www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ฝรั่งอิสาน  (อ่าน 2628 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: ตุลาคม 06, 2010, 04:41:37 pm »

สวัสดีค่ะ หายไปเสียนาน ตอนนี้ค่อยหายยุ่งแล้ว มีเรื่องจะเล่ามากมาย แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มอันไหนก่อนดี กลับไปอ่านกระทู้เก่าในห้องสมุดเรื่องสั้นโดยไม่ตั้งใจ ก็ไปเจอคำวิจารณ์ของผู้ตอบกระทู้ท่านหนึ่ง เขาเขียนว่า "แจ๋ววะ" ไม่แน่ใจว่าเขาหมายความว่าอย่างไร คนสมัยใหม่นี่ใช้วรรณยุกต์ไม่ค่อยจะถูก อีกอย่างหนึ่งคำว่า "วะ"นี่สุภาพชนเขาไม่ใช้ในการตอบกระทู้ เพ็กกี้มาถึงก็บ่น แต่อะไรที่สะกิดใจก็ไม่อยากจะปล่อยให้คาใจ ใครช่วยตีความแจ๋ววะให้หน่อยจะขอบพระคุณมาก

ตอนนี้มีอะไรหลายอย่างที่ต้องคิดต้องทำ แต่เกิดมีโครงการใหม่เอี่ยมขึ้นมา พักนี้ไม่ได้เขียนนิยายหรือบทความใหม่ๆเลย เพราะมัวแต่ลุ้นหนังสือ Blind by Choice ปีหน้าเดือนเมษายนว่าจะไปเปิดตัวหนังสือที่London Book Fair สำนักพิมพ์ของเพ็กกี้ตกลงใจจะทำหนังสือe-bookสำหรับBlind by Choiceเพื่อให้นักอ่านในยุโรป เอเซีย และออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ได้ซื้อหา เพราะค่าส่งหนังสือแพงมาก สำหรับe-bookคนซื้อสามารถโหลดเข้าในiPadได้ เพ็กกี้ต้องส่งอีเมล์กนักอ่านที่อังกฤษไปให้สนพ.ดูว่ามีคนที่ประเทศอื่นอื่นสนใจนิยายเรื่องนี้ เขาเลยตกลงใจผลิตe-bookด้วย

เอาละค่ะมาเข้าเรื่องเสียที หัวข้อกระทู้ชื่อฝรั่งอิสาน มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรน้า ผู้อ่านคงจะสงสัย ตอนนี้เพ็กกี้เกิดแรงบันดาลใจที่จะเขียนเรื่องนี้ ลองเขียนเป็นภาษาไทยก่อน แล้วค่อยแปลเป็นภาษาอังกฤษ ภาคภาษาอังกฤษเจ้าของเรื่องเขาให้ชื่อว่า It's For Real ชื่อภาษาไทยกับภาษาอังกฤษฟังดูแล้วคนละเรื่องเลย แต่ถ้าอ่านเนื้อหาแล้ว ชื่อทั้งสองภาษาก็เหมาะสมที่สุด จะว่าไปฝรั่งอิสานหรือIt's For Real ไม่ใช่นิยาย แต่เป็นอัตชีวประวัติ หรือBiography หนังสือนี้จัดอยู่ในประเภทเรื่องเล่าจากความทรงจำหรือMemoirก็ได้ เจ้าของเรื่องอยากจะเผยแพร่เรื่องราวของตัวเอง แต่เขียนไม่เป็น เพ็กกี้ไม่ได้เขียนในฐานะเป็นGhostwriter แต่เป็นco-author เคยมีคนติดต่อจะให้เพ็กกี้เป็นนักประพันธ์แฝง (Ghostwriter)ถึงสามรายแล้วก็เงียบไป

บทนำ

มวยไทยเป็นของคู่ชาติไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยนั้นมีการรบทัพจับศึกเพราะถูกพม่ารุกรานบ่อยครั้ง บางครั้งนักรบสูญเสียอาวุธไป พวกเขาจึงคิดท่ามวยไทยขึ้นมาต่อสู้กับศัตรูด้วยมือเปล่า มวยไทยเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ มีทั้งความงดงามในท่วงท่า และกลวิธีที่จะสยบคู่ต่อสู้
เมื่อเทียบกับมวยสากลแล้ว มวยไทยกินขาด เพราะมวยไทยใช้อวัยวะในตัวเราได้ทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นหมัด ศอก เข่า แข้ง และเท้า ในขณะที่มวยสากลชกแลกหมัดกันอย่างเดียว ไม่ใช้ส่วนอื่นของร่างกายด้วย เวลานี้ชื่อเสียงของมวยไทยดังไปทั่วโลก มีค่ายมวยไทยอยู่ในต่างประเทศมากมาย ชื่อว่าค่ายมวยไทยแต่ครูฝึกหลายคนเป็นชาวต่างชาติ

ดิฉันสังเกตว่าคนที่มาฝึกมวยไทยไม่ว่าจะเป็นชาติไหน มักจะอายุไม่เกินสี่สิบปี ที่เป็นเช่นนั้นเพราะมวยไทยฝึกหนักมาก ถ้าคนที่ร่างกายไม่พร้อมก็จะบอกลาไปตั้งแต่วันแรก แต่ถ้าคุณทำได้ มวยไทยจะเป็นการออกกำลังที่ดีมากทีเดียว นอกจากจะเป็นการออกกำลังแล้ว คุณฝึกมวยไทยเอาไว้ป้องกันตัวได้ด้วย เราไม่ใช้ศิลปะนี้ไว้รังแกใคร ถ้าถึงคราวฉุกเฉินก็จะสามารถใช้มวยไทยป้องกันตัวเองได้ นอกจากนี้การออกกำลังชนิดนี้ร่างกายจะหลั่งสารเอ็นโดรฟีนออกมา ทำให้คุณคลายเครียด อานิสงฆ์ในการฝึกมวยไทยยังช่วยคุณในด้านจิตใจอีกด้วย แต่จะช่วยได้อย่างไรต้องติดตามเรื่องนี้ไปโดยตลอดจึงจะได้คำตอบ

ตอนเป็นเด็กดิฉันเกลียดมวยเอามากๆ ไม่สนใจว่าเป็นมวยประเภทไหน เพราะพี่ชายเป็นคนบ้ามวย ไม่คลั่งไคล้อย่างเดียวยังเล่นพนันด้วย ขนาดไม่มีเงินก็ยังไถเงินคุณตาไปซื้อนิตยสารมวยมาอ่าน ต่อมาโผน กิ่งเพชรชนะการชกได้เป็นแชมเปี้ยนโลก แต่รุ่นอะไรจำไม่ได้แล้ว ตั้งแต่นั้นมาดิฉันก็เริ่มมองกีฬามวยเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจ แต่ก็ยังไม่ถึงกับสนใจอย่างจริงจัง แต่สามารถบอกได้ว่าที่เกลียดมวยในตอนแรกเพราะพี่ชายเอามวยมาใช้ในทางที่ผิด พี่ชายเป็นโปลิโอตอนเด็กๆ ขาลีบไปข้างหนึ่ง ทำอะไรก็ไม่สะดวก เขาชอบมวยมาก แต่ด้วยความจำกัดของสังขารทำให้เขาฝึกชกมวยไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเขาคงจะซาบซึ้งกับกีฬาชนิดนี้ และไม่เอาไปใช้ในทางที่ผิด

คุณคงไม่อยากจะเชื่อว่าดิฉันเริ่มหัดมวยตอนอายุประมาณห้าสิบปี เริ่มจากเรียนแอโรบิคแอ็กเซอร์ไซส์ที่ประยุกต์ท่ามวยในการเต้นออกกำลัง ต่อมาก็หัดมวยสากลกับครูที่สอนมวยให้พวกตำรวจ ครูเห็นท่ามวยของดิฉันแล้วก็ถามว่าเคยหัดมวยที่ไหนมาก่อน ดิฉันบอกว่าเคยเรียนคิคบ็อกซึ่ง ครูก็ให้เริ่มชกกับครูนี่แหละ เราเป็นคนต่อยอย่างเดียว ให้เวลายกละหนึ่งนาที

โอ หนึ่งนาทีนี่ก็เหนื่อยเหมือนกันนะ ครูบอกว่าหมัดขวาของยูหนักมาก ดิฉันบอกครูว่าที่มาฝึกมวยสากลก็เพราะไม่ชอบเตะ

เคยลองไปชิมลางมวยไทยดูเหมือนกัน แต่ไม่ชอบ บอกแล้วว่าเตะไม่เป็น สำหรับผู้อ่านคนอื่นๆที่ไม่รู้จักดิฉัน ก็ต้องบอกให้ทราบว่าตัวเองอยู่อเมริกา เมืองที่เราอยู่มีค่ายมวยไทยสองค่าย ค่ายแรกครูฝึกเป็นคนไทยเคยเป็นนักมวยอาชีพ อีกค่ายหนึ่งเป็นลูกศิษย์ของครูที่เป็นลูกครึ่งไทย-เม็กซิกัน แต่ตอนนี้ค่ายที่สองปิดไปแล้ว

ซ้อมมวยสากลอยู่พักใหญ่ก็เกิดอุบัติเหตุในการซ้อม เส้นเอ็นพลิก กว่าจะหายก็กินเวลาเป็นเดือน หลังจากนั้นก็มีเหตุที่ต้องห่างหายการซ้อมมวยไปหลายปี
ใครจะไปคิดว่าชีวิตจะต้องมาข้องเกี่ยวกับมวยอีก และคราวนี้เข้าไปยุ่งเต็มตัวเลยทีเดียว เรื่องมีอยู่ว่าในวันเสาร์เมื่อเดือนก่อนดิฉันนำอาหารไปถวายเพลที่วัด ก็เห็นชายฉกรรจ์สี่คนมีฝรั่งตัวเตี้ยๆหนึ่งคน (ตอนนั้นคิดว่าเขาอายุแค่สามสิบเศษ) และหนุ่มอายุยี่สิบต้นๆสามคน สองในสามเป็นเม็กซิกัน อีกคนดูหน้าตาเป็นคนเอเซีย เม็กซิกันสองคนสักเต็มตัว คนหนึ่งโกนหัวเห็นรอยสักที่หัวด้วย มองดูแล้วน่ากลัวเหมือนพวกโจรอย่างนั้นแหละ หนุ่มๆพวกนี้หอบน้ำดื่มมาถวายวัดหลายลัง มาถึงก็นั่งพับเพียบเรียบร้อยกราบพระ ดิฉันเคยเจ้าฝรั่งตัวหัวหน้าทีมมาก่อน สังเกตดูว่าไม่ใช่ฝรั่งแท้ ถึงจะหน้าตาผิวพรรณเป็นฝรั่ง แต่เตี้ยแบบมะขามข้อเดียว ฝรั่งส่วนใหญ่จะจมูกโด่ง แต่นายคนนี้จมูกแบน ไม่ใช่แบนแต๊ดแตนะคะ ถ้าเทียบกับฝรั่งทั่วไปนายคนนี้ก็เป็นฝรั่งที่จมูกแบน เห็นหนุ่มทีมนี้รู้ได้โดยไม่ต้องบอกว่าเป็นพวกนักมวย

พอดีมีคนแนะนำให้รู้จักฝรั่งจมูกแบน เขาบอกว่าเป็นเจ้าของค่ายมวยไทย ดิฉันถามว่าคุณมีเลือดไทยอยู่ในตัวหรือเปล่า เขาบอกว่า แม่ของเขาเป็นคนไทย ตัวเขาเองก็เกิดที่จังหวัดอุดรธานี แต่มาโตที่อเมริกา ตอนนี้ลืมภาษาไทยหมดแล้ว สมัยที่ยังอยู่เมืองไทยเคยพูดไทยได้ เคยชกเวทีลุมพินี และเป็นแชมเปี้ยนห้าปีติดต่อกัน พออายุสิบแปดก็มาอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย หลังจากนั้นก็ห่างเหินเมืองไทยไปเลย

“คุณจะว่ายังไง ถ้าฉันสอนภาษาไทยให้คุณ แล้วคุณฝึกมวยให้ฉัน”
“ยินดีครับ” ฝรั่งตอบ
“ฉันเคยฝึกมวยสากล เคยลองมวยไทยนิดหน่อย แต่ไม่ค่อยถนัด เพราะเตะไม่เป็น อีกอย่างหนึ่งนะ หัวเข่าฉันไม่ดี หมอบอกว่าข้อเข่าเสื่อม”
“คนที่เคยมาฝึกกับผมก็มีปัญหาแบบเดียวกับคุณ ตอนนี้เขาบอกว่าอาการปวดเข่าหายไปแล้ว ผมว่าไม่มีอันตรายกับคุณหรอก มวยไทยแก้ปัญหาเข่าเสื่อมได้”
“ถ้าอย่างนั้นเจอกันเสาร์หน้า”

แล้วเราก็แลกหมายเลขโทรศัพท์กัน

ตั้งแต่สอนภาษาไทยให้ฝรั่งมาก็หลายคนแล้ว นายคนนี้สอนยากที่สุด ได้หน้าแล้วก็ลืมหลัง บางทีพูดไปหยกๆ พอย้อนกลับมาถามใหม่แกก็ลืมแล้ว เราเป็นครูก็ต้องใจเย็น ก็เหมือนที่ครูฝรั่งใจเย็นกับดิฉันเวลาที่ซ้อมมวย ดิฉันแก่แล้วจำท่าชกไม่ได้ ได้หน้าลืมหลังเหมือนกัน แต่ครูแกก็ใจเย็น แกฝึกซ้อมดิฉันจนพลังงานหมด เราอุตส่าห์กินอาหารไปตอนบ่ายสามโมง เริ่มซ้อมหกโมงเย็นซึ่งเป็นเวลากำลังดี อาหารย่อยเกือบหมดแล้ว ปกติดิฉันจะไม่ทานอาหารเย็น แต่พอเลิกซ้อมมวยก็หิวทุกที

ถึงจะซ้อมหนักแค่ไหนแต่ดิฉันก็ไม่ท้อ และที่น่าแปลกใจมากคือ ดิฉันสามารถวิ่งได้ถึงสิบรอบเป็นการอุ่นเครื่องก่อนซ้อม ตอนแรกคิดว่าจะทำไม่ได้เพราะปวดเข่า ครูบอกว่าพื้นปูด้วยยางจะไม่กระเทือนเวลาที่เราวิ่ง แล้วก็จริงของครู ครูหัดให้ชก เตะ ถีบ ศอก เข่า บอกตรงๆว่าเป็นการฝึกที่หนักมาก แค่สี่สิบห้านาที แต่เหนื่อยมาก คิดว่าจะไปไม่รอด แต่ก็อดทนฝึกจนจบ

ครูฝึกพูดกับเพื่อนของดิฉันว่า ผู้หญิงคนนี้แข็งเเรงมาก ดูจากอายุไม่น่าเชื่อว่าจะทนฝึกโหดแบบนี้ได้ เห็นเหงื่อเต็มหน้าแล้วครูชอบใจมาก (เวลาที่เราสอนภาษาไทยเราก็โหดกับแกเหมือนกัน)
“วันก่อนครูบอกให้ฉันวิดพื้น ฉันวิดไปสามสิบทีครูก็หันไปพูดกับคนอื่น ฉันวิดไปครบห้าสิบทีครูถึงหันมาบอกให้หยุด ทารุณมากนะครู”
“การซ้อมมวยไทยเป็นการฝึกความอดทนด้วย” ครูบอก

ก็จริงของครู นอกจากจะเป็นการฝึกความอดทนแล้ว ยังฝึกให้ตัวเรามีวินัยด้วย อันที่จริงนักกีฬาทุกประเภทจะต้องมีวินัย ซ้อมกันอย่างจริงจัง นอกจากจะเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกายแล้ว ยังทำให้เกิดความแข็งแกร่งของจิตใจเป็นผลพลอยได้ พวกนักมวยค่ายนี้ดูภายนอกเหมือนกันโจร หุ่นล่ำสัน แต่เมื่อรู้จักพวกเขาแล้วพวกเขาเป็นคนเรียบร้อยมาก นักมวยพวกนี้ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ และไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข คนมักจะคิดว่าพวกมวยไทยนี่เถื่อนเหลือเกิน เพราะทั้งเตะ ต่อย ศอก เข่า แต่เท่าที่เห็นมานักมวยไม่ว่าชาติไหนเป็นสุภาพบุรุษ เขาใช้กีฬาไปในทางสร้างสรรค์ไม่ใช่ทำลาย

ตั้งแต่ดิฉันออกกำลังกายหลายชนิดรวมทั้งยกน้ำหนัก มีอยู่สองครั้งเท่านั้นเองที่เจ็บตัวจากการออกกำลัง ตอนที่ชกมวยสากลครั้งหนึ่ง กับยกน้ำหนักผิดท่าอีกครั้ง เมื่อมาฝึกมวยไทยครูสอนท่าชกที่ถูกต้อง จึงไม่มีการเจ็บตัว เราไม่ได้คิดจะขึ้นชกก็ตัดปัญหาเรื่องเจ็บตัวไปได้ แต่นักมวยที่มาฝึกส่วนใหญ่ก็หวังจะขึ้นชกทั้งนั้น ถ้าขึ้นชกก็ต้องเตรียมตัวเตรียมเจ็บตัวเอาไว้ ค่ายมวยถ้าฝึกสอนอย่างเดียวก็รายได้น้อย ถ้าต้องการจะ “เมคมันนี่”ก็ต้องส่งนักมวยขึ้นชก ค่ายของเราได้รับการติดต่อให้ไปชกตลอดทั้งปี การไปชกแต่ละครั้งผู้จัดออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด ไม่ว่าค่าที่พัก ค่าเครื่องบิน และค่าจิปาถะ นอกจากนี้ไม่ว่าจะชกแพ้หรือชนะก็ได้เงินติดกระเป๋ากลับบ้านด้วย ถ้าชกชนะก็ได้เงินมากหน่อย

นักมวยอาชีพที่ชกดี ชกชนะบ่อยๆทางผู้จัดจะให้เซ็นสัญญาชกตลอดปี การชกแต่ละนัดก็จะได้เงินรางวัลถึงหนึ่งหมื่นดอลล่าร์ แต่อายุการเป็นนักมวยก็มีจำกัด นักมวยสากลพออายุเกินยี่สิบเก้าปีก็ต้องแขวนนวม ส่วนมวยไทยครูบอกว่านักมวยจะมีประสบการณ์และชกดีที่สุดตอนอายุสามสิบปี หลังจากนั้นความว่องไวก็จะลดลง และเลิกชกตอนอายุสามสิบห้า ดังนั้นตอนอายุยังน้อยพวกนักมวยก็ขึ้นชกบ่อยๆเพราะเงินรางวัล พอแขวนนวมส่วนใหญ่ก็มาเป็นครูฝึก เห็นจะมีแต่นักมวยสามคน เขาทราย แกแลคซี่ สมรักษ์ คำสิงห์ และสามารถ พยัคฆ์อรุณที่กลายมาเป็นนักแสดงและนักร้อง

หลังจากที่ฝึกไปได้ไม่นานครูก็เริ่มสอนแม่ไม้มวยไทยให้ บอกตรงๆว่าเคยได้ยินคำว่าแม่ไม้มวยไทยมาบ่อยครั้ง แต่ไม่เคยสนใจว่ามันคืออะไร ครูบอกว่าแม่ไม้มวยไทยก็คือท่าการต่อสู้ที่สยบคู่ต่อสู้ได้ชงัดนัก บางท่าอาจจะทำให้ถึงตายได้ อย่างท่าหักคอเอราวัณ แค่ได้ยินก็สยองแล้ว ท่าจรเข้ฟาดหางนี่สวยงามมาก ท่าหนุมานถวายแหวนนี่ใครโดนเข้าไปถ้าไม่ตายก็คงเลี้ยงไม่โต ครูแกเรียนมวยโบราณตอนที่อยู่เมืองไทย เริ่มเรียนตั้งแต่อายุเก้าขวบ พ่อเอาไปฝากไว้ที่ค่ายวายเอ็มซีเอที่อุดร

ค่ายนี้มีผู้หญิงมาฝึกหลายคน แต่เป็นผู้หญิงฝรั่งทั้งนั้น แล้วก็อายุไม่เกินยี่สิบห้า มีดิฉันคนเดียวที่แก่ขนาดรุ่นยายของเด็กพวกนี้ แล้วเท่าที่สังเกตมาค่ายมวยไทยไม่ว่าเจ้าของค่ายจะเป็นไทยหรือฝรั่ง แทบจะไม่มีคนไทยมาฝึกเลย ค่ายนี้มีคนไทยมาฝึกไม่เกินห้าคน ดิฉันไม่เคยเสวนากับพวกเขา เพราะฝึกในเวลาต่างกัน ดิฉันฝึกพิเศษตัวต่อตัวกับครู ค่ายนี้เป็นค่ายมวยไทยก็จริง แต่ทุกคนพูดภาษาอังกฤษ พวกเด็กเม็กซิกันที่มาฝึกก็เกิดในอเมริกา เพราะฉะนั้นภาษาที่หนึ่งของเขาคือภาษาอังกฤษ ค่ายนี้ก็คือสังคมแบบฝรั่ง

ครูแกเสียดายที่ลืมภาษาไทยหมด แต่ก็พยายามที่จะฟื้นฟู แกบอกว่าในใจแกก็เป็นคนไทย ครูนับถือศาสนาพุทธ ตอนที่เปิดค่ายก็นิมนต์พระมาฉันเพล และพรมน้ำมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล วันหยุดครูก็ไปวัด ไปช่วยพระตัดหญ้ารดน้ำต้นไม้ งานหนักๆที่ต้องใช้แรงงานครูก็เกณฑ์นักมวยไปช่วย พวกนักมวยก็ไปด้วยความเต็มใจ ที่วัดไทยแห่งหนึ่งมีการสอนภาษาไทย นาฏศิลป์ไทย ดนตรีไทย ให้กับเด็กไทยที่เกิดหรือโตในอเมริกา ครูมวยก็ไปอาสาสมัครสอนมวยไทยด้วย น่าอนุโมทนาจริงๆ

เท่าที่สังเกตครูเป็นคนอารมณ์ดี ยังไม่เคยเห็นเขาโกรธสักครั้ง เวลาที่ครูอยู่กับพวกนักมวยเขาจะมีบุคคลิกอีกแบบ แต่นอกเวลาฝึกแล้วครูเป็นคนที่อารมณ์ดีเสมอ ถึงจะไม่ใช่คนรูปหล่อ แต่เขาก็มีสิ่งดึงดูดใจให้ผู้หญิงสนใจ แต่ครูคงจะเป็นคนเลือกมากถึงยังไม่มีเมียสักที

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาที่วัดมีงาน ครูนำคณะนักมวยไปชกแสดงให้คนดูบนเวที ครูขอให้ดิฉันเป็นโฆษกให้ เพราะครูต้องการให้พูดทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เกิดมาก็เพิ่งจะพากษ์มวยครั้งนี้แหละ พูดไปก็ต้องคอยหลบเท้านักมวย เพราะเขาชกกันจริงๆ หลบเท้านักมวยจนเกือบตกเวที

แล้วก็มาเจอเรื่องประหลาดใจจากครู surpriseจนพูดไม่ออก ครูบอกว่างานหน้าเป็นงานลอยกระทง มวยคู่เอกหรือที่เรียกว่า Grand Finale (อ่านว่าแกรนด์ ฟินัลลี่ ได้ยินคนไทยเรียกเสื้อที่เดินแฟชั่นโชว์ชุดสุดท้ายว่า ฟีนาเล่ สะกดเหมือนกัน ต้องขอแก้สิ่งที่เรียกกันผิดๆไว้ ณ ที่นี้ด้วย) ที่จะชกวันลอยกระทง จะเป็นการชกระหว่างดิฉันกับครูมวย โอ คุณพระช่วย ครูบอกว่าเรามีเวลาฝึกไม่ถึงสองเดือน ดิฉันถามว่าครูแน่ใจหรือ นักมวยคนอื่นๆของครูที่เก่งกว่าฉันก็มี ครูบอกว่าจะให้ยูขึ้นชก “เอาก็เอา ถ้าครูไม่กลัวขายหน้า” ครูมีความเชื่อมั่นในตัวดิฉัน ดิฉันก็คงไม่กล้าขัดศรัทธาครู เราสองคนอยู่ในสองสถานะ ครูมวยยกย่องดิฉันเป็นครูของเขาเวลาที่เขาเรียนภาษาไทยด้วย แต่ในขณะที่ดิฉันฝึกมวยไทยดิฉันก็ต้องเชื่อฟังครู เหนื่อยแค่ไหนก็ต้องทน ไม่มีการบ่น คนอื่นทนได้เราก็ต้องทนได้

ครูเล่าชีวิตที่น่าสนใจให้ฟัง เริ่มตั้งแต่ตอนที่พ่อของครูที่เป็นนายทหารอเมริกันพาครูไปฝากไว้กับค่ายมวยไทย ครูมวยไทยบอกว่าชีวิตบางตอนของครูเจออุปสรรค ความทุกข์ และความผิดหวัง แต่มวยไทยก็ช่วยประคับประคองให้ครูผ่านพ้นวิกฤตต่างๆมาได้ ถ้าอยากทราบรายละเอียดก็ต้องรอติดตามชีวิตที่สนุกกว่านิยายของครูมวยคนที่ชื่อรามอน พอนส์

(รออ่านตอนต่อไปนะคะ)

บันทึกการเข้า
ชุติมา
Global Moderator
Newbie
*****
กระทู้: 10



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2010, 11:01:03 pm »

มารอตามอ่านตามเคยค่ะ

หลังจากกลับมาจากสิงคโปร์เที่ยวนี้ เจอปัญหาเครื่องปกติเข้าอินเตอร์เน็ตไม่ได้ เลยต้องเปลี่ยนมาเป็นโน๊ตบุ๊คแทน
แต่ก็ยังไม่ค่อยสะดวกเท่าที่ควรค่ะ

วันนี้ได้จังหวะเข้ามาอ่านของคุณเพ็กกี้ ก็เลยรีบเข้ามาส่งข่าวไว้ก่อนว่า กำลังรอตามอ่านอยู่นะคะ
น่าทึ่งมากที่คุณเพ็กกี้เรียนชกมวยไทยด้วย นิกับคุณภัสสรเพิ่งไปสมัครออกกำลังกายเป็นเรื่องเป็นราว นี่เพิ่งไปได้สองครั้งเองค่ะ
ได้ครูฝึกดีก็เลยทำให้อยากไปฝึกต่อ...

วันนี้ขอส่งข่าวแค่นี้ก่อนนะคะ เปิดห้องใหม่เกี่ยวกับแวดวงนักเขียนอาเซียน ซึ่งห้องนี้จะต้องมีเป็นภาษาอังกฤษด้วย บอกเพื่อนนักเขียน
ที่เราได้ไปพบมาว่า เราจะเปิดห้องใหม่ให้ เขาจะได้มีที่เสนอข่าวคราวความเคลื่อนไหวกันได้ เชิญคุณเพ็กกี้และเพื่อน ๆ สมาชิกช่วยส่ง
ข้อเขียนเป็นภาษาอังกฤษมาลงให้เพื่อน ๆ ในประเทศอาเซียนของเราอ่านกันบ้างนะคะ
บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 08, 2010, 12:07:51 am »

มาตามอ่านเช่นกันค่ะ และก็รู้สึกทึ่งคุณเพ็กกี้เหมือนคุณนิบอกเลยค่ะ เก่งมากนะคะที่เรียนชกมวยได้ แสดงว่าแข็งแรงจริง ๆ ต้องยกนิ้วให้เลย สำหรับปิ๋มนั้น คงต้องเรียนสิ่งที่ไม่ต้องใช้กำลังเช่น วาดภาพ แกะสลัก ทำดอกไม้ประดิษฐ์ นั่นแหละค่ะ และตอนนี้ก็นึกอยากเรียนถักโครเช อีกละ จะได้ทำผ้าปูโต๊ะสวย ๆ ได้ไงค่ะ อิ ๆ   
บันทึกการเข้า
ชุติมา
Global Moderator
Newbie
*****
กระทู้: 10



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #3 เมื่อ: ตุลาคม 08, 2010, 11:49:47 pm »

เข้ามาให้กำลังใจคุณปิ๋มค่ะ เรื่องงานฝีมือนี่นิก็ชอบนะคะแต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำเลย ขอยกไปฝากคุณปิ๋มทำแล้วกันค่ะ

สำหรับผู้ที่ชอบถักโครเชร์นี่ มีแบบสวย ๆ ใน กุลสตรี และขวัญเรือนให้ทำเยอะแยะเลยค่ะ แล้วยังหนังสืองานฝีมือของญี่ปุ่น
อีก สำหรับนิ ขอตามดูรูปภาพ เพราะคงจะไม่มีโอกาสได้ทำแน่ คุณปิ๋มทำเสร็จแล้วเอามาอวดกันบ้างนะคะ เผื่อจะตั้งกลุ่มคนรัก
งานฝีมือกันบ้างก็ได้

ช่วงหลังที่คุณภัสสรไปเป็นกรรมการตัดสินรางวัล เซเว่นบุ๊ค อวอร์ด เลยพลอยทำให้นิได้ไปเดินแถวสีลม คอมเพล็กซ์ บ่อยตาม
ไปด้วย ปรากฏที่นั่นมีของดีเพียบเลยค่ะ เช่น ถ้าคนรักการวาดรูป ก็มีที่เปิดสอน ทั้งส่วนของเด็กและของผู้ใหญ่ นิกับคุณภัสสร
เดินผ่านทีไร ก็นึกอยากแวะไปนั่งเรียนด้วยทุกที แต่ถ้าขืนเรียนเมื่อไหร่สงสัยคงหลงเสน่ห์จนไม่ได้ทำงานอย่างอื่นแน่ ก็เลยต้อง
ห้ามใจตัวเองกันไว้ก่อน  แต่สำหรับเพื่อนสมาชิกและคุณผู้อ่านทั้งหลาย ถ้าสนใจลองแวะไปชมดูนะคะ

สำหรับเรื่องการออกกำลังนี่ ทีแรกก็คิดว่าเราก็ออกกำลังกันอยู่แทบทุกวันอยู่แล้ว ด้วยการเดินมั่ง เต้นยึกแย๊กท่าโน้นท่านี้บ้าง
แต่ ทั้งคุณหมอชลิต และคุณหมอธิติ ที่จุฬาบอกไม่พอ ต้องไปออกกำลังจริง ๆ จัง ๆ ด้วย ซึ่งเราก็คิดว่าคงจะต้องไป แต่จนแล้ว
จนรอดก็ไม่ได้ไปสักที

จนเมื่อช่วงต้นเดือนตุลาที่ผ่านมาเมื่อไม่กี่วันนี้เองแหล่ะค่ะ ได้มีโอกาสคุยกับท่านทูตอรชุน คุยไปคุยมาท่านก็ถามเรื่องการออกกำลังกาย
ก็เรียนท่านว่าเราใช้วิธีเดินและทำสวน ท่านบอกไม่พอ แล้วก็เล่าให้ฟังว่า ท่านเคยมีประสบการณ์เรื่องไม่ค่อยสบายปวดแขน ทำยังไง
ก็ยังไม่หาย พอเพื่อนท่่านทราบก็เลยพาไปสปอร์ต คลับ หาครูฝึกให้หนึ่งคนเพื่อให้ออกกำลังกายอย่างจริง ๆ จัง ๆ เดี๋ยวนี้ที่ปวดแขน
หายหมดแล้ว และก็เลยได้ออกกำลังกายอย่างจริง ๆ จัง ๆ อาทิตย์หนึ่งอย่างน้อย 3 วัน... หลังจากคุยกับท่าน นิกับคุณภัสสรก็เลย
คิดว่าถึงเวลาที่จะต้องไปออกกำลังกายจริง ๆ จัง ๆ เสียที ก็นี่แหล่ะค่ะ ตอนนี้ก็เลยเริ่มแล้วค่ะ แอบบอกน้องที่ยิมส์ว่า หาครูฝึกที่ไม่เคร่งให้หน่อย
ประเภทที่ไม่ซีเรียสกับเราเกินไป อิ อิ ข้อแม้แยะ... ไม่เคี่ยวเข็นเราเกินควร... ผลสุดท้ายได้ตามใจหวัง ก็เลยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และตอนนี้
ก็ไปฝึกมาสองครั้งแล้วค่ะ 

พอไปที่ยิมส์วันแรกก็พบใครต่อใคร ที่เป็นคนรู้จักหลายคนเลย  เมื่อวานไป ก็ยังได้พบน้องที่เคยทำงานด้วยกันเมื่อหลายสิบปีมาแล้วอีก
เขาบอกเขาทำงานหนัก นอกดึกก็เลยต้องมาออกกำลังกาย ไม่งั้นเดี๋ยวถ้าร่างกายไม่แข็งแรงอาจจะไม่สบายได้ง่าย  ก็เลยกลายเป็นว่าตอนนี้
ทัศนะคติของเราเกี่ยวกับการออกกำลังกายก็เลยค่อย ๆ เปลี่ยนไป คือเริ่มเห็นความสำคัญมากขึ้น

แต่จะว่าไปแล้ว ตอนที่เราอยู่ชิลี บ้านที่เราอยู่มีห้องยิมส์ที่มีเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัย มีลู่สำหรับเดิน มีเครื่องเดินที่เป็นสเต็ป มีเครื่องออกกำลัง
กายตัวใหญ่ที่มีฟังค์ชั่นต่าง ๆ ครบครัน เรียกว่า ถ้าเราอยากออกกำลังกายเมื่อไหร่ไม่ต้องวิ่งออกไปไหนเลย แค่ออกกำลังกายในบ้านก็เหลือเฟือ
แล้ว อาจจะเพราะอย่างนี้ก็ได้ที่ทำให้เราไม่ค่อยกระตือรือร้นที่อยากจะไปออกกำลังกายที่ศูนย์หรือฟิตเนสต่าง ๆ

ค่ะ ก็เลยเล่าสู่กันฟังนะคะ นาน ๆ จะมีโอกาสได้เล่าอะไรยาว ๆ สักที หลังจากหายเงียบไปนาน

ตั้งแต่กลับจากสิงคโปร์เมื่อวันที่ 28 กย. 53 ก็เพิ่งจะวันนี้นี่แหล่ะค่ะ ที่มีเวลาได้นั่งเล่าอะไรยาว ๆ ให้คุณ ๆ ฟัง

ค่ะ แล้วจะหาโอกาสมาเล่าให้ฟังใหม่นะคะ  แต่ทึ่งกับความสามารถของคุณเพ็กกี้ อย่างที่คุณปิ๋มบอกจริง ๆ ค่ะ คุณ ๆ ผู้อ่านท่านใดนึกสนุกเล่า
ความสามารถด้านกีฬาที่คุณ ๆ สนใจมาแลกเปลี่ยนกันฟังบ้างซิคะ คงจะสนุกดีถ้ามีคนผลัดกันมาเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้ฟังนะคะ

บันทึกการเข้า
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #4 เมื่อ: ตุลาคม 09, 2010, 07:15:15 pm »

คุณนิคะ ถ้าจะออกกำลังให้ลดน้ำหนักก็ต้องออกกำลังในระดับที่หัวใจเราเต้นแรงประมาณเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เป็นอย่างน้อย ที่เพ็กกี้พูดแบบนี้หมายความว่า ตามสถานออกกำลังต่างๆเขาจะมีแผนผังว่าคนอายุระหว่างวัยนี้ถ้าออกกำลังในระดับนี้การเต้นของหัวใจจะดีแค่ไหน วิธีวัดง่ายๆ หลังออกกำลังให้จับชีพจร และจับเวลาดูว่าในหนึ่งนาทีชีพจรคุณเต้นกี่ครั้ง แล้วเอาสิบคูณ แล้วก็มาดูแผนผัง ดูกลุ่มอายุเราก็จะเห็นตัวเลขเป็นเปอร์เซ็นต์ ถ้าเพ็กกี้อธิบายไม่กระจ่างลองถามครูฝึกดูนคะ เขาจะได้แสดงแผนผังให้เห็น จะเข้าใจง่ายกว่าการบอกเล่าทางตัวหนังสือ

ขณะที่พิมพ์กระทู้นี้เป็นเวลาเช้ามืดวันเสาร์ เมื่อวานโดนครูรามอนซ้อมหนักเป็นพิเศษ เรียกว่าปกติวิดพื้นตอนจบรายการได้ถึงสามสิบที แต่เมื่อวานแค่ยี่สิบก็ใจจะขาดแล้ว เหงื่ออกท่วมตัวไปหมด ทั้งหน้าด้วย ลุกโซเซไปล้างหน้า กลับมานั่งข้างพัดลมสักพักก็ดีขึ้น ครูถามว่า Are you okay? เพ็กกี้บอกว่าหลังสิบห้านาทีฉันก็ฟื้นแล้ว

ตอนนี้นักมวยของเรากำลังซ้อมอย่างหนัก วันที่ 14 ตุลาเขาจะต้องขึ้นชก และมีรายการไปชกต่างรัฐที่ลาส เวกัส และฮาวายอิด้วย เดือนพฤศจิกามีเทศกาลลอยกระทง วัดที่จัดงานมีสองวัดดังนั้นมวยไทยก็ต้องไปโชว์ด้วย เพราะเป็นศิลปะไทย แต่กลายเป็นว่าคนชกโชว์ส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง

ความรู้สึกของเพ็กกี้ตอนฝึกมวยตอนใกล้จะหมดยกที่เก้า เพ็กกี้รู้สึกเหมือนจะตาย เวลาฝึกเขาฝึกกันสิบยกค่ะ ยกละสองนาที ต่อยและเตะกระสอบทรายแล้วก็ยังไม่จบ มีการบริหารหน้าท้องและวิดพื้นอีกด้วย แต่พอหมดสิ้นการฝึกเรากับครูก็ไหว้กัน หมดการต่อสู้แบบmartial Artsอย่างอื่นที่พอจบการซ้อมหรือต่อสู้ก็จะต้องโค้งทำความเคารพกัน พอนั่งพักไม่นาพลังก็กลับคืนมา บอกได้ว่าสมองปลอดโปรร่งโล่งมาก เคยมีอะไรหนักอกหนักใจก็ละลายหายไปกับการซ้อมมวย

เพ็กกี้ว่าพี่ปิ๋มกับคุณนิก็สามารถฝึกมวยได้ แต่เพ็กกี้ขอแนะนำว่าค่อยเป็นค่อยไป เพราะร่างกายยังไม่ชิน อาจจะไม่สบายได้ เริ่มจากออกกำลังเบาๆก่อน แล้วค่อยเยิบให้หนักขึ้น เพ็กกี้แนะนำการยกน้ำหนักนะคะ เอาน้ำหนักเบาๆแค่สามพาวด์ก่อน การยกน้ำหนัดเหมาะกับหญิงวัยงามอย่างพวกเรา แต่คนกลับมองข้าม เพราะหญิงวัยงามต้องบริหารกระดูกให้แข็งแรง จะได้ไม่เป็นโรคกระดูกพรุน แล้วควรทานอาหารที่มีแคลเซี่ยมเยอะ จะว่าไปนมวันละหนึ่งแก้วก็เพียงพอแล้วค่ะ เช้าๆทานข้าวต้มกับปลาไส้ตัน ก็เป็นการเพิ่มแคลเซี่มให้ร่างกายด้วย
บันทึกการเข้า
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #5 เมื่อ: ตุลาคม 16, 2010, 11:10:50 am »


....สวัสดีครับ...

......สำหรับ  ตัวผมนั้น ไม่ต้องออกกำลังกาย...

...เพราะปกติหัวใจจะเต้นประมาณ 100 ครั้งต่อ นาที...
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF