www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ปัญญาชนบ้านนอก  (อ่าน 2152 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: มีนาคม 18, 2010, 03:56:18 pm »

สวัสดีค่ะ เพ็กกี้กลับมาให้ความบันเทิงแก่พวกเราอีกนะคะ คราวนี้ขอนำรวมเรื่องสั้นจากชุดอเมริกันหน้ากะเหรี่ยงมาให้อ่านเล่นกันนะคะ เป็นช่วงชีวิตหนึ่งของเพ็กกี้สมัยที่เรียนอยู่ นึกย้อนกลับไปถึงตอนนั้นแล้วก็ขำดี ชีวิตมีทั้งสุขและทุกข์ค่ะ แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความอดทนค่ะ

เชิญติดตามได้เลยค่ะ
                                                   ปัญญาชนบ้านนอก

สมัยที่เพ็กกี้เป็นนักศึกษาเต็มตัวที่อเมริกา กลับไปเรียนอีกครั้งตอนอายุมากแล้ว บรรดาเพื่อนร่วมชั้นก็อายุคราวลูกคราวหลาน แต่เราก็เป็นเพื่อนกันได้ เพ็กกี้ไม่เที่ยวเตร่เลย เพราะเรียนหนักมาก เรียนจนอ้วน เพราะกินอาหารขยะแบบอเมริกันเพื่อเอาความสะดวก กินนอนไม่เป็นเวลา แต่ก็มีความสุขดี

มหาวิทยาลัยที่เพ็กกี้เรียนอยู่ในเมืองเล็กๆ เหมือนกับอยู่ในชนบท เพ็กกี้เลือกไปเรียนที่นั่นเพราะอยากอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้เราตั้งใจเรียนไม่วอกแวก ที่ยูนี้(ขอเรียกสั้นๆนะคะ)มีนักเรียนไทยน้อยมาก บางปีไม่มีคนไทยมาเรียนที่นี่เลย ยูนี้มีชื่อเสียงในด้านอาชญาวิทยา เป็นหนึ่งในสิบ (Top Ten)ของประเทศ  เพ็กกี้ย้ายจากชิคาโก เปลี่ยนไปหลายมหาวิทยาลัย ในที่สุดก็ไปเรียนจบที่เท็กซัส

ปีที่เพ็กกี้เรียนอยู่มีนักศึกษาไทยรวมทั้งตัวเอง 9 คน แน่นอนเพ็กกี้อาวุโสที่สุด พวกเรามาพบปะกันบ้าง แต่ส่วนใหญ่เราเรียนกันหนัก เรื่องเฮฮาปาร์ตี้ไม่ค่อยมีโอกาส เพ็กกี้เป็นพลเมืองของที่นี่ ดังนั้นจึงไม่มีชื่ออยู่ในกลุ่มนักเรียนต่างชาติ  พวกน้องๆคนไทยไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีเพ็กกี้อยู่ที่ยูนี้

คนไทยในยูของเรามีน้อย มีอยู่คนหนึ่งเขารู้จักเพ็กกี้ เขาเลยพาไปรู้จักคนไทยคนอื่นๆ ต่อมาเพ็กกี้ต้องการที่อยู่ใหม่ น้องคนที่มาทำปริญญาเอกเขาก็ต้องการคนมาแบ่งเช่า เราก็เลยย้ายมาอยู่อพาร์ตเม้นท์เดียวกัน เรามีข้อตกลงว่าผลัดกันทำความสะอาดบริเวณที่ใช้ร่วมกันคนละอาทิตย์ ห้องใครห้องมัน ทำความสะอาดเอาเอง ส่วนอาหารการกินเพ็กกี้เป็นคนทำ แล้วน้องเขาล้างจาน

เพ็กกี้มีเพื่อนร่วมบ้านเป็นรุ่นน้องผู้ชาย วันๆแทบจะไม่เจอหน้ากันด้วยซ้ำ อยู่กับผู้ชายก็ดีไปอย่าง ไม่ค่อยมีเรื่องจุกจิก กว่าเขาจะกลับมาบ้านก็ตีสอง เพ็กกี้ตื่นไปเรียนแต่เช้า เขาก็ยังไม่ออกจากห้องของเขาเลย เวลามีธุระจะคุยกัน ก็ต้องเขียนโน้ตติดไว้บนตู้เย็น                                                     
       
น้องเขาก็ดีมาก ตลอดเวลาที่อยู่บ้านเดียวกันเราไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย  บ้านของเราอยู่ใกล้กับป่าละเมาะเล็กๆ มีแมวมาป้วนเปี้ยน มันเป็นแมวป่าที่ค่อนข้างดุ เพื่อนบ้านห้องถัดไปเขาให้อาหาร มันจึงมาที่อพาร์ตเม้นท์นี้ เพ็กกี้เป็นคนชอบแมว อยากเล่นกับมัน แต่มันขู่เอา แถมยังจะตะปบเพ็กกี้ด้วย แต่เพ็กกี้ไม่กลัวเดินผ่านมันทีไรก็ยิ้มให้มันทุกที (อย่าหาว่าเพี้ยนนะ) 

จนกระทั่งเพื่อนบ้านย้ายไป แมวไม่มีอาหารกิน มันก็มาหน้าบ้านเพ็กกี้ ร้องเรียกเพ็กกี้ ด้วยความสงสารเพ็กกี้เลยเอาข้าวให้มันกิน คลุกกับน้ำแกง มันก็กินอย่างเอร็ดอร่อยด้วยความหิว มันมาทุกวันเพ็กกี้ก็หาอาหารให้มันกิน ก็กับข้าวเหลือๆนั่นแหละ เสียใจจ้ะแมวจ๋า เพ็กกี้เป็นนักเรียนไม่มีสตางค์มากพอจะเจียดเป็นค่าอาหารแมว ต่อมามันจึงยอมให้เพ็กกี้จับหัวมัน และเล่นกับมันได้ ทั้งนี้เป็นเพราะเพ็กกี้แผ่เมตตาให้มัน

เพ็กกี้มีเพื่อนที่เรียนด้วยที่คุ้นเคยมีมากทีเดียว มีหลายชาติหลายภาษา  คนจีนจากไต้หวัน และที่มาจากแผ่นดินใหญ่มีมาก ความที่มีเพื่อนหลากหลายเพ็กกี้ถึงขนาดพูดภาษาจีนกลางได้ แต่ตอนนี้ลืมหมดแล้ว มีอยู่คนหนึ่งเจ้าหล่อนชื่อว่าJaPihng ขอเรียกย่อๆว่าผิงก็แล้วกัน เขามาจากจีนแผ่นดินใหญ่ มาเรียนเอ็มบีเอต่อ แต่เขาไม่มีพื้นฐานทางbusiness จึงต้องมาเรียนบางวิชากับเพ็กกี้                                         

ห้องเรียนของเราเป็นที่นั่งแบบอัฒจรรย์ แต่ขนาดเล็กกว่า ผิงนั่งอยู่ข้างหลังเพ็กกี้ เขาแต่งตัวจ๊าบมาก กางเกงยีนของเขาปะด้วยเศษผ้านานาชนิด เพ็กกี้อยากได้กางเกงแบบนี้บ้าง แต่ตอนนั้นยากจน เพราะไม่ได้ทำงาน เลยไม่กล้าซื้อมานุ่งบ้าง พอคุ้นหน้ามากขึ้น เพ็กกี้ก็แกล้งเอื้อมมือไปดึงเศษผ้าจากกางเกงเขาเวลานั่งเรียนด้วยกัน เขาก็ยิ้ม จนต่อมาเรากลายเป็นเพื่อนกัน เขามาที่อพาร์ตเม้นท์ของเพ็กกี้บ่อยๆ แต่เพื่อนร่วมบ้านของเพ็กกี้ชอบแหย่เขาแรงๆว่าเขาเป็นคอมมิวนิสต์ สองคนนี้เจอกันทีไรปะทะคารมกันทุกที

ผิงมีแฟนเป็นหนุ่มเกาหลีเรียนอยู่ระดับปริญญาตรี ท่าทางพ่อแม่เจ้าหนุ่มจะมีเงิน เขาทำตัวเป็นพ่อบุญทุ่มกับผิง แต่ผิงไม่ได้ชอบหนุ่ม จะว่าหลอกเอาไว้ใช้ก็ได้ ผิงอยู่หอพักของมหาวิทยาลัย พอหมดเทอมสปริง หรือฤดูใบไม้ผลิ เขาก็ต้องย้ายออก เพราะช่วงฤดูร้อนหอจะปิดซ่อมแซม ผิงไปอยู่กับหนุ่มเกาหลี เจ้าหนุ่มเช่าอพาร์ตเม้นราคาแพงอยู่ เพ็กกี้สังเกตว่าสองคนนี้งอนกันอยู่เรื่อย

เวลาที่โรงเรียนหยุดหลายวัน ยิ่งช่วงหลังภาคฤดูใบไม้ผลิต่อกับภาคฤดูร้อน พวกเราได้หยุดสามอาทิตย์ก่อนที่จะกลับมาเรียนภาคฤดูร้อน เพ็กกี้ไปพักที่เมืองใหญ่ใกล้เคียงกับยู จนแทบจะลืมบ้านที่Huntsville อยู่มาวันหนึ่งเพ็กกี้มีธุระอยากจะคุยกับน้องผู้ชายที่บ้านจึงโทรฯไปที่บ้านที่Huntsville มีเสียงผู้หญิงรับสาย เพ็กกี้นึกว่าต่อผิด จึงวางหูและต่อใหม่ ก็เสียงผู้หญิงคนเดิมรับโทรศัพท์ เพ็กกี้เลยบอกว่าฉันจะต่อหมายเลข...... แต่ทำไมติดเบอร์นี้สองหนแล้ว เขาก็บอกว่ายูต่อไม่ผิดหรอกเพ็กกี้ ฉันเอง ฉันย้ายเข้ามาอยู่นี่ได้สองวันแล้ว
 “หา”  เพ็กกี้อุทานอย่างตกใจมาก งุนงงไปหมด แต่ก็ยังมีสติถามหาเพื่อนร่วมบ้าน ผิงบอกว่าเขาไม่อยู่ เพ็กกี้บอกผิงว่า ฉันจะกลับไป Huntsville พรุ่งนี้

พอกลับมาถึงบ้านก็เจอผิงรออยู่  “นึกยังไงถึงย้ายมาอยู่บ้านอั๊วโดยไม่บอกกล่าว “ เพ็กกี้ยิงคำถามใส่อย่างไม่รอช้า
“อ้าวก็ยูบอกว่า I can come here any time.” ผิงตอบแบบเข้าข้างตัวเอง
“อั๊วหมายความว่าลื้อมาเที่ยวเล่น หรืออาจจะมาค้างได้คืนสองคืน แต่นี่ลื้อเล่นขนของมาหมด เรื่องแบบนี้น่าจะบอกกันล่วงหน้า แล้วถามหน่อยมีปัญหาอะไรถึงอยู่บ้านเดิมไม่ได้ “
“ ไอไม่อยากอยู่บ้านเจอีกต่อไป”  ผิงตอบอย่างเอาใจตัวเอง
“นั่นมันไม่ใช่ปัญหาของอั๊ว ลื้อกับเจตกลงกันเอง ทำไมต้องมาวุ่นวายบ้านคนอื่น แล้วลื้อเข้ามาได้อย่างไร”
 ผิงตอบว่า “รูมเมทของยูยอมให้เข้ามา เพราะเขารู้ว่าไอเป็นเพื่อนยู”
“ แล้วนี่ลื้อจะอยู่อีกนานแค่ไหน อย่าลืมว่าไม่ใช่บ้านของอั๊วคนเดียวอั๊วต้องเกรงใจรูมเมทด้วย” (เอ เพ็กกี้ไม่แน่ใจนะว่าคนชาติอื่นเขาจะรู้จักคำว่าเกรงใจหรือเปล่า)

 ผิงบอกว่าก็อาจจะอยู่จนหอเปิด เพ็กกี้บอกเขาตรงๆว่าไม่ได้แน่ แต่เอาเถอะสักอาทิตย์สองอาทิตย์ก็ยังพอทน แต่ถ้าจะอยู่จนหอเปิดคงไม่ได้แน่ เมื่อมีโอกาสคุยกับน้องรูมเมท เขาบอกว่าเขาจะช่วยจัดการให้ เพราะไอ้หนุ่มเกาหลีมาหาเขา มาปรับทุกข์เรื่องที่สาวหอบผ้าออกจากบ้าน รูมเมทของเพ็กกี้บอกว่าเขาจะพยายามให้หนุ่มเกาหลีเอาตัวผิงกลับไปให้ได้ อันที่จริงผิงมาอยู่ด้วยก็ไม่ได้ทำให้สิ้นเปลืองมากมาย แต่เพ็กกี้ไม่ชอบวิธีการของเขาที่ทำอะไรโดยพละการ

ระหว่างที่ผิงพักอยู่นั้นเพ็กกี้กับเพื่อนร่วมบ้านก็มีแขกมาจากต่างประเทศ คราวนี้เป็นแขกของน้องรูมเมท เขาเป็นคนไต้หวัน บินมาจากแคนาดา จะมาหาโรงเรียนที่อเมริกา เขาเรียนอยู่ที่แคนาดาประมาณหนึ่งปี แต่ไม่ชอบที่นั่น นายคนนี้เขาแนะนำตัวเองว่าชื่อเคน คงจะได้ชื่อนี้มาจากแคนาดา เพราะมันไม่ใช่ชื่อภาษาจีน ไอ้หนุ่มหน้าหยกคนนี้รูปร่างสูงใหญ่ผิดกับหนุ่มจีนทั่วไป แถมยังหน้าตาดีอีกด้วย ที่สำคัญพ่อมันเป็นระดับอภิมหาเศรษฐีของไต้หวัน ติดตามพฤติกรรมของเจ้าเคนต่อไปแล้วจะรู้ว่าเขาใช้ความมั่งมีของพ่อเขาขนาดไหน

พอเคนมาถึงอเมริกา น้องเขาก็ไปรับที่สนามบิน ตอนแรกน้องรูมเมทชวนให้เคนพักที่บ้าน เคนก็ตกลง ตอนนั้นเคนคงเหนื่อยจากการเดินทาง ฝ่ายเพ็กกี้ก็ต้อนรับเคนด้วยการทำอาหารอย่างดี โดยคิดว่าคนจีนคงไม่กินอาหารเผ็ด เพ็กกี้ทำไข่ลูกเขย มีอาหารจืดๆอีกอย่าง แล้วก็ทำไก่ผัดกะเพรา เพราะรูมเมทเขาชอบ ของหวานมีเม็ดขนุน ผลไม้คือแตงโม วันนั้นมีคนร่วมโต๊ะทั้งหมดห้าคน เพ็กกี้ รูมเมท ผิง เคน และจุไร เพ็กกี้แนะนำไข่ลูกเขย Son-in- law egg เพื่อว่าเคนจะได้ทานอาหารรสจืด กลับกลายเป็นว่าเคนแตะ Son-in-law egg เพียงคำเดียว แล้วก็ไม่เอาอีกเลย แต่ฟาดไก่ผัดกะเพราหมดคนเดียวโดยไม่เกรงใจใคร ซึ่งอาหารจานนี้ก็ค่อนข้างเผ็ด ผิดคาดจริงๆ

ฝ่ายผิงรายนี้ก็ทานอาหารได้ทุกอย่างเขาเอ็นจอยได้ทั้งนั้น แต่อาหารมื้อนี้ผิงทำขายหน้าแขก ผิงนั่งเอาขาขึ้นมาบนเก้าอี้ในระหว่างรับประทานอาหาร นึกภาพดูเหมือนอาซิ้มนั่งพุ้ยข้าวต้ม เท่านั้นยังไม่พอ ตอนกินแตงโม แทนที่เขาจะแอบคายเม็ดหรือเขี่ยเม็ดก่อนเข้าปาก เขากินแตงโมทั้งชิ้น แล้วก็คายเม็ดลงจาน ไม่ใช่ซินะ ต้องเรียกว่าถุยเม็ดลงจาน ในขณะที่ทุกคนนั่งรับประทานอาหารอย่างเงียบๆ แต่ได้ยินเสียงผิงถุยเม็ดแตงโมหล่นลงกระทบจานเสียงดังแป๊ะ แป๊ะ เพ็กกี้ขายหน้ามาก แต่ขณะเดียวกันก็อดขำไม่ได้ พยายามกลั้นหัวเราะสุดขีด จนกลั้นไม่อยู่ต้องหนีไปเข้าห้องน้ำ ซึ่งคนอื่นๆกลับนึกว่าเพ็กกี้ท้องเสีย จนกระทั่งแตงโมหมดจานผิงจึงเงียบเสียงลง  ส่วนเคนก็ขอตัวไปนอนเพราะเหนื่อยมาก                                       
                                             
ขอกล่าวถึงเพื่อนร่วมบ้านหน่อยนะคะ เขาเป็นข้าราชการลามาเรียนต่อ ฐานะทางบ้านก็มีอันจะกิน พ่อเป็นเศรษฐีระดับภูธร แต่สามารถส่งเสียลูกเรียนด็อกเตอร์ได้ด้วยทุนส่วนตัว เขาเป็นคนหน้าตาดี ไม่ถึงกับหล่อ แต่ก็ห่างไกลจากความขี้ริ้วมาก ตัวเตี้ยไปหน่อย แต่เขาเป็นคนคล่องแคล่ว เข้าสังคมได้ไม่เคอะเขิน  เขาชื่อชรินทร์ พวกบรรดาเพื่อนคนจีนของเพ็กกี้เรียนเขาว่าชาลิง เพราะคนจีนจะออกเสียงตัว น. หนู หรือเสียงตัวNในภาษาอังกฤษได้ไม่ชัดเจน

เคนนอนพักกับพวกเราอยู่หนึ่งคืนก็ขอให้คุณชาลิงพาไปเช็คอินที่University Hotel ก่อนย้ายไปโรงแรมเคนขอให้คุณชาลิงพาไปเปิดบัญชีที่ธนาคาร แต่เจ้าหน้าที่ของธนาคาร ไม่ยอมรับฝากเงิน โดยอ้างว่าเคนไม่มีใบขับขี่ของรัฐนี้ แล้วก็ไม่มีใบsocial securityอีกด้วย เคนมีแต่พาสปอร์ตเท่านั้น คุณชาลิงอธิบายว่าเขาเพิ่งเดินทางมาถึงอเมริกา ขอผ่อนผันเรื่องdriver’s licenseและใบsocial securityไม่ได้หรือ ทางเจ้าหน้าที่ก็ไม่ยอม เคนก็หมดความอดทนบอกคุณชาลิงว่าไปเถอะ ไปธนาคารที่ต้องการทำธุรกิจกับเรา ฉันไม่อยากเก็บเงินสี่หมื่นดอลล่าร์ไว้กับตัว พร้อมกับควักดอลล่าร์ปึกเบ้อเร่อออกมาอวดอย่างไม่จงใจ เท่านั้นแหละ เจ้าหน้าที่ของแบงค์ตาลุก เรื่องอะไรจะปล่อยลูกค้ามีกะตังค์ให้หลุดมือไป เลยบอกว่า We can take care of you. คุณชาลิงเลยย้อนว่าอ้าวไหนว่าต้องมีdriver’s licenseไงล่ะ เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่เป็นไร วันหน้าได้ใบพวกนี้แล้วค่อยเอามาให้ก็ได้ วันนี้ใช้หนังสือเดินทางเป็นหลักฐานไปก่อน เออ อย่างนี้ก็มีด้วย

หลังจากนั้นไม่นานเคนก็หาอพาร์ตเม้นท์ได้ ซึ่งแน่นอนอพาร์ตเม้นห้องนอนเดียวราคาเดือนละหกร้อยเหรียญ สำหรับในเมืองมหาวิทยาลับแบบนี้นับว่าราคาสูงมาก อพาร์ตเม้นที่เพ็กกี้กับคุณชาลิงอยู่ สองห้องนอนค่าเช่าแค่เดือนละไม่ถึงสี่ร้อย ตอนหลังแยกบ้านกับคุณชาลิงเพ็กกี้ไปอยู่กับเพื่อนคนจีนในอพาร์ตเม้นห้องนอนเดียว แต่กว้างมากขนาดคนสามคนอยู่ได้สบายมาก ราคาเดือนละสามร้อยเหรียญ ตกคนละร้อยเหรียญต่อเดือน แล้วก็น่าอยู่ ซึ่งถูกมาสำหรับนักเรียนอย่างเรา

พอได้อพาร์ตเม้นท์แล้วเคนก็ซื้อรถNissan รุ่นMaxima ราคา$38,000 ซื้อเงินสดเสียด้วย เขายังเคยพาเพ็กกี้ไปลองรถคันใหม่ ยังใจดีให้ลองขับ แม่เจ้าโวย ขับนิ่มดีจริงๆ เพ็กกี้เองตอนนั้นก็มีรถใหม่เหมือนกัน แต่ก็ได้แค่Toyotaรุ่นTercelราคาไม่ถึง$20,000 รถของเพ็กกี้ไม่กล้าไปเทียบกับเขา ชิดซ้ายตกถนนไปเลย บางทีเคนก็ขับรถพาเพ็กกี้ไปหาซื้อเครื่องปรุงแบบไทยๆที่เมืองใหญ่ โดยเฉพาะมะละกอ เพราะเขาชอบส้มตำมาก

ถึงแม้ว่าเขาจะมีที่อยู่ใหม่ แต่เคนก็มาเยี่ยมพวกเราบ่อยๆ เขาชอบอาหารไทยเผ็ดๆ ผิดกับคนจีนทั่วไป มีอยู่วันหนึ่งเพ็กกี้เข้าเมืองใหญ่ แวะซื้อส้มตำที่ร้านของคนอิสาณกลับมาฝากคนไทยที่นี่ เขาก็ตำมาเผ็ดจัดมาก พวกเราคนไทยทุกคนทานไม่ได้ จะทิ้งก็เสียดายของ จุไรออกความเห็นว่าควรจะโทรไปเรียกเคนมาช่วยจัดการ คุณชาลิงโทรไปเรียก เคนก็รีบมาด้วยความยินดี ส้มตำใส่ปูห่อใหญ่เผ็ดจัด เคนจัดการคนเดียว เขามีวิธีกินแปลกประหลาด ส้มตำหนึ่งคำ ตามด้วยองุ่นแดงหนึ่งลูก แล้วก็ซดเบียร์ตาม กินคนเดียวจนหมด พวกเราได้แต่มองอย่างทึ่ง

อย่าคิดว่าเพ็กกี้ลืมเล่าถึงผิง แต่บทบาทของเธอเหลือน้อยลง ไอ้หนุ่มเกาหลีตามมาง้อทุกวัน ฝากคำพูดผ่านคุณชาลิง คุณชาลิงก็มาเกลี้ยกล่อมให้ผิงย้ายกลับไปอยู่กับเจ  ในที่สุดผิงก็ย้ายออกไปเอง ตอนที่ผิงพักอยู่กับเราเพ็กกี้เคยถามว่าทำไมไม่พูดภาษาจีนกลางกับเคน เขาบอกว่าไม่จำเป็น เขาไม่สนใจหรอกว่าเคนจะรวยมาจากไหน พูดจากวนๆเสียด้วย

พอผิงไปแล้วเพ็กกี้ก็ได้ข้อมูลเกี่ยวกับเขาหลายอย่าง  เขามาอเมริกาเพราะได้สปอนเซ่อร์ชาวอเมริกันให้เงินช่วยเหลือ มีคนเล่าว่าผิงใช้เงินของสปอนเซ่อร์หมดไปสองหมื่นกว่าเหรียญในเวลาน้อยกว่าหนึ่งปี เพ็กกี้ก็ว่ายังงั้นสังเกตดูการแต่งตัวของเขา และรถที่เขาขับ ถึงแม้ว่าจะเป็นรถมือสองแต่ก็ค่อนข้างใหม่ แหม ทำไมไม่เห็นมีเศรษฐีที่ไหนใจบุญมาสปอนเซ่อร์ให้นักศึกษาไทยที่ยากจนแต่เรียนดีอย่างเพ็กกี้บ้างเลย หลังจากที่เขาย้ายออกไปก็ได้ข่าวว่า เขาเตรียมตัวย้ายรัฐไปหาที่เรียนใหม่ หลังจากนั้นผิงก็กลายเป็นอดีตที่เพ็กกี้เก็บเข้าตู้ เกือบจะลืมไปแล้ว เพิ่งจะเปิดตู้หยิบเอาผิงออกมาเล่าสู่กันฟัง

ส่วนเคนย้ายไปเรียนที่บอสตันหลังจากเพ็กกี้เรียนจบ พอคุณชาลิงและน้องคนไทยคนอื่นๆเรียนจบ เขาก็กลับเมืองไทยกัน ส่วนเพ็กกี้ก็ยังคงทำมาหากินในอเมริกาต่อ จึงขาดการติดต่อกับพวกเขา เวลาที่เพ็กกี้ไปเมืองไทยก็ยังมีโอกาสไปเจอคุณชาลิง และน้องคนอื่นๆ เพ็กกี้มานึกถึงชีวิตที่ผ่านไปแล้ว มาคิดดูว่าเวลามันผ่านไป เราเรียกมันกลับคืนมาไม่ได้ ช่วงหนึ่งของชีวิตที่เรามีความสุข และอยากจะยื้อยุดหยุดเวลาเอาไว้ แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ นี่คือสัจธรรมแห่งชีวิต สิ่งที่เป็นทุกข์เราก็ไม่อยากจดจำ แต่เราใช้มันเป็นบทเรียนไม่ให้มันเกิดซ้ำอีก ไม่อย่างนั้นเขาเรียกว่าเจ็บแล้วไม่จำ คุณๆเห็นด้วยกับเพ็กกี้ไหมคะ



                                                                 



บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: มีนาคม 18, 2010, 07:09:18 pm »

คุณเพ็กกี้ค่ะ
คุณมีความรอบรู้เกี่ยวกับชีวิตต่างแดนมากนะคะ ไม่คิดจะกลับมาอยู่เมืองไทยบ้างหรือคะ สำหรับเรื่องนี้ก็ให้ข้อคิดเกี่ยวกับคนประเภทต่าง ๆ มาก ชีวิตก็เป็นอย่างนี้แหละค่ะ มีทั้งสุขและทุกข์ และเรื่องที่อยากลืม ก็ลืมไม่ได้ ส่วนเรื่องที่อยากจำ บางครั้งก็ลืมเลือนไปบ้าง จำไม่ได้ มันไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบค่ะ 

ปล. ส่งอีเมล์ไปอีกครั้งตามที่คุณเพ็กกี้บอกแล้วนะคะ
บันทึกการเข้า
srikaew
Newbie
*
กระทู้: 3


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: เมษายน 09, 2010, 11:58:53 am »

  :rose:ขอบคุณ
บันทึกการเข้า

ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #3 เมื่อ: เมษายน 12, 2010, 12:47:48 am »

สวัสดีค่ะ คุณเพ็กกี้ คุณอภิญญา และท่านสมาชิกใหม่ของเรา คุณSrikaew...

หมู่นี้แทบไม่ค่อยได้เข้ามาเลยค่ะ แต่เรื่องนี้นิอ่านตั้งแต่แรกแล้วค่ะ และเห็นด้วยกับคุณอภิญญาค่ะ และหวังว่าคงจะ
ได้อ่านหนังสือรวมเล่มของคุณเพ็กกี้ในเร็ววันนี้นะคะ

ตอนนี้คนกรุงเทพฯ ได้แต่ทอดถอนใจ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี เพราะไม่ว่าสีไหนก็คนไทยด้วยกันทั้งนั้น

ฝ่ายหนึ่งก็เรียกร้องต้องการ ฝ่ายหนึ่งก็อดทน อดกลั้น แต่คนในกรุงเทพฯ นี่ซิคะ จะให้อด ให้ทนกันไปถึงไหน ทำให้เราได้เห็นว่ามีหลายองค์กรที่ชักจะหมดความอดทน หมดความอดกลั้น... ช่วงนี้เวลานั่งแท๊กซี่ไปไหน ถ้าเจอแท๊กซี่ที่เป็นกลาง ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ช่วงนี้หากินลำบากเหลือเกิน ผู้คนพากันหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนไม่ค่อยอยากออกไปไหนถ้าไม่จำเป็น แล้วถนนหลายเส้นก็รถติด ถ้าโชคดีได้ผู้โดยสารก็ยังดี แต่ถ้าต้องวิ่งรถเปล่าไปเจอรถติดก็หน้าจ๋อยไปตาม ๆ กัน ฟังไปก็เห็นใจไป ขึ้นคันไหนคันนั้น น่าเห็นใจมาก ๆ เลยค่ะ

ที่น่าเห็นใจอีกอย่างคือ งานการต่าง ๆ ที่องค์กรหลาย ๆ องค์กรเตรียมจัดต้องมีอันยกเลิกในวินาทีเกือบสุดท้ายซะแทบ
ทั้งนั้น โดยเฉพาะงานที่จะจัดในย่านราชประสงค์  อย่างคุณประภัสสร มีงานเสวนาที่ ทีเคปาร์ค อยู่ 3 งาน ล้วนแล้วแต่ต้องถูกยกเลิกไปหมดเนื่องจากการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงนี่แหล่ะค่ะ งานแรก เมื่อเสาร์ที่ 14 มีนาคม ซึ่งเป็นงานของพี่ไมตรี ลิมปิชาติ...นั่นก็ต้องยกเลิกไป 

งานที่ 2 เมื่อวันเสาร์ที่ 3 เมษายนนี้ งานเสวนา ที่ซีพีออลล์จัด เรื่องวรรณกรรมเยาวชน วันนั้นเราเช่ารถตู้ไว้เพราะไม่แน่ใจสถานการณ์อย่างน้อย ๆ มีรถไปกลับก็น่าจะดีกว่าต้องไปเสี่ยงหาเองตอนขากลับ ก็เลยเรียกรถตู้มา ระหว่างการเดินทางที่เพื่อให้แน่ใจก็เลยเผื่อเวลาไว้หลายชั่วโมง...เช้าวันนั้น ตอน 8น.
รถของฝ่าย นปช.ก็ไปจอดปิดทางที่หัวมุมสี่แยกราชประสงค์ เตรียมตั้งเวที ตั้งเครื่องขยายเสียง... เป็นการไปปิดเส้นทางโดยไม่บอกกล่าวเป็นครั้งแรก...และในที่สุด 10น.มีข่าวเซนทรัลเวิล์ดประกาศปิดประตูทางเข้า ลูกชายก็โทร.มาบอก สถานการณ์ให้ทราบ ทางเราก็ติดต่อไปที่น้องผู้ประสานงานที่ซีพีออลล์ จนติดต่อน้องคนหนึ่งได้ แต่น้องเขาเองก็ยังไม่ทราบเหมือนกันว่างานจะเดินหน้าต่อไปหรือไม่เพราะเขาเองก็อยู่ระหว่างเดินทางเหมือนเราเช่นกัน  ของเราคนขับบอกขึ้นทางด่วนดีกว่าก็พามาขึ้นที่สะพานพระราม 2... ทำให้ไม่ต้องไปติดในวังวน แต่ก็มองเห็นเส้นทางหลายเส้นที่รถติดกันแน่นไปหมด...

ในที่สุด 11 น.กว่า ๆ น้องก็โทร.มาแจ้งขอยกเลิก หลังจากนั้นเล็กน้อย พี่จุ๊หรือคุณวันทนีย์ นามะสนธิที่น่ารักก็โทร.มาแจ้งและขอโทษที่ต้องยกเลิก เพราะผู้ปกครองเด็กนร.ที่จะร่วมกิจกรรมนี้หลาย ๆ คนก็แจ้งมาว่าจะไม่ยอมให้ลูกมาร่วม
และสถานการณ์การจราจรแถวนั้นก็เริ่มอันตรายมากขึ้นทุกที...เราบอกไม่เป็นไรค่ะ  แล้วก็เลยถือโอกาสว่าไหน ๆ ก็อยู่บนทางด่วนแล้ว เลยกะจะไปงานหนังสือที่ศูนย์สิริกิติ์แทน โทร.บอกลูกจะได้หายกังวลว่าตกลงงานเสวนายกเลิกไปแล้วนะ เลยจะไปงานหนังสือ ลูกบอกไปด้วย ๆ เพราะคอนโดของเขาอยู่แถวนั้นพอดี ก็เลยเข้าไปรับมาเดินที่งานหนังสือกันสักพักใหญ่ ก็เลยคิดกันว่า ไหน ๆ ในเมืองมีปัญหามาก ก็ออกนอกเมืองไปไหว้พระกันดีกว่า คุณภัสสรเห็นข่าวพระพุทธรูปองค์ใหญ่หน้าตักกว้างเป็นไร่ ก็อยากไปไหว้ ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ทราบอย่างเดียวว่าอยู่อ่างทอง ก็เลยออกไปกัน จนในที่สุดก็หาพบว่า หลวงพระองค์ใหญ่นี้อยู่ที่วัดม่วง บนเส้นทางอยุธยา-สุพรรณบุรี ถนนที่ไปอ.วิเศษชัยชาญ
เราก็เลยได้ไปไหว้พระ ได้ถวายสังฆทาน และไปให้อาหารปลากัน หลาน ๆ ชอบใจกันใหญ่ จากนั้นก็กลับเข้ากท. ระหว่างทางลูกคนเล็กก็โทร.มาแจ้งความคืบหน้าให้ฟังด้วยความเป็นห่วง และบอกเส้นทางต่าง ๆหลายสายถูกปิด เราก็
เลยกะไปลงแถว ๆ พระราม3 หาอาหารค่ำกินกันแล้วจะได้ส่งคณะลูกและหลาน ๆ ที่คอนโดตรงถนนเย็นอากาศได้ง่าย
โชคดีว่าแถวนั้นค่อนข้างปลอดภัย และถนนหนทางไม่ถึงกับติดแน่นนัก เราก็เลยกลับถึงบ้านได้โดยปลอดภัย...

      ส่วนครั้งที่ 3 ที่ยกเลิกไป ก็ยังเป็นที่ ทีเคปาร์คเช่นเคย เป็นงานที่กลุ่มทรูกะจะเปิดตัวหนังสือวรรณกรรมที่นำไปทำเป็นสื่อดิจิตอล... งานนี้เมื่อวันจันทร์ที่ 5 เมษายน นี้เองค่ะ แต่วันนั้นเรามีสองงาน ซึ่งที่แยกราชประสงค์ยังเป็นอะไรที่สุด ๆ แต่งานที่สองเป็นงานที่ตึกอมตะ บนถนนเพชรบุรีตัดใหม่...คาดหวังว่าคงจะพอไปได้โดยไม่ต้องฝ่าด่านการปิดถนน คนขับแท๊กซี่บอกขึ้นทางด่วนนะครับ ก็โอเค แต่ดูท่าผู้คนกริ่งเกรงกันแยะ ทำให้รถดูบางตาพอสมควร เราก็เลยไปถึงก่อนเวลา

สรุปว่า ที่ TKpark นี่กลายเป็นอยู่ในจุดศูนย์กลางเลยก็ว่าได้ จนบัดนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรบ้างนะคะ เพราะคนกลุ่มเสื้อแดงยึดที่นี่แล้วสามารถปิดถนนได้เกือบทั้งเมืองก็ว่าได้

แต่ที่น่าใจหายที่สุดก็คือคืนวันที่9 ต่อด้วยบ่ายวันที่ 10 เม.ย. ที่มีการปะทะกันจนทำให้มีคนตายและคนเจ็บกว่า 600 คน และแถวสี่แยกคอกวัว แถวถนนข้าวสาร ถนนดินสอ ถนนตะนาว ฯลฯ กลายเป็นอยู่ในกลุ่มที่เกิดการนองเลือด อย่างไม่น่าที่จะเกิดเลย ไม่ต้องบอกก็รู้นะคะว่าเศรษฐกิจของประเทศจะพังระนาวอย่างไร

ยิ่งที่ถนนข้าวสารที่มีนักท่องเที่ยวมากมายอยู่เป็นประจำ เจออย่างนี้เข้าก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี

ค่ะ ก็ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตทุกฝ่ายนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณนักข่าวญี่ปุ่นของสำนักข่าวรอยเตอร์ ที่ต้องมาพลอยรับเคราะห์ไปด้วยในครั้งนี้

หวังว่าเหตุการณ์คงจะกลับคืนมาสู่ความสงบสุข และหาทางออกที่ดีได้โดยเร็ววันนี้ค่ะ

ขอให้ทุก ๆ ท่านปลอดภัยนะคะ

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 12, 2010, 12:59:04 am โดย ชุติมา-ประภัสสร » บันทึกการเข้า
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #4 เมื่อ: เมษายน 12, 2010, 07:00:15 pm »

ขอบคุณค่ะคุณนิสำหรับรายงานข่าว เพ็กกี้ได้แต่รับฟังด้วยความสลดใจกังวลเล็กน้อยเพราะตอนนี้ลูกสาวไปเมืองไทย แต่เขาจะต้องกลับไปแคนาดาเพื่อdefend thesis ก็ใกล้จะจบได้ปริญญาเอกแล้วค่ะ ช่วงที่รอเขาก็ไปเยี่ยมญาติ เขาโตแล้วรู้ดีว่าแถวไหนอันตราย แต่เราก็อดห่วงไม่ได้

ทุกวันนี้เพ็กกี้อ่านหนังสือพิมพ์ภาษาไทยออนไลน์ แต่ก็อ่านแค่พาดหัว เห็นพาดหัวบางอันแล้วชวนให้สยอง ไม่อยากอ่านเลย

ขอบคุณคุณศรีแก้วที่เข้ามาอ่านนะคะ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF