www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พี่น้องร่วมโลก  (อ่าน 2300 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: มิถุนายน 01, 2010, 04:35:13 pm »

พี่น้องร่วมโลกไม่ใช่นิยายนะคะ แต่เป็นเรื่องจริง ที่เอามาใส่ในห้องสมุดฯก็เพราะอยากให้พวกเรามีอะไรอ่านเบาสมอง เพราะเครียดกันมาหลายอาทิตย์แล้ว เพ็กกี้เองอยู่ไกลก็ยังอดเครียดไม่ได้ อ่านข่าวแล้วก็สลดใจ อย่าไปพูดถึงมันเลยนะคะ มาอ่านเรื่องสนุกๆดีกว่า

อินเทอร์เน็ทเป็นสื่อให้คนจากคนละซีกโลกได้มารู้จักกัน แต่ก็มีหลายคนใช้อินเทอร์เน็ทในการหาคู่ ที่ประสบความสำเร็จก็มีไม่น้อย แต่เราก็ยังบอก  ไม่ได้ว่า ความรักจากสื่ออินเทอร์เน็ทจะยั่งยืนหรือไม่ ทั้งนี้เพราะการรู้จักกันออนไลน์ทั้งสองฝ่ายยังไม่มีโอกาสได้รู้จักกันดีพอ สำหรับเพ็กกี้พ้นวัยหาแฟนแล้ว การที่ได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆผ่านทางอินเทอร์เน็ทก็เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น เพ็กกี้เลือกเข้าเว็บไซด์ที่น่าสนใจ และบอกวัตถุประสงค์อย่างชัดเจนว่าเว็บนี้ไม่มีวัตถุประสงค์ให้คนเข้าจีบกัน

สมาชิกของเว็บไซดนี้มีมากกว่าสองหมื่นคน มาจากประเทศต่างๆทั่วโลก มีห้องสนทนาให้สมาชิกได้มาพูดคุยกัน เราจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก เมื่อสามปีก่อนเรามีซ็อฟแวร์ที่ช่วยให้พวกเราได้ยินเสียง และเห็นหน้าคู่สนทนาด้วย เวลาคุยเราก็จะคุยกันเป็นกลุ่ม เพ็กกี้จะไม่คุยกับใครเป็นการส่วนตัว ต้องรู้จักกันไปสักพักแล้วจึงจะยอมเป็นการคุยส่วนตัว

เพ็กกี้ได้รู้จักพี่น้องร่วมโลกจากเว็บไซด์แห่งนี้ ในสังคมตะวันตกจะไม่มีการถืออาวุโส เพื่อนอายุมากกว่าเรารุ่นราวคราวพ่อ เราก็เรียกชื่อเขาเฉยๆ พ่อแม่สามีเราก็เรียกชื่อเขาเฉยๆ ไม่ต้องเรียกคุณพ่อคุณแม่ ลูกเขยของเพ็กกี้ก็ยังเรียกชื่อเพ็กกี้เฉยๆ แต่พี่น้องพวกนี้เขาพอจะเข้าใจวัฒนธรรมไทย เมื่อได้รู้จักกันถูกอัธยาศัยเราก็กลายเป็นพี่เป็นน้องกัน พี่น้องฝรั่งพวกนี้มีอะไรน่าสนใจ บางคนเขาก็ยอมให้เปิดเผยชีวิตของเขาได้

ขอเล่าถึงพี่ๆต่างเชื้อชาติก่อนก็แล้วกัน คนแรกคือพี่เกร๊ก (Greg) พี่เกร็กเป็นคนอเมริกัน พี่เขาเคยมาเป็นทหารอยู่ที่เมืองไทยตั้งแต่สมัยสงครามเวียตนาม พี่เขากลับไปอเมริกาหลายปีจึงได้มีโอกาสกลับมาเมืองไทยอีก เพราะว่าภรรยาคนที่สองของพี่เขาทำงานกับหน่วยงานของรัฐบาลอเมริกัน เธอถูกส่งไปประจำที่ประเทศไทย แชรี่ทำหน้าที่ตรวจสอบพวกเรือสินค้าอยู่ที่แหลมฉบัง เพ็กกี้ก็ไม่ค่อยจะเข้าใจงานของเขา แล้วก็ไม่เคยถามด้วย เมื่อภรรยาต้องไปทำงานที่ประเทศไทยพี่เกร๊กก็ถือโอกาสไปเยี่ยมภรรยาปีละสาม-สี่ครั้ง ทุกครั้งก็จะไปอยู่ประมาณสี่ถึงหกอาทิตย์ ตอนที่รู้จักพี่เกร๊กใหม่ๆพี่เขาเกษียณแล้ว เขาจึงเดินทางได้อย่างอิสระ

พี่เกร๊กมีเพื่อนเป็นคนไทยมากมาย เพื่อนที่สนิทสนมคุ้นเคยมากมีอยู่สอง-สามคน เพื่อนเหล่านี้อยู่ที่จังหวัดสุโขทัย และเพื่อนพวกนี้พูดภาษาอังกฤษแทบจะไม่ได้เลย แต่ไม่เป็นปัญหาสำหรับพี่เกร๊ก เพราะพี่เขาพูดไทยได้ แม้จะพูดและฟังได้ไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่หนุ่มๆวัยดึกพวกนี้ก็สื่อสารกันได้ดี
หลังจากที่รู้จักกันได้เกือบปีโดยคุยกันทางอินเทอร์เน็ทและทางโทรศัพท์ เราก็มีโอกาสเจอตัวกันเมื่อปี2008 ปีนั้นพี่เกร็กและเพ็กกี้เดินทางไปเมืองไทยในเวลาไล่เลี่ยกัน เราก็นัดเจอกันที่เชียงใหม่ เพ็กกี้มีเพื่อนไปด้วย พวกเราพักโรงแรมเดียวกันที่เชียงใหม่ พอรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งเราก็เดินทางไปสุโขทัย พี่เกร็กล่วงหน้าไปก่อน ส่วนเพ็กกี้และเพื่อนตามไปทีหลัง

เพ็กกี้รู้สึกตื่นเต้นที่ได้มีโอกาสได้ไปเยือนสุโขทัยเมืองหลวงแห่งแรกของไทยแลนด์ ได้เห็นซากปรักหักพังของวัดวังในอดีตแล้วก็ขนลุก สุโขทัยให้ความรู้สึกที่แตกต่างไปจากอยุธยา ความเสื่อมของโบราณสถานที่สุโขทัยเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ใช่ถูกทำลายอย่างที่อยุธยา พี่เกร๊กมาที่สุโขทัยบ่อยมาก พี่เขาจะมาสังสรรค์กับผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งที่อำเภอศรีสำโรง  เพื่อนที่ถูกคออีกคนหนึ่งของพี่เขาก็เป็นหมออนามัยที่เกษียณแล้ว เวลาที่พี่เกร๊กอยู่ที่สุโขทัยแกจะดื่มเบียร์ไฮเน็กเก้นขวดใหญ่กับเพื่อนฝูง เรียกว่าตื่นขึ้นมาก็ล้างหน้าด้วยไฮเน็กเก้น แล้วก็ดื่มไปเรื่อยๆตลอดวัน เพื่อนของเพ็กกี้ยังบอกว่าน่ากลัวว่าเกร๊กจะเส้นโลหิตในสมองแตกตาย หรือไม่ก็ตายเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล เพราะดื่มกันแบบไม่บันยะบันยัง ที่รู้แน่ก็คือแกดื่มลับหลังเมีย ที่รู้มาก็คือเวลาที่แกอยู่บ้านแกที่บอสตันแกไม่ประพฤติตัวแบบนี้ เราจะเตือนแกก็ไม่ได้ เดี๋ยวจะหาว่าแส่

เมื่อไม่นานมานี้พี่เกร๊กโทรศัพท์มาหาจากบอสตัน แกมีเรื่องตื่นเต้นจะเล่าให้ฟัง
“เพ็กกี้ พี่เพิ่งกลับจากเมืองไทย ก่อนกลับมาไปเดินมาบุญครองกับเมียและเพื่อนๆจากอเมริกา มีผู้หญิงคนหนึ่งล้วงกระเป๋าพี่ พี่ไม่รู้ตัวหรอก แต่เมียพี่เห็นแล้วโวยวายขึ้น รปภ.ก็มาเร็วดีนะจับตัวผู้หญิงคนนั้นได้ แต่ผู้หญิงคนนั้นบอกว่ากระเป๋าไม่ได้อยู่กับเขา”
“อ้าว แล้วกระเป๋าอยู่กับใคร”
“นักล้วงพวกนี้ทำงานเป็นทีม ผู้หญิงล้วงกระเป๋าแล้วก็ส่งต่อให้ผู้ชาย เขารู้กัน”
“แล้วยังไงต่อ”
“พี่ก็เลยพูดภาษาไทยว่า รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร ฉันเป็นผู้ใหญ่ ใหญ่ๆ ใหญ่มาก มาจากวอชิงตัน ดีซี ถ้ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นทางสถานฑูตอเมริกันคงไม่ยอมแน่ เอากระเป๋าคืนมา ถ้าของอยู่ครบฉันจะไม่เอาเรื่อง” พี่เกร๊กแกลักไก่หน้าตาเฉย ใครๆก็เชื่อหมดไม่ว่าโจรหรือรปภ.
สรุปว่าพี่เกร๊กได้กระเป๋าคืน ถึงแม้พี่เขาจะไม่เอาเรื่อง แต่รปภ.ก็ส่งตัวนักล้วงให้ตำรวจ เพราะมันเสียชื่อเสียงสถานที่ของเขา เพ็กกี้เองก็ได้ยินมาว่าแถวมาบุญครองมีพวกมิจฉาชีพเยอะ เวลาเดินแถวนั้นต้องระวังกระเป๋าให้ดี
ตอนนี้ได้ข่าวว่าแชรี่ย้ายกลับมาทำงานที่อเมริกาแล้ว พี่เกร๊กก็คงไม่มีเหตุผลที่จะไปเมืองไทยบ่อยๆ พักนี้ไม่ได้ข่าวจากพี่เขาเลย

พี่ฝรั่งคนที่สองมีชื่อว่าพี่ดิ๊ก พี่คนนี้ไม่เคยไปเมืองไทย แต่หลงเข้ามาคุยกับพวกเราในThailand Forumsได้ยังไงก็จำไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่าพี่เขาสนใจอยากจะไปเที่ยวเมืองไทย แกบอกว่าถึงแม้จะไม่เคยพบปะพูดจากับคนไทยตัวต่อตัว แต่พี่เขาบอกว่าสัมผัสความเป็นกันเองของคนไทยได้จากการแชทกันออนไลน์ เพ็กกี้เคยคุยกับพี่ดิ๊กผ่านทางSkype พี่เขาก็ทำตัวเป็นพี่จริงๆ ไม่มีการล้ำเส้น

พี่ดิ๊กเคยทำงานกับกองทัพอากาศสหรัฐ พอปลดประจำการพี่เขาก็ได้รับผลประโยชน์มากมาย สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเรียนฟรีในระดับมหาวิทยาลัย พี่เขาเชี่ยวชาญทางด้านคอมพิวเตอร์ เธอทำงานให้หน่วยงานของรัฐอยู่ที่SpringfieldรัฐIllinois พี่ดิ๊กเคยแต่งงานกับคนอังกฤษ แต่ภรรยาเสียชีวิด้วยโรคมะเร็งไปเมื่อ6-7ปีก่อน พี่เขาเล่าว่าเวลาเจอญาติพี่น้องฝ่ายภรรยาก็มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร ทั้งๆที่พูดภาษาอังกฤษด้วยกัน แต่สำเนียงการพูดต่างกันมาก ต้องใช้เวลาพอสมควรจึงจะคุ้นกับสำเนียงอีกฝ่ายหนึ่ง คนอังกฤษจะเข้าใจคนอเมริกันมากกว่าคนอเมริกันจะเข้าใจคนอังกฤษ ทั้งนี้เป็นเพราะภาพยนต์จากฮอลลีวู๊ดส่งไปฉายทั่วโลก ประเทศต่างๆที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่หนึ่งก็จะคุ้นกับสำเนียงอเมริกัน

พี่ดิ๊กแก่กว่าเพ็กกี้สองปี พี่เขาบอกว่าจะขอearly retireตอนอายุ62 พี่เขาบอกว่าอยากจะพักผ่อน สำหรับพี่ดิ๊กเธอมีเงินบำนาญ เงินสะสมจากที่ทำงาน และเงินรีไทร์จากกองทัพอากาศด้วย เรียกว่าอยู่ได้อย่างสบาย พี่เขาบอกว่า “ถ้าพี่จะไปเมืองไทยก็สามารถบินฟรีได้ โดยไปกับเครื่องบินของกองทัพอากาศ เวลาเขาขนส่งของไปเมืองไทย”
“แต่เพ็กกี้ว่ามันคงจะไม่สบายนักหรอก ไปกับเครื่องบินcargoแบบนี้”
“น้องเข้าใจถูกแล้ว ที่นั่งไม่สบายเหมือนเครื่องบินพาณิชย์ แล้วยังต้องเอาอาหารไปกินเองด้วย”
“เข้าใจค่ะพี่ ของฟรีก็แบบนี้แหละ แล้วพี่ไปลงที่ไหนล่ะคะ”
“เครื่องออกจากสหรัฐ แวะเติมน้ำมันหนึ่งครั้งที่Guam แล้วก็ไปสุดทางที่อู่ตะเภา”
“พี่จะไปเมื่อไหร่บอกด้วย จะได้วานคนไปรับ เพราะอู่ตะเภาไกลจากแบงคอค”

เพ็กกี้นึกในใจว่า โอ้ ไหวหรือนี่ ขนาดเรานั่งเครื่องบินพาณิชย์สบายๆ มีบริการอาหารและเครื่องดื่มพร้อมเรายังเบื่อเลย นี่นั่งเครื่องบินทหารที่ไม่มีความสะดวกสบายอะไรเลย

ทุกวันนี้เพ็กกี้ก็ยังคุยกับพี่ดิ๊กออนไลน์ คิดว่าตอนนี้พี่ดิ๊กคงจะเกษียณแล้ว ถึงวันเกิดของเพ็กกี้พี่ดิ๊กก็ยังส่งข้อความมาอวยพร ถึงพี่ดิ๊กจะพูดไทยไม่ได้ แต่พี่เขาก็เรียนรู้ความเป็นไทยจากการแชทกับพวกเราออนไลน์

พี่ฝรั่งอีกคนหนึ่งชื่อพี่นอร์บ ชื่อเต็มๆว่าNorbert พี่นอร์บเกิดที่ประเทศGermany แต่ครอบครัวอพยพมาอยู่อเมริกาตั้งแต่พี่นอร์บยังเด็ก พี่นอร์บพูดและเขียนอ่านภาษาไทยได้ เพราะพี่เขาเคยมาทำงานอาสาสมัครที่ประเทศไทย พี่นอร์บก็เชี่ยวชาญทางด้านคอมพิวเตอร์เหมือนพี่ดิ๊ก เธอเคยเป็นผู้อำนวยการศูนย์คอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยในรัฐมินิโซต้า พี่นอร์บเกษียณมาหลายปีแล้ว ตอนนี้อายุแปดสิบกว่า เธอมีโรคประจำตัวกล้ามเนื้ออ่อนแรง ต้องนั่งรถเข็นตลอดเวลา แต่สติปัญญาของพี่เขายังฉับไวเหมือนคนหนุ่มๆ  โรคที่ว่านี้มีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า CIDP (chronic inflammatory demyelinating polyneuropathy) คุณหมอทั้งหลายคงจะให้คำอธิบายเพิ่มเติมได้  ได้ยินมาว่าโรคนี้เกิดจากความผิดปกติของโพรตีนในเลือด

พี่นอร์บเล่าว่าที่บ้านของพี่เขาปลูกผักสวนครัวอย่างกะเพราและโหระพา พี่เขาทำอาหารไทยได้ พี่เขาปรารภว่ากำลังจะย้ายบ้าน เสียดายพวกผักสวนครัวแบบไทยๆ พี่เขาจะย้ายจากโคโลราโดไปอยู่รัฐวอชิงตัน รัฐวอชิงตันที่อยู่ทางด้านตะวันตกฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิคนะคะไม่ใช่วอชิงตัน ดีซี มีหลายคนสับสน เพราะชื่อคล้ายกัน เพ็กกี้ส่งเมล็ดพันธุ์ผักไปให้พี่นอร์บพร้อมทั้งเขียนชื่อกำกับเป็นภาษาไทย พี่นอร์บดีใจมาก พี่เขาโทรมาขอบคุณ พี่นอร์บเรียกเพ็กกี้ว่าน้องสุ แหมเรียกแบบคนไทยเลย ไม่เรียกเราด้วยชื่อภาษาฝรั่ง แต่เราก็สนทนากันด้วยภาษาอังกฤษ พี่นอร์บทำให้พวกเราแปลกใจหลายครั้งด้วยการพิมพ์ข้อความเป็นภาษาไทย

ถึงแม้จะต้องนั่งรถเข็นอยู่ตลอดเวลา แต่พี่นอร์บก็ไม่ย่อท้อกับชีวิต ยังช่วยตัวเองได้ บางคนเมื่อมีโรคภัยไข้เจ็บที่รักษาไม่หายก็เกิดอาการท้อแท้ หมดอาลัยตายอยากกับชีวิต ทำให้เพ็กกี้นึกถึงสามีของเพื่อนคนไทยคนหนึ่ง เขาเพิ่งแต่งงานกันได้ไม่ถึงห้าปี ผู้ชายมือขาดทั้งสองข้าง เขาไม่ได้ใส่มือปลอม แต่ใส่ตะขอเหล็กที่มือทั้งสองข้าง ก็สะดวกพอที่จะหยิบจับอะไรได้ คุณเจอรี่ประสบอุบัติเหตุไฟฟ้าช็อตตอนที่ไปทำงานที่เมืองไทย ทำให้ต้องตัดมือทั้งสองข้าง อุบัติเหตุครั้งนั้นเกิดขึ้นก่อนที่เขาจะมาเจอภรรยาคนไทยหลายปี ถึงเขาจะไม่มีมือ แต่เขาก็ทำมาหากินได้ และมีฐานะความเป็นอยู่ดีมาก เขาบอกภรรยาว่าไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน เพราะเขามีเงินทองและทรัพย์สินพอที่จะอยู่ได้อย่างสบาย คุณเจอรี่เกษียณก่อนกำหนด สาเหตุมาจากโรคปวดหลังที่ยังรักษาไม่หายขาด

สำหรับน้องชายร่วมโลกก็มีอยู่สองคน เป็นคนอังกฤษทั้งคู่ แล้วก็ชื่อจอห์นเหมือนกัน รู้จักกันโดยผ่านเน็ทเวิร์คของThailand Forumsนี่แหละ ฝรั่งพวกนี้มีความสนใจประเทศไทย ก็เลยเข้ามาคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เอาเข้าจริงๆสมาชิกของฟอรัมกลับเป็นฝรั่งมากกว่า เรามีสมาชิกทั้งหมดประมาณสองหมื่นคน แต่เพ็กกี้รู้จักแค่ร้อยกว่าคน ที่ไม่ชอบหน้าก็มีบ้าง แต่ที่คบหากันยั่งยืนก็มีไม่น้อย

เล่าถึงน้องชายจอห์นหมายเลขหนึ่งก่อน หลังจากที่คุยกันทางห้องแชทเป็นเวลานานพอสมควร จอห์นก็ชวนคุยโดยใช้Skype หรือMSN เมื่อคุยกันโดยใช้เสียงครั้งแรกบอกตรงๆว่าบางครั้งก็ฟังน้องชายจอห์นไม่เข้าใจ เพราะน้องชายพูดสำเนียงCockney คือพวกCockneyนี้เป็นชนกลุ่มหนึ่งที่อยู่ทางEast End London คนอังกฤษจะบอกว่าสำเนียงพูดแบบCockney เป็นสำเนียงพูดของพวกโลโซ (ก็ทำนองเดียวกับพวกแถวสลัม) ถ้าคุณผู้อ่านอยากทราบว่าสำเนียงพูดแบบCockneyเป็นอย่างไร ก็ลองหาภาพยนต์เรื่องMy Fair Lady หนังเรื่องนี้เป็นหนังเก่า สร้างก่อนที่พวกเราจะเกิด แต่ก็ยังครองความเป็นอมตะ นำแสดงโดย Audrey (ที่ถูกอ่านว่า ออ-ดรี่นะคะ ไม่ใช่ออเดรย์) HepburnและRex Harrison นางเอกพูดสำเนียงCockney  เธอจ้างพระเอกที่เป็นศาตราจารย์ทางด้านภาษา ให้สอนเธอให้พูดสำเนียงของผู้ดีชาวลอนดอน มีเพื่อนคนอังกฤษบอกว่าพวกCockneyเป็น Londonerแต่Londonerไม่ใช่ Cockney อือ ฟังแล้วสับสนหน่อย ถ้าจะเปรียบเทียบก็น่าจะเป็นว่า พวกสลัมคลองเตยเป็นคนกรุงเทพ แต่คนกรุงเทพไม่ใช่ชาวสลัมไปเสียทุกคน

ทุกวันศุกร์น้องชายจอห์นจะออนไลน์ขอคุยเสียงด้วย เมื่อคุยกันบ่อยๆสำเนียงCockneyก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเพ็กกี้อีกต่อไป จอห์นอายุน้อยกว่าเพ็กกี้สี่-ห้าปี เวลาคุยกันเขาเรียกเพ็กกี้ว่าพี่สาว (Pii Sao) จอห์นเล่าว่าบริษัทของเขาผลิตเครื่องเรือน มีโรงงานอยู่ที่กระทุ่มแบน ดังนั้นจอห์นจึงมีโอกาสเดินทางมาเมืองไทยบ่อย

จอห์นมักจะส่งของมาให้เพ็กกี้บ่อยๆ เขาก็อปปี้เพลงดีๆส่งมาให้เสมอ เพ็กกี้บอกว่าที่บ้านมีแผ่ซีดีประมาณสองร้อยแผ่น แต่ไม่อยากจะขัดศรัทธา เขาส่งมาให้เราเพราะเขารักเรา ทุกวันนี้แผ่นซีดีต่างๆที่น้องชายจอห์นให้มาเพ็กกี้ก็ยังคงรักษาไว้เป็นอย่างดี

เราคุยกันเป็นปีเพ็กกี้จึงมีโอกาสได้พบจอห์น เพ็กกี้ไปเที่ยวอังกฤษเมื่อเดือนมีนาคมปี2008 พอไปถึงวันแรกจอห์นก็มาหาทันที เขาพาไปกินอาหารกรีก เกิดมาก็เพิ่งจะได้กินอาหารกรีกคราวนี้ ก็อร่อยดี น้องชายจอห์นหน้าตาก็ไม่ผิดกับในรูปที่เคยเห็น เขาไม่มีผมเลย เรียกว่าล้านเลี่ยนเตียนโล่ง แต่เพ็กกี้กลับเห็นว่าเขาเป็นคนหน้าตาดีคนหนึ่ง  น้องชายดื่มเบียร์เป็นว่าเล่น เหมือนกับที่เขาเคยคุยให้ฟัง นั่งกินอาหารด้วยกันจอห์นล่อเบียร์สัญชาติอังกฤษหกขวดใหญ่ และต่อด้วยเบียร์ขวดเล็กอีกสองขวด แต่ใครจะไปคิดว่านั่นเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เพ็กกี้ได้พบจอห์น

จอห์นแยกกับภรรยา แต่ยังไม่ได้หย่าเป็นทางการ จอห์นเล่าว่าลูกๆโกรธมาก ไม่ยอมพูดกับพ่อ จอห์นมีหลานชายอายุห้าขวบน่ารักมาก หลานเป็นขวัญใจของปู่ แต่พอมีเรื่องปู่กับย่าแยกทางกัน พ่อเด็กไม่ยอมให้ปู่ได้พบหลานอีกเลย ลูกๆกล่าวหาว่าเป็นเพราะพ่อไปมีหญิงใหม่ จอห์นก็มีแฟนใหม่จริง แต่เขาก็มีความสุขกันดี เพ็กกี้ไม่มีความเห็นในเรื่องนี้ ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ไปตัดสินว่าใครผิดหรือถูก
น้องชายบอกให้รู้ว่า เขามีโรคประจำตัวที่รักษาให้หายขาดไม่ได้ หมอบอกว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินเจ็ดปี โรคนี้ก็คือ Chronic Obstructive Pulmonary Disease เรียกสั้นๆว่าCOPD เป็นโรคเกี่ยวกับปอด ร้ายแรงพอๆกับมะเร็งที่ปอด เกิดจากการที่คนไข้สูบบุหรี่จัด ทำให้ถุงลมโป่งพอง คนไข้หายใจลำบาก น้องชายจอห์นต้องพกยาพ่นช่วยหายใจติดตัวเสมอ

จอห์นจบชีวิตของเขาด้วยการกินยาเกินขนาด ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตสอง-สามวันเราคุยกันออนไลน์ จอห์นเล่าว่าถูกออกจากงานเพราะบริษัทต้องการลดพนักงาน จอห์นอยู่ในตำแหน่งผู้จัดการ เงินเดือนสูงมากจึงถูกพิจารณาก่อน ประกอบกับเขามีเรื่องกับแฟน แฟนของเขามีลูกติดหนึ่งคน จอห์นบอกผู้หญิงว่าไม่ชอบเด็กคนนี้เพราะเขาก้าวร้าวมาก แต่ผู้หญิงเข้าข้างลูก ความสัมพันธ์ก็เลยจบลง คนที่เคยอยู่ในตำแหน่งหน้าที่การงานสูง พอตกงานโอกาสที่จะได้งานใหม่ก็ยาก เขาอายุมากแล้วด้วย นายจ้างส่วนใหญ่อยากจะจ้างคนอายุน้อย และจ่ายเงินเดือนน้อยๆ ค่าครองชีพในลอนดอนสูงมาก ถึงแม้จะได้รับเงินช่วยเหลือในช่วงที่ตกงาน แต่เงินประเภทนี้ก็มีระยะเวลาจำกัด

เมื่อเขามาปรับทุกข์เพ็กกี้ก็ปลอบโยนและบอกให้เขาอดทน อีกไม่นานทุกอย่างก็จะคลี่คลาย แต่จอห์นเขาไม่คิดอย่างนั้น เมื่อปัญหารุมเร้าเข้ามาเขาจึงคิดสั้น คงจะคิดว่าเมื่อจะมีชีวิตอยู่อีกได้ไม่เกินเจ็ดปี ทำไมไม่ลาโลกไปเสียเลยตอนนี้ ก่อนฆ่าตัวตายเขาส่งข้อความลาตายไปถึงน้องคนไทยที่เขาสนิทมากคนหนึ่ง น้องคนนี้ได้รับข้อความแล้วก็ตกใจ เขาก็ส่งข้อความนี้มาให้เพ็กกี้ดู เพ็กกี้ก็รู้สึกว่ามันแปลกๆ มีเพื่อนอีกคนที่อยู่ออสเตรเลียก็เห็นข้อความนี้ด้วย เพื่อนชาวออสซี่ลงทุนโทรทางไกลไปถึงอังกฤษ ก็ได้รับข่าวร้ายจากลูกชายเขาว่าจอห์นเสียชีวิตแล้ว

พวกเราทุกคนที่รู้จักจอห์นต่างก็อยู่ไกลกันคนละประเทศ หลังจากเสียชีวิตสามวันเขาก็ฝังศพ มันกระทันหันมากจนเราไม่มีโอกาสไปร่วมพิธีศพ บอกตรงๆว่าเรื่องนี้สะเทือนใจเพ็กกี้มาก คนเคยสนิทสนมกับ และพูดคุยกันเกือบทุกอาทิตย์ รักกันเหมือนพี่เหมือนน้อง ใครจะไปคิดว่าเขาจะจากเราไปเร็วขนาดนี้ นี่ก็ครบปีที่เขาจากพวกเราไป วันที่ 11 เมษายน 2009เป็นวันที่น้องชายที่รักจบชีวิตตัวเองด้วยการกินยาเกินขนาด เขาก็มีเหตุผลของเขา อย่างไรก็ดีเพ็กกี้ไปทำบุญทุกอาทิตย์ก็อุทิศส่วนกุศลให้เขาทุกครั้ง ทุกวันนี้ก็ยังนึกถึงเขาอยู่เสมอ

น้องชายคนที่สองชื่อจอห์นเหมือนกัน ขอเรียกว่าจอห์น2ก็แล้วกัน รู้จักมักจี่กันจากแหล่งเดียวกับที่รู้จักจอห์นหมายเลขหนึ่ง แล้วทั้งสองจอห์นก็มาจาก East End London พูดภาษาอังกฤษสำเนียงCockneyเหมือนกัน ตอนที่คุยกันทางโทรศัพท์ครั้งแรกพี่เพ็กกี้ไม่เข้าใจสำเนียงของจอห์น2 จอห์นสองก็บอกว่า ต่อไปนี้เขาจะพูดภาษาBBC Englishกับพี่เพ็กกี้ BBC ก็คือ British Broadcasting Corporation เป็นสถานีวิทยุที่มีชื่อเสียงรู้จักกันทั่วโลก ดังนั้นภาษาที่ใช้ในวิทยุบีบีซีจึงเป็นภาษาที่เป็นมาตราฐาน คนในประเทศอังกฤษพูดกันหลายสำเนียง คนในลอนดอนกับคนจากลิเวอร์พูลก็พูดสำเนียงต่างกัน พี่เพ็กกี้เคยสัมผัสทั้งสองสำเนียงแล้ว รู้สึกว่าคนลิเวอร์พูลนี่สำเนียงตลกจัง ฮิ ฮิ สำหรับน้องจอห์น2บอกว่าไม่มีปัญหากับสำเนียงอเมริกันของพี่เพ็กกี้ เขาบอกว่า “Sis, I understand you perfectly.”

น้องคนนี้มีชีวิตที่พิศดารพันลึกสนุกยิ่งกว่านิยาย เจ้าตัวเขาเคยบอกว่า จะให้พี่เพ็กกี้เขียนนิยายเกี่ยวกับชีวิตของเขา อันที่จริงเขาเริ่มเล่าช่วงชีวิตในวัยเด็กของเขาไปบ้างแล้ว แต่พี่เพ็กกี้จะไม่ขอเล่าชีวิตของเขาอย่างละเอียด เอาเท่าที่พอจะเปิดเผยได้เท่านั้น

จอห์น2เล่าว่าชีวิตในวัยเด็กของเขาไม่ค่อยราบรื่น พ่อทุบตีแม่บ่อยๆ เวลาที่พ่อทำร้ายแม่จอห์น2จะวิ่งไปแอบ นั่งยองๆเอามือปิดหู พี่เพ็กกี้เห็นภาพพจน์เลย ต่อมาพ่อถูกจำคุกข้อหาฆ่าคนตาย จอห์น2ไม่อยากจะพูดถึงรายละเอียดเรื่องนี้ เมื่อไม่มีพ่อครอบครัวของเขาก็ลำบาก แม่กลายเป็นคนติดเหล้า และเป็นหลักให้ครอบครัวไม่ได้ จอห์น2ต้องดิ้นรนด้วยตัวเองทุกอย่าง ก็ยังดีที่เขาเรียนจบระดับมหาวิทยาลัยได้ จอห์น2จบทางด้านสถาปัตย์ แต่ทำงานเป็นสถาปนิกได้ไม่กี่ปีก็ออกมาทำอาชีพอิสระ อาชีพที่คนทั่วไปอาจจะคิดว่าใช้แรงงาน และเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง แต่ทำเงินได้ดีมากๆๆ นั่นก็คืออาชีพเช็ดกระจกตามตึกสูงๆ ใช้คนปีนขึ้นไปเช็ด จอห์นบอกว่าเคยเห็นเพื่อนตกลงจากตึกเจ็ดชั้นต่อหน้าต่อตา มีอัตราความเสี่ยงสูงมาก จึงไม่ค่อยมีใครทำอาชีพนี้ ดังนั้นค่าตอบแทนจึงสูงมาก อันที่จริงตึกต่างๆในลอนดอนที่เพ็กกี้เห็นมาจะมีความสูงไม่เกินสิบห้าชั้น แต่พวกเราก็คงพอจะรู้ว่าอากาศในลอนดอนค่อนข้างจะแปรแปรวน เวลาที่ภาวะอากาศดีๆซึ่งมีน้อยมากจึงเป็นโอกาสที่พวกนักเช็ดกระจกจะมีงานชุก

ชีวิตในวัยหนุ่มของจอห์นค่อนข้างจะโลดโผน เขาบอกว่าถ้าพี่สาวอยากจะรู้ว่าชีวิตของเขาเป็นอย่างไร ให้ไปหาภาพยนต์เรื่องNil by Mouth ซึ่งสร้างโดยดาราดังGary Oldman และEric Claptonนักดนตรีชื่อดังก็เป็นผู้ทำเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ พี่เพ็กกี้ลงทุนสั่งซื้อหนังเรื่องนี้มาจากAmazon.com โอ้ บอกตรงๆหนังเรื่องนี้ดุเดือดจริงๆ มีทั้งการทำร้ายร่างกาย ยาเสพติด มีแต่ความรุนแรงทั้งเรื่อง ฉากก็อยู่ในEast End London ตัวแสดงก็พูดสำเนียงCockney แถมยังพูดสแลงที่เราฟังไม่เข้าใจอีก แต่พอดูแล้วก็ทำให้เข้าใจน้องชายดีขึ้นว่าชีวิตเขาต้องเผชิญกับอะไรบ้าง

จอห์น2ไปเที่ยวเมืองไทยก็เลยได้เจอสาวไทย ฝรั่งแบบจอห์นชอบผู้หญิงผิวคล้ำๆ คงจะเบื่อผู้หญิงร่วมเชื้อชาติที่ผิวขาวซีดหน้าตาตกกระ พอเห็นสาวไทยผิวคล้ำๆท่าทางเซ็กซี่ๆก็เกิดหลงไหล ตอนที่เจอสาวคนนี้ครั้งแรกสาวมีผัวฝรั่งอยู่แล้ว แต่ถูกผัวที่เป็นเจ้าของบาร์ซ้อมเป็นประจำ จอห์น2เข้าไปช่วยเหลือจนตำรวจจับตัวเจ้าผัวนักซ้อมดำเนินคดี ในที่สุดเจ้าผัวฝรั่งคนนั้นก็ย้ายออกจากพัทยาไป จอห์น2ก็ได้รับช่วงดูแลกิจการบาร์แห่งนั้นต่อ

เขาเล่าว่าเขามีหญิงสาวที่ทำงานในบาร์มากมาย แต่เขาดูแลสาวๆที่ทำงานให้เขาด้วยความรัก ไม่ได้กดขี่ทารุณเหมือนเจ้าของบาร์บางราย จอห์นเคยเจอความรุนแรงมาเมื่อตอนเป็นเด็ก ดังนั้นเขาจึงเกลียดความรุนแรงมาก กิจการทำเงินดีอยู่หลายปี จอห์น2มีลูกกับเมียไทยเป็นผู้หญิงหนึ่งคน แต่ชีวิตครอบครัวพังเพราะภรรยาเริ่มติดเหล้า และไม่ยอมไปรับการบำบัด จอห์นตัดสินใจกลับอังกฤษ เขาอยากจะเอาลูกไปด้วย แต่แม่เด็กไม่ยอม จอห์นไม่ได้จดทะเบียนกับผู้หญิงคนนี้ ดังนั้นสิทธิขาดในตัวลูกจึงเป็นของแม่

จอห์นกลับไปทำงานที่อังกฤษ แต่ก็บินมาเยี่ยมลูกปีละสองครั้ง เขาบอกว่ารอให้เด็กโตกว่านี้เขาจะหาทางให้ลูกได้หนังสือเดินทางของอังกฤษ แล้วจะพาไปอยู่ที่ลอนดอนด้วย เขาเชื่อว่าเขาสามารถเลี้ยงดูให้การศึกษาลูกได้ดีกว่าแม่ ทุกวันนี้แม่เด็กก็พยายามใช้ลูกเป็นเครื่องต่อรองที่จะเรียกร้องเงินมากๆจากจอห์น จอห์นรู้ว่าเงินที่แม่เด็กได้ไปก็มักจะไปลงขวดเสียมากกว่า

จอห์นยอมรับว่าเป็นคนหิวความรัก  เขาขาดแคลนสิ่งนี้มาตั้งแต่เด็ก ตอนเป็นหนุ่มเขาก็พบผู้หญิงอังกฤษที่เขารักและแต่งงานด้วย มีลูกผู้หญิงด้วยกันหนึ่งคน แต่ก็มีเหตุต้องเลิกร้างกัน ส่วนสาเหตุจอห์นเล่าให้ฟังอย่างคลุมเครือ อย่างไรก็ดีหลังจากที่จอห์นเล่าชีวิตของเขาให้พี่เพ็กกี้ฟัง เขาก็รู้สึกสบายใจขึ้น เพราะทั้งชีวิตไม่เคยมีใครรับฟังเขา เขาไม่ต้องการคำปลอบโยนหรือความเห็นใจ ขอให้มีคนฟังอย่างเข้าใจ เขาก็ซาบซึ้งแล้ว พี่เพ็กกี้ก็บอกว่าขอบคุณ ความรักมันมีหลายรูปแบบ ถึงแม้เราจะไม่เคยได้เจอตัวกันเลย (มีเหตุคลาดแคล้วพลาดกันไม่กี่ชั่วโมง พี่เพ็กกี้มาถึงสนามบินฮีทโรว์ที่ลอนดอน เป็นเวลาที่จอห์นกำลังจะบินไปเมืองไทย เขาบอกเสียใจที่พลาดโอกาสได้เจอพี่สาว) แต่ความรักในเพื่อนมนุษย์ที่มีแต่ความเมตตา และหวังดี หวังที่จะให้เขามีความสุข เป็นความรักที่พระพุทธเจ้าสอนให้มนุษย์มีสิ่งนี้ จอห์นบอกว่าเขาเข้าใจ เขาเคยศึกษาพุทธศาสนาตอนที่อยู่เมืองไทย เคยคิดจะบวชด้วยซ้ำ แต่สภาพแวดล้อมไม่อำนวย

เพ็กกี้รู้ว่าจอห์นเป็นคนอ่อนไหว เขาเป็นคนใจอ่อน แต่ก็ไม่ใช่คนโง่ เขาผ่านชีวิตมาอย่างโชกโชน ในบางแง่มุมเพ็กกี้ละไว้ไม่ได้เล่า เพราะบางคนอาจจะรับไม่ได้ การที่ได้รู้จักคนหลายเชื้อชาติ และมีชีวิตหลายรูปแบบนับว่าเป็นกำไรชีวิต และขอบคุณโชคชะตาชีวิตที่ชักพาให้มาอยู่ในโลกกว้าง และสามารถสื่อสารกับคนหลายชาติหลายภาษาได้อย่างไม่ติดขัด
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF