www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: บ้านผีสิง....(ตอนแรก)  (อ่าน 2503 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: มีนาคม 28, 2010, 05:12:37 am »

บ้านผีสิง......

ราส์ส กิโลหก

เรื่องนี้เกิดขึ้นประมาณปี 2511 ตอนนั้นผมถูกคำสั่งโยกย้ายออกจากกองสำรวจที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นต้นสังกัดเดิม  มายังพื้นที่บ้านเกิดจังหวัดสระบุรี  โดยคำสั่งของกรมที่ดิน  แต่ทางจังหวัดส่งตัวให้ไปประจำที่สำนักงานที่ดินอำเภอมวกเหล็ก ซึ่งขณะนั้นมีเจ้าหน้าที่อยู่เพียง 2 คนรวมผมผู้มาใหม่ด้วยเป็น 3 คน ตัวสำนักงานเป็นอาคารไม้สองชั้น ใต้ถุนโล่ง ตั้งอยู่ใกล้ๆที่ว่าการอำเภอ  ในช่วงหน้าหนาวลมหนาวจะพัดตะบึงใส่สำนักงานจนสั่นไปมา ความเย็นสอดแทรกเข้าตามรูร่องของพื้นไม้เข้ามาในตัวอาคาร  ความเย็นที่เย็นอยู่แล้วก็ทวีคูณมากขึ้นจนร่างกายสั่นสะท้านกับความเย็นเยือก  เกิดความรู้สึกว่ากระดูกกำลังจะหลุดออกมานอกเนื้อ  พวกเรานั่งทำงานกันไม่เป็นสุขทั้งเสียงลมที่พัดกระทบตัวอาคารทั้งความหนาวเย็นที่อยู่รอบตัว ทรมานสุดๆ   ภูมิประเทศของอำเภอมวกเหล็กในยุคนั้น พื้นที่ป่ายังอุดมสมบูรณ์ถนนหนทางส่วนใหญ่เป็นเพียงแค่ดินธรรมดาหรือดีหน่อยก็เป็นดินลูกรัง  ส่วนถนน ลาดยางนั้นหาเจอได้ยาก  ถ้าต้องเดินทางเข้าไปทำงานในพื้นที่มันเหมือนการเดินทางที่ไกลแสนไกล   

หลักฐานทางที่ดินยังมีน้อยมากเพราะการจะออกโฉนดหรือ น.ส.3 แต่ละฉบับเป็นเรื่องลำบากแสนเข็ญเหมือนเข็นครกไปโรงรับจำนำมันช่างวุ่นวายสับสน  พื้นที่ดินทั่วไปยังเป็นเพียงที่มีการจับจองและเข้าทำประโยชน์ ยังไม่หลักฐานทางที่ดินที่ทางการออกให้รองรับ  เป็นเหมือนที่ดินหลักลอย ต่างคนต่างก็อ้างสิทธิ์กันเอง  ทำให้เกิดผู้มีอิทธิพลในพื้นที่เข้ามารังแกชาวบ้านตาดำๆ ใครสามารถทนได้ก็สู้ต่อแต่ถ้าทนไม่ได้ก็ต้องถอยหนีออกไป ทั้งที่ได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ที่ที่ดินมาก่อน   ฉะนั้นการทะเลาะวิวาทเข่นฆ่ากันจึงเป็นเรื่องธรรมดาของพื้นที่นี้  คนแพ้ต้องตายกลายเป็นผีเฝ้าป่าไปตามระเบียบ  กฎหมายป่ายังคงความเฉียบขาดใครแข็งแรงกว่าเป็นผู้ชนะ เรื่องความผิดถูกของกฎหมายไม่ต้องพูดถึงเพราะหนังสือกฏหมายกันลูกปืนไม่ได้   

นายเบิ้ม อายุประมาณ 60 ปีนำที่ดิน น.ส.3ก เนื้อที่เกือบ 50 ไร่ มายื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกในนามเดิมออกอีก 3 แปลง แกบอกว่าเพื่อจะเตรียมไว้ให้ลูกๆซึ่งมี 3 คน ตอนแรกไม่คิดจะแบ่งแต่ลูกๆชอบทะเลาะกันเกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้ จึงไม่อยากให้เกิดปัญหา คิดว่าเมื่อแบ่งแยกแล้วก็จะจัดการโอนให้แต่ละคนเอาไปทำกินกัน    ผมเป็นเจ้าหน้าที่ผู้รับคำขอ ตรวจดูแล้วเห็นว่าที่ดินแปลงนี้ทำเลดี ด้านหน้าติดถนน ด้านหลังเป็นห้วยสาธารณประโยชน์ ด้านข้างระบุว่าติดภูเขา เรียกว่าธรรมชาติอยู่ล้อมรอบก็ว่าได้ ที่ดินตั้งอยู่ในเขตอำเภอคำพราน หลับตานึกถึงพื้นที่ของตำบลนี้ คิดว่าว่าคงได้เดินทางกันรากเลือดแน่เพราะอำเภอคำพรานไกลจากตัวสำนักงานที่ดินฯหลายสิบกิโล ถ้ามีถนนลาดยางดีๆคงไม่มีปัญหา แต่ส่วนใหญ่ถนนหนทางจะเป็นดินลูกรัง ผิวถนนก็เป็นหลุมเป็นบ่อ เหมือนเบ้าขนมครก

ผมกำหนดวันทำการรังวัดในอีก 15 วันข้างหน้า  โดยจะเดินทางไปในพื้นที่ด้วยตนเองแต่ให้ลุงเบิ้มมารอรับในที่ซึ่งหาพบได้ง่ายๆเช่นวัดหรือสถานที่สำคัญอื่นๆ แกเอ่ยชื่อวัดแห่งหนึ่งและตกลงว่าจะไปรอรับที่นั่น ผมสอบถามตำแหน่งนัดพบเพื่อให้รู้เป็นสังเขปและจดรายละเอียดไว้กันลืม วัดนี้อยู่ห่างจากที่ดินของแกประมาณ 5 กิโลเมตร โดยนัดเจอกันใน เวลา 10 โมงเช้า   

เมื่อถึงวันที่กำหนดผมและลูกน้องคืออ้ายเหวง พร้อมด้วยเทปวัดระยะ เอกสารเกี่ยวกับเรื่องการรังวัดแบ่งแยก เครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็น พากันขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ 2 ล้อขนาด 100 ซีซีสภาพกลางเก่ากลางใหม่ ผมเอาผ้าพันหน้าเหลือแต่ลูกตา  สวมหมวกผ้ามีสายมารัดที่คางกันหลุดเวลาขับขี่  ส่วนอ้ายเหวงสวมหมวกไหมพรมคลุมทั้งหัว-หู ยังไม่พอ มันยังใส่แว่นตาสีดำ  มองไกลๆเหมือนพวกชาวเขาเผ่ามูเซอ เรารีบเดินทางกันแต่เช้าเพราะรู้ว่าเส้นทางมันไกล ขับขี่กันไปท่ามกลางสภาพเส้นทางเหมือนผิวมะกรูด   เจ้าหมายนต์ญี่ปุ่นทำหน้าที่ได้อย่างซื่อสัตย์มันพาเราผ่านหลุมอุกาบาตจำนวนนับร้อยนับพันหลุม  กว่าจะถึงวัดเป้าหมายกินเวลาหลายชั่วโมง  วัดนี้มองดูเหมือนวัดร้างมองไม่เห็นผู้คนหรือพระที่จำวัด ดูเงียบๆชอบกล

จอดรถใต้ต้นโพธิ์ใหญ่หันหน้ามองไปรอบๆ   วัดนี้ตั้งอยู่ข้างภูเขามีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่หลายต้น โบสถ์เก่าๆกับศาลาซึ่งเก่าพอๆกันแต่สร้างด้วยไม้อยู่ห่างออกไปมองเห็นไกลๆ  หมาวัด 3-4 ลุกขึ้นยืนมองมาที่เราพร้อมกัน  ก่อนที่จะพากันเห่าแห้งๆเหมือนคนไอ  มันคงอยากจะแสดงตัวว่าข้าคือหมาแล้วก็หายหัวหายตัวไปทางใต้ถุนศาลา   ผมถอดหมวกและเอาผ้าพันหน้าออก เอาหมวกและผ้ามาตีใส่กัน ฝุ่นสีแดงฟุ้งออกมาเป็นกระบุง

“ เหวง เอ็งว่าวัดนี้เป็นไงบ้าง”

อ้ายเหวงถอดหมวกไหมพรม เอามาตีกับต้นขาข้างขวาเสียงดังตับๆๆพร้อมกับฝุ่นกระเด็นออกมา 

“หมายความว่าไง ลูกพี่”

“จะหมายความว่าไง เอ็งก็มองดูซิ มันเงียบเหมือนโลกนี้มีเอ็งกับข้าสองคน ”

“มีหมาด้วย ลูกพี่ ที่มันเห่าเมื่อ กี้ไง”  มันทำทะลึ่ง

                            **************************************

ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัด..

เสียงห้าวๆดังมาจากทางด้านหลัง “มารอลุงเบิ้มหรือครับ เจ้านาย”

ผมขนลุกซู่ด้วยความตกใจ เพราะไม่มีสุ่มเสียงอย่างอื่นให้ได้ยินนำมาก่อน

“ เฮ้ย !!”  ตกใจจนสะดุ้งสุดตัว แทบหงายหลัง หันกลับมามองที่ต้นเสียง เป็นชายผอมตัวดำเป็นเหนียงที่หัวมีหมวกสานเก่าๆสวมอยู่   ตรงปลายๆปีกหมวกฉีกขาดจนไม้ที่สานอยู่หลุดออกมาเป็นเส้นๆ

อ้ายเวรเอ๊ย ! เสือกมาเงียบๆ ใจหายใจคว่ำหมด     ผมนึกด่าอยู่ในใจ   

“ผมต้องขอโทษ ครับที่มาเงียบๆ” พี่ดำยกมือขึ้นไหว้ขอโทษ.

“อ้อ  อือๆๆ อ่าๆๆ” ผมพูดไม่ออก จะด่าในใจอีกก็ไม่กล้า มันรู้ได้ไงว่าด่ามัน วะเนี่ย !

“ลุงเบิ้ม ไม่มาหรือครับ” อ้ายเหวงเสนอหน้าเข้ามาในช่วงสำคัญ

ชายผอมดำเอามือหยิบหมวกเก่าออกจากหัว

“พ่อใช้ให้ผมมารับแทนครับ รีบไปกันเถอะเพราะทางไปลำบาก เดี๋ยวจะมืด”

“ฮ้า ! ถึงมืดเลยหรือ พูดเป็นเล่นไป” ผมมองพี่ดำตาเขม็ง

ลูกชายลุงเบิ้มไม่ได้พูดอะไร หันไปที่รถจักรยานเก่าๆที่พิงอยู่ที่ต้นไม้แล้วก็ขึ้นขี่ออกนำหน้าไป

ผมคว้ารถมอเตอร์ไซค์รีบติดเครื่องตามหลังไปทันที  รถจักรยานเก่าๆนำหน้าไปทางด้านหลังของวัด เลยวัดไปไม่ไกลต้องแยกเข้าไปในทางเดินเล็กๆ  พอเห็นทางข้างหน้าผมแทบสะอึก เส้นทางที่จะไปมันไม่ควรเรียกว่าทาง เพราะไม่มีสภาพเป็นทางเสียเลย   คงเป็นทางกระบือในสมัยโบราณ ถ้าเป็นกระบือเดินคงไม่ลำบาก  แต่เป็นนี่รถเครื่องสองล้อและรถของผมไม่ใช่รถวิบากเสียด้วย  ทำไงได้ก็ต้องบุกเข้าไป  ขี่ๆไปรถจะล้มก็หลายหนเพราะบางที่พื้นเละเป็นโคลน บางทีก็เป็นเนินดินมีมีเศษหินแข็งๆทำให้รถไหลลื่น กำลังเครียดๆ  นึกขึ้นได้ว่าที่รถมันไปได้ไม่สะดวกเพราะมีตัวถ่วงนั่งอยู่ข้างหลังนี่เองมันนั่งสบายไม่ทุกข์ร้อนอะไร ไม่เหมือนคนขี่ต้องเอาขายันพื้นไปตลอด

 “นั่งกินลมสบายเลยนะมึง” ผมบ่นดังๆ

มันตอบมาให้เจ็บใจ “เอ๋อ ! สบายดีลูกพี่ไม่ต้องห่วงผม”

 “ข้าไม่ได้ห่วงเอ็ง แต่ข้าห่วงขาข้าโว้ย !  มันจะเป็นขาไก่อยู่แล้ว ทางนี้มันเป็นทางไปดาวอังคารหรือไงว่ะเนี่ย”

“ใช่ๆๆลูกพี่วันนี้วันอังคาร”

ผมจอดรถดังพรืด.. “จะวัน ห่า ! อะไรก็ช่างมัน มึงลงจากรถแล้วเดินตามมา เสือกใสหมวกปิดหู จนฟังไม่รู้เรื่อง”

ช่วงที่เส้นทางเรียบผมจะให้มันขึ้นมาซ้อนบนรถได้ หากถึงทางที่ไม่ดีก็ให้มันลงเดินเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆสลับกันไป

เสียงรถดังบ้างเบาบ้างตามแต่สภาพพื้นทาง บางครั้งต้องบิดแรงๆเพื่อให้รถพ้นจากหลุม  ผม ล่ะ สงสารรถคู่ชีพจริงๆ เนื่องจากแทบจะวิ่งไม่ได้ต้องคืบคลานไปตามเส้นทางที่คดเคี้ยว ต้องหลบหลุมหลบบ่อ  บางบ่อกว้างขนาดควายลงไปนอนแช่ได้สบาย อ้ายเหวงมันเดินผิวปากไปตามทางไม่ทุกข์ร้อนอะไร  ส่วนผมต้องถูลู่ถูกังเคลื่อนรถไปอย่างลำบากยากเย็น พี่ดำไม่ต้องพูดถึงพี่แกขี่รถจักรยานไปฉิวท่าทางเหมือนขี่รถในทางเลียบ ยังนึกว่าจะแนะนำให้ไปขี่จักรยานวิบาก แข่งขันกับพวกทีมชาติ ดูแล้วพี่ดำน่าจะชนะได้ไม่ยากเย็น

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด เพราะเราเริ่มเข้าไปในเขตที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่มากมาย นี่ละหรือ ที่เขาเรียกว่า ป่า ผมรู้สึกได้ถึงกลิ่นไอของป่า มันเยือกเย็นและวังเวง เหมือนเข้าไปอยู่ในดินแดนที่ลึกลับทุกสิ่งทุกอย่างมองดูแปลกตา เสียงดนตรีตามธรรมชาติดังอยู่รอบตัว  เสียงกู่ร้องของสัตว์  เสียงกิ่งไม้ใบไม้ที่สะบัดเพราะแรงลมฟังแล้วดูน่ากลัวจนขนลุก  ถ้าเป็นตอนกลางคืนจะมีบรรยากาศที่น่ากลัวขนาดไหน  นึกแล้วเสียวไปถึงสันหลัง..

อ้ายเหวงเดินเตร่มาหา ขณะที่ผมกำลังเอาขายันประคองไม่ให้รถล้มเพราะพื้นทางช่วงนี้เป็นลอนเหมือนกระเบื้องลอนคู่อย่างหนาตราช้าง

“ลูกพี่ ผมว่ามันยังไงๆอยู่นา  ทำไมยังไม่ถึงซักที ดวงตะวันก็มองไม่เห็น  มีแต่กิ่งไม้ใบไม้ กางปิดฟ้าจนมิดเลย”

ขนาดอยู่ห่างเกือบ 20 เมตร เสียงพูดดังมาให้ได้ยิน

“เลยโค้งข้างหน้าก็ถึงแล้วครับ” นายดำหันหน้ามาพูด

ผมกับอ้ายเหวงหันมามองหน้ากันแต่ไม่พูดอะไร คิดว่าเดี๋ยวไปถึงแล้วรีบๆรังวัดให้เสร็จเร็วๆจะได้กลับบ้านกัน วัดที่ดินมาก็หลายที่หลายแปลง ไม่มีลำบากลำบนเหมือนแปลงนี้เลย ผมชักหวั่นๆใจ  คิดอยากจะกลับเสียตอนนี้ก็ไม่ได้เพราะเป็นหน้าที่  ในฐานะข้าราชการที่ดี ต้องบริการประชาชน

พอพ้นริมเขาด้านหน้าตามที่พี่ดำตับเป็ดบอกไว้   ถึงบริเวณที่ดินของลุงเบิ้ม  พื้นที่ดินปลูกต้นมันเป็นส่วนใหญ่ มีบ้านหลังคามุงแฝก อยู่ 4 หลังเป็นบ้านชั้นเดียวหลังเล็กๆ แต่ตั้งห่างกันเป็นหย่อมๆ  ทุกหลังตั้งในทำเลที่ดีเพราะสร้างอยู่ตามริมลำธาร ถ้าใครชอบธรรมชาติแท้ๆนี่แหละใช่เลย..เอากล้องมาถ่าย พิมพ์เป็น ส.ค.ส. ขายในช่วงปีใหม่ได้สบายมาก

ที่ดินเนื้อที่ 50 ไร่ไม่ใช่น้อยๆ มองเข้าไปมันดูกว้างใหญ่ไพศาล  และด้านข้างๆยังมีทั้งลำธารและภูเขา  ลำธารเป็นลำธารธรรมชาติมีสภาพคดเคี้ยว เหมือนถนนที่เข้ามาที่ดินลุงเบิ้ม  ผมมองดูนาฬิกาที่ข้อมือ เกือบเที่ยงแล้ว จะเสร็จทันหรือเปล่า ? ที่หนักใจไม่ใช่อะไร เพราะถ้าออกจากที่ดินช่วงเวลาเย็น มันจะไปมืดกลางทาง คิดแล้วเสียวสันหลังวาบๆๆ

จอดรถเสร็จลงจากรถด้วยความเมื่อยขบ ขยับแข็งขาให้ผ่อนคลาย  ลุงเบิ้มในชุดชาวสวนมือขวาถือมีดขอเดินออกมาจากดงกล้วยใหญ่ที่ปลูกอยู่หลายกลุ่มตามแนวริมลำธาร

“สวัสดีเจ้านาย เดินทางลำบาก มั๊ยครับ”  ลุงเบิ้มร้องทักอย่างอารมณ์ดี

“สวัสดี ลุง”  ผมตอบรับตามมารยาท  “ที่ดินของลุงอยู่ไกลนะ  กว่าจะถึงเล่นเอาเหนื่อย”

“อ้ายผมมันไม่มีกำลังจะจับจองที่ดีๆ ได้แค่นี้ก็บุญหัวแล้วละครับเจ้านาย” หัวเราะเบา

แล้วคำพูดของลุงเบิ้มเล่นเอาผม ถึงกับคอย่น..

“คืนนี้นอนค้างที่นี่สักคืน นะ  ผมว่ารังวัดเสร็จไม่ทันในวันนี้แน่”

“โอ๊ย ! ไม่ไหวละลุง รีบๆไปวัดที่กันให้เสร็จวันนี้แหละ” เสียงอ้ายเหวงร้องเสียงหลง มันคงกลัว

ลุงเบิ้มหันหน้ามาทางผม  “ไหนๆก็มาทำงานแล้วไม่ถือโอกาสพักผ่อน สักวันหรือครับ เหล้ายาปลาปิ้ง  ไก่ป่าผมก็เตรียมไว้หลายตัว เร่งรีบไปทำไมเดี๋ยวจะเหนื่อยเปล่าๆ”

พอได้ยินคำนี้ ผมเห็นหน้าอ้ายเหวง สดชื่นขึ้นมาทันที มันเดินมาที่ผม “ลูกพี่ว่าไง !  ลุงแกมีน้ำใจดี ผมว่าอย่าไปขัดศรัทธาแกเลย ไหนๆก็ไหนๆแล้วค้างสักคืนนะ” ผมมองหน้ามันถ้าตาไม่ฝาด เห็นน้ำลายมันไหลมาอยู่ที่ริมฝีปากจนเยิ้ม

ตอนนั้นผมยังเป็นโสด อ้ายเหวงก็ไม่มีเมีย  การจะไปหลับนอนที่ไหนไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร แต่ที่ผมหวาดๆก็เพราะ ที่ตรงนี้มันดูลึกลับและเปลี่ยวๆชอบกล ทั้งพฤติกรรมของพี่ดำ ที่ดูแปลกๆ แต่วิเคราะห์ดูแล้วตอนนี้เวลาเที่ยงวันเข้าไปแล้ว รังวัดกันยังไงก็คงไม่เสร็จหรือเสร็จก็คงเกือบมืด นึกภาพตอนกลับกันมืดๆ มันคงหนักกว่าที่จะยอมนอนค้างคืนเป็นแน่ ผมตัดสินใจอย่างหลังคือนอนค้างสักคืน คิดว่าคงไม่ถึงกับช็อกตายคาป่า..

ลุงเบิ้มมองหน้าผม  รอคำตอบ..

“ก็ได้ครับลุง นอนเล่นที่บ้านป่าสักคืน ขอดื่มด่ำกับบรรยากาศธรรมชาติล้วนๆ” หันหน้าไปทางอ้ายเหวง มันยิ้มจนน่าเกลียด

ท่าทางลุงเบิ้มกระฉับกระเฉงทันตาเห็น

“ไปๆกินข้าวกลางวันกันก่อน เดี๋ยวจะทำอะไรต่อค่อยว่ากัน” เจ้าของบ้านพูดด้วยความดีใจ ท่าทางแกตื่นเต้นเหมือนได้รับข่าวดี  พร้อมพาพวกเราไปที่บริเวณบ้านไม้หลังแรกซึ่งสร้างห่างจากลำธารไม่มากนัก ด้านหน้าบ้านหันไปทางลำธาร ตรงริมตลิ่งทำเป็นสะพานเล็กๆยื่นออกไปประมาณ 2 เมตร เพื่อใช้เดินไปตักน้ำใช้หรือนั่งเล่น..สายน้ำในลำธารไหลเอื่อยๆ ช่วงที่ไหลผ่านโขดหินน้ำจะแตกเป็นฟอง เสียงดังซ่าๆ

ลุงเบิ้มชี้มือไปที่แคร่ไม้ที่วางอยู่บริเวณหน้าบ้าน ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านคลุมเป็นพื้นที่กว้าง

“เจ้านายนั่งรอที่นี่ก่อน  เดี๋ยวผมจะจัดอาหารมากินกันที่แคร่นี้”  พร้อมกับเดินหายเข้าไปในบ้าน

ผมวางสัมภาระต่างๆลงบนแคร่ไม้ ในใจคิดว่ากินข้าวเสร็จแล้วจะเริ่มงานทันที ทำงานให้เสร็จภายในวันนี้ จะได้ไม่ต้องมีกังวลกับงานในวันรุ่งขึ้น เพราะดูท่าแล้วคืนนี้คงได้ฉลองกันเต็มที่แน่ๆ เหล้าป่ากับไก่ป่า และบรรยากาศที่แสนจะสุดยอดแบบนี้ หาไม่ได้ง่ายๆ

การรังวัดที่ดินในสมัยนั้นคงเทียบไม่ได้กับสมัยนี้ มันเหมือนทำแผนที่สังเขป ช่วงไหนที่ขอบเขตคดโค้งมากๆก็ตัดให้ตรงเพื่อสะดวกแก่การรังวัด  ความถูกตรงตรงกับความเป็นจริงคงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื้อที่จากการรังวัดไม่ต้องพูดถึงมันคงเพี้ยนพอสมควร  แต่คงไม่ค่อยมีใครสนใจเท่าไหร่ เพราะที่ดินสมัยนั้นราคาต่ำแทบจะติดดิน

ลุงเบิ้มยกสำรับข้าวออกมาเอง แกคงเตรียมไว้แล้ว พอยกจานชามมาให้จนครบแล้วก็ขอตัวเข้าบ้าน

“เชิญตามสบายนะครับ เดี๋ยวผมจะไปเตรียมไม้และมีด ตามที่เจ้านายสั่ง”

แกไม่ยอมนั่งกินข้าวกับเรา  เพราะก่อนหน้านั้นผมบอกกับลุงเบิ้มว่า เมื่อกินข้าวเสร็จแล้วจะลุยรังวัดที่ดินให้เสร็จภายในวันนี้ ถึงจะมืดค่ำก็จะทำให้เสร็จ ผมไม่ชอบทำงานครึ่งๆกลาง ลำบากซะที่เดียว จะได้หมดห่วง 

ข้าวร้อนๆ ต้มยำไก่ ผัดเผ็ดปลาดุก น้ำปลาพริกมะนาว น้ำพริกและผักสดๆ น้ำฝนใส่ขันลงหิน(ขันสีทองเหลือง) ทุกอย่างสดๆซิงๆเรียกว่าเก็บจากต้น จับจากบ่อ รวมกับฝีมือแบบป่าๆ อร่อยจนลืมอิ่ม อ้ายเหวงซัดจนพุงกาง ยกขันกินน้ำเสร็จแล้ว  ทำท่าทางเหมือนจะมองหาที่นอน

“เฮ้ยๆๆ ไปเตรียมตัว เดี๋ยวออกไปทำงาน กินของเค้าแล้วต้องทำงานให้เค้า อย่าทำตัวเนรคุณ” ผมเย้ามันเล่นด้วยความคุ้นเคย

มันหันมามองค้อน “ผมไม่ชอบลูกพี่ก็ตรงที่ชอบรู้ทันนี่แหละ !” ก่อนจะหอบเครื่องมือเดินนำหน้า

“กลางดงพงป่าเขาลำเนาไพรไกลสังคม มีแดนรื่นรมย์ แสนชื่นชมมีเสรี ไร้ทุกข์สนุกสนาน สำราญกันได้เต็มที่ พวกเราชาวถิ่นนี้ ล้วนมีไมตรีต่อกัน” มันแหกปากร้องเพลงจนดังก้องป่า

ลุงเบิ้มเดินนำหน้า  เราเริ่มต้นทำการรังวัด  ผมพยายามมองหาคนอื่นๆคิดว่าน่าจะออกมาช่วยบ้าง เช่นลูกๆของลุงเบิ้มแต่ก็ไม่พบใคร  เพราะตั้งแต่มาถึงที่นี่ผมเห็นแต่ลุงเบิ้ม ส่วนพี่ดำนั้นหายหน้าไปเลย คนอื่นๆก็ไม่เห็น นึกแปลกใจว่าพวกเขาไปไหนกันหมด  เมื่อครั้งที่ลุงแกไปยื่นคำขอรังวัดที่สำนักงานฯ เคยเล่าให้ฟังถึงลูก 3 คนและความขัดแย้งต่างๆจนเป็นสาเหตุให้มีการรังวัดแบ่งแยกที่ดินแปลงนี้

แต่เก็บความคิดไว้ในใจ เพราะเห็นว่ามีกันแค่นี้ก็ทำงานได้ งานนี้ไม่ถึงกับรังวัดยากเย็นอะไร ทั้งขอบเขตต่างๆได้ปักไม้เป็นสังเขปไว้หมดแล้ว  เจ้าของแปลงข้างเคียงก็ไม่ติดใครมีแต่ ลำธารและภูเขา ไม่ต้องมีปัญหากับคนอื่นๆ พวกเราสามคนช่วยกันจนงานเสร็จเกือบมืด..ตามที่กะไว้

หลังจากทำงานกันเสร็จ เดินกันเป็นแถวเรียงหนึ่ง ..

“เดี๋ยวเจ้านายกับลูกน้อง  นอนที่บ้านหลังแรกนะครับ  หลังนี้ผมพักอยู่ประจำ  ตรงที่กินข้าวกันเมื่อเที่ยง นั่นแหละ” ลุงเบิ้มพูดกับผม

“อ้าวแล้วลุง จะไปนอนที่ไหนละครับ”

“ไม่ต้องห่วง ผมนอนตรงไหนก็ได้ ที่นี่มันถิ่นผม เจ้านายอาบน้ำอาบท่าให้หายเหนื่อย เดี๋ยวผมจะจัดไก่ย่างและเหล้าป่าแรงๆให้กินกัน”

ตะวันเคลื่อนหายไปพร้อมกับแสงสว่าง  เหมือนตะเกียงที่หรี่ลงๆจนดับไป  ความมืดคืบคลานเข้ามาแทนที่ เหมือนทุกเมื่อเชื่อวัน มันเกิดหมุนเวียนมาแล้วไม่รู้กี่สิบๆล้านครั้ง ธรรมชาติช่างน่าแปลก มีมืดมีสว่าง มีขั้วบวกมีขั้วลบ มีผู้ชายผู้หญิง มีกรดมีด่าง และมีความเป็นกับความตาย...

ที่ชายคาบ้านมีตะเกียงน้ำมันแขวนไว้ 1 ดวงเพื่อให้ความสว่าง  สภาพภายในบ้านมีตะเกียงกระป๋องเพื่อให้แสงสว่างแว้ปๆ  มองเห็นเป็นห้องห้องโถงโล่งๆ ไม่มีกั้นห้อง  ผมขนสัมภาระส่วนตัวไปยังมุมห้องด้านหนึ่ง อ้ายเหวงขยับไปอีกมุมหนึ่ง เราเตรียมตัวอาบน้ำชำระร่างกาย ห้องอาบน้ำไม่มีหรอกครับ โน่นแหละสะพานริมตลิ่งคือห้องน้ำ ผมขออาบก่อน การไปอาบน้ำต้องหิ้วตะเกียงไปแขวนไว้ที่หัวเสาของสะพาน เอาขันตักน้ำขึ้นมาอาบ น้ำเย็นจนหนาว นั่งอาบน้ำมองไปข้างหน้ามืดสนิทเสียงสารพัดอย่างดังมาเข้าหูตลอดเวลา ป่าคงตื่นแล้วสัตว์ป่าบางชนิดเริ่มออกหากิน จะเป็นคนหรือสัตว์ก็ต้องออกหากินเพียงแต่วิธีการแตกต่างกันไปตามสภาพ ที่ผมมาทำงานก็คือผมมาหากินเหมือนกัน..เราคือสัตว์โลกด้วยกัน

อาบน้ำชำระร่างกายกันเรียบร้อย เหมือนคอยท่าอยู่แล้ว ลุงเบิ้มโผล่มาจากบ้านหลังที่สอง แกถือหม้อใบย่อมภายในบรรจุไก่ย่างที่หอมฉุยสับเป็นชิ้นๆ  ที่ไหล่สะพายถุงย่าม มีเหล้าป่าใส่ในขวดแม่โขงกลมมา 3 ขวด อ้ายเหวงนึกสนุกมันไปหาขอนไม้ซึ่งมีอยู่มากมายมาสุมไฟให้ห่างจากแคร่ไม้ เพื่อไม่ให้ร้อนเกินไป

“เหล้าป่านี่ขนาดจุดไฟติดครับ แก้โรคได้สารพัด โดยเฉพาะโรคเหงา”  แกเอาแก้วมาวางหยิบขวดเหล้าเปิดฝาออกรินลงแก้ว เกือบครึ่งแก้วแล้วเลื่อนแก้วมาให้ผม “เจ้านายลองดูครับ”

ผมคว้ามารินใส่ปากด้วยความชำนาญ ความร้อนแรงรู้สึกได้ตั้งแต่ลำคอจนถึงลำไส้ จนต้องรีบหยิบไก่ย่างที่สับเป็นชิ้นใส่ปากเพื่อลดความร้อนแรงของเจ้าน้ำเมา “สุดยอดจริงๆลุง ไม่แพ้เหล้าฝรั่ง”

กินกันไปคุยกันไป ท่ามกลางบรรยากาศที่ห้อมล้อมด้วยธรรมชาติล้วนๆ น้อยคนนักที่จะได้พบเห็นและสัมผัส  ผมรู้สึกเหมือนได้เข้าไปสู่โลกอีกโลกหนึ่ง ไม่มีเสียงรถยนต์ไม่มีเสียงผู้คน ไม่มีไฟฟ้า  มีแต่เสียงดนตรีธรรมชาติที่แปลกหูแปลกตา  มันน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับผู้ที่เพิ่งได้พบเห็น

“ผมเป็นคนทางภาคอีสาน ” ลุงเบิ้มเอ่ยขึ้น

“เหรอครับ คิดว่าเป็นคนพื้นนี้เสียอีก แล้วลุงมาอยู่ที่นี่ได้ไง”

“ก็ตามๆกันมาครับ จะมีคนรุ่นแรกมาที่นี่ก่อน ผมหมายถึงมาทำงานตามไร่ในแถบนี้ พอรู้อะไรมากเข้าก็เข้าจับจองที่ดิน หรือก็ขอซื้อราคาถูกๆจากคนที่จับจองไว้ก่อน  เป็นที่ว่างเปล่าครับไม่มีหลักฐานอะไร เวลาขายก็ชี้ๆให้รู้ว่าตรงไหนเป็นเขต”

“ แล้วที่ดินแถบบ้านลุงไม่มีหรือครับ ถึงได้ทิ้งบ้านทิ้งช่องมาที่นี่”

“แถวบ้านผมมันแห้งแล้ง   มีที่ดินก็ไม่มีประโยชน์ทำอะไรก็ไม่ได้  น้ำจะกินยังไม่ค่อยมี  การเพาะปลูกทำไม่ได้  ถึงต้องดิ้นรนหาที่ทำกินกัน   จึงตามเขามา มาใหม่ๆเป็นคนทำงานไร่ของพวกเจ้านายก่อน”

“ลุงคงมาอยู่ที่นี่นานแล้ว”

แกยกมือขึ้น ทำท่านับนิ้วมือ “20 ปีแล้วครับ ผมมาคนเดียวก่อน 5 ปี พอเข้าที่เข้าทางจึงรับลูกเมียมาอยู่ด้วย ตอนที่มาผมมีลูกคนเดียว ก็เจ้าดำคนที่ไปรับเจ้านายนั่นแหละ”

พอเอ่ยถึง เจ้าดำ ใจผมนึกไปถึงคนที่ทำตัวแปลกๆเมื่อเช้านี้

“แล้วพี่ดำไปไหนหรือครับ ๆไม่เห็นมานั่งกินอะไรด้วยกัน”

“มันไปทำงาน” ลุงเบิ้มพูด

กำลังจะอ้าปากถามว่าดึกดื่นเที่ยงคืนแบบนี้ไปทำงานอะไร..

จิ๊ดๆๆๆๆๆๆ........

เสียงดังฝ่าความมืด  มาจากริมลำธาร เสียงแหลมเหมือนเสียงหนู  เสียงยังดังไม่หยุด มีเสียงน้ำแตกตูมๆ

อ้ายเหวงลุกขึ้น “ลูกพี่  ผมจะเอาตะเกียงไปดูว่าเป็นเสียงอะไร  เผื่อเป็นเก้งตกน้ำ จะได้เอามาย่างกิน” มันทำท่าทางแข็งขัน

“คงตัวใหญ่ไม่เบา”ลุงเบิ้มพูดลอยๆ

“อะไรหรือลุง ตัวใหญ่”

คำพูดที่หลุดออกมาจากปากลุงเบิ้ม เล่นเอาผมขยับขาขึ้นมาบนแคร่โดยอัตโนมัติ และอ้ายเหวงหุบปากเงียบสนิท

“งูเห่าครับ คงออกมาหาอะไรกิน ที่นี่ดงงูเห่า ชุมจริงๆ ผมเคยเจอจงอางขนาดขาผู้ใหญ่ มากันเป็นคู่”

เสียงอ้ายเหวงกลืนน้ำลายดังเอื๊อกๆอยู่ด้านข้าง.

“เป็นไงมึง  ไปเอามาซิเก้ง ตัวใหญ่ๆ” ผมหันไปบอกมัน

“โธ่ลูกพี่ ขนาดงูเขียวพันขาผมยังเหยี่ยวเล็ดมาแล้ว ถ้าเจองูเห่าผมคงหมดลมคาลำธาร แหง๋ๆ”

“ตอนมาอยู่ใหม่ๆเจอที่ร้ายๆหลายอย่างครับ แต่อาศัยว่าผมเคยลำบากมาก่อน และวิชาอาคมผมก็ร่ำเรียนมาพอสมควรตอนบวชเป็นพระ จึงพอเอาตัวรอดมาได้”

ผมหันไปมองรอบๆตัว มันดูมืดทะมึนในทุกแห่งหนที่กราดสายตามองออกไป บางครั้งยังรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างเพ่งมองมาที่ตัวเรา ป่าคือป่าที่ยังมีสิ่งที่เราไม่รู้ ไม่เคยพบเห็นอีกมากมาย มันเป็นเหมือนมิติที่แตกต่างออกไป..

“เจ้านายเคยเห็นผี มั้ยครับ”

อยู่ๆลุงเบิ้มพูดขึ้นมา เล่นผมขนลุกซุ่ด้วยความตกใจ โธ่ดันมาพูดได้ไงตอนนี้ หันไปมองอ้ายเหวง มันขยับตัวเข้ามาจนชิด

ทันใดนั้น ..

กรี้ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ....

เสียงดังลั่นออกมาจากจุดแห่งหนึ่งไม่รู้ว่าเชิงเขาหรือบนเขา..เพราะมองอะไรไม่เห็นมีแต่ความมืดมิด..

ผมหันหน้ามองที่ลุงเบิ้ม แสงสว่างจากกองไฟทำให้มองเห็นสีหน้าของแกเรียบเฉย
     

   

 

 

บันทึกการเข้า
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: มีนาคม 28, 2010, 03:01:49 pm »

สวัสดีค่ะคุณราสส์ ดีใจที่คุณมาลงเรื่องให้เราอ่านอีก คิดถึงอยู่ค่ะว่าหายไปไหนเสียนาน ขอบคุณมากนะคะ อ่านแค่ตอนแรกก็ตื่นเต้นแล้วค่ะ ชวนให้ติดตามต่อ คุณบรรยายเสียเห็นภาพพจน์ กว่าจะขี่จักรยานยนต์ไปถึงที่หมายคงจะหัวสั่นหัวคลอนน่าดู
บันทึกการเข้า
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: มีนาคม 28, 2010, 05:00:16 pm »

สวัสดีครับพี่...เพกกี้ฯ..

...ผมต้องออกทำงานภาคสนาม..จึงไม่ค่อยมีเวลาเข้ามา..

..ดีใจที่พบพี่อีก....ขอบคุณมากครับ...
บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #3 เมื่อ: มีนาคม 28, 2010, 11:54:44 pm »

สวัสดีค่ะ คุณ ราส์ส กิโลหก

ก่อนอื่นขอบอกความสงสัยก่อนนะคะ ว่า "กิโลหก" ของคุณราส์ส นี่หมายถึงอะไรคะ อิ ๆ อยากรู้ค่ะ

มาคุยเรื่องสั้นต่อนะคะ ชอบอ่านค่ะเรื่องผี ๆ เนี่ย ชอบมาก กำลังลุ้นอยู่ว่าเมื่อไหร่ผีจะออกโรงค่ะ ยิ่งอ่านตอนดึก ๆ นี่ได้อรรถรสดี จะคอยอ่านตอนต่อไปนะคะ
บันทึกการเข้า
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #4 เมื่อ: มีนาคม 29, 2010, 05:49:41 am »


...สวัสดีครับ....พี่อภิญญา..

...คำว่ากิโลหกนั้นมีที่มาอย่างนี้ครับ....

..ประมาณหลายสิบปีก่อนผมเข้ามาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯที่โรงเรียนสันติราษฏร์บำรุง  พญาไท

..ต้องพักอาศัยบ้านญาติซึ่งเป็นนายทหาร  เป็นที่ดินที่เขาซื้อไว้ 200 ตารางวาเป็นโครงการสวัสดิการของกองทัพบก ซึ่งชื่อว่า "หมู่บ้านนายทหารจรเข้บัว"แม้ใช้คำว่าหมู่บ้าน   แต่จริงๆแล้วมีแต่ที่ดินเปล่าๆแบ่งเป็นแปลงๆหลายร้อยแปลง ทั้งโครงการมีบ้านซึ่งมีผู้อาศัยเพียงไม่ถึง 10 หลัง นอกนั้นเป็นที่ว่างเปล่า บ้านของญาติผมสร้างเป็นเพิงหมาแหงนชั้นเดียวแกสร้างทิ้งเอาไว้กันแดดกันฝนสำหรับเวลามาดูที่ดิน และไม่มีคนอยู่ ผมจึงขอเข้ามาพักอาศัย

...ที่ดินดังกล่าวนี้ตั้งอยู่ที่ ก.ม.6 ถนนรามอินทรา..

..จึงเป็นที่มาของ "กิโลหก"  ครับ...ผมได้เคยเขียนเรื่อง"วิ่งไปหากรรม"เป็นเรื่องซึ่งเกิดเหตุที่บ้าน กิโลหกแห่งนี้ จะขอนำมาลงให้อ่านครับ...
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #5 เมื่อ: มีนาคม 31, 2010, 11:47:58 pm »

สวัสดีค่ะ คุณราส์ส และแฟน ๆ ทุกท่าน

ไม่ได้เยี่ยมกรายมาอ่านหลายวันแล้วค่ะ  วันนี้เลยรวบยอด ขอบคุณที่นำเรื่องมาลงให้อ่านกันนะคะ เผอิญเป็นคนที่ไม่ค่อยอยากข้องแวะกับคนที่อยู่อีกมิติหนึ่ง ก็เลยแค่อ่านผ่าน ๆ ค่ะ...

แต่อย่างไรก็ดีใจที่เห็นกลับมาลงเรื่องให้พวกเราอ่านกันอีกค่ะ

บันทึกการเข้า
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #6 เมื่อ: เมษายน 01, 2010, 08:21:19 am »


...ดีใจที่พบกันอีกครับ...

..ขอบพระคุณ..มากครับ...ที่มาให้กำลังใจเอีกครั้งครับ..
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF