www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: แม่ผัว - ลูกสะใภ้  (อ่าน 4379 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: มกราคม 21, 2011, 03:40:31 pm »

คราวนี้นำประเด็นเด็ดๆมาเล่าสู่กันฟัง เรื่องแม่ผัวกับลูกสะใภ้นี่สนุกเหมือนนิยายเลยละค่ะคุณขาแม่ผัว – ลูกสะใภ้

               ใครที่ไม่เจอปัญหาระหว่างแม่ผัวกับลูกสะใภ้นับว่าโชคดีอย่างมหาศาล เพ็กกี้ไม่มีโอกาสได้เป็นแม่ผัวใคร เพราะมีลูกสาวเพียงคนเดียว แต่เคยเป็นลูกสะใภ้คนอื่น แม่ผัวคนแรกเป็นคนไทยท่านถึงแก่กรรมไปนานแล้ว ขออโหสิกรรมที่ท่านเคยล่วงเกินเรา อย่างไรก็ดีท่านเสียชีวิตทีหลังลูกชายท่านหลายปี ส่วนแม่ผัวคนที่สองเป็นอเมริกัน อยู่คนละเมือง นานๆเจอกันที เจอกันทุกทีก็ปฏิสันถารกันเป็นอย่างดี คนอเมริกันจะมีความเป็นส่วนตัวสูง ไม่ก้าวก่ายชีวิตใคร แต่ก็ไม่ยอมให้ใครมายุ่งกับชีวิตตัวเอง

               ตัวเองไม่มีปัญหาแม่ผัว-ลูกสะใภ้ แต่เห็นปัญหาของคนใกล้ตัวแล้วก็ปวดหัวแทน เราไม่ได้อยากรู้เรื่องของชาวบ้าน แต่ชาวบ้านลากเราไปรับรู้เรื่องของเขา พี่เพ็กกี้เลยถือโอกาสเล่าเรื่องระหว่างแม่ผัวกับลูกสะใภ้เป็นอุทาหรณ์ แต่เพ็กกี้อยากจะเล่าถึงปัญหาของแม่ผัว-ลูกสะใภ้ในแง่มุมที่ว่า แม่ผัวเป็นไทยเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ ส่วนลูกสะใภ้เป็นลูกครึ่งไทยอเมริกัน ลูกสะใภ้เติบโตในสังคมอเมริกัน แต่ก็ได้รับการอบรมจากแม่ซึ่งเป็นคนไทยให้รู้ประเพณีไทย รู้จักนอบน้อมกับผู้ใหญ่ และเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี แต่เจ้าตัวเขาก็มีความเป็นฝรั่งอยู่เกินครึ่ง

           แม่ผัวรายนี้มีชื่อว่าพริ้งเพรา เธอเป็นลูกจีนเกิดในเมืองไทย แม่ของเจ๊พริ้งเป็นคนไทย พอลูกๆของเจ๊พริ้งโตขึ้นก็หาทางมาเรียนต่อที่อเมริกา ลูกชายเรียนจบก็ไม่ยอมกลับบ้าน แต่หาทางเปิดร้านอาหารไทยที่อเมริกา มีน้องสาวช่วยด้วยอีกแรงหนึ่ง ลูกชายคนนี้ก็เอาพ่อแม่มาอยู่ที่อเมริกาด้วย เจ๊พริ้งกับสามีก็มาช่วยงานที่ร้านอาหารของลูกชาย

           ต่อมาลูกชายแต่งงานกับสาวลูกครึ่ง ลูกสะใภ้ก็เป็นลูกของเพื่อนสนิทของเจ๊พริ้ง ใหม่ๆเจ๊พริ้งก็ปลื้มลูกสะใภ้คนนี้ แต่ภายหลังมีเหตุที่ต้องมาอยู่บ้านเดียวกัน มันก็เลยเกิดเรื่องราวขึ้น โดยทั่วไปแม่มักจะหวงลูกชาย โดยเฉพาะเจ๊พริ้งมีลูกชายเพียงคนเดียว แกคอยสอดส่องดูลูกชายกับลูกสะใภ้ หาว่าลูกสะใภ้ชวนลูกชายดูหนังดึกๆดื่นๆจนถึงตีสาม ลูกชายต้องตื่นทำงานแต่เช้า ส่วนลูกสะใภ้นอนกินบ้านกินเมืองจนถึงบ่ายสาม ตื่นขึ้นมาก็ไม่ทำอะไรออกไปช็อปปิ้งจนถึงสามทุ่ม

        เจ๊พริ้งมานินทาลูกสะใภ้ให้เพ็กกี้ฟัง เพ็กกี้ก็ถามแกว่าเจ๊ไปรู้ได้ยังไงว่าลูกสะใภ้ตื่นบ่ายสาม แล้วก็ไปช็อปปิ้ง “อันที่จริงมันก็เรื่องของผัวเมียเขานะเจ๊ เขาจะนอนดึกตีเท่าไหร่มันก็เรื่องของเขา ลูกชายเจ๊เป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาควรจะรู้ว่าเขาจะต้องเข้านอนกี่โมง”

        “พอนอนดึกมันก็มาอารมณ์เสียที่ร้าน” เจ๊ยังคงบ่นต่อ

        “ส่วนลูกสะใภ้น่ะ เจ๊รู้ได้ยังไงว่าเขาตื่นบ่าย แล้วก็ไปช็อปปิ้งได้ทุกวัน เขาจะตื่นสาย ไม่ยอมทำงานทำการคนที่จะว่ากล่าวเขาได้ก็มีคนเดียวคือผัวเขา คนอื่นไม่เกี่ยว”

        เพ็กกี้ไม่ได้เข้าข้างลูกสะใภ้เจ๊พริ้ง แต่รู้สึกว่าเจ๊แกจะอคติไปหน่อย ตอนที่อยู่เมืองไทยแกเคยเป็นใหญ่ในครอบครัว แกพูดอะไรลูกต้องฟัง แกจะทำอะไรก็ไม่เคยปรึกษาลูก เรื่องทำอะไรโดยพลการนี้ทำให้เจ๊พริ้งเดือดร้อนมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่แกก็ยังไม่เข็ด

        เรื่องมีอยู่ว่าก่อนที่เจ๊พริ้งจะได้กรีนคาร์ด หรือวีซ่าถาวร เจ๊พริ้งไป-มาประเทศอเมริกาโดยวีซ่าทัวร์ เจ๊พริ้งมาช่วยลูกชายที่ร้านหลายครั้ง มาแต่ละครั้งก็ไม่เคยอยู่จนวีซ่าขาด เมื่อสามปีก่อนเจ๊แกตัดสินใจมาอเมริกาโดยไม่บอกให้ลูกรู้ล่วงหน้า ปรากฏว่าพอมาถึงด่านตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่เขาเห็นในหนังสือเดินทางว่าแกเข้าออกประเทศนี้บ่อย เขาก็ถามแกว่ามาทำไมบ่อยๆ เจ๊แกพูดภาษาอังกฤษไม่ได้หรอก แต่เจ้าหน้าที่เขาเรียกล่ามมาช่วย เจ๊แกบอกว่าจะมาหาลูกชาย เจ้าหน้าที่ขอเบอร์โทรศัพท์โทรไปหาลูกชาย ลูกชายบอกว่า แม่ฉันอยู่ที่เมืองไทย ผลปรากฏว่าเขาส่งแกกลับเมืองไทยเดี๋ยวนั้น เขาบอกว่าแกโกหก

        พอลูกชายโอนสัญชาติเป็นอเมริกัน เขาก็ทำวีซ่าถาวรให้พ่อกับแม่ ตัวพ่อไม่มีปัญหาเพราะแกไม่เคยกลับไปเมืองไทยเลย มีแต่เจ๊พริ้งที่ไปๆมาๆ แกบอกว่าเป็นห่วงหลานและห่วงบ้านที่เมืองไทย มาคราวนี้แกเอาหลานอายุสิบสองปีมาด้วย แน่นอนแกไม่ได้ปรึกษาลูกๆว่าจะเอาหลานมาอเมริกาด้วย

        เมื่อมาถึงอเมริกาแกก็หวังว่าจะให้ลูกสะใภ้เป็นคนดูแลหลาน ตัวแกเองก็ไม่มีปัญญาดูแลหลาน เพราะเจ๊ต้องทำงานทุกวัน ออกจากบ้านตั้งแต่เก้าโมงเช้า กว่าจะมาถึงบ้านก็ห้าทุ่ม เด็กในวัยนี้ต้องการผู้ใหญ่ดูแลอย่างใกล้ชิด เมื่อลูกสะใภ้ปฏิเสธว่าเขาดูแลเด็กไม่ได้ เขายังมีภาระที่ต้องเรียนปริญญาโทต่อ เจ๊แกก็ยิ่งเพิ่มความเกลียดชังในตัวลูกสะใภ้มากขึ้น

        “อีนังคนนี้มันไม่เอาใครเลย” เจ๊พริ้งด่าลูกสะใภ้ให้พี่เพ็กกี้ฟัง
        “ฉันถามหน่อยเถอะเจ๊ เจ๊ถามลูกหรือเปล่าว่าเขาพร้อมที่จะดูแลเด็กไหม” พี่เพ็กกี้ขัดขึ้น
        “ต้องพร้อมซิ ก็ลูกชายฉันอะด็อฟหลานเป็นลูกบุญธรรม” โอ้โฮ เจ๊พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่รู้จักใช้คำนี้ด้วย
        “เจ๊ก็รู้นี่ว่างานร้านอาหารหนักแค่ไหน เจ๊เองยังไม่มีปัญญาดูแลเด็กเลย ลูกเขารับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาพร้อมที่จะดูแลเด็ก ถามจริงๆเถอะ แม่เด็กก็มีทำไมไม่ให้เด็กอยู่กับแม่ที่เมืองไทย”
         “แม่เขาเป็นม่ายตัวคนเดียว กว่าจะเลิกงานก็เย็นค่ำ เด็กเลิกโรงเรียนเร็ว ฉันกลัวว่าเด็กจะเสียคน แถวบ้านมีพวกติดยาเยอะ”
         “เจ๊ก็ชอบคิดอะไรแทนคนอื่น ถ้าอย่างนั้นเด็กคนอื่นละแวกบ้านเจ๊ก็คงเสียคนหมดละมั้ง”
         “งั้นคุณเพ็กกี้เอาหลานคนนี้ไปเลี้ยงได้ไหม”
         “พูดง่ายจริงนะเจ๊ ฉันไม่ได้อยู่คนเดียว จะทำอะไรก็ต้องปรึกษาผัวฉัน การเลี้ยงเด็กคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ”

         สรุปว่าลูกสาวคนสุดท้องของเจ๊พริ้งก็ต้องรับเด็กไปอยู่ด้วย แต่น้องกวางแกก็มีลูกของตัวเอง แถมยังต้องทำงานที่ร้านด้วย พอเด็กเลิกเรียนตอนบ่ายสามโมง รถโรงเรียนก็มาส่งไว้หน้าร้าน เด็กก็อยู่ที่ร้านจนกระทั่งร้านปิด ดูแล้วมันไม่เหมาะเลย เด็กควรจะอยู่บ้านหลังเลิกเรียน ทำการบ้าน หรือดูทีวีพักผ่อน อยู่ในความดูแลของผู้ใหญ่ ตามกฎหมายเด็กที่นี่จะอยู่คนเดียวโดยไม่มีผู้ใหญ่ควบคุมก็ต้องมีอายุอย่างน้อยสิบสี่ปี

        พูดถึงเรื่องฝากลูกให้ไปอยู่กับคนอื่นเพื่อเรียนหนังสือก็ไม่สมควรอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับเพื่อนหรือญาติที่อยู่ต่างประเทศ ฝ่ายพ่อแม่ก็คิดว่าให้ลูกไปอยู่กับคนรู้จักกันจะได้ไม่ห่วง แต่หารู้ไม่ว่าคุณไปเพิ่มภาระให้เขาโดยไม่จำเป็น จะบอกให้ว่าร้อยละเก้าสิบคนรับฝากไม่เต็มใจ แต่บางคนอาจจะขัดไม่ได้เพราะเกรงใจหรือมีบุญคุณต่อเนื่องกันมา แต่การดูแลเด็กคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าจะเป็นเด็กโตหรือเด็กเล็ก พ่อแม่บางคนก็คาดหวังไว้สูงว่าเพื่อนหรือญาติของเราคงจะดูแลลูกเราเหมือนที่เราทำ เด็กบางคนถูกพ่อแม่เลี้ยงมาแบบคุณหนูเทวดา ทำอะไรไม่เป็น เขาก็คาดหวังว่าญาติหรือเพื่อนคงจะหาข้าวปลาให้เด็กกินทุกมื้อ ซักเสื้อผ้า ทำอะไรต่ออะไรให้ เหมือนกับที่แม่เด็กเคยบริการลูก แบบนี้ก็ทำความลำบากใจให้คนรับฝากอย่างมาก

       เพ็กกี้มีเพื่อนที่เคยเรียนมาด้วยกันที่เมืองไทย แต่ขาดการติดต่อกันไปนานมาก ต่อมาก็มีการสังสรรค์ระหว่างเพื่อนร่วมรุ่น เพื่อนคนนี้ก็ได้อีเมล์ของเรามาจากเพื่อนคนอื่นอีกที เขาก็ส่งอีเมล์มาถึง บอกว่าคิดถึงมาก ดีใจเหลือเกินที่ได้ข่าวอีก ส่งอีเมล์โต้ตอบกันสี่-ห้าครั้ง เพ็กกี้ก็โทรศัพท์ทางไกลไปหาเขา เขาก็ดีอกดีใจ แล้วเขาก็ถามว่า “ฝากลูกไปเรียนซัมเม่อร์ที่อเมริกาได้ไหม”

        เพ็กกี้บอกเขาไปว่า การไป-มาไม่สะดวกเหมือนที่เมืองไทยนะ ต้องขับรถเอง เพราะที่เมืองนี้พวกรถเมล์มันวิ่งตามตาราง นานๆมาที ถ้าพลาดรถเมล์คันหนึ่งก็รอกันนานมาก ถ้าจะให้ไปรับ-ส่งใครก็คงไม่สะดวก เพราะเราต้องทำงาน แต่ถ้าอยากจะส่งลูกมาอเมริกาจริงๆจะติดต่ออาจารย์คนไทยที่เขารับนักเรียนมาเรียนซัมเม่อร์ชั่วคราวให้ อาจารย์เขาสะดวกมากกว่า บ้านช่องเขาใหญ่โต เราก็ติดต่อให้เพื่อนเราได้คุยกับอาจารย์คนนี้ แต่ทั้งตัวเด็กและแม่เด็กไม่สามารถทำตามเงื่อนไขที่อาจารย์บอกได้ หลังจากนั้นเพ็กกี้ก็ไม่ได้ข่าวจากเพื่อนคนนี้อีกเลย

        มีคนบอกว่าคนไทยขี้เกรงใจ แต่เรื่องที่เล่ามามันขัดกับนิสัยขี้เกรงใจของคนไทย ถ้าอยากจะให้ลูกไปเรียนเมืองนอก ก็ต้องให้เขาช่วยตัวเอง ให้เด็กอยู่หอพัก หรือโรงเรียนประจำไปเลย ถ้าให้อยู่กับญาติเขาก็จะไม่รู้จักโตและช่วยตัวเองไม่ได้

        ย้อนมาเล่าถึงเจ๊พริ้งต่อ แกมักจะบ่นเสมอว่า “ลูกมันเกลียดฉัน ตั้งแต่ได้อีเมียคนนี้มามันไม่นับถือแม่ มันไม่ฟังแม่เลย อีนังเมียเจอหน้าฉันมันก็ไม่ทักทายเลย” โอ้ เวรกรรม ลูกสะใภ้โดนด่าอีกตามเคย 

        “ไม่มีหรอกลูกคนไหนที่จะเกลียดแม่”  เพ็กกี้ค้าน
        “จริงๆนะลูกมันเกลียดฉัน เขาฟังแต่นังเมียคนเดียว ไม่ฟังแม่ วันดีคืนดีมันก็โทรมาด่าฉัน” โอ้ อะไรจะขนาดนั้น
        “เจ๊ลืมไปว่าลูกของเจ๊โตแล้ว เขามีความคิดเป็นของตัวเอง เขาประสบความสำเร็จในชีวิต แม่จะไปสั่งให้เขาทำอย่างโน้นอย่างนี้เหมือนตอนที่เขาเป็นเด็กไม่ได้”
        “มันว่าฉันว่า แม่มีอำนาจตอนที่อยู่เมืองไทย แต่ที่อเมริกานี่แม่ทำอะไรเองไม่ได้ ต้องคอยความช่วยเหลือจากคนอื่น” แกก็พูดอีกว่า “คุณเพ็กกี้ ที่ฉันเล่าให้ฟังนี่อย่าไปบอกคุณแอนนะ” คุณแอนคือแม่ยายของลูกชายแก
        “ถ้ากลัวก็อย่าพูด ถ้าพูดออกมาแล้วก็ไม่ต้องกลัว”
        “รับปากฉันนะคุณเพ็กกี้” เจ๊ยังคงคาดคั้น แสดงว่าแกไม่ “เก็ท”ที่พี่เพ็กกี้พูดเลย
        “ ฉันไม่บอกพี่แอนก็ได้ ไม่มีใครอยากฟังคนอื่นด่าลูกตัวเองหรอก แต่ฉันจะบอกให้อย่างหนึ่งนะ ฉันรู้จักพี่แอนมานานกว่าเจ๊ จะว่าไปเราเคยเจอกันไม่ถึงห้าหน เจ๊ยังกล้านินทาลูกพี่แอนให้ฉันฟัง  ถามจริงๆเถอะ เจ๊อยากให้เขาเลิกกันหรือ”   
        “เปล่า ไม่ใช่อย่างนั้น”
        “ถ้าอย่างนั้นก็อย่าไปใส่ใจกับเรื่องของเขาเลย ต่างคนต่างอยู่ดีที่สุด ให้ความเมตตากับเด็ก แล้วเด็กก็จะนับถือเราเอง”

        เจ๊พริ้งเล่าแต่ความไม่ดีของคนอื่น แกไม่เคยดูความบกพร่องของตัวเอง พี่เพ็กกี้จำเป็นต้องว่าแกตรงๆ ไม่ใช่เข้าข้างลูกพี่แอน แต่พิจารณาจากเหตุผลแวดล้อม ลูกสะใภ้เจ๊พริ้งเป็นคนมีความเป็นส่วนตัวสูง แม่ผัวมาจับผิดเขาตลอดเวลาเขาก็ไม่พอใจ

        เรื่องแม่ผัวกับลูกสะใภ้เหมือนนิยายน้ำเน่าไม่มีผิด นิยายชีวิตเรื่องนี้คนกลางคือลูกชาย เขาลูกว่าแม่เขาเป็นยังไง แต่ก็มีผู้ชายบางคนที่เชื่อแม่ แม่พูดอะไรเป่าหู ฟังแม่มากๆเข้าก็เลยกลายเป็นชนวนวิวาททะเลาะกับเมีย พาลเลิกกันไปก็มี

        สำหรับตัวเจ๊พริ้ง แกพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย อ่านหนังสือภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ แกช่วยตัวเองไม่ได้เพราะติดขัดเรื่องภาษา แต่แกก็ยังมีความหวังสูง “คุณเพ็กกี้ ฉันได้กรีนคาร์ดครบห้าปีแล้วฉันจะสอบเป็นซิติเซ่น”
        “เจ๊ต้องเรียนภาษาอังกฤษถ้าอยากโอนสัญชาติ เวลาสอบเขาสอบภาษาอังกฤษล้วนๆ ถามหน่อยว่าอยากเป็นซิติเซ่นไปทำไม”
         “ฉันจะแอพพลายให้ลูกคนโตกับน้องสาวมาอเมริกา”
        “ยุ่งเรื่องของชาวบ้านอีกแล้ว แล้วไม่ถามเจ้าตัวเขาก่อนรึว่าเขาอยากมาอเมริกาหรือเปล่า”
        “น้องสาวฉันมันไม่ได้ทำงานอะไร อยากจะเอามาช่วยที่ร้าน”
        “ได้ยินมาว่าลูกชายเจ๊ไม่ชอบน้องสาวเจ๊ไม่ใช่หรือ ร้านนี้ก็เป็นร้านของลูก จะเอาใครมาทำงานที่ร้านก็ต้องปรึกษาเจ้าของร้านเขาก่อน”

        นิสัยชอบวุ่นวายกับชีวิตของคนอื่นนี่ยังไงก็แก้ไม่หาย  เพ็กกี้ว่าแกตรงๆหลายครั้ง ถ้าจะโกรธก็ช่วยไม่ได้ เราพูดความจริงให้แกรู้ตัวเสียบ้าง อันที่จริงเจ๊แกอยู่อเมริกานี่ก็สบายกว่าตอนอยู่ที่เมืองไทย  แต่แกก็ชอบหาเรื่องมาใส่ตัวอยู่เรื่อยๆ
       
ลูกสาวของเพ็กกี้ก็มีปัญหากับแม่ผัว แต่เป็นปัญหาจุกจิก มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เขากับแฟนต้องไปอยู่บ้านแม่ผัวพักหนึ่ง พอย้ายออกก็หมดปัญหา เจอหน้ากันก็กอดกันแสดงความดีใจ ลูกเขยของพี่เพ็กกี้ถือสัญชาติแคเนเดี้ยน เพราะเขาเกิดที่ประเทศแคนาดา พ่อแม่ของเขาอพยพมาจากเวียตนาม ลูกเขยมีบุคคลิกเป็นฝรั่ง พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่หนึ่ง แม่ของเขาก็พูดภาษาอังกฤษคล่อง แต่ก็ยังมีสำเนียงจีนปนอยู่มาก
     
 เคยมีหนุ่มไทยที่อเมริกามาสนใจลูกสาวของเพ็กกี้ แต่แม่ของหนุ่มเป็นคนที่ช่างซัก อยากรู้เรี่องของชาวบ้านไปเสียหมด จะว่าไปยายคนนี้ร้ายกว่าเจ๊พริ้งเสียอีก แม่หนุ่มบอกว่าเวลาลูกๆแต่งงานอยากให้เขยสะใภ้มาอยู่ด้วยที่บ้านพี่เพ็กกี้ไม่คิดว่าลูกสาวจะทนแม่ผัวแบบนี้ได้ ลูกชายของคุณนายนี่เป็นคนดีมากๆๆเลย แต่เขามีแฟนกี่คนผู้หญิงก็วิ่งหนี เพราะทนคุณนายแม่ไม่ได้ น่าสงสารเจ้าลูกชาย ลูกสาวเขาบอกว่า เขาชอบพี่ก้องแบบพี่ชาย ไม่เคยคิดในทางชู้สาว แม่ได้ยินแล้วก็โล่งอก เพราะรู้ว่าถ้าไปดองกับครอบครัวนี้ต้องมีปัญหาแน่ๆ

      เพ็กกี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ถ้าตัวเองมีลูกชายจะหวงลูกชายหรือเปล่า อย่างไรก็ดีเพ็กกี้สอนลูกเสมอว่า เราต้องมีเมตตากับคนในครอบครัวเดียวกัน เขาร้ายมาเราก็ไม่จำเป็นต้องร้ายตอบ พยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง จะได้ไม่มีปัญหา
บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 21, 2011, 11:00:41 pm »

อ่านเรื่องของคุณเพ็กกี้แล้ว จะได้ไว้เตือนใจตัวเอง เพราะมีลูกชายคนเดียวเหมือนกันค่ะ และใกล้จะแต่งงานแล้ว และอยากให้เขาอยู่บ้านเราต่อไปจนกว่าจะมีฐานะมั่นคงแล้วถ้าอยากแยกบ้านก็ค่อยว่ากันค่ะ ปิ๋มเองโชคดีมีแม่สามีที่แสนดีเหลือเกินแต่งงานแล้วอยู่บ้านเดียวกับท่าน แต่ตอนนี้ท่านเสียไปนานแล้วเกือบสิบปี เมื่อแยกบ้านมาอยู่เองรู้สึกเหงาและคิดถึงท่านมากค่ะ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF