญไม่ได้

             คนที่กล้าเข้ามาพูดกับผมตรงๆก็คือป้าหยาดลูกพี่ลูกน้องของแม่ “ฉันเองเป็นคนดูแลแม่ทิพย์ก่อนตาย เพราะไม่มีลูกๆมาคอยดูแล” โอ้ พูดเอาบุญเอาคุณเสียด้วย

   “ก็ขอบคุณป้าที่ช่วยดูแลแม่ แต่ที่ป้าบอกว่าไม่มีลูกมาคอยดูแลคงไม่ถูกนะครับ แจ็คเขาก็อยู่ดูแลแม่”

   “มันเป็นผู้ชายจะมาดูแลดีกว่าผู้หญิงด้วยกันได้ไง”

   “บอกมาตรงๆดีกว่าว่าป้ามาพูดแบบนี้ต้องการอะไร”

   “แม่ทิพย์ทำพินัยกรรมไว้หรือเปล่า”

   “ป้าถามทำไมครับ มันไม่เกี่ยวอะไรกับป้า”

   “ฉันเป็นญาติที่สนิทที่สุดของแม่ทิพย์ ฉันรู้ว่าเธอไม่อยากอยู่เมืองไทย แจ็คก็ยังเด็กเกินกว่าจะปกครองทรัพย์สมบัติได้คนเดียว”

   “แจ็คไม่ใช่เด็กแล้วนะครับ เขาเรียนจบแล้ว เรื่องทรัพย์สินต่างๆผมตกลงกันเองระหว่างพี่น้อง ถ้าป้าข้องใจอะไรคุยกับทนายของผมนะครับ” ผมชี้มือไปที่เพื่อนทนายของผมที่มาร่วมฟังสวดศพด้วย

   ร้อยวันพันปีป้าหยาดไม่เคยมาเยี่ยมเยียนแม่ ที่แกอ้างว่าดูแลตอนที่แม่เจ็บก็เป็นข้ออ้างที่ไม่เข้าท่านัก แจ็คบอกว่าแกมาเยี่ยมแค่ไม่กี่หน ผมได้ยินแล้วก็ให้รู้สึกสมเพช ดูเอาเถอะความโลภของคน ถึงแกจะเข้าไปถามทนายเพื่อนผม แกก็คงจะโดนทนายวิเชียรตอกหน้ากลับมา

   เราสองคนพี่น้องปรึกษากันว่า จะเผาศพแม่หลังสวดเจ็ดวัน แต่โดนบรรดาญาติคัดค้าน “โอ๊ย อะไรกัน แม่เพิ่งตายจะรีบเผาเสียแล้ว”  บางคนบอกว่า “น่าจะเก็บไว้ร้อยวันตามประเพณี” บ้างก็ว่า “จะรีบอะไรกันนักหนา จะรีบกลับไปอเมริกาล่ะซิ อยู่เมืองไทยไม่ได้หรือไง”

   “แจ็ค พี่ไม่ฟังเสียงนกเสียงกาหรอกนะ การเก็บศพไว้นานมันก็สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย พี่เองก็ต้องกลับไปอเมริกา เจ้าของร้านที่พี่ทำงานด้วยเขาเป็นคนช่วยทำกรีนคาร์ดให้พี่ พี่ก็ต้องสำนึกบุญคุณของเขา ถ้าพี่เป็นโรบินฮู๊ดไม่มีกรีนคาร์ด พี่กลับมาเมืองไทย แต่กลับไปอเมริกาอีกไม่ได้ พี่ก็จะกลายเป็นคนตกงาน ญาติแต่ละคนเอาแต่ด่า แต่เวลาเราเดือดร้อนไม่มีหน้าไหนยื่นมือเข้ามาช่วย อย่างป้าหยาดก็หวังจะมามีส่วนแบ่งในสมบัติของแม่”

   “เมื่อก่อนผมไม่เข้าใจพี่ แต่ตอนนี้ผมพอจะเข้าใจแล้ว”

   “แล้วตึกแถวกับร้านจะทำยังไง แม่มีที่ดินที่ต่างจังหวัดอีกแปลง แม่รับซื้อไว้เพราะเจ้าของเขาร้อนเงิน เงินสดของแม่ในธนาคารแจ็คเอาไปให้หมดเถอะ พี่พอมีเงินเก็บระหว่างที่พี่ทำงานในอเมริกา”

   “พี่โจไม่คิดกลับมาสืบสานร้านค้าของแม่ต่อรึ ส่วนผมค้าขายไม่เป็น”

   “อืม คงไม่หรอกนะ พี่ยังมีพันธะสัญญาของลูกผู้ชายกับนายจ้างของพี่ เขาช่วยพี่ พี่ก็ต้องช่วยเขาเป็นการตอบแทน ยิ่งตอนนี้เขาขาดคน มีแต่เมียเขากับลูกจ้างผู้หญิงอีกคนที่ทำงานในครัว พี่ยังไม่รู้เลยว่าเขาจะทำกันไหวหรือเปล่า”

   “ที่ดินต่างจังหวัดก็ขายเถอะนะ เราสองคนไม่มีเวลาไปดูแล ทิ้งไว้เปล่าๆอาจจะโดนคนครอบครองปรปักษ์โดยไม่รู้ตัว จะยิ่งเจ็บใจใหญ่ ส่วนตึกแถวนี่ผมว่าให้คนเช่าทำธุรกิจอย่างอื่น ผมไม่อยากขายสมบัติที่ตกทอดมาแต่ครั้งคุณตา พี่เห็นด้วยไหม”

   “แล้วแจ็คจะไปอยู่ที่ไหน ไปทำอะไร”

   “ผมจะไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย มีเพื่อนอยู่ที่ซิดนี่ย์”

   “ถ้าแจ็คจะไปอเมริกาก็ได้นะ พี่ยินดีช่วย”

   “ให้ผมลองดิ้นรนด้วยตัวเองก่อนนะ ถ้าต้องการความช่วยเหลือแล้วผมจะบอก”

   น้องชายผมก็มีเลือดนักสู้เหมือนผม ผมว่าเราได้เลือดนักสู้มาจากแม่ของเรา แม่ที่ไม่เคยย่อท้อต่อชีวิต แม่เป็นผู้หญิงรุ่นเก่าที่ไม่ได้เรียนหนังสือมากมาย แต่แม่ก็ใช้ฝีมือในทางทำอาหารเลี้ยงลูกจนเรียนจบทั้งสองคน ญาติพี่น้องที่เรียกตัวเองว่าผู้ดีเก่าของแม่ดูถูกอาชีพขายข้าวแกง แต่ผมกลับยกย่องความหนักเอาเบาสู้ และความอดทนของแม่ผม

   ผมกับแจ็คสัญญากันว่า เราจะมาเจอกันที่เมืองไทยปีละครั้ง หลังจากที่ลอยอังคารแม่เสร็จสองวันผมก็บินกลับอเมริกา ส่วนเรื่องทรัพย์สินของแม่ที่มีไม่มาก ทนายวิเชียรเพื่อนของผมเป็นคนดูแล  ความสัมพันธ์ระหว่างทนายวิเชียรกับคุณแววตาก็เป็นไปได้ดี คุณแววมาช่วยงานศพแม่เกือบทุกคืน แต่ผมอยู่ในระหว่างเศร้าโศกจึงไม่มีโอกาสคุยกับคุณแววมากนัก   

   เมื่อผมกลับมาถึงฟลอริด้า พี่บุษเป็นคนไปรับผมที่สนามบิน ผมแปลกใจเล็กน้อย ดูเหมือนว่าพี่บุษจะเดาความรู้สึกของผมออก เธอบอกว่า “พี่ชาญเขาติดเซ็นสัญญาขายที่ดินวันนี้ เขาเลยให้พี่มารับแทน งานศพคุณแม่เสร็จเรียบร้อยดีนะ พี่เสียใจด้วยนะโจ แต่ท่านก็สบายไปแล้ว” พี่บุษกับพี่ชาญรู้เรื่องการตายของแม่ เพราะผมโทรศัพท์ทางไกลมาบอก

   “ขอบคุณครับพี่ ว่าแต่พี่ชาญขายที่ดินแปลงไหนหรือครับ”

   “ให้พี่ชาญเขาบอกเองดีกว่านะ พอเราไปถึงร้านพี่เขาก็คงเสร็จธุระพอดี”

   เมื่อเจอพี่ชาญชัย พี่เขาเข้ามาแสดงความเสียใจในมรณกรรมของแม่ แล้วพี่เขาก็บอกสิ่งที่ผมไม่คาดคิด “โจ ผมขายร้านนี้แล้วนะ เพิ่งเซ็นสัญญากันบ่ายนี้ คนซื้อก็โอนเงินให้เรียบร้อยแล้ว เป็นอันว่าต่อไปนี้เราก็เริ่มเก็บของกัน เตรียมย้ายออกสิ้นเดือน ช่วงเวลาที่คุณช่วยผมย้ายของผมจะจ่ายเงินเดือนให้จนถึงสิ้นเดือน”

   “เอ้อ...” ผมทั้งตกใจและแปลกใจ

   “ผมเสียใจด้วยนะ ถ้าทำให้โจผิดคาด โจก็รู้ว่าร้านเรามีปัญหาเรื่องขาดคนเป็นประจำ ตอนที่โจไปเมืองไทยเจ๊บุ๊งแกบ่นอยากลาออก ผมมาคิดดูว่าโจคนเดียวคงรับงานหนักไม่ไหว ร้านนี้ทำเงินเฉพาะช่วงไฮซีซั่นอย่างที่โจเห็น ถัวเฉลี่ยออกมาทั้งปีแล้วผมได้กำไรไม่มาก ไม่คุ้มกับความปวดหัวเรื่องขาดคน ร้านอยู่ไกลถึงบนเกาะไม่มีใครอยากมาทำงานที่นี่ บอกตรงๆว่าร้านเปลือกหอยยังเมคมันนี่มากกว่า พอดีมีคนเขามาเสนอราคาที่ดินของร้านให้  ถึงแม้เนื้อที่จะแค่เอเคอร์เดียว แต่มีคนจะเอาไปทำเกสต์เฮ้าส์ ที่พักบนเกาะนี้ช่วงซีซั่นมีเท่าไหร่ก็ไม่พอ”

   “ครับ....” ผมพูดไม่ออก ยังตั้งตัวกับข่าวที่ได้รับไม่ได้

   “โจไม่ต้องห่วงนะ ตอนนี้คุณมีกรีนคาร์ดแล้ว คุณจะไปทำงานที่ไหนก็ได้ พรุ่งนี้ไปสมัครงานที่รีสอร์ทชื่อSun Valley โจรู้ใช่ไหมว่าอยู่ที่ไหน”

   “ครับ”

   “ลองขี่จักรยานไปนะ ไม่ไกลมาก ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากพาไปนะ แต่พรุ่งนี้ผมกับบุษมีธุระสำคัญต้องเข้าไปในเมือง ไปหาคนชื่อรอน บอกว่าผมให้มากรอกใบสมัคร ใส่ชื่อผมเป็นคนรับรองได้เลย”

   ผมก็ยังงงอยู่ แต่ก็ทำตามที่พี่ชาญชัยบอกในวันรุ่งขึ้น ผมขี่จักรยานไปที่รีสอร์ทนั้น ใช้เวลาปั่นถึงสามสิบนาที ถ้ามีรถก็คงถึงที่หมายภายในสิบนาที ก็ดีครับเป็นการออกกำลังไปในตัว

   รอน แมคเวลเป็นผู้จัดการแผนกอาหาร ผมเคยเห็นเขามากินอาหารที่ร้านมรกตหลายครั้ง รอนบอกว่าเขากำลังต้องการผู้ช่วยพ่อครัว เริ่มต้นด้วยค่าแรงชั่วโมงละเก้าดอลล่าร์ เขาจะขึ้นเงินเดือนให้หลังสามเดือน ผมจะต้องทำงานอาทิตย์ละห้าวัน วันละแปดชั่วโมง ทางรีสอร์ทมีสวัสดิการให้พนักงาน มีอาหารกินฟรีหนึ่งมื้อ มีประกันสุขภาพให้ มีวันหยุดประจำปีสองสัปดาห์ และจ่ายเงินให้ด้วยระหว่างที่หยุด มีที่อยู่ให้พนักงาน และพวกพนักงานเสียค่าเช่าในราคาถูกมาก ผมก็อยากทำงานที่นี่ครับ แม้ว่าจะไม่เคยทำอาหารฝรั่งมาก่อน แต่ผมอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

   ถึงแม้พี่ชาญชัยจะขายร้าน แต่พี่เขาก็ฝากฝังผมให้ได้ทำงานที่Sun Valley รอนกับพี่ชาญชัยคุ้นเคยกันดี พี่เขาบอกว่าให้ทำที่นี่หาประสบการณ์ไปก่อน เมื่อมีประสบการณ์ในการทำงานมากขึ้นค่อยขยับขยายไปทำงานกับโรงแรมที่ใหญ่กว่า พวกเชฟตามโรงแรมใหญ่จะได้เงินเดือนสูง รอนบอกให้ผมเริ่มงานต้นเดือน

   “โจช่วยตัวเองได้ดีนะ ขี่จักรยานไปเอง พูดคุยกับผู้จัดการรู้เรื่องดี ผมเชื่อว่าคนขยันอย่างโจคงจะก้าวหน้าในการงาน”

   “ขอบคุณครับพี่ พี่ให้โอกาสที่ทำให้ผมมีวันนี้ ทำให้ผมรู้สึกว่าคนเราเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ”

               อวสาน      
หลายคนคงบอกว่า แหม จบเสียแล้ว นิยายบางเรื่องจบแบบมีความสุข แต่ก็ยังมีจุดที่ให้คนอ่านคาใจว่าชีวิตของพระเอกจะเป็นอย่างไรต่อไป อันนี้ขึ้นอยู่กับแรงบันดาลใจของผู้เขียนนะคะว่าจะสร้างสรรค์ต่อหรือเปล่า ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจนิยายเรื่องนี้นะคะ/size]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 11, 2010, 04:46:23 pm โดย PeggySueGuerra » บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: มีนาคม 11, 2010, 09:58:16 pm »

ก็ดีใจที่พี่โจของเราได้กรีน คาร์ด เรียบร้อย หลุดพ้นสภาพโรบินฮู้ดไปแล้ว

จะรออ่านเรื่องใหม่นะคะ

ขอบคุณคุณเพ็กกี้อีกครั้งนะคะที่ส่งเรื่องน้ำตาโรบินฮู้ดเรื่องนี้มาลงให้เราตามอ่านกันอย่างใจจดใจจ่อ

ตอนนี้ก็กำลังรอว่ากท.ช่วงต่อไปของเราจะเป็นอย่างไรกันบ้าง ได้แต่หวังว่าทุกอย่างคงจะเป็นไปอย่างเรียบร้อย
แต่จากที่ฟังข่าวเมื่อตอนเย็น ได้เห็นข่าวหนึ่งเข้าท่าดี ก็คือข่าวที่ว่าตอนนี้มีน้อง ๆ ประชาชนทั่วไปกลุ่มหนึ่งที่รักการถ่ายภาพ รักการเป็นนักข่าว ก็จะทำหน้าที่ถ่ายภาพจากมือถือ และรายงานสิ่งที่เกิดขึ้น ให้ผู้สนใจได้รับรู้กัน อย่างน้อย ๆ พวกเขาคิดว่า การช่วยกันถ่ายภาพสิ่งที่เกิดขึ้นก็น่าจะทำให้ไม่มีใครกล้าจะทำให้เหตุการณ์ร้ายแรงมากนัก...

ค่ะ ก็เป็นอีกหนึ่งไอเดียของคนรักการถ่ายภาพที่จะหันมาช่วยกันเป็นหูเป็นตา เป็นนักข่าวอาสา นำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานำเสนออย่างตรงไปตรงมานั่นเอง


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 11, 2010, 11:43:04 pm โดย ชุติมา-ประภัสสร » บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: มีนาคม 11, 2010, 10:02:34 pm »

สวัสดีค่ะคุณนิ คุณพ็กกี้

เสียดายจบซะแล้ว และก็ดีใจด้วยกับคุณโจค่ะ จะรออ่านเรื่องใหม่นะคะ
สำหรับเมืองไทยตอนนี้ก็ภาวนาขอให้ผ่านพ้นไปด้วยดีค่ะ
บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #3 เมื่อ: มีนาคม 17, 2010, 08:13:40 pm »

คุณเพ็กกี้คะ ปิ๋มส่งอีเมลล์ถึงคุณ ได้รับหรือเปล่าค่ะ
บันทึกการเข้า
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #4 เมื่อ: มีนาคม 18, 2010, 03:45:07 pm »

พี่ปิ๋มคะ ยังไม่ได้รับค่ะ พี่ลองใหม่นะคะ suzieguerra@hotmail.com
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF