www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ข้ามเส้นแบ่งเขตวัน ตอนแต่งเพราะจนตรอก  (อ่าน 2123 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: สิงหาคม 08, 2010, 04:55:29 pm »

เวลาที่เราเดินทางไปประเทศทางตะวันตก เครื่องบินจะบินผ่านเส้นแบ่งวันหรือ International Date Line พวกเราหลายคนมีปัญหาการปรับตัวเข้ากับเวลาท้องถิ่นไม่ได้หรือ jet lag มันก็เหมือนกับชีวิตคนนั่นแหละ  เมื่อต้องไปอยู่ในประเทศใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ นอกจากจะเกิดอาการ jet lagแล้ว ก็ยังเกิดcultural shockอีกด้วย

   สมัยที่เพ็กกี้อยู่มหาวิทยาลัย ช่วงนั้นเป็นยุคสงครามเวียตนาม หญิงไทยที่ยากจนเริ่มขายบริการให้ทหารอเมริกัน ตอนนั้นผู้หญิงดีๆไม่กล้าเดินกับฝรั่ง เพราะกลัวจะถูกเหมารวมว่าเป็นหญิงหากิน การแต่งงานกับคนต่างชาติในยุคนั้นยังไม่ค่อยจะเป็นที่ยอมรับ ต่อมาสงครามเลิกอเมริกันจีไอหลายคนพาเมียไทยกลับอเมริกาด้วย บางคู่ก็โชคดีอยู่กันตลอดรอดฝั่งจนถึงทุกวันนี้ ที่เลิกร้างกันไปก็มีเยอะ สาเหตุก็คือเข้ากันไม่ได้และไม่พยายามปรับตัวเข้าหากัน

   สำหรับคู่ที่อยู่กันยืด ฝ่ายหญิงก็มักจะจุนเจือญาติพี่น้องทางเมืองไทย บางรายก็เอาเงินของผัวฝรั่งช่วย บางรายก็มีสำนึกที่ดี ทำงานเอารายได้ของตัวเองส่งมาทางบ้าน เวลาพวกเมียของฝรั่งไปเมืองไทยญาติพี่น้องก็จะเห็นว่าเขาแต่งตัวดี มีเงินใช้สอยคล่องมือ มีของฝากมาจากเมืองนอกมากมาย แต่คนที่เมืองไทยไม่รู้หรอกว่า เป็นเมียของฝรั่งไม่ใช่จะโชคดีไปเสียทุกคน

   ค่านิยมที่สังคมดูถูกหญิงไทยกับฝรั่งเปลี่ยนไป ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าหญิงไทยบางกลุ่มอยากมีสามีฝรั่ง โดยเฉพาะเวลานี้อินเทอร์เน็ทเป็นสื่อให้คนต่างซีกโลกได้มารู้จักกันง่ายขึ้น ฝรั่งเขามีสำนวนพูดประโยคหนึ่งที่ว่า The grass is greener on the other side of the fence. หญ้าที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งสีสดกว่า เปรียบเหมือนคนที่เห็นของนอกดีกว่า

   เพ็กกี้เห็นตัวอย่างของผัวฝรั่ง-เมียไทยในต่างประเทศมากมาย โดยเฉพาะเห็นในสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็น จึงอยากจะเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นอุทาหรณ์ของการใช้ชีวิตคู่ของคนที่มาจากต่างสิ่งแวดล้อม 

   คุณผู้อ่านจะเห็นความแตกต่างของวัฒนธรรม ความคิด และทัศนคติของคนต่างเชื้อชาติ หวังว่าผู้อ่านคงจะอ่านด้วยใจเป็นกลาง

ตอน แต่งเพราะจนตรอก

   “เฮ้ย มีเงินบ้างไหมวะ” เสียงตะคอกจากผัวขี้เมา ทำให้นกหันจากหน้าเตาไปดูตามเสียงเรียก ชดยืนขวางประตูครัวอยู่ ดูสารรูปของมันซิ ผมเผ้ายาวรุงรัง หนวดเคราก็ไม่โกน สงสัยว่าน้ำก็ยังไม่ได้อาบ นกคิดในใจว่า กูไม่น่าเห็นผิดเป็นชอบหนีตามมันมาเลย

   “เหลืออยู่แค่ร้อยเดียว.....” นกพูดยังไม่ทันขาดคำ ชดก็สำรากออกมา
   “เอามาให้กูก่อน” นกรู้ว่าถ้าไม่ให้มันจะลงไม้ลงมือ จะเลี่ยงไปไหนก็ไม่ได้ เพราะมันยืนขวางประตูอยู่ “เอามาซิ กูจะรีบไป”
   นกไม่มีทางเลือก นอกจากหยิบใบละร้อยใบสุดท้ายจากระเป๋าเสื้อให้มันไป พอชดได้เงินเขาก็รีบออกไปจากบ้าน ร้อยเดียวที่มันได้ไปก็คงจะลงรูขวดในชั่วพริบตา แต่กว่านกจะหาได้หนึ่งร้อยบาท เธอต้องไปรับจ้างเอาแรงกายเข้าแลกด้วยความลำบากทั้งวัน

   แล้วพรุ่งนี้จะเอาอะไรกิน นกยังนึกไม่ออกเลย เดี๋ยวลูกสาวคนเล็กก็คงจะกลับมาจากโรงเรียน ลูกคนนี้กำลังเรียนอยู่มัธยมสาม นกอยากให้เขาได้เรียนสูงๆจะได้ไม่ลำบากอย่างแม่ แต่นกก็มีปัญญาได้แค่นี้ เวลาที่หาเงินมาได้ก็ตั้งใจจะเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาของลูก แต่ก็โดนสามีเบียดเบียนทุกครั้ง ลูกอีกสองคนคนโตเป็นผู้ชาย คนที่สองเป็นผู้หญิงก็มีครอบครัวแยกบ้านออกไปแล้ว เจ้าลูกคนโตไปขับแท็กซี่อยู่ที่กรุงเทพ ก็เลยได้เมียคนอิสานบ้านเดียวกัน นานๆเข้าลูกชายถึงจะส่งข่าว แต่เขาก็ไม่เคยส่งเงินมาช่วยที่บ้าน นกก็พอจะเข้าใจว่าเขาก็มีภาระที่ต้องดูแลครอบครัว ส่วนลูกสาวคนที่สองก็ได้สามีเป็นข้าราชการ ตอนนี้ย้ายตามสามีไปอยู่ที่อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น รายนี้ได้สามีเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย ตัวลูกสาวเองก็ต้องหาเงินช่วยครอบครัวด้วย

   นกรู้ดีว่าลูกสองคนเบื่อความยากจนและสภาพที่พ่อกดขี่แม่อยู่ตลอดเวลา เมื่อโตเป็นหนุ่มเป็นสาวลูกสองคนจึงหาทางออกจากบ้านโดยเร็วที่สุด
   ลูกสาวคนเล็กกลับมาพอดี แต่ไม่ได้มาคนเดียว มีผู้หญิงผมยาวหน้าขาวใส แต่งตัวทันสมัยเดินตามมาด้วย
   “อีหล่า พาใครมาด้วยน่ะ” นกร้องถาม
   “จำข้อยบ่ได้เรอะ” ผู้หญิงคนนั้นตรงเข้ามากอด “คึดฮอดหลายเด้อ”
   “ว้าย อีสีดา มาถึงเมื่อใด ข้อยดีใจหลายๆ” ตอนนี้นกจำได้แล้ว สีดาเพื่อนเก่าตั้งแต่สมัยเด็กๆ
                สีดาแต่งงานกับคนลาวตั้งแต่อายุสิบเจ็ด พี่สาวของสีดาก็แต่งกับคนลาวเหมือนกัน เมื่อประเทศลาวเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ คนลาวหลายคนอพยพเข้ามาอยู่ที่ค่ายของผู้อพยพที่เมืองไทย และรอประเทศที่สามรับไปอยู่ ครอบครัวของสีดาและพี่สาวโชคดีได้อพยพไปอยู่อเมริกา ทั้งสองคนได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล ได้รับการฝึกวิชาชีพจนสามารถทำงานเลี้ยงตัวเองได้
                พี่สาวของสีดามีฝีมือในการทำอาหารทั้งอาหารไทยและอาหารอิสาน ร้านอาหารไทยในอเมริกาจึงจ้างสีวงในอัตราเงินเดือนที่สูงทีเดียว ต่อมาสีวงเลิกกับสามีคนลาว และพบรักครั้งใหม่กับเจ้าของร้านที่เธอทำงานอยู่ ตอนนี้สีวงกลายเป็นคุณนายเจ้าของร้านไปแล้ว
               
                ส่วนสีดาก็ได้ไปเรียนวิชานวด แต่เป็นการนวดแบบสวีดิชซึ่งเป็นที่นิยมกันมากในอเมริกา ตอนนี้เธอเปิดร้านเป็นของตัวเอง นอกจากค่าบริการเป็นชั่วโมงที่เรียกเก็บจากลูกค้าแล้ว ยังได้ทิปจากลูกค้าด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่สีดาแต่งตัวดี และมีเงินส่งมาช่วยทางบ้านทีละมากๆ

“อ้ายชดบ่อยู่รึ” นกรู้ดีว่าสีดาถามตามมารยาท เพื่อนของเธอรู้ถึงความไม่เอาถ่านของชด
“มันเพิ่งออกไป มาไถเงินร้อยสุดท้ายไปหมดเลย” พูดจบนกก็ร้องไห้ด้วยความอัดอั้น
สีดาเข้ามาลูบหลังด้วยความสงสาร “เจ้าต้องเฮ็ดอะไรสักอย่างแล้ว จะมาทนอยู่แบบนี้มันบ่มีอะไรดีขึ้น”
“แล้วจะให้ข้อยเฮ็ดจังใด บ่มองเห็นหนทาง”
“ไปหางานทำต่างอำเภอดีบ่ อ้ายชดจะได้ตามไปไถบ่ได้”
“ข้อยบ่ฮู้จักไผ จะไปอยู่ที่อื่นก็ลำบาก ลูกก็กำลังเรียนอยู่”
“อืม..ข้อยจะลองถามเพื่อนในเมืองให้เด้อ ว่ามีอะไรให้เจ้าเฮ็ดได้บ้าง แต่ที่มาวันนี้ข้อยมีเรื่องจะบอกว่า ข้อยเลิกกับอ้ายสินแล้ว และกำลังจะกินดองใหม่กับบักสีดา”
“ฮ้า จริงรึ แล้วบักสีดาเป็นผู้ใดล่ะ” นกฟังแล้วตื่นเต้นกับข่าวใหม่ สีดาเลิกกับสามีคนลาว แต่กำลังจะแต่งงานกับฝรั่ง
“เพิ่นเป็นลูกค้าของข้อย คบกันได้สักพักแล้ว”
“ทำไมเลิกกับอ้ายสินเสียล่ะ”
“มันไปมีผู้หญิงใหม่ ข้อยเองก็เบื่อมันเต็มที มาอยู่อเมริกาเห็นข้อเปรียบเทียบเยอะ ผู้ชายคนลาวนี่ไม่เป็นสุภาพบุรุษเลย”

หลังจากที่คุยเรื่องสัพเพเหระกันพักใหญ่ ก่อนจากกันสีดาให้เงินนกมาหนึ่งหมื่นบาท แล้วยังกำชับให้ซ่อนดีๆ สีดาจะหาทางช่วยนกให้พ้นจากสภาพที่น่าอึดอัด เฮ้อ สีดามาช่วยทันเวลา รอดตายไปได้หลายวัน

ก่อนสีดาจะกลับไปอเมริกา เธอฝากฝังให้นกทำงานในร้านเสริมสวยของญาติที่อยู่อีกอำเภอหนึ่ง เมื่อเธอบอกเรื่องนี้กับชด ชดไม่พอใจ แต่สีดาก็พยายามหว่านล้อม โดยให้เหตุผลว่าเธอจะได้มีเงินมาให้ชดใช้ได้มากขึ้น ชดก็แย้งว่าแล้วลูกล่ะ ถ้าเธอเอาลูกไปด้วยลูกก็ต้องขาดเรียน นกก็บอกว่าจะหาโรงเรียนใหม่ให้ลูกเรียน สีดาตัดใจให้เงินชดไปห้าร้อยโดยบอกว่าเป็นเงินล่วงหน้าที่นายจ้างให้มาเป็นค่าเดินทาง เงินแค่ห้าร้อยบาทแต่ก็ทำให้ชดหุบปากได้
นกเอาเอกสารสำคัญของตัวเองกับลูกติดตัวไป เธอกะว่าจะไม่กลับมาอยู่บ้านนี้อีก บ้านนี้เป็นบ้านของพ่อแม่ที่ยกให้เธอก่อนตาย บ้านสับปะรังเค ถ้าไอ้ชดอยากได้ก็ให้มันไป นกจะหาทางแยกกับไอ้ชด ตอนนี้ทำดีให้มันตายใจก่อน

นกมาเป็นลูกมือช่วยที่ร้านทำผมของพี่นา อาศัยอยู่ชั้นบนของร้านในห้องแคบๆกับลูกสาว ถึงจะอึดอัดคับแคบ เธอก็ต้องอดทน คับที่ดีกว่าคับใจที่ถูกไอ้ชดรีดไถและซ้อม เธอเรียนรู้การสระผมเซ็ทผม และตั้งใจฝึกถึงขนาดช่วยพี่นาซอยผมให้ลูกค้าได้ นกส่งเงินให้ชดทุกเดือน แต่รู้สึกมันไม่ค่อยพอใจ มีบางครั้งมันดั้นด้นมาถึงอำเภอที่เธออยู่เพื่อขอเงินเพิ่ม นกไม่อยากให้ไอ้ชดมาโวยวายที่ร้าน เกรงว่าพี่นาจะไม่พอใจ นกก็ตัดรำคาญให้มันไปทุกครั้ง
ครั้งหลังสุดมันมาอีก คราวนี้ขอเงินเป็นหมื่นเพราะมันไปติดหนี้การพนัน เงินมากขนาดนี้ถึงมีนกก็ไม่ให้ แค่ให้เงินมันกรอกลงขวดก็เจ็บช้ำพออยู่แล้ว คราวนี้กำเริบถึงกับเล่นการพนัน มันอันตรายยิ่งกว่าติดเหล้าเสียอีก พอนกปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่าไม่ให้ ไอ้ชดก็ตรงเข้ามาจะตบ นกหลบเลยไปชนเอาชั้นวางโรลม้วนผมล้มลง พี่นาได้ยินเสียงก็วิ่งออกมาดู พอเห็นเหตุการณ์เธอก็ตะเบ็งเสียงใส่ชด “ออกไปได้แล้วแก อย่ามาโวยวายข่มขู่ลูกจ้างฉัน”

“เฮ้ย เรื่องของผัวเมียคนอื่นไม่เกี่ยวเว้ย” ชดตะโกนกลับ
“นี่ร้านของกูนะ มึงจะเข้ามาทำร้ายคนของกู กูก็ไม่ยอม”
“เดี๋ยวกูตบฟันร่วง แส่ดีนัก” ขดถลาเข้ามาหาพี่นา แต่พี่นาก็ไวกว่า เธอเปิดลิ้นชักใกล้ตัวหยิบปืนขึ้นมา
“เอาซิวะ เข้ามาซิ กูจะยิงมึงเหมือนหมา” ชดชะงักไปเล็กน้อย พี่นาคว้าโทรศัพท์ “กูจะโทรแจ้งความว่ามึงบุกรุก”
ท่าทางของพี่นาทำให้ชดชะงัก แต่ก็ยังทำปากดี “ฝากไว้ก่อนเถอะมึง” แล้วมันก็ถุยน้ำลายก่อนเดินออกจากร้านไป
นกตัวสั่น ไม่นึกว่าเหตุการณ์จะรุนแรงถึงขนาดนี้ พี่นาคงไม่พอใจไล่เธอออกเพราะไอ้ชดมาก่อความวุ่นวายในร้าน “พี่นาคะ หนูขอโทษ”
“พี่ไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายคนของพี่ พี่เคยมีผัวแบบนี้ รีดไถ เลี้ยงด้วยลำแข้ง กว่าจะพ้นมันมาได้ก็ยากเย็นเหลือเกิน พี่เกลียดนักผู้ชายที่รังแกผู้หญิง เดี๋ยวจะโทรไปแจ้งความ”
แต่นกรีบบอกว่า “อย่าให้มีเรื่องมีราวใหญ่โตเลยค่ะ เขาคงเข็ดไม่กล้ามาอีกแล้ว”
“เธอยังห่วงมันอีกรึ ต้องดัดสันดานมันบ้าง เธอก็ระวังตัวให้ดี ถ้าอยู่ในร้านพี่ยังพอช่วยป้องกันเธอได้ ระวังมันจะแอบดักทำร้ายก็แล้วกัน”
“เขาคงไม่กล้ามาอีกหรอกค่ะ อำเภอโน้นกับที่นี่ก็ไกลกันพอสมควร นั่งรถหลายชั่วโมง”
“ยังไงเธอก็ต้องระวังตัวหน่อย”

พี่นาเป็นผู้หญิงแกร่ง เธอเล่าว่าเคยถูกสามีทารุณก็เลยตัดสินใจเลิก เธอเข้ากรุงเทพ ทำงานหนักเอาเบาสู้ พอมีเงินก็ไปเรียนเสริมสวย ทำงานที่กรุงเทพหาประสบการณ์อยู่หลายปี พี่นาเป็นคนอิสาน แต่เธอไปอยู่กรุงเทพหลายปีจึงพูดภาษากลาง เมื่อเธอพูดภาษากลาง นกก็ต้องพูดภาษากลางกับเธอ ที่พี่นากลับมาอยู่บ้านเดิมก็เพราะต้องกลับมาดูแลพ่อแม่ที่ชราแล้ว พ่อเพิ่งเสียไปเมื่อสองปีก่อน ตอนนี้พี่นาเหลือแม่คนเดียว

ที่พี่นาเตือนนกนั้นก็ถูกทีเดียว อีกหนึ่งเดือนต่อมาไอ้ชดก็มาดักเจอนก มันไม่กล้าเข้ามาในร้านอีกเพราะกลัวเจอพี่นา มันรอนกที่ตลาดตอนที่นกออกไปซื้อของให้พี่นา มันข่มขู่เอาเงินเหมือนเคย พอนกไม่ให้มันก็ทั้งเตะและตบ นกล้มลงไปกับพื้น คนในตลาดมุงดูกันเต็ม แต่ไม่มีใครคิดที่จะช่วย พอลุกขึ้นได้นกก็วิ่งกระเซอะกระเซิงกลับร้าน พี่นาเห็นสภาพนกก็เลยโทรศัพท์แจ้งตำรวจ ตำรวจไปที่ตลาด แต่ไอ้ชดหนีไปแล้ว ตำรวจมาสอบปากคำและลงบันทึกประจำวันไว้
“นก เธอต้องตัดสินใจเลิกกับมันเด็ดขาด อยู่ไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เธอจดทะเบียนกับมันหรือเปล่า”
“ไม่ได้จดค่ะ”
“ดีแล้ว ถ้าตำรวจจับตัวมันได้ หรือคราวหน้าถ้ามันมาอีก เธอขึ้นโรงพักบอกเลิกกับมันต่อหน้าตำรจ ให้ตำรวจลงบันทึกไว้ เมื่อไม่ได้จดทะเบียนก็ไม่มีอะไรผูกพันกันตามกฎหมาย เลิกกันได้ง่าย”
นกเห็นด้วย แต่ในใจคิดว่าเรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ ไอ้ชดคงจะตามมาราวีอีก นกคิดหาทางจะไปอยู่ที่อื่นเพื่อที่จะได้พ้นจากไอ้ชด แต่นกยังไม่กล้าบอกความคิดนี้ให้พี่นารู้

นกส่งลูกสาวคนเล็กไปอยู่กับพี่สาวของเขาที่ขอนแก่น นกเล่าเรื่องทั้งหมดให้ลูกฟัง ต้องอ้อนวอนให้คำศรีรับน้องสาวไปอยู่ด้วยชั่วคราวจนกว่านกจะหาทางออกให้ตัวเองได้ นกเขียนจดหมายไปขอความช่วยเหลือจากสีดา เธออยากไปทำงานที่อเมริกา นกพอจะรู้ว่าค่าของเงินดอลล่าร์มากกว่าเงินบาทถึงสามสิบห้าเท่า นกไม่เกี่ยงว่าจะเป็นงานอะไร สีดาบอกว่า ถ้ามาอเมริกาได้ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีงานทำ สีดายินดีจะช่วยให้ที่พักชั่วคราวจนกว่านกจะหางานได้ แต่นกต้องไปขอวีซ่ามาอเมริกาเอง

นกตัดสินใจลาออกจากร้านพี่นา เธอไปอยู่กรุงเทพโดยไปอาศัยเพื่อนของสีดาอยู่ นกไปขอวีซ่าถึงสามครั้ง แต่โดนปฏิเสธทุกครั้ง ทั้งนี้เพราะนกไม่มีอาชีพที่มั่นคง เงินฝากในธนาคารก็มีน้อย สีดาอุตส่าห์ส่งเงินมาให้นกแต่งสมุดบัญชีเพื่อให้ดูมีเงินฝากมากขึ้น แต่วีซ่าก็ยังไม่ผ่าน
เธอเริ่มท้อแล้ว เกือบจะสิ้นหวัง แต่โชคช่วยให้นกได้เจอหลวงพ่อที่นกเคารพนับถือ หลวงพ่อเป็นคนบ้านเดียวกับนก ท่านเข้ามาบวชและพำนักในกรุงเทพหลายปี ต่อมามีคนนิมนต์ให้ท่านไปอยู่ที่อเมริกา หลวงพ่อกลับมาทำธุระที่เมืองไทย นกมีโอกาสได้กราบท่านที่กรุงเทพ นกเล่าถึงปัญหาต่างๆให้หลวงพ่อฟัง รวมทั้งเรื่องการขอวีซ่าด้วย

หลวงพ่อบอกว่า มีคณะศิษยานุศิษย์ของท่านที่เมืองไทย กำลังจะจัดไปทอดกฐินสามัคคีที่วัดของท่านที่อเมริกา นี่เป็นโอกาสดีที่นกจะยื่นเรื่องขอวีซาไปพร้อมกับคณะกฐินสามัคคี นับว่าเป็นโชคดีที่นกได้วีซ่า นกคิดว่าเป็นเพราะบุญบารมีของหลวงพ่อที่ช่วยให้เธอได้วีซ่า
นกไปอเมริกาโดยไม่บอกใครเลยแม้แต่ลูก เธอคิดว่าเอาไว้ไปถึงอเมริกาได้งานทำเป็นหลักแหล่งแล้ว เธอค่อยติดต่อลูกสาวคนที่สอง และจะหาทางขยับขยายให้ลูกคนเล็กไปอยู่ที่อื่น

สีดาเป็นเพื่อนที่ดี เขาต้อนรับนกเป็นอย่างดี ให้นกอยู่บ้านเขาไปก่อน แล้วยังฝากงานให้นกที่ร้านอาหารไทยแห่งหนึ่งด้วย ตอนนี้สีดาแต่งงานกับโทนี่แล้ว นกขับรถไม่เป็น ขึ้นรถเมล์ก็ไม่ถูก แถวบ้านที่สีดาอยู่ไม่มีรถประจำทางผ่าน จึงเป็นภาระที่สีดาต้องไปส่งนกทำงานทุกวัน ส่วนขากลับบางวันนกขอติดรถเพื่อนร่วมงานกลับบ้าน เพราะเป็นทางผ่านของเขา

เงินเดือนเดือนแรกที่ได้รับเก้าร้อยดอลล่าร์ นกซื้อธนาณัติส่งให้ลูกสาวคนโตเป็นค่าใช้จ่ายของลูกคนเล็กจำนวน รวมทั้งเงินช่วยครอบครัวของคำศรีด้วยห้าร้อยดอลล่าร์ นกรู้ว่าคำศรีเกรงใจสามีที่เอาน้องไปอยู่ด้วย แต่นกเห็นแล้วว่าบ้านคำศรีเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุด นกเจียดเงินสองร้อยดอลล่าร์ให้สีดาเพื่อช่วยค่ากินอยู่ นกเหลือเงินแค่สองร้อยไว้ใช้ส่วนตัว

โทนี่สามีของสีดาไม่ค่อยชอบใจที่นกมาอยู่ด้วย สีดาเป็นคนใจกว้างกับเพื่อนฝูง แต่สามีฝรั่งของเขาเป็นคนถี่ถ้วนเรื่องเงินทอง นกเริ่มรู้สึกอึดอัด อยากจะออกไปหาที่อยู่เอง แต่เธอก็ยังช่วยตัวเองไม่ได้ ระยะหลังเธอสังเกตว่าสีดากับโทนี่มีเรื่องทุ่มเถียงกันบ่อย นกก็ร้อนตัวว่าเธออาจจะเป็นสาเหตุให้ผัวเมียเขาผิดใจกันก็ได้

อยู่มาวันหนึ่งนกก็พูดถึงความอึดอัดใจของเธอให้สีดาฟัง “ข้อยเกรงใจโทนี่เด้อ มาอยู่บ้านเจ้าหลายวัน”
“เจ้าก็ยังบ่มีหลักมีแหล่ง ช่วยตัวเองก็ยังบ่ได้ ออกไปอยู่เองมันลำบากเด้อ”
“ข้อยอึดอัด”
“เข้าใจ เอายังงี้ เจ้าอยากแต่งงานกับฝรั่งบ่ เจ้าจะได้มีคนดูแล”
“จะแต่งกับใครล่ะ ข้อยบ่ฮู้จักใผสักคน”
“ข้อยจะถามลูกค้าข้อยให้เด้อ เพิ่นเคยพูดว่าอยากมีแฟนคนไทย เดี๋ยวข้อยจะเอารูปเจ้าให้เพิ่นดู”

   แอรอน(Aaron)หนุ่มใหญ่วัยห้าสิบกว่า เขาเป็นลูกค้าประจำของสีดา แอรอนจะมาใช้บริการนวดที่ร้านของสีดาโดยเฉลี่ยเดือนละสองครั้ง เขาบอกว่าการนวดแบบไทยผสมสวีดิชของสีดาทำให้เขาผ่อนคลาย งานประจำของเขาก็คือเป็นคนขับรถลิมมูซีน แอรอนเคยแต่งงานมาก่อนมีลูกสองคน แต่เลิกร้างกับภรรยาเก่า ตอนที่แยกจากกันภรรยาได้บ้านไป ลูกสองคนอยู่ในความดูแลของภรรยา แต่แอรอนจะต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรเดือนละหกร้อยดอลล่าร์ทุกเดือน แอรอนไม่มีทรัพย์สินมากมาย พอเลิกกับเมียก็เหลือแต่ตัวกับเงินสดในธนาคารอีกเล็กน้อย เขายอมให้เมียเอารถที่เขาเพิ่งซื้อใหม่เอี่ยมไปด้วย ที่เขายอมเพราะสงสารลูก และคิดว่าเขามีปัญญาหาสมบัตินอกกายใหม่ได้

   อาชีพคนขับรถลิมมูซีนของแอรอนทำให้เขามีชีวิตสุขสบายตามอัตภาพ พอจะมีเงินเก็บบ้าง เขาไม่ใช่คนฟุ่มเฟือย จึงใช้ชีวิตอย่างสมถะ อยู่อพาร์ตเม้นท์เก่าๆ ถึงจะเก่าแต่ก็อยู่ในละแวกของคนดีไม่มีโจรผู้ร้าย เพื่อนบ้านส่วนใหญ่ก็เป็นคนสูงอายุที่เกษียณแล้ว

   แอรอนอยู่คนเดียวมานาน เขาก็ยอมรับว่าเหงา แต่ก็เข็ดผู้หญิงฝรั่ง กฏหมายของรัฐที่เขาอยู่เปิดโอกาสให้คู่สมรสที่มามือเปล่ามีสิทธิในทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสครึ่งหนึ่ง แอรอนไม่มีสมบัติมากก็จริง แต่ตอนเลิกกับเมียเก่า เมียได้ส่วนแบ่งไปมากกว่าครึ่งหนึ่งเสียอีก

   การไปรับบริการนวดเป็นการซื้อความสุขอย่างหนึ่งของคนเหงา นอกจากนี้ยังทำให้แอรอนได้คุ้นเคยกับสีดา ทำให้เรียนรู้ว่าผู้หญิงไทยต่างกับผู้หญิงฝรั่งมาก สีดาเป็นคนอัธยาศัยดี เธอมีความอ่อนโยน และเอาใจใส่ลูกค้าทุกคน ที่สำคัญสีดามีความจริงใจกับทุกคน ร้านของสีดามีลูกค้านานาชาติ สีดาเป็นคนที่เข้ากับคนง่าย

   เมื่อคุ้นเคยกันมากขึ้นแอรอนก็พูดเปรยๆกับสีดาว่าผู้หญิงไทยน่าสนใจ สีดาก็เลยได้ช่องเอารูปของนกให้เขาดู สีดาเจ้ากี้เจ้าการให้สองคนได้พบกัน ตอนแรกให้มาเจอที่ร้านของเธอก่อน สีดาชวนสองคนนี้ไปกินอาหารไทยเพื่อทำความคุ้นเคย ครั้งต่อมาสองคนนี้ก็นัดเจอกันเองโดยที่ไม่มีสีดาไปด้วย

   นกมีท่าทีสงบเสงี่ยม แอรอนก็คิดว่านกก็คงจะมีนิสัยแบบเดียวกับสีดา ประกอบทั้งนกมีหน้าตาสะสวยทั้งๆที่อายุสี่สิบกว่าแล้ว นกไม่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษเลย เมื่ออยากจะมีผัวฝรั่งเธอก็หัดจำศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นคำๆ แอรอนไม่ถือเรื่องภาษาเป็นอุปสรรค แอรอนตัดสินใจแต่งงานใหม่เพราะความเหงา และติดใจในความสวยของนก ส่วนนกไม่สนใจที่จะเรียนรู้ผู้ชายที่จะมาเป็นสามี ขอให้เป็นฝรั่งและช่วยเธอให้อยู่อเมริกาได้อย่างถูกกฎหมาย รักหรือไม่ ไม่ใช่สิ่งสำคัญ กรีนคาร์ดคือจุดมุ่งหมายของนก

   เมื่อสองคนตกลงใจแต่งงานกัน สีดาเป็นคนดูแลจัดการพิธีแต่งงานแบบง่ายๆ คู่บ่าวสาวและเพื่อนสนิทไม่กี่คนไปทำพิธีแต่งงานและเลี้ยงพระที่วัดของหลวงพ่อที่นกนับถือ หลังจากนั้นแอรอนก็พานกไปจดทะเบียน เป็นการตัดสินใจที่รวดเร็ว และไม่ต้องใช้เวลาคิดไตร่ตรองมากมายสำหรับคนทั้งคู่

   นกย้ายมาอยู่ที่อพาร์ตเม้นท์ของแอรอน นกผิดหวังเล็กน้อยที่บ้านใหม่ไม่ได้หรูหราอย่างที่คิด ถึงอย่างไรอพาร์ทเม้นท์เก่าๆก็ยังดีกว่าบ้านในต่างจังหวัดของเธอ เธอกับแอรอนพูดกันเฉพาะเรื่องที่จำเป็น ไม่มีการคุยกันเหมือนผัวเมียทั่วไป ปัญหาใหญ่ก็คือเรื่องภาษา แต่ทั้งนกและแอรอนกลับไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่เขากลับคิดว่าผู้หญิงที่พูดภาษาอังกฤษไม่คล่อง จะได้ไม่โต้เถียงเขาเหมือนผู้หญิงฝรั่ง

 แอรอนพอใจที่นกดูแลบ้าน ซักเสื้อผ้าให้เขา ส่วนอาหารเขาต้องทำเอง เพราะนกทำอาหารฝรั่งไม่เป็น ส่วนนกก็กินแต่อาหารไทย ที่มีแต่ข้าวเหนียว น้ำพริกและปลาทอดเป็นหลัก แอรอนไม่ชอบกลิ่นน้ำพริก และเวลาที่นกทอดปลา กลิ่นน้ำมันเหม็นๆจะอบอวลไปทั่วอพาร์ทเม้นท์ แอรอนเคยบ่น แต่นกก็ทำเป็นไม่เข้าใจ

เมื่อย้ายมาอยู่กับแอรอนใหม่ๆ นกก็ต้องลาออกจากงานที่ร้านอาหารไทย เพราะไปมาไม่สะดวก สีดาอีกนั่นแหละที่หางานใหม่ให้นก นกเคยเป็นลูกมือร้านทำผมมาก่อน สีดาจึงฝากฝังให้ทำงานกับร้านทำผมของคนไทยที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านนกมาก อันที่จริงนกจะนั่งรถประจำทางไปทำงานก็ได้ แต่เธอไม่รู้วิธีขึ้นรถเมล์ สามีต้องขับรถไปรับ-ส่งทุกวัน

นกมีความสามารถที่จะทำผมให้ลูกค้าได้ทุกอย่างเพราะเรียนมาจากร้านพี่นา แต่อาชีพช่างทำผมที่อเมริกาจะต้องมีใบอนุญาต รัฐเป็นคนจัดการสอบ และข้อสอบเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น นกบอกแอรอนว่าอยากไปเรียนเสริมสวย จะได้สอบเอาใบอนุญาต ตอนนี้นกเป็นได้แค่ลูกมือในร้าน คอยสระผมให้ลูกค้า และทำความสะอาดร้าน นกได้เงินเดือนแค่พันดอลล่าร์ ถ้าได้เป็นช่างมีใบอนุญาตเธอจะได้ค่าแรงมากขึ้น และได้ทิปจากลูกค้าด้วย

นกพยายามบอกแอรอนว่าเธอต้องส่งเงินให้ลูกเดือนละห้าร้อยทุกเดือน แอรอนบอกว่าตัวเขาเพิ่งจะหมดภาระเสียค่าเลี้ยงดูลูกกับภรรยาเก่า เพราะลูกสองคนบรรลุนิติภาวะช่วยตัวเองได้แล้ว เขายังบอกอีกว่า ตัวเขาเองออกจากบ้านตั้งแต่อายุ18 ซึ่งเป็นธรรมดาของเด็กอเมริกันทั่วไป เพื่อนคนไทยเล่าให้ฟังว่า พ่อแม่คนไทยส่งเสียลูกจนเรียนจบมหาวิทยาลัย ทำให้เขาแปลกใจ

เมื่อได้ยินแอรอนพูดแบบนี้นกก็เลยไม่กล้าขอให้แอรอนช่วยทางบ้านของเธอ เธอคิดในใจว่า ไม่เหมือนผัวอีแตนที่ช่วยส่งเงินไปให้ทางบ้านของอีแตนที่หนองคายทุกเดือน อีแตนมีลูกติดจากผัวเก่าสองคน ตอนนี้ก็ยังอยู่ที่เมืองไทย อีแตนบอกว่ากำลังทำเรื่องที่จะให้ลูกๆมาเร็วๆนี้
อย่างไรก็ดีแอรอนออกค่าใช้จ่ายทุกอย่างในบ้าน เขาไม่เคยขอให้นกเอารายได้ของเธอมาช่วย เมื่อนกปรารภเรื่องเรียนเสริมสวย แอรอนก็สนับสนุน เขาออกค่าเล่าเรียนให้นกหลายพันดอลล่าร์ โดยหวังว่าเมื่อนกได้ใบอนุญาตเธอจะได้ขยับขยายหางานดีๆทำได้

ปัญหาของนกคือเธออ่านภาษาอังกฤษแทบไม่ได้เลย นกจำพยัญชนะภาษาอังกฤษทั้งยี่สิบหกตัวได้ไม่ครบ อาศัยที่ว่าเธอเรียนรู้เรื่องการทำผมมาบ้าง จึงพอจะเดาที่ครูสอนได้ ช่างทำผมที่อเมริกาต้องเรียนกายวิภาคด้วย ต้องรู้โครงสร้างของหัวและหน้าคน และเรียนเรื่องสารเคมีด้วย เรียนละเอียดกว่าโรงเรียนสอนทำผมที่เมืองไทยเสียอีก คำศัพท์พวกนี้นกไม่รู้เลย นกมาปรึกษาสีดาถึงปัญหาของเธอ สีดาบอกว่า “เจ้าเดินข้ามขั้นไปหน่อย ควรจะเรียนภาษาอังกฤษก่อนที่จะไปเรียนเสริมสวย”

นกก็บอกว่า “ข้อยอยากได้ไลเซ่นเร็วๆ ครูที่โรงเรียนเพิ่นก็ว่าจะช่วย”
“เพิ่นก็ช่วยแค่ติวข้อสอบ เจ้าอ่านคำถามบ่ได้ แล้วเจ้าจะทำข้อสอบได้อย่างใด”
“เจ้าก็ช่วยหาคนมาแปลข้อสอบเก่าๆให้ข้อยได้บ่ ข้อยจะจำข้อสอบและคำตอบเอาไว้ทำเวลาสอบ”
“ข้อยบอกก่อนเน้อว่ามันบ่ได้ง่ายอย่างที่เจ้าคึด เอาละข้อยจะช่วยดูให้ว่าใครพอจะช่วยเจ้าได้”

วันนั้นคงเป็นโชคดีของนกที่มีลูกค้าคนไทยของสีดาที่เป็นครูสอนภาษาอังกฤษแวะมาที่ร้าน สีดาเลยแนะนำให้นกรู้จักครูแดง ครูแดงเรียนจบทางด้านสอนภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนต่างชาติโดยเฉพาะ นกบอกความประสงค์ของเธอ ครูแดงก็ตกลงที่จะช่วย นกขอให้ครูแดงไปที่บ้านเธอ นกไปไหนมาไหนเองไม่เป็น ต้องอาศัยสามีและสีดาเป็นคนพาไป

ครูแดงเจอนักเรียนหลายชาติหลายภาษารวมทั้งคนไทยด้วย บ่อยครั้งที่เจอเมียของฝรั่งที่แทบจะไม่รู้ภาษาอังกฤษเลย ครูแดงก็ยังสงสัยว่าเขาอยู่ด้วยกันได้อย่างไร เธอเองเป็นโสดแต่ก็มีความคิดว่า ผัวเมียจะอยู่ด้วยกันต้องมีความเข้าใจในการสื่อสารเป็นพื้นฐาน แต่หลายรายก็อยู่กันอย่างปกติสุข เป็นคำถามที่ครูแดงไม่เคยได้คำตอบ อย่างไรก็ดีครูแดงก็ยินดีที่จะช่วยสอนผู้หญิงพวกนี้ ถือว่าเป็นวิทยาทานอย่างหนึ่ง

แต่ในกรณีของนก นกไม่ได้อยากเรียนภาษาอังกฤษ แต่จะเอาวิธีลัดด้วยการให้ครูแดงเขียนคำอ่านข้อสอบเป็นภาษาไทย แล้วแปลอังกฤษเป็นไทยให้นกด้วย ประโยคง่ายๆอย่าง I eat rice. ครูแดงต้องเขียนให้นกว่า ไอ อี๊ด ไรซ์ มันดูพิลึกในสายตาครูสอนภาษาอังกฤษ
ครูแดงบอกว่า “บอกตรงๆนะ ฉันไม่ค่อยสะดวกใจวิธีการแบบนี้ เธอไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย ใช้วิธีท่องแบบนกแก้วนกขุนทอง ถ้าเขาถามอะไรนอกเหนือไปจากโน้ตที่เธอจด รับรองว่าเธอตอบไม่ได้”
“หนูอยากได้ไลเซ่นเร็วๆน่ะครู หนูรู้ว่ามันข้ามขั้น เพราะสีดาก็บอก แต่หนูไม่มีเวลามากนัก”
“คำศัพท์พวกนี้เป็นคำเฉพาะ บางคำฉันยังไม่รู้เลย แม้แต่คำง่ายๆอย่างheadที่แปลว่าหัว neckที่แปลว่าคอเธอยังไม่รู้เลย ฉันแปลกใจจริงๆที่เธอสื่อสารกับผัวได้ยังไง”
“บางทีก็ใช้ภาษามือภาษาใบ้กันบ้าง”
“เฮ้อ........” คุณแดงถอนใจยาว เธอนึกในใจว่า ยังไงก็ไม่มีทางสอบได้ “อีกอย่างที่ฉันอยากจะบอกเธอ ไม่ใช่จะก้าวก่ายนะ ฉันเห็นป้ายรถเมล์หน้าปากทางเข้าบ้านเธอ แล้วท่ารถเมล์ก็อยู่ไม่ไกลจากที่นี่ เธอลองให้สามีพาไปดูตารางเดินรถ ตามที่เธอเล่า ร้านที่เธอทำงานอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ เธอขึ้นรถเมล์ไปได้ เธอต้องหัดช่วยตัวเอง รู้ไหม”
“หนูไม่กล้าไปไหนคนเดียว แต่ก็จะลองดูอย่างที่ครูแนะนำ”

ระหว่างที่ครูแดงนั่งแปลข้อสอบให้นก สามีของนกก็กลับมา เขารู้ล่วงหน้าแล้วว่าจะมีคนมาที่บ้าน คุณแดงกำลังติดพันอธิบายศัพท์ให้นก จึงไม่มีโอกาสทักทายสามีของนก
แอรอนเดินเข้าห้องน้ำที่อยู่ใกล้ประตูทางเข้า เข้าไปดูในครัวสักพักแล้วก็เดินออกจากบ้านไป ครูแดงแปลและอธิบายให้นกเสร็จก็ลากลับ เธอปรารภว่า “เมื่อกี้เห็นสามีเธอแวบๆ เรากำลังติดพันกันก็เลยไม่ได้ทัก”
“นั่นซิ” นกเสริมขึ้น “หายไปเลย จะอยู่ทำความรู้จักกันหน่อยก็ไม่ได้ คนนิสัยแย่ๆแบบนี้หนูก็ไม่อยากอยู่ด้วย ไว้รอให้ได้กรีนคาร์ดก่อน หนูจะเลิกกับมันแล้ว”
“อะไรนะ” ครูแดงอุทานเสียงสูง “เธอพูดออกมาแบบนี้ได้ยังไง เขาเกรงใจที่เรากำลังพูดธุระกัน เธอน่าจะใช้ความคิดบ้าง แค่ไม่ได้ทักทายทำความรู้จักแค่นี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต เอาสามีมาพูดแบบนี้มันส่อให้เห็นถึงจิตใจเธอว่าแย่มาก เธอก็แค่คิดจะเอาประโยชน์จากเขา คนที่เขาได้ยินเขาก็นึกดูถูกเธอ แล้วก็ดูถูกสามีของเธอด้วย”
“เอ้อ...หนูขอโทษ หนูไม่ได้ตั้งใจ”
“เธอมาขอโทษฉันมันไม่มีประโยชน์หรอก เธอต้องขอโทษสามีเธอ อย่าพูดเลยนะว่าไม่ตั้งใจ เพราะสิ่งที่เธอพูดมันออกมาจากใต้จิตสำนึกที่เธอไม่เคยรักเขา เธอคิดอย่างเดียวแค่เอากรีนคาร์ด”
“แหม ครูว่าหนูแรงจัง ก็หนูบอกแล้วว่าไม่ตั้งใจ”
“เธอจะแก้ตัวยังไงก็ฟังไม่ขึ้นหรอก ฉันบอกตรงๆว่ารังเกียจผู้หญิงแบบนี้” พูดจบครูแดงก็เดินจากไปโดยไม่ร่ำลา

นกเล่าให้สีดาฟังถึงคำพูดของครูแดง “เพิ่นด่าข้อยเจ็บหลาย”
“ความจริงเจ้าก็บ่น่าเว้าอย่างนั้นเด้อ”
“เพิ่นเป็นคนไทยด้วยกัน บ่น่าจะคึดหลาย”
“เฮ้อ คนไทยด้วยกัน แต่เจ้าบ่ได้ฮู้จักเพิ่นดีพอ เว้าจังใดกับผู้ใดก็ต้องระวังเด้อ”

เวลาผ่านไปสามเดือน นกไปสอบเอาใบอนุญาต แต่ก็ไม่ผ่านอย่างที่หลายคนคิดไว้ นกเสียใจมาก ก็จริงอย่างที่ทุกคนว่า ในเมื่อพื้นฐานภาษาอังกฤษเธอไม่มีเลย อ่านข้อสอบไม่เข้าใจก็ทำข้อสอบไม่ได้ ถึงแม้จะท่องจำข้อสอบเก่าพร้อมคำตอบ แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้เลย

นกมีความตั้งใจอย่างมุ่งมั่นว่าจะเอาลูกคนเล็กมาอยู่อเมริกา เคยถามแอรอนให้เขาช่วยทำเรื่องเอาเด็กมาในฐานะที่เขาเป็นพ่อเลี้ยง แอรอนบอกว่าค่าใช้จ่ายสูงเพราะต้องจ้างทนายทำเรื่องให้ ทำให้นกไม่พอใจอย่างมาก นึกน้อยใจว่าคนบ้านเดียวกันหลายคนที่ได้ผัวฝรั่งเขามีความเป็นอยู่ที่ดี ผัวเขาช่วยจุนเจือครอบครัวของเมียที่ต่างจังหวัด แต่นกกลับได้คนที่ไม่มีอะไรเลย

นกยังนึกถึงครูแดงอยู่ ยังจำคำพูดของครูแดงได้ แต่เธอกลับไม่คิดว่าสิ่งที่เธอพูดออกมามันไม่สมควร เธออยู่กับแอรอนด้วยความจำเป็น ใครจะว่ายังไงก็ช่าง เวลานกอดหยากคนที่ว่าก็ไม่เคยมาหยิบยื่นให้ ความจริงแอรอนก็เป็นคนดี ช่วยเหลือนกทุกอย่าง เขาคอยรับ-ส่งนกโดยไม่ปริปากบ่น นกคิดว่าถ้าไม่มีเหตุขัดแย้งกัน นกกับแอรอนก็คงจะอยู่ด้วยกันได้นาน ตอนนี้นกยังช่วยตัวเองไม่ได้ ได้แค่นี้ก็นับว่าดีถมไปแล้ว

แต่กก็ไม่แน่หรอก ถ้านกเจอคนที่มีฐานะดีกว่า คนที่เขาช่วยให้นกเอาลูกมาอเมริกาได้ นกก็จะไม่รีรอที่จะผละจากแอรอนทันที








บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 13, 2010, 12:42:05 am »

เข้ามาอ่านตั้งแต่เมื่อคืนแล้วค่ะ แต่ไม่ได้ตอบไป

อ่านแล้วก็อึ้ง ๆ เหมือนกันนะคะ รู้สึกไม่ค่อยแฟร์กับฝ่ายชายนัก ถึงมีข่าวอยู่บ่อย ๆ เมื่อผู้ชายฝรั่งเกิดความรักที่แท้จริงกับหญิงไทย แต่เมื่อฝ่ายหญิงได้สิ่งที่ตัวเองต้องการแล้วก็ทิ้งเขาไปอย่างไม่ใยดี ทำเอาเสียอกเสียใจกันมาแยะแล้ว...

ซึ่งก็คงจะแก้ไขลำบากด้วยนะคะ




บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 19, 2010, 03:42:46 pm »

นั้นสิคะ คุณนิ อ่านแล้วก็รู้สึกว่านกเขาไม่จริงใจเลย ต่างกับสีดาที่เป็นคนมีน้ำใจ ทำให้นึกต่อไปว่า ถ้านกได้กรืนการ์ดแล้วจะเป็นอย่างไร เรื่องยังไม่จบใช่ไหมคะคุณเพ็กกี้ จะคอยตามอ่านค่ะ ว่าเรื่องจะลงเอยอย่างไร
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF