www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ชูช่อ ต่อกิ่งก้าน งานเขียน รุ่นที่ 1  (อ่าน 5500 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
มนตราแห่งทะเล
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 463



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: มกราคม 30, 2011, 04:42:30 am »

ตามที่ บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด ร่วมกับชมรมรักการอ่าน-เขียน กับ ประภัสสร เสวิกุล จัดโครงการ
 “ชูช่อ ต่อกิ่งก้าน งานเขียน” เส้นทางสู่นักเขียนนวนิยายมืออาชีพ รุ่นที่ เมื่อวันที่ 30-31ตุลาคม 2553 และ
วันที่ 18-19 ธันวาคม 2553 โดยมีผู้เข้ารับการอบรม จำนวน 31 คน นั้น
   เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ คุณประภัสสรฯ จึงได้จัดโครงการต่อเนื่อง อีก 1 ปี โดยมอบหัวข้อให้
สมาชิกชูช่อฯ รุ่น 1 ไปเขียนเป็นเรื่องสั้น ๆ เดือนละ 1 หัวข้อ เป็นเวลา 12 เดือน โดยคุณประภัสสรฯ จะให้คำแนะนำเป็นรายบุคคล และคัดเลือกผู้ที่มีผลงานดีเด่นประจำเดือน จำนวน 1 ราย (ประกาศผลในเดือนถัดไป)และเมื่อครบ 12 เดือน ผู้ที่ได้รางวัลดีเด่นมากครั้งที่สุด คุณประภัสสรฯ จะมีรับรางวัลพิเศษมอบให้ด้วย
 สำหรับเดือนมกราคม 2554 ซึ่งมีหัวข้อ “แบ๊งค์ยี่สิบบาท” ความยาว 1 หน้า เอ 4 ได้หมดกำหนดส่งผลงานแล้ว จึงขอนำผลงานที่ส่งมา ลงให้สมาชิกทุกท่านได้อ่านผลงานของเพื่อน ๆ โดยทั่วกันค่ะ

                                      ชุติมา เสวิกุล/29 มกราคม 2554

บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2011, 10:49:59 pm »

สำหรับหัวข้อแรก "แบ๊งค์ยี่สิบบาท" เราได้ข้อเขียนที่น่าสนใจ น่าทึ่งมาไม่น้อยเลยละค่ะ และสำหรับท่านผู้ที่เข้ามาอ่าน ถ้าอยากสนุกไปกับกลุ่มพวกเรา ท่านก็สามารถเข้ามาร่วมสนุกกันได้นะคะ หัวข้อที่คุณภัสสรตั้งไว้นี้ ถ้าท่านใดนึกสนุกอยากเขียนมาร่วมด้วยก็ขอเชิญเลยนะคะ

เอาละค่ะ ต่อไปนี้จะเป็นข้อเขียนจากสมาชิกกลุ่มชูช่อต่อกิ่งก้านงานเขียน เรื่อง แบ๊งค์ยี่สิบบาทค่ะ
ชิ้นแรกนี่เป็นของ คมวจีค่ะ 

ต้องขอโทษไว้ล่วงหน้าก่อนนะคะในการจัดหน้า อาจจะไม่ค่อยดีนัก เพราะใช้วิธีดึงมาลงเลย บรรทัดอาจจะกระโดดไปบ้าง


พ่อมีเท่านี้นะลูก... โดย คมวจี

   บนชั้นสี่ของสำนักพิมพ์ใหญ่ใจกลางกรุงเมื่อวานนี้ ไม่มีใครรู้ว่าฉันหายไปไหน ในขณะที่เพื่อนๆกำลังเป็นสุขกับงานเลี้ยงปีใหม่
   ฉันเดินหลบลงไปที่ชั้นสาม และร่ำไห้ด้วยหัวใจอันปวดร้าว ในวันและเวลานี้ฉันควรจะอยู่ที่ต่างจังหวัดแห่งหนึ่ง เพื่อช่วยส่งวิญญาณของผู้ซึ่งมีพระคุณต่อฉันเสมือนพ่อบังเกิดเกล้าไปสู่สวรรค์ แต่ฉันกลับเลือกทางเดินไปข้างหน้า เพื่อตามหาความฝันอันปรารถนามายาวนาน และรอกาลเวลาให้มันเป็นจริงได้ในไม่ช้านี้ คือวันที่ฉันจบการอบรม รับเกียรติบัตร และได้ก้าวเข้าสู่อาชีพนักเขียน
   สามสิบปีเศษที่แล้ว ชีวิตฉันที่เคยมีแต่ผู้หยิบยื่นเงินให้อย่างง่ายดาย ต้องกลับกลายมาเสาะแสวงหาเงินใช้ด้วยตนเอง ชีวิตที่ผ่านมาฉันมีแต่เรียนกับเรียน แต่ในภาวะหนึ่งซึ่งฉันกำลังเรียนอยู่ แล้วราวกับโลกนี้มันพลิกฉันไปสู่ดินแดนอันแห้งแล้ง และไร้ผู้คนอาศัย จากที่ฉันเคยอยู่แต่ในดินแดนอันร่มรื่น ฉันไม่เคยท้อฉันก้าวต่อไป เพื่อหาร่มไม้และแหล่งน้ำสำหรับการดำรงชีพ และแล้วฉันก็ได้พบกับต้นไม้ใบบางต้นหนึ่ง เพียงเท่านี้ฉันก็ดีใจเป็นที่สุด
   คำว่า นิสิตผู้ยากไร้  ฉันไม่เคยคิดว่า มันจะมาเป็นคำที่เหมาะกับตัวฉันเลยในชีวิตนี้ บางวันฉันไม่มีแม้แต่ค่าข้าวจานละสี่บาทเลย ดังนั้นค่าหอพักเดือนละสามร้อยบาทฉันจึงต้องทนอายยามที่ถูกผู้จัดการหอพักเขาทวง แม้ฉันจะพยายามของานทำกับอาจารย์และให้เพื่อนช่วยหางานให้แต่มันก็ยังไม่พอใช้ บางครั้งฉันจำเป็นต้องไปขอยืมจากใครคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเพียงร่มไม้ใบบางใกล้ทางเดินที่ฉันเผอิญผ่านมาพบเข้าเท่านั้นเอง
   วันหนึ่งเขายื่นธนบัตรฉบับละยี่สิบบาทให้ฉัน พร้อมกับบอกว่า “พ่อมีเท่านี้นะลูก” ฉันพนมมือไหว้ขอบคุณด้วยเสียงแผ่วเบา เย็นนั้นเป็นมื้อแรกของวันที่ฉันได้กินอาหารเกือบเต็มจาน และมีเงินสำหรับแลกอาหารในวันรุ่งขึ้นกับวันถัดไปอีก เพราะฉันจะกินเพียงแค่วันละสองมื้อเท่านั้น หลายวันต่อมาเขายื่นเงินให้ฉันหกร้อยบาท ทั้งๆที่ฉันไม่ได้ขอหรือเอ่ยปากยืมเลย
   เมื่อวานนี้ตอนหนึ่งทุ่มฉันลงจากรถทัวร์ แล้วเดินไปที่จอดรถของตัวเอง ฉันมองป้ายติดรั้วตรงหน้ารถฉันพอดี “รับฝากรถวันละ ๒๐บาท” ก่อนขับออกจากที่ฝากด้วยม่านน้ำตาอันพร่าพราย เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น รถของฉันก็แหลกยับอยู่ข้างทาง ขณะที่ร่างของฉันถูกนำส่งโรงพยาบาล
   ฉันคร่ำครวญแต่คำว่า “พ่อจ๋า หนูขอโทษๆ” และคิดถึงแต่ผู้ที่เคยบอกฉันว่า “พ่อมีเท่านี้นะลูก” พร้อมกับยื่นธนบัตรฉบับละยี่สิบบาทให้ ทั้งๆที่บุคคลนั้นเป็นเพียงอดีตอาจารย์ของฉันเท่านั้นเอง

**********   


 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 06, 2011, 10:57:06 pm โดย ชุติมา-ประภัสสร » บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2011, 11:19:38 pm »

ต่อด้วยของ ดิศวัตต์ ค่ะ


ธนบัตรแห่งความทรงจำ
        ...ดิศวัตต์


   มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท      อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์
   มีน้อยใช้น้อยค่อยบรรจง      อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน
   “ผมท่องกลอนแปดบทนี้ได้ตั้งแต่เด็ก เพราะคำพ่อแม่สอน...โตขึ้นจะได้ไม่ลำบาก”
   คำที่บิดามารดาอบรมสั่งสอนทำให้ผมรู้จักอดออม  สมัยเด็กเรียนชั้นประถมได้สตางค์ไปโรงเรียนวันละ 20 บาท  เป็นแบ๊งค์ใบสีเขียว  ด้านหน้าแบ๊งค์เป็นในหลวงของเรา รัชกาลที่ 9 ส่วนด้านหลังแบ๊งค์เป็นรูปพระเจ้าตากสินทรงม้า  ผมเรียนวิชาประวัติศาสตร์เลยรู้ว่าพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ของไทยอีกพระองค์หนึ่ง  และที่สำคัญเป็นผู้กอบกู้เอกราชครั้งกรุงศรีอยุธยา ไล่ล่าพม่าจนแตกพ่ายไป ความสงสัยสมัยเด็กประการหนึ่งของผมคือ
   ในเมื่อพระองค์ปกครองบ้านเมืองให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข และทรงกอบกู้เอกราชถึงเพียงนั้น แล้วทำไมไม่พิมพ์พระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ไว้บนแบ๊งค์ราคาแพงๆ สักหน่อย เป็นแบ๊งค์พัน หรืออย่างน้อยก็แบ๊งค์ห้าร้อย
   “ผมเก็บความรู้สึกสงสัยนี้ไว้ในใจ”
   ผมเริ่มออมตั้งแต่เด็ก แบ๊งค์ยี่สิบที่ผมได้ไปโรงเรียนทุกวัน ผมจะใช้ไม่หมด เพราะแม่ไปส่งข้าวมื้อกลางวัน ผมใช้ซื้อน้ำซื้อขนมบ้างก็ยังพอเหลือวันละ 4-5 บาท มาหยอดกระปุกเสมอ ผมมีเงินออม และรู้จักนิสัยการออม เพราะคำบิดามารดาเฝ้าสอนสั่ง
   พอขึ้นชั้นมัธยม ผมก็ยังรู้จักอดออม แต่ไม่ต้องให้พ่อแม่สอนแล้ว ผมโตพอที่จะรู้จักเก็บออม เพราะการออมให้เป็นนิสัยมันช่วยจัดระเบียบการดำเนินชีวิตในเรื่องอื่นๆ ได้ด้วย ตอนเรียนชั้นมัธยมบิดามารดาเพิ่มค่าขนมให้ผมเป็น 100 บาท เพราะแม่ไม่ไปส่งข้าวกลางวันแล้ว ผมโตพอที่จะซื้อหารับประทานเองได้ และพ่อกับแม่ก็เข้าใจที่ผมโตแล้วเหมือนกัน แต่ผมก็ยังไม่ทิ้งนิสัยการออม จากแบ๊งค์ 100 บาทที่ผู้ปกครองให้ ผมใช้อย่างประหยัด จากแบ๊งค์ร้อยใบเดียวผมได้เงินทอนเป็นแบ๊งค์ยี่สิบอีกหลายใบ แล้วผมก็เข้าใจคำถามในใจผมสมัยเด็กว่า
   “ทำไมแบ๊งค์ยี่สิบรูปพระเจ้าตากสิน ไม่พิมพ์ไว้บนแบ๊งค์ราคาแพงๆ อย่างใบละพัน หรือห้าร้อยบาท”
   ผมเข้าใจว่าคนคิดสร้างแบบ และพิมพ์แบ๊งค์คงอยากให้ แบ๊งค์ยี่สิบที่ผ่านมือพวกเราบ่อยที่สุด เป็นเครื่องเตือนใจให้นึกถึงพระเจ้าตากสินมหาราช ที่พระองค์ทรงกอบกู้เอกราชให้กับปวงชนชาวไทย และต้องการให้พระองค์อยู่ในหัวใจของคนไทยตลอดไป ทุกวันผมจะนึกถึงพระองค์จากแบ๊งค์ธนบัตรที่ผ่านมือผ่านตาให้เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  นับว่าเป็นความชาญฉลาดของคนพิมพ์ และทำให้ผมรู้สึกเช่นนั้นได้ ผมยังเฝ้าออมแบ๊งค์ยี่สิบบาทหยอดกระปุกทุกวันๆ ละใบสองใบ เพราะการออมสอนระเบียบวินัยให้ผม และแถมทำให้มีเงินเก็บอีกด้วย เก็บไว้เผื่อวันไหนเราอยากซื้อหาอะไรจะได้มีเงินซื้อ และบิดามารดาก็จะรู้สึกภูมิใจที่สร้างวินัยการออมให้ลูกชายอย่างเราได้สำเร็จ
   ผมออมตั้งแต่สมัยเรียนจนจบการศึกษา และทำงานมีรายได้มีเงินเลี้ยงดูบิดามารดา ตอบแทนพระคุณที่ท่านเลี้ยงดูเรามา และแล้วยุคสมัยก็เปลี่ยนไป แบ๊งค์ยี่สิบรูปพระเจ้าตากสินทรงม้าที่ผมเคยออมเปลี่ยนแบบใหม่ แต่มันก็ไม่ทำให้ผมหลงลืมพระองค์ แม้ใครๆ จะหลงลืมแบ๊งค์ยี่สิบแบบเก่าไปแล้วก็ตาม
   พอแบ๊งค์ยี่สิบเปลี่ยน ผมก็ได้ใช้แบ๊งค์ยี่สิบรุ่นใหม่เหมือนคนอื่น แต่ความที่ผมยังผูกพันกับแบ๊งค์ยี่สิบรุ่นเก่า ผมเลยเก็บแบ๊งค์ยี่สิบที่มีรูปพระเจ้าตากสินทรงม้าไว้ในกระเป๋าสตางค์ 1 ใบ   ติดกระเป๋าไว้เสมอ
เพราะมันทำให้ผมย้อนนึกถึงเรื่องราวตั้งแต่สมัยเด็กๆ ที่บิดามารดาพร่ำสอนให้ผมรู้จักการออม และสิ่งนี้ทำให้เกิดความรู้สึกผูกพันกับแบ๊งค์ยี่สิบแบบเก่า เพราะนอกจากทำให้ผมรู้จักวินัยการออมแล้ว ยังทำให้ผมมีเงินเก็บ และที่สำคัญได้รำลึกถึงคำพ่อแม่สอนเสมอ
   กับพระเจ้าตากสินมหาราชพระมหากษัตริย์ไทยที่ทรงกอบกู้เอกราช และทำให้คนไทยอยู่ร่มเย็นเป็นสุข มีแผ่นดินอยู่อาศัยมาเท่าทุกวันนี้  ผมหยิบแบ๊งค์ยี่สิบออกจากกระเป๋าสตางค์ แม้เป็นเพียงแค่แบ๊งค์ยี่สิบรุ่นเก่า แต่กับความรู้สึกของผมแล้ว มันเป็นแบ๊งค์ใบที่มีค่ากว่าแบ๊งค์ใบไหนๆ
   
   

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 06, 2011, 11:24:05 pm โดย ชุติมา-ประภัสสร » บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2011, 11:27:30 pm »

ตามด้วยของ คุณปรัชญาค่ะ


อ้ายยี่
...ปรัชญา

เสียงเครื่องยนต์ดีเซลที่เพิ่งติดเครื่องของรถบรรทุกเล็กดัดแปลงเป็นรถโดยสารมีที่นั่งสองแถวทำให้ผมต้องตื่นแต่เช้า ผมสะบัดหัวสองสามครั้งให้หายง่วง และรู้ตัวว่ายังอยู่ที่เดิมในเก๋งตอนหน้าของรถบรรทุกคันนี้

เมื่อตะกี้ ก่อนเสียงเครื่องยนต์นั่นจะปลุกผม ผมฝันไปถึงอดีตของตัวเอง

ผมเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่เกิดพร้อมๆ กับพี่น้องฝาแฝดร่วมอุทรเป็นฝูง เป็นชายล้วนเพราะต้องคำสาปของเจ้าแม่ฟรั้งค์ เรามีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันเป๊ะ ผิวพรรณออกสีเขียว รูปร่างผอมบาง หน้าสี่เหลี่ยม นายทะเบียนราษฎร์สักรหัสตัวอักษรไทยตัวเลขไทยกับรหัสตัวอักษรโรมันตัวเลขอาหรับไว้ที่ไหล่ซ้ายกับน่องขวาเพื่อให้รู้ว่าใครเป็นใคร และเซ็นชื่อกำกับพร้อมกับประทับตราครุฑไว้ด้วย ที่เท่มากๆ คือเรามีปานรูปคล้ายพระพักตร์ในหลวงที่หน้าอกซ้าย ผมและพี่น้องท้องเดียวกันได้รับการขนานนามว่า “ยี่สิบ” หมายถึงสองสิบ แต่ชาวบ้านเรียกเราสั้นๆ ว่า “ยี่”

พี่ๆ ของผมเกิดที่โรงพยาบาลโธมัส เดอลารู ประเทศอังกฤษ ส่วนผมเกิดที่บางขุนพรหม กรุงเทพฯ นี่เอง คนงานในโรงพยาบาลเรียกแม่ผมว่า “แม่พิมพ์” เรียกอย่างกับแม่ผมเป็นเจ้าของสูตรน้ำพริกเผา

ต่อมาไม่นานแม่ก็ตั้งท้องอีก แล้วคลอดน้องๆ ออกมาหลายฝูง น้องร้อย น้องห้าร้อย น้องพัน และน้องห้าสิบ น้องๆ ได้รับการศึกษาสูงกว่ารุ่นพี่ๆ และรุ่นผม น้องห้าสิบจบอนุปริญญา น้องร้อยจบป.ตรี น้องห้าร้อยจบป. โท และน้องพันจบป.เอก ผมจบแค่มัธยมปลายจึงลดความสำคัญลงเรื่อยๆ เช่นเดียวกับพี่หนึ่ง พี่ห้า และพี่สิบ ที่จบการศึกษาแค่ ป.๔, ป.๖ และ ม.๓ ตามลำดับ

ตอนออกมาจากอ้อมอกแม่ มีคนมารับผมไปอยู่ห้องพักในสำนักงานวาณิชธุรกิจ ผมโชคดีมีเศรษฐีนีมารับไปอยู่ด้วย แต่ไม่นานหล่อนก็ส่งผมไปอยู่กับพระ จากนั้นผมก็ตะลอนไปทั่วราชอาณาจักร วันไหนดวงไม่ดีก็อยู่ในตลาดสด ได้กลิ่นเหม็นคาวปลาและกลิ่นสาบเนื้อสัตว์ แม่ค้าบางคนเอาผมยัดไว้ในร่องอกสล้างของหล่อน ทำเอาผมอึดอัดหายใจแทบไม่ออกเพราะกลิ่นเหม็นเปรี้ยวจากเหงื่อไคลของหล่อน ฮัดเช้ย! อื๋ย...

ผมมีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศด้วย ครั้งแรกไปเวียงจันทน์ เมืองหลวงของประเทศลาว ที่นั่นคนลาวเรียกผมอีกอย่างหนึ่งว่า “ซาว” ครั้งที่สองผมไปกับแม่ค้าที่ชายแดนอำเภอปอยเปต ประเทศกัมพูชา ชาวเขมรเรียกผมว่า “มวยไพ” ผมอยากตามน้องห้าร้อยกับน้องพันเข้าไปเที่ยวกาสิโน แต่ รปภ.กันผมไว้ อ้างว่าให้เข้าสถานที่นั้นได้เฉพาะชนชั้นสูงเท่านั้น น่าน้อยใจวาสนาของตัวเองนัก ทั้งที่เรานามสกุลเดียวกัน “บาท”

ผ่านไปได้แค่ปีเศษ สังขารของผมร่วงโรยไปมากเพราะเดินทางแทบไม่ได้หยุดหย่อน การท่องเที่ยวไม่สนุกเสียแล้ว และแล้ววันหนึ่งก็มีคนจับผมไปแยกย่อยร่างออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยรวมกับเศษร่างของพี่น้องฝูงเดียวกัน แล้วอัดเศษชิ้นส่วนของเราไว้ในกรอบพลาสติกสามมิติโปร่งใสรูปทรงพระพุทธรูป ชายคนหนึ่งมาเช่าพระพุทธรูปองค์ที่ดวงตาข้างหนึ่งของผมกักเก็บอยู่ในนั้น เขาตั้งบูชาไว้บนหิ้งภายในเก๋งรถ ให้องค์พระหันพระพักตร์ไปด้านหน้า ผมต้องหยีตาบ่อยๆ ยามเช้าและยามบ่ายแก่เมื่อรถแล่นย้อนแสงอาทิตย์ 

ผมทราบจากพี่น้องร่วมอุทรที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกันว่าพี่น้องของผมที่ร่างกายทรุดโทรมมากถูกส่งไปเกิดใหม่แล้ว โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐโยนร่างไร้วิญญาณของพวกเขาเข้าไปในเตาเผาแกสอันร้อนระอุเหมือนไฟนรก พี่หนึ่ง พี่ห้า และพี่สิบเกิดใหม่แล้ว มีรูปร่างกลมๆแบนๆ คล้ายลูกล้อเหล็กตัน อีกไม่นานรุ่นผมก็อาจมีสภาพเหมือนพี่ทั้งสาม

อนิจจา! วัฏจักรชีวิตของเราช่างแสนสั้นนัก.

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 06, 2011, 11:32:02 pm โดย ชุติมา-ประภัสสร » บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #4 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2011, 11:38:40 pm »

ต่อด้วย คีตาญชลี


การบ้าน 20 บาท 
   ...คีตาญชลี

ผมยืนอยู่บนขอบสะพาน น้ำเบื้องล่างต้องแสงแดดเต้นระยับ ระดับความสูงที่มองลงไปดึงความตายให้กระโดดมาแทบเท้า ว่าแต่ว่า นี่มันสะพานอะไร ผมเงยหน้ามอง แล้วหมุนรอบตัวเองรอบหนึ่ง.... สิ่งก่อสร้างที่ผมเหยียบเท้ายืนมีเสาสูงขึ้นเสียดฟ้า มีลวดสีเหลืองเส้นเท่าแขนลากจากเสาคอนกรีตสูงลงมาที่ขอบสะพาน...

ที่นี่ที่ไหน... ผมมายืนอยู่บนสะพานที่ทั้งสูงใหญ่ และไร้ผู้คนนี่ได้อย่างไรกัน...

--รู้สึกสยิวจนขนที่หลังคอตั้งชัน แดดจ้าที่สาดหน้าฝากทำให้เม็ดเหงื่อผุดพลาย แต่ผมกลับไม่รู้สึกร้อน เม็ดเหงื่อที่ชุ่มอยู่บนใบหน้าและฝ่ามือนั้น น่าจะมาจากอาการหวิวๆ ที่แล่นจากฝ่าเท้าเข้าหัวใจและทำให้ผมรู้สึกหน้ามืดเหมือนจะเป็นลม

ผมพยายามนึกอย่างเป็นลำดับขั้นตอนว่าตัวเองมาโผล่ตรงนี้ได้อย่างไร แต่รู้สึกหัวหมุนจนนึกไม่ออก ได้แต่มองปลายเท้าที่ก้าวเดิน เพราะรู้สึกอุ่นใจกว่าที่จะมองโลกเบื้องหน้าอันเคว้งคว้างไร้ผู้คน คล้ายผมหลงอยู่ในหนังวันล้างโลกสักเรื่อง หรือนิยายผีดิบล้างเมืองอะไรสักอย่าง แล้วสายตาผมก็ปะทะกับข้อความที่สลักไว้บนราวสะพาน ผมหยุดยืนอ่านรอยปูนที่บุ๋มลงไป ได้ความว่า

ถ้าคนไทยทุกคน ถือว่าตนเป็นเจ้าของบ้านเมือง
และต่างปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีด้วยความซื่อสัตว์สุจริต
และถูกต้องตามทำนองคลองธรรมแล้ว
ความทุกข์ยากของบ้านเมืองก็จะผ่านพ้นไปได้

พระราชดำรัส
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร
พ.ศ.๒๔๖๘-๒๔๘๙

   อ้า...ข้อความคุ้นตาเหลือเกิน ผมเคยเห็นมันที่ไหนนะ.. มิทันได้คิด จู่ๆ เสียงร้องแหลมของนกขนาดใหญ่ก็แผดก้อง ผมเงยหน้าขึ้นตามเสียง พลันสายตาก็ไปปะทะกับร่างนกปีกกว้างสวมเครื่องทรงเหมือนตัวอะไรสักตัวบนเวทีโขน

   --พญาครุฑ ผมอ้าปากค้าง ร่างขนาดใหญ่อ้าปากร้องสนั่นและบินวนอยู่เหนือหัว มันพยายามบอกอะไรสักอย่างที่ผมฟังไม่เข้าใจ แล้วจู่ๆ ร่างบนฟ้าก็ร่อนลงข้างตัว ผมผงะถอยแต่อุ้งมือที่เต็มไปด้วยกรงเล็บกระชากไหล่ผมกลับมาแล้วกดลงให้คุกเข่า  ผมเพิ่งเห็นว่าร่างกายท่อนบนของนกยักษ์พาหนะของพระนาราย ไม่ผิดกับร่างชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ท่อนล่างสวมกางเกงรัดรูปแบบสนับเพลา มีเครื่องทรงห้อยระโยงระยาง  แล้วพญาครุฑก็ย่อกายลงมา ใบหน้าที่เคยดุดันและประดับด้วยจะงอยปากแหลม แปลเปลี่ยนเป็นใบหน้าคมสันของชายหนุ่ม เขาไม่ได้มองมายังผม แต่จ้องตรงไปเบื้องหน้า ผมมองตาม เห็นขบวนคนกลุ่มหนึ่งเป็นจุดอยู่ไกลริบ แล้วภาพนั้นก็ค่อยๆ เคลื่อนใกล้เข้ามาและใกล้เข้ามา.....
   
   --ขบวนเสด็จ—

โอ้..ผมมองหน้าพญาครุฑ กวาดตามองภูมิทัศน์โดยรอบ ข้อความข้างกำแพงสะพาน ขบวนเสด็จที่เหมือนลอยเข้ามา ผมคงต้องฝันอยู่แน่ๆ แล้วทำไมผมฝันประหลาดเช่นนี้ล่ะ...

ผมลองทบทวนอย่างตั้งใจอีกครั้ง....

ใช่แล้ว..ผมนึกออกจนได้ เกือบจะหัวร่อออกมาเสียแล้ว แต่ความฝันที่ราวกับจับต้องได้ทำให้ผมต้องก้มศีรษะจดพื้น ขบวนเสด็จมาตรงหน้าแล้ว แม้โลกแห่งความจริงผมไม่อาจได้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด แต่โลกแห่งความฝันยื่นโอกาสงดงามเช่นนี้ผม ผมเงยหน้าขึ้น ในหลวงทั้งสองรัชกาลแย้มสรวน ผมก้มกราบทั้งสองพระองค์กับพื้นสะพาน

นึกขอบคุณอาจารย์ของผมที่ให้การบ้านยากจนหนักหัว

--เขียนอะไรก็ได้เกี่ยวกับแบงก์ยี่สิบ มาหนึ่งหน้ากระดาษ--      

บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #5 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2011, 11:45:12 pm »

ตราบาป 
...จรรยา

   ณ. โรงเรียนแห่งหนึ่งย่านฝั่งธนบุรี บนอาคาร 3 ชั้น 2 ห้อง ป. 3/2
   ในชั่วโมงคณิตศาสตร์ ครูกำลังสอนเรื่องโจทย์ปัญหาระคน ครูให้นักเรียนอ่านโจทย์พร้อมกัน ช่วยกันวิเคราะห์โจทย์ ตอบโจทย์ปัญหาและหาคำตอบ แล้วจึงทำแบบฝึกหัด

   นักเรียนหญิงชายทั้งห้องต่างก้มหน้าก้มตาทำงานตามที่ครูสั่ง มีเสียงพูดคุยซักถามกันเบา ๆ ขณะที่ครูกำลังตรวจการบ้าน นักเรียนชายชื่อพงศกรเดินมาหาครู ครูเงยหน้าขึ้นมองเป็นเชิงถาม

   “คุณครูครับ เงินผมหายไป 20 บาทครับ ในชั่วโมงการงาน ผมเล่นกันอยู่หลังห้องแล้วเงินก็หายไป”
   “เล่นอะไรกัน แล้วใครเล่นกับเธอบ้าง”
   “ผมเล่นกับพิศาลครับ” เขาตอบ ครูเรียกเด็กชายพิศาลออกไปหา เขายืนก้มหน้านิ่ง
   “เธอเล่นอะไรกัน”
   “ผมเล่นเอาตั๋วรถเมล์ใส่ในขาเก้าอี้ครับ” พิศาลเงยหน้าขึ้นตอบ
   ครูเดินไปหลังห้อง มีนักเรียนชายทั้ง 2 คนเดินตาม นักเรียนคนอื่น ๆ คุยกันซุบซิบมองครูและเพื่อน
   “ไหนเล่นให้ครูดูซิ เล่นยังไง”
   เด็กชายพิศาลพับเศษตั๋วรถเมล์เป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วสอดเข้าไปในรูขาเก้าอี้เหล็กที่ชำรุดจนยางหุ้มขาหลุดหายไป เสร็จแล้วครูก็หงายเก้าอี้ขึ้นแล้วมองเข้าไปในรูขาเก้าอี้ทั้ง 4 ขา ก็เห็นบางสิ่งบางอย่างนอกจากเศษตั๋วรถเมล์ ครูมองหน้าลูกศิษย์แล้วถามเบา ๆ

   “นอกจากเศษตั๋วรถเมล์แล้วเธอใส่อะไรเข้าไปอีก พิศาล”
   “ผมใส่ตั๋วรถเมล์อย่างเดียวครับ” เขายืนยัน

ไม่ว่าจะถามสักกี่ครั้งเขาก็ยังคงยืนยันคำเดิม เวลาผ่านไปจนเที่ยง นักเรียนไปพักหมดแล้ว การสอบสวนก็ยังไม่คืบหน้า ครูได้ยินเสียงภารโรงเลื่อยเหล็กฟืด ๆ อยู่ข้างล่าง จึงใช้ไม้ตาย

   “ตอนนี้ภารโรงกำลังตัดเหล็กอยู่ ครูจะเอาเก้าอี้ไปให้ภารโรงเลื่อยขาดูว่าในนี้มีอะไรบ้างนอกจากตั๋วรถเมล์ ไม่มีอย่างอื่นอีกแน่นะ พิศาล” ครูมองหน้าลูกศิษย์ เขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็บอกกับครูว่า
   “มีตังค์ 20 บาทครับ”

   ครูถอนใจอย่างโล่งอกแล้วใช้ตะเกียบเขี่ยธนบัตร 20 บาทออกจากขาเก้าอี้ส่งให้เด็กชายพงศกร และพูดคุยกับเด็กชายพิศาลเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต เขายืนก้มหน้าฟังครูพูด ยอมรับในความผิดของตน

   หลังเลิกเรียน ย่าของพิศาลมารับหลานครูก็เล่าเรื่องให้ฟัง ย่าฟังจบก็พูดขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
   “มันขี้ขโมยเหมือนแม่มันค่ะคุณครู แม่มันขโมยเข็มขัดเงินของอิฉันแล้วหนีไป ทิ้งลูกไว้ให้อิฉันเลี้ยงมาจนโต มันเป็นผู้ร้ายปากแข็งเหมือนแม่มัน แม่มันนิสัยไม่ดีจึงถ่ายทอดมาถึงลูก ลูกอิฉันไม่มีนิสัยอย่างนี้”

   ครูมองหน้าผู้เป็นย่าแล้วหันหน้ามามองหลานที่ยืนวางหน้านิ่งเฉยไม่ทุกข์ร้อน
   ‘นี่คือตราบาปที่ผู้ใหญ่ประทับไว้บนตัวเด็กซึ่งจะติดตัวเด็กคนนี้ไปจนตาย อนาคตของเขาจะเป็นอย่างไร จากเด็กขี้ขโมยจะกลายไปเป็นโจร ฉก ชิง วิ่งราว แล้วพัฒนาเป็นจี้ปล้นกระนั้นหรือ’

ครูรำพึงในใจด้วยความสงสารลูกศิษย์            
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 06, 2011, 11:48:24 pm โดย ชุติมา-ประภัสสร » บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #6 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2011, 12:10:50 am »

ทุกอย่างยี่สิบ
ชนม์ชนก     


          อาคารพาณิชย์ขนาดเล็กจำนวนสี่คูหา มีความสูงเพียงสามชั้นหลังนี้ตั้งอยู่หัวมุมถนนติดสี่แยก  คูหาแรกเปิดเป็นร้านโชห่วยที่ขายของทุกประเภท ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ คูหาถัดมาเป็นเครื่องเย็บปักถักร้อย  ส่วนอีกสองคูหาเป็นสินค้าประเภทพลาสติกทุกประเภทอีกเช่นกัน นับตั้งแต่ถุง แก้วน้ำ กล่องข้าวและอีกมากมายที่ทำขึ้นจากพลาสติก แค่เห็นกิจการการค้าพลาสติกที่เจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อย ๆนี้ ไม่บอกก็รู้ว่าการรณรงค์ลดโลกร้อนที่หลายฝ่ายดำเนินการอยู่ไม่ได้ผลอย่างที่คาดหวัง เรามาที่นี่หลังเลิกเรียน จึงต้องผจญกับคลื่นมนุษย์จำนวนมากโดยเฉพาะนักเรียนที่มาจับจ่ายซื้อของ นอกจากนักเรียนแล้วยังมีพนักงานบริษัทก็เยอะ เพราะที่นี่เปิดอยู่ใกล้กับนิคมอุตสาหกรรม


          จุดมุ่งหมายของเราไม่ใช่ที่ร้านค้าพลาสติก แต่เป็นร้านโชห่วยคูหาแรกที่ปิดป้ายหน้าร้านว่า Twenty  Shop ทุกอย่างยี่สิบบาทต่างหาก ที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจและเลือกใช้บริการ ดูจากจำนวนรองเท้าที่ถอดไว้หน้าร้านก็พออนุมานได้ว่า มีลูกค้าแน่นร้านแน่นอนเพราะตอนนี้แทบไม่มีที่ว่างเหลือพอให้เราสองน้าหลานถอดรองเท้าได้เลย เราสองคนจึงต้องวางรองเท้าแอบไว้ข้างร้านขายเครื่องเย็บปัก ทันทีที่ผลักประตูกระจกเข้าไป ก็ได้พบกับสายตาที่ไม่เป็นมิตรของพนักงานร้าน เธอมีสีหน้าบูดบึ้งและต่อว่าลูกค้าอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวคนนั้นไม่ถอดรองเท้า คนนี้ไม่วางกระเป๋าไว้ที่เคาร์เตอร์บ้างหล่ะ

            มีแม่ลูกคู่หนึ่งโดนดุเพราะเธอให้ลูกถือขวดนมเข้ามาในร้าน ทำให้นมหกเลอะเทอะ เป็นภาระให้เธอต้องคอยทำความสะอาด พนักงานบางคนก็เอาแต่เดินตาม คงกลัวว่าเราจะขโมยของจนเรารู้สึกว่าไม่มีอิสระในการเลือกซื้อสินค้าเลย มีสินค้าบางชิ้นที่น่าสนใจ แต่ราคากลับไม่ใช่ยี่สิบบาท พอสอบถามดูพนักงานก็แย้งว่า สินค้าชิ้นนี้เป็นสินค้าที่มีลิขสิทธิ์จึงขายราคายี่สิบบาทไม่ได้ พอถูกถามว่าที่นำมาขายให้เราราคาถูก ๆ นี่ก็เป็นพวกสินค้าไม่มีลิขสิทธิ์สิ เธอกลับบอกว่านี่เป็นสินค้าจากโรงงานโดยตรง จึงขายราคาถูกได้
 
            แม้จะไม่พอใจในบริการมากนักเราก็เลือกซื้อของราคาถูกกันมาหลายชิ้น พอจ่ายเงินที่พนักงานเก็บเงินเสร็จเราก็ปฏิเสธถุงพลาสติกที่เธอใส่สินค้ามาให้ เอาของทั้งหมดใส่ในถุงผ้าที่เตรียมมา แต่เพราะต้องเสียเวลาไปหยิบถุงผ้าที่ชั้นวางที่ถูกพนักงานอีกคนไล่ให้ไปวางไว้จึงไม่มีเวลาดูเงินทอนในมือ หลังจากเดินออกมาจากร้านและเตรียมเงินเพื่อจ่ายค่ารถโดยสาร เราจึงได้รู้ว่าพนักงานทอนเงินเกินมายี่สิบบาท แม้ต้องเสียเวลาเดินเข้าไปในร้าน และต้องถอดรองเท้าเดี๋ยวจะถูกพนักงานว่าอีกเราก็ยอม หลานสาวยื่นเงินทอนยี่สิบบาทคืนให้พนักงานเก็บเงินแล้วเดินออกมาโดยไม่มีคำกล่าวขอบคุณจากปากพนักงานเลยสักคำ เธอบ่นกระปอดกระแปดหน้างอว่า ถ้ารู้จะเป็นแบบนี้เอาเงินไปซื้อขนมกินยังอิ่มท้องมากกว่าเสียอีกฉันจึงต้องปลอบใจเธอว่า แม้ฐานะอย่างเราจะเหมาะกับสินค้าราคาแค่ยี่สิบบาท  แต่อย่าตีค่าความเป็นคนของตัวเองเป็นเงินแค่ยี่สิบบาทโดยเด็ดขาด

            เธอพยักหน้าทำท่ารับรู้ที่สอน แต่ไม่รู้ว่าเธอจะเข้าใจมันได้มากน้อยเพียงใดในสภาวะแวดล้อมเช่นนี้
[/size]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 05, 2011, 02:04:30 pm โดย ชุติมา-ประภัสสร » บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #7 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2011, 12:21:44 am »


เรื่อง  แบงค์ยี่สิบบาท
...ปรีดา

    รถสองแถวสีแดงแถบขาววิ่งเข้ามาจอดหน้าท่าเรือโดยสารแห่งหนึ่งริมฝั่งน้ำเจ้าพระยา ไม่นานผู้โดยสารก็พากันก้าวเท้าลงจากรถ จนมาถึงคนสุดท้าย “โจจิ”หญิงสาวชาวฟิลิปปินส์ ผมสีน้ำตาลทองยาวสลวย ใบหน้าขาวผ่อง แก้มอมชมพู ดูเด่นกว่าใครๆ เดินลงจากรถอย่างระมัดระวัง ก่อนที่จะไปจ่ายเงินค่ารถกับคนขับซึ่งหน้าตาไม่ค่อยจะเป็นมิตรมากนัก เสียงบีบแตรรถดัง สนั่นไปทั่วบริเวณ พร้อมกับเสียงตะโกนของคนขับดังขึ้น
“เร็วหน่อยครับ เร็วหน่อย...คันอื่นเขาจะได้เข้ามาจอดส่งผู้โดยสารบ้าง”
                 โจจิพูดและฟังภาษาไทยได้พอสมควรเพราะเธอมาอยู่เมืองไทยได้หลายปีแล้ว เธอทำหน้าไม่ค่อยพอใจ แล้วส่งเงินค่ารถให้ตามราคาที่ติดไว้ข้างรถ จากนั้นก็เดินข้ามถนนมายังท่าเรือเพื่อจะไปหาเพื่อที่นนทบุรี วันนี้คนเยอะจัง! หญิงสาวนึกในใจ พร้อมกับเดินเบียดเสียดผู้คนเหล่านั้นไปยืนเข้าแถวรอเรือโดยสารที่กำลังจะแล่นเข้ามาจอดเทียบท่าในอีกไม่กี่นานทีข้างหน้า
                 หลังจากเรือจอดเทียบท่าเรียบร้อยแล้ว ทุกคนต่างก็กรูกันไปลงเรือราวกับฝูงลูกเต่าแรกเกิดที่คลานลงทะเลยังไงยังงั้นเลย ความวุ่นวายทำให้กระเป๋าสตางค์ของโจจิที่ใส่ไว้ในกระเป๋าหลังกางเกงยีนส์ขาเดฟหล่นหายไปโดยที่เธอไม่รู้ตัว หลังจากที่เรือแล่นออกจากท่าได้สักพักใหญ่ พนักงานเก็บตั๋วของเรือก็เดินสะกิดไหล่ของเธอเบาๆ “ค่าโดยสารค่ะ” หล่อนพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบพร้อมกับแบมือออกตรงหน้าเธอ
                 โจจิสะดุ้งเล็กน้อยก่อนที่จะขยับตัวเพื่อหยิบกระเป๋าสตางค์ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงด้านหลังของเธอมาจ่ายให้ค่าเรือ แต่แล้วเธอต้องตกใจอย่างมากเมื่อมือของเธอที่ล้วงลงไปไม่เจอกระเป๋าสตางค์เหมือนอย่างเคย 
                 “มายก๊อด” เธออุทานออกมาอย่างตกใจ แล้วใบหน้าของโจจิก็เริ่มซีดลงอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นเธอหันมาบอกกับกระเป๋าเรืออย่างน่าสงสารว่า “แอม ซอรี!ขอ-โทษ-ค่ะ...กระเป๋าสตางค์ไอหาย”
                “โกหกหรือเปล่า...แค่ 20 บาท ไม่มีเงินจ่ายเลยเหรอ...เอาเฉพาะเหรียญก็ได้” กระเป๋าเรือตะโกนเสียงดังขึ้นเหมือนกับไม่เชื่อในสิ่งที่เธอพูด ทำให้ผู้โดยสารที่นั่งอยู่ใกล้ๆ หันมามองทันที โจจิทำอะไรไม่ถูกได้แต่ย้ำด้วยน้ำเสียงที่เศร้าลงอีกนิดว่า
                “คือ...กระ-เป๋า-ไอ-หายจริงๆ ไม่รู้ว่าหายไปตอนไหนเหมือนกัน...เพิ่งรู้ตัวก็ตอนนี้...แอม ซอรีๆ...ไอไม่มีเงิน” 
               “ครั้งต่อไป...ถ้าไม่มีเงินก็ไม่ต้องลงเรือมาซิ” กระเป๋าเรือพูดใส่หน้าเธอด้วยความโมโห จนทำให้ผู้โดยสารที่นั่งอยู่ใกล้ๆ อดสงสารโจจิไม่ได้ ต่างก็ควักแบงค์ยี่สิบบาท ออกมาจ่ายค่าเรือแทนเธอ
   “เอา...น้อง...พี่จ่ายค่าเรือให้เขาเอง...อะไรกัน แค่นี้ก็ไม่มีน้ำใจกันเลยหรือ...เป็นคนไทยหรือเปล่า”
                “ใช่ๆ”   ชายผิวคล้ำวัยกลางคนที่นั่งอยู่ข้างๆ โจจิพูดขึ้นพร้อมกับเสียงเห็นด้วยของอีกหลายๆ คน โจจิได้ยินแล้วรู้สึกตื้นตันใจอย่างมากที่ยังมีคนมีน้ำใจหลงเหลืออยู่ในสังคมไทย
                “ขอบ-คุณ-ค่ะ” เธอหันไปยกมือไหว้ชายผิวคล้ำ กระเป๋าเรือรับแบงค์ยี่สิบจากมือของชายผิวคล้ำ จากนั้นหล่อนก็ฉีกตั๋วค่าเรือให้โจจิแล้วก็เดินเก็บเงินต่อ โดยไม่สนใจอะไร 
                “รับเงินนี้ไว้นะคะ...เผื่อจำเป็นต้องจ่ายอะไรกว่าคุณจะเจอเพื่อนของคุณ...รับไว้เถอะค่ะ...ทุกคนเขาเห็นใจคุณ” หญิงสาวในชุดทำงานที่นั่งอยู่ด้านหน้าของโจจิ ยื่นแบงค์ยี่สิบบาทให้เธอ พร้อมกับคนอื่นๆ ที่นั่งอยู่รอบข้าง โจจิหันมองทุกคนด้วยความปลื้มปีติ และเห็นทุกคนยิ้มให้อย่างเป็นมิตร เธอจึงรับแบงค์ยี่สิบ ของทุกคนที่หยิบยื่นให้เธอไว้ รวมแล้วราว 160 บาท จากนั้นเธอก็ใส่ลงในกระเป๋ากางเกงยีนส์ด้านหน้า แล้วก็จับกระเป๋าไว้แน่นตลอดเวลาเพราะกลัวว่ามันจะหล่นหายไปอีกครั้งจนกระทั่งเรือมาเทียบท่าที่นนทบุรี โจจิลุกขึ้นจากที่นั่ง แล้วเดินขึ้นฝั่งอย่างปลื้มใจ ไม่นานเพื่อนของเธอที่นัดไว้ก็เดินมารับเธอไปขึ้นรถเพื่อไปยังที่พักของพวกเขา
                โจจิอดที่จะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวมถึงความปลื้มใจของเธอที่ได้เจอคนมีน้ำใจบนเรือโดยสารที่เธอนั่งมาสักครู่นี้ไม่ได้ หลังจากเพื่อนของเธอได้ฟังเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบแล้ว เขาก็พาเธอไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ ซึ่งอีกสองสัปดาห์ต่อมาโจจิก็ได้รับกระเป๋าสตางค์คืน ขอบคุณคนไทยที่มีน้ำใจ เธอนึกในใจด้วยความรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจอย่างไม่มีวันลืม และประเทศไทยจะเป็นเมืองที่น่าท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งในสายตาของชาวต่างชาติอย่างเธอ
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #8 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2011, 12:27:16 am »

ทางสายเปลี่ยว
...ปัทมา

            พวกเราตัวเขียวมาแต่เกิด เมื่อแรกคลอดฉันและพวกพ้องน้องพี่ก็แตกสานซ่านเซ็นไปตามวิถีแห่งตน วงจรชีวิตของเราสั้น-ยาวต่างกันออกไป ตามวัฏฏสงสาร เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย อันเป็นธรรมดาโลก  ฉันเองผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายเพลา คิดแล้วอดโหยหาอดีตที่เคยมีพี่น้องแฝดร่วมอุทรกันห้าคน อบอุ่นอยู่ในอุ้งมือแม่ ( ค้า ) หล่อนกรีดกายพวกเราให้แยกจากกันราวคลี่ไพ่ในวงป๊อกเด้ง นิ้วชี้ของแม่ดีดผึงออกจากนิ้วโป้งสะบัดลงบนกระบาลพวกเราทีละคน แล้วดึงฉันซึ่งอยู่หัวแถวส่งให้ลูกค้าตรงหน้า  “ ไม่ยอมให้เล็ดลอดสักแดงเลยนะเจ๊ “ ลูกค้าเปรย

            “ ใบใหม่ๆมันชอบติดกันน่ะ ขาดทุนหลายทีแล้ว “ แม่แหวกลับ

             ฉันถูกจับพับครึ่งทบแล้วทบอีกถึงสามทบก่อนจะถูกเหวี่ยงลงที่แคบติดอยู่บนตีนเขาหัวโล้นพื้นผิวอ่อนยวบยาบขาวผ่องดุจหิมะคลุม ยอดเขาแหลมเป็นรอยดำคล้ายปล่องภูเขาไฟที่ทิ้งคราบลาวาประทุ สักพักฉันเหมือนถูกเหวี่ยงลงทะเลที่เกลียวคลื่นสีขาวซัดสาดจนแสบตา ตัวเปียกปอน แรงจากคลื่นกระทบทำให้กายฉันบอบช้ำจนร่างแทบแยกเป็นเสี่ยงๆ

             “ โธ่โว้ย ยัดไว้ในยกทรงแล้วลืมเอาออกทุกทีสิน่า “ เสียงเจ้าชีวิตฉันลอยอยู่เหนือกาละมังซักผ้า หล่อนฉุดร่างฉันไปหนีบอยู่ข้างเปลนม ( ยกทรง ) ของหล่อนบนราวตากผ้าจนตัวฉันแห้งเกรียมด้วยแรงแดดแผดเผา แต่กระนั้นก็ยังไม่สาแก่ใจ หล่อนยังนำร่างฉันไปนาบเหล็กร้อนแท่งสามเหลี่ยมจนเร่าร้อนไปทั่วสรรพางค์กาย จากนั้นฉันก็ต้องผ่านมือชาย ( และหญิง ) คนแล้วคนเล่าจนโทรม หนำซ้ำยังถูกเด็กชายสองคนยื้อยุดฉุดกระชากจนกระดูกท่อนขาฉันฉีกขาด แม่ของพวกเขารีบนำฉันไปทำศัลยกรรมพลาสติกด้วยสก๊อตเทปใสทันที ฉันฟื้นจากการผ่าตัดมาอยู่ในอุ้งมือเหี่ยวๆของอาซิ้มร้านโชห่วย “ ไอ๋หยา...ไอ้เหล็กเวงพวกนี้ เอาของขากๆปะๆมาให้อั้วอีกเลี้ยว “

              ฉันหน้ามืดเป็นลมเพราะโดนอาซิ้มขยำลงกระป๋องหมูแผ่นเปล่าที่อัดแน่นไปด้วยเพื่อนร่วมชะตากรรมทั้งตัวแดงตัวม่วง ซึ่งดูจะมีสภาพไม่ต่างอะไรจากฉันมากนัก เมื่อลืมตาตื่นอีกทีกลับพบว่าตัวเองแอ้งแม้งอยู่ในถ้วยกาแฟกระดาษด้วยสารรูปสุดกะโปโล พลันมีฝ่ามือประดับขี้เล็บดำปี๋หยิบฉันขึ้นมาจากถ้วยกาแฟ ได้ยินเสียงเศษเหรียญกรุ้งกริ้งอยู่ก้นถ้วย  “ แม่ง....จะให้ดีๆก็ไม่ได้ “ เขาจ้องหน้าฉันเขม็ง “ ขยำมาซะยู่ยี่ แถมยังปะแล้วปะอีก “

              เจ้าของเสียงเป็นขอทานไฮโซนอนหมอบราบคาบถ้วยอยู่บนสะพานลอยหน้าห้างสรรพสินค้าชื่อดังกลางกรุง ยังไม่ทันได้ชื่นนชมผมสีทองของเขา ฉันก็รู้สึกว่าร่างลอยละลิ่วจากสะพานลอยเคว้งคว้างไปในอากาศ แว่วเสียงเขาปลิวลมมา “ วัยรุ่นเซ็ง! กูจะเอาไปซื้อแมค ( โดนัลด์ ) แด...กได้มั้ยเนี่ยะ “
                                                      --------------------------------------------------------------
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #9 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2011, 12:48:35 am »

เรื่องเล่าหลังแบ๊งค์... วัชระ

ถ้าคนไทยทุกคน ถือตนว่าเป็นเจ้าของชาติบ้านเมือง
และต่างปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
และถูกต้องตามทำนองคลองธรรมแล้ว
ความทุกข์ยากของบ้านเมืองก็จะผ่านพ้นไปได้
พระราชดำรัส
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร
พ.ศ. ๒๔๖๘ - ๒๔๘๙

พระราชดำรัสมิ่งมงคลที่อัญเชิญมานี้ พิมพ์เป็นตัวอักษรเล็กๆ อยู่ด้านหลังของธนบัตรราคายี่สิบบาท
ผมเชื่อว่าคนไทยคุ้นเคยกับธนบัตรเป็นอย่างดี แต่จะมีสักกี่คนที่เคยพิจารณาอย่างละเอียด หากลองดึงธนบัตรในกระเป๋าออกมาดู ท่านอาจรู้สึกเหมือนกับผมก็ได้ นั่นคือ กระดาษบางๆ ที่เราหยิบจับอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันมีหลายสิ่งน่าศึกษา
ด้านหลังของธนบัตรราคายี่สิบบาท นอกจากจะมีพระราชดำรัสอันเป็นมิ่งมงคลแล้ว ยังมีพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๘ และภาพพระราชกรณียกิจเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระอนุชา ซึ่งก็คือล้นเกล้าฯ รัชกาลปัจจุบัน ออกเยี่ยมราษฎร์ย่านสำเพ็ง
สาเหตุที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ เสด็จพระราชดำเนินในครั้งนั้นก็เนื่องด้วย หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ จีนได้กลายเป็นประเทศมหาอำนาจที่ชนะสงคราม ทำให้ชาวจีนในประเทศไทยบางส่วนพากันเรียกร้องสิทธิบางประการจากรัฐบาลไทย จึงทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวไทยกับชาวจีนขึ้น และลุกลามใหญ่โตจนเกือบจะกลายเป็นสงครามกลางเมือง
เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๔๘๙ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๘ จึงเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนชุมชนชาวจีน เพื่อเป็นการสานสัมพันธ์ เชื่อมหัวใจชาวไทยและจีนให้เป็นหนึ่งเดียว
การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนั้น พระองค์พระราชทานวโรกาสให้ชาวจีนได้เข้าเฝ้าฯ เป็นเวลาถึง ๔ ชั่วโมง สร้างความปลาบปลื้มยินดีกันถ้วนทั่ว และพากันฉุกคิดได้ว่า เมื่อพำนักอยู่ในผืนแผ่นดินไทย ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดก็ตาม ล้วนอยู่ใต้พระบรมโพธิสมภาร ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ด้วยกันทั้งนั้น
ความบาดหมางระหว่างชาวไทยและจีนจึงยุติลงด้วยประการฉะนี้ นับเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเพื่อดับทุกข์เข็ญของอาณาประชาราษฎร์อย่างแท้จริง
แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล จะครองราชย์เพียง ๑๒ ปี แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่าอย่างหาที่สุดมิได้ เมื่อพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัยในตอนเช้าของวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙ จึงยังความโศกาอาดูลย์แก่เหล่าประชาราษฎร์ ประหนึ่งน้ำตาจะท่วมแผ่นดินทีเดียว
สาเหตุการสวรรคตยังเป็นที่เคลือบแคลง และคงเป็นปริศนาต่อไปอีกนานแสนนาน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคลือบแคลงและไม่เป็นปริศนา นั่นคือ น้ำพระราชหฤทัยที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า จะตราตรึงอยู่ในหัวใจทุกดวงตราบนานเท่านาน

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวเพียงเสี้ยวเดียวที่ได้จากการพลิกดูด้านหลังของธนบัตรราคายี่สิบบาท อันที่จริงยังมีเกร็ดความรู้อีกมากมายแฝงอยู่ในธนบัตรแต่ละราคา หากพอมีเวลา อยากเชิญชวนให้ท่านหยิบขึ้นมาดูสักนิด แล้วจะเห็นว่า สรรพสิ่งล้วนบอกเล่าเรื่องราวเสมอ แค่เพียงเราเหลียวไปรับฟัง
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #10 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2011, 12:57:06 am »

...อังคณา

     “ยี่สิบบาท!!! บ้าเอ๊ย!!!” มือหยาบขยำธนบัตรสีเขียวคล้ำก่อนจะขว้างลงพื้นอย่างลุแก่โทสะ ย่างสามขุมเข้าหาคนตรงหน้าพร้อมตวาดข่มขู่ซ้ำ “อย่ามางกกับกู เอาเงินมาเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นมึงตาย” สองแขนล่ำของชายหนุ่มเหยียดยื่นไปข้างหน้าหมายคว้าลำคอผอมแห้งเหี่ยวย่นด้วยวัยชรา

      ผู้เฒ่ามองหน้าถมึงทึงของลูกชายคนเดียวอย่างหวั่นหวาด สองเท้าถอยรัวเอาตัวรอด ‘ไอ้แก้ว’ ลูกชายโทนที่เลี้ยงดูอาบน้ำปะแป้งมันมาแต่เล็กแต่น้อย วันนี้คงตั้งใจทำปิตุฆาตแน่แล้ว บ้านไม้ชั้นเดียวหลังคาสังกะสีปลูกอย่างง่ายๆ ตามประสาชาวสวนชาวไร่ไม่ได้กว้างขวางพอให้แกมีที่หลบซ่อน ถอยเพียงไม่กี่ก้าว หลังแกก็ชนเข้ากับฝาบ้านเสียแล้ว หางตาเหลือบไปเห็นปืนลูกซองที่แขวนอยู่ไม่ห่างจึงรีบพุ่งตัวไปคว้าไว้เป็นอาวุธป้องกันตัว

      ปืนลูกซองเก่าคร่ำที่เคยใช้เป็นอาวุธเวลาเข้าไปหาของป่ามาขายเพื่อยังชีพ เวลานี้กลับต้องกลายมาเป็นอาวุธเพื่อปกป้องชีพจากลูกชายบ้าเลือด หัวใจผู้ชราสะท้อนจนทำให้มือที่จับปืนจ้องไปยังลูกชายสั่นระริก

      “ไม่ต้องเอาปืนมาขู่กู ไม่กลัวหรอกโว้ย เอาเงินมาเร็วๆ” แก้วยังก้าวเข้าหาบิดาอย่างหมายมาด สติจะมีเหลืออยู่บ้างหรือไม่ก็ไม่มีใครทราบได้ ใจเขาคิดแต่ว่าต้องได้เงินจากพ่อ พ่อมีเงินมากมาย ขายผักหญ้าได้มาหลายร้อย แต่ไม่ยอมแบ่งให้เขาใช้ จะเก็บไว้กินคนเดียว ความเย็นยะเยือกแล่นริ้วไปทั่วร่างหนาจนสั่นสะท้าน บีบรัดหัวใจจนเต้นรัวราวจะทะลุออกมานอกอก คอแห้งผากจนต้องกลืนน้ำลายซ้ำๆ มือไม้สั่นอย่างไม่อาจควบคุม เหมือนมันไม่ใช่ส่วนหนึ่งของร่างกายไปเสียแล้ว อาการกระสันอยากยายิ่งเร่งให้เดินดะๆ เข้าหาปลายปืน เงิน เขาต้องการเงิน มีเงินก็มียา มียาก็มีความสุขหมดทรมาน

       ชายชราพยายามตะโกนเรียกชื่อลูกชาย ทั้งขู่ทั้งปลอบให้คลายความบ้า แต่ก็ดูจะไร้ผล สองหูของลูกแก้วเวลานี้คงอื้ออึง ไม่ได้ยินเสียงใดทั้งสิ้น ถึงได้พุ่งเข้าคว้าลำกล้องปืนกระชาก พ่อเฒ่าก็ออกแรงรั้งเต็มที่ไม่ยอมให้โดนปลดอาวุธง่ายๆ แรงหนุ่มบ้าเลือดกับแรงผู้เฒ่ารักชีวิตต่อสู้ยื้อยุดกันไปมา เสียงโหวกเหวกของลูกชายทรพีก่นด่าบิดาหยาบคายดังลั่นบ้าน

       ปัง!!!

      สิ้นเสียงก้องของลูกปืนที่ยิงออกไป ความเงียบงันก็กลับคืนมา สิ้นสุดเสียงอ้อนวอนเตือนสติของพ่อผู้ชรา สิ้นสุดเสียงโวยวายของไอ้แก้วลูกชายคลั่งยานรก ร่างหนาถูกริดกำลังไปสิ้นด้วยกระสุนที่ทะลวงเข้ากลางอก ค่อยๆ ทรุดลงกับพื้น หน้าคว่ำ สิ้นใจ

      ชายชราเบิกตากว้างตื่นตะลึงกับเหตุการณ์ฉุกละหุกไม่คาดฝัน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนลั่นกระสุน เขาเองหรือว่าลูกชายที่นอนจมกองเลือดอยู่แทบเท้านี่
ไม่น่าเลย...ไอ้แก้วลูกรัก แกรู้ว่าลูกเริ่มติดยาบ้าตั้งแต่ยังเรียนหนังสือ เคยเลิกแล้วก็กลับมาติดอีก เดี๋ยวเลิกเดี๋ยวติดจนแกเลิกใส่ใจ มาพักหลังที่อาการหนักถึงขั้นอาละวาดเวลาเมายา ขโมยเงินเก็บพ่อแม่ไปซื้อยาบ้าเป็นประจำ ห้ามเท่าไหร่มันไม่เคยฟัง แต่แกก็ไม่คิดว่าลูกจะบ้าหนักเหมือนโดนผีเข้าขนาดวันนี้ ถ้าไม่ใช่แกที่ถือปืน ก็อาจจะเป็นแกเองที่นอนอยู่ตรงนั้น

      ผู้เฒ่าทรุดตัวนั่งลงบนแคร่ไม้ที่ใช้ต่างเตียงนอน ปืนลูกซองหมดความหมาย หลุดจากมือเหี่ยวตกอยู่ที่พื้นข้างแคร่ ดวงตาแดงจัดของแกมองดูศพลูกชายคว่ำหน้าซบดิน ที่ปลายมือคือก้อนธนบัตรยี่สิบบาทที่เจ้าลูกชายขยำปาทิ้งไว้ ปลอกกระสุนลูกซองตกเยื้องออกไปไม่ห่าง เสียงสะท้อนในใจเหมือนจะเย้ยถามแกว่า อะไรมันมีค่ามากกว่ากัน เงินยี่สิบบาท กระสุนปืน หรือชีวิตลูกชายแก

      ไม่มีใครมีคำตอบ มีเพียงหยาดน้ำตาที่ค่อยๆ ไหลรินจากดวงตาเจียนฝ้าฟางของแกเอง
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #11 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2011, 01:05:25 am »

บทสนทนาในถุงถวาย                                                                                                                                  
 ลาดิน ไพบูลย์

                 กรอบ...แกรบ...กรุ๊ง...กริ๊ง...สวบ

   ภายในเวลาไม่กี่นาที วัตถุทำด้วยกระดาษและโลหะจำนวนหนึ่งก็หล่นตามกันลงมาติดๆในถุงผ้าสี่เหลี่ยมทำด้วยกำมะหยี่สีน้ำเงินที่มีรูปไม้กางเขนสีขาวเย็บติดไว้ด้านนอก ฉันบิดตัวไปมาด้วยความเมื่อยขบ คราวนี้ขอนอนเหยียดยาวทีเถอะ ทนอุดอู้อยู่ในช่องแคบๆมาหลายวันแล้ว ฉันทอดอิริยาบทอย่างสำราญกายในพื้นที่ที่มีอยู่ ตั้งใจว่าจะหลับพักผ่อนให้สบายอารมณ์ หากแต่เสียงสนทนาที่ดังอยู่รอบกายทำให้ฉันต้องเงี่ยหูฟังบ้าง แม้ไม่ได้ตั้งใจฟังมาตั้งแต่ต้น
               “เฮ้ย ข้าเพิ่งออกมาจากบ้านผู้พันขวัญชัยเชียวนา กระเป๋าท่านน่ะทำด้วยหนังแท้กลิ่นหอมเชียว มีเพื่อนๆของข้าสีม่วงๆ แบบนี้อยู่ด้วยกันมากมาย พูดแล้วจะหาว่าคุย ผู้พันแกน่ะ มีเงินเดือนบวกรายได้พิเศษเดือนละหลายแสนเชียวนา”
                “ส่วนฉันน่ะมาจากแม่เลี้ยงจันทรา แกขายมะม่วงจากสวนใหญ่ที่สะเมิงโน่นได้มาหลายหมื่นอยู่ วันนี้มานมัสการที่นี่ เลยแบ่งถวายให้โบสถ์ พวกฉันมากันสามสหายจ๊ะ นี่ไงนอนเรียงกลับหัวกลับหางกันอยู่นี่”
                  ฉันหันหลังกลับไปดูต้นเสียง จึงเห็นธนบัตรใบละห้าร้อยใบหนึ่งกับใบละหนึ่งร้อยบาทอีกสามใบอยู่ใกล้ๆกัน ยังไม่ทันจะเอ่ยปากทักทาย ก็มีเสียงเล็กๆดังขึ้น
                  “หนูมาจากบ้านเด็กหญิงก้อย เพิ่งได้ออกจากกระปุกหมูใบน้อยๆ เช้านี้เอง นอนอยู่ร่วมเดือนแล้ว พอแม่บอกว่าวันนี้จะพามาร่วมพิธีนมัสการเท่านั้นแหละ แกยิ้มร่ารีบอาบน้ำแต่งตัวนุ่งกระโปรงลายลูกไม้สีชมพู แล้วก็แคะกระปุกเอาหนูติดกระเป๋ามาด้วยนี่ล่ะค่ะ อ๊ะ โอ๊ะๆ ว้าย”
เหรียญสิบบาทกลิ้งโคโร่ลงไปตามข้างถุงซึ่งลื่นทีเดียวเพราะเป็นด้านในของผ้ากำมะหยี่
                  “อ้าว อ้าว ระวังหน่อยซิ ยายหนูเอ้ย ลุงแก่แล้วยิ่งเปื่อยๆ อยู่ เดี๋ยวขาดหมดกันพอดี อุตส่าห์หลุดรอดจากเขียงหมูได้มาเข้าโบสถ์กับเขาวันนี้เอง” ธนบัตรสีแดงเก่าๆ เริ่มโวยวาย เลขหนึ่งศูนย์ศูนย์บนตัวแกเลือนลางจนแทบมองไม่เห็น
                 “มิน่าตัวลุงถึงมีแต่น้ำมัน แล้วก็กลิ่นคาวๆ ไม่โสภาเลย ฉันอยู่ใกล้จะเป็นลมแล้วนี่”
                 “พวกแกล่ะมาจากไหน เห็นลงมานอนรอเป็นกลุ่มแรกเชียว”
                 “กระเป๋าผ้าฝ้ายทอมือของยายครูใหญ่จอมดุที่ชอบนั่งแถวหน้าสุดติดธรรมาสน์นั่นไง” เป็นเสียงตอบจากธนบัตรใบละห้าสิบหนึ่งในสามใบที่กอดกันแน่น
                 “ไหนๆ มีใครอีกที่ยังไม่ได้แนะนำตัว”
                  “ฉันเองจ๊ะ ฉันเป็นสิบลด”
                  มันหมายถึงเงินสิบชักหนึ่งจากรายได้ของตนซึ่งคริสเตียนที่ดีต้องถวายคืนให้แก่พระเจ้า
                  “หา อะไรกัน ยี้ ใบละยี่สิบตัวเขียวๆ อย่างเธอนี่นะ เป็นสิบลดของใครกันยะ ทำไมมูลค่ามันช่างน้อยนิด”
                  ฉันถอนใจยาวก่อนจะลุกขึ้นเล่าความเป็นมา  มันเป็นความภูมิใจที่ครั้งหนึ่งในชีวิตธนบัตรใบละยี่สิบบาทอย่างฉันได้ทำหน้าที่เป็นสิบลดกับเขาด้วย
                  “ยายไลจ๊ะพี่ คนบ้านสันใต้ แกมีอาชีพเหลาซี่ร่ม รับงานเขามาทำที่บ้านกลางทุ่งของแกน่ะ ปลายเดือนที่แล้ว แกเริ่มปวดข้อมือ ไปหาหมอได้ยามากินแต่ก็อย่างว่า ไม่ค่อยดีขึ้นเท่าไหร่ เดือนนี้ทั้งเดือนแกเลยทำงานได้ไม่กี่วัน รวบรวมไม้ไผ่ที่เหลาเสร็จไปส่งเขาได้มาสองร้อย แกก็เก็บไว้ในช่องใต้เสื้อชั้นในกลางอกแกตั้งหลายวันแล้ว แคบก็แคบ เหม็นเหงื่อก็เหม็น หลุดออกมาได้นี่โล่งอกเลย จะได้เงินมามากหรือน้อยยายไลแกก็มาโบสถ์ถวายลิบลดคืนแก่พระเจ้าทุกครั้งนั่นแหละ”
                  “โอ้โฮ ๆๆๆ” เสียงพึมพำด้วยความชื่นชมดังขึ้นพร้อมๆกันโดยไม่ได้นัดหมาย
     “เออ พวกคนจนยังมีการถวายสิบลด คนรวยๆ ซะอีกทีแบ่งเจียดเงินแค่ส่วนน้อยนิดที่เขาหาได้มาถวายคืนแก่พระเจ้า เฮ้อ พฤติกรรมของพวกมนุษย์นี่ช่างแปลกประหลาดเกินกว่าจะเข้าใจ” ใบละร้อยบ่นงึมงำ
                  “ก็ไม่เห็นต้องเข้าใจเลยนี่ลุง เราเป็นสตางค์ เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนก็ทำหน้าที่ของเราไปก็พอ”
                  “จริงซินะ จุ๊จุ๊ เงียบกันเถอะพวกเรา เสียงเพลงตอบสนองขึ้นแล้ว มัวคุยกันจนเสร็จพิธีนมัสการแล้วไม่ทันรู้ตัวเลย”
ขอพระพรจากเบื้องบนลงมา สู่ใจข้าฯล้นเหมือนลำธาร ของทุกสิ่งที่ข้าฯได้มีอยู่พระองค์ทรงเป็นผู้ประทาน...อาเมน เสียงเปียโนดังกังวานพร้อมกับเสียงผู้คนที่มาร่วมนมัสการพระเจ้าเช้าวันอาทิตย์กระหึ่มไปทั่วโบสถ์เก่าแก่แห่งนี้
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #12 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2011, 01:10:49 am »

ข่าวเดือนมกรา
…สุนัฐฐา

   ข่าวเข้ามาในวันที่แสนปกติวันหนึ่ง...
   ผมกำลังนั่งเล่นอินเตอร์เน็ต ตรวจอีเมล เล่นเฟสบุค ดูวีดีโอตามยูทูปด้วยความสนุกสนาน ไม่ใช่ว่าอู้งานหรอกนะ แต่คนเราก็ต้องพักผ่อนกันบ้าง...เป็นข้ออ้างที่ทุกคนใช้กันใช่มั๊ยล่ะครับ?
   แต่ก็นั่นแหละ อินเตอร์เน็ตก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย เปิดโลกกว้างให้เรา ทำให้เรามีความรู้มากมาย ไม่เป็นกบในกะลา แต่ข้อมูลเหล่านี้ก็มีทั้งดีทั้งแย่ ข้อมูลแย่ๆก็ทำให้เรากลายเป็นคนไม่ดีไปได้เหมือนกัน
   ข่าวที่เข้ามาทำให้ผมช็อคไม่น้อย นี่มันเกิดอะไรขึ้น?! ผมเหลือบมองปฏิทินแล้วก็หัวหมุนขึ้นมาทันที ผมรีบหยุดกิจกรรมทุกอย่างบนอินเตอร์เน็ต และทำงานของบริษัทที่คั่งค้างอย่างหน้าดำคร่ำเคร่ง ไม่น่าเชื่อว่างานที่ปกติต้องใช้เวลาทำครึ่งวัน กลับเสร็จไปภายในหนึ่งชั่วโมง ผมถึงพึ่งรู้ว่า ที่แท้แล้วผมนี่อู้มาตลอดชีวิตจริงๆ
   เมื่องานเสร็จ ผมก็ปิดคอมพิวเตอร์ คว้าเสื้อสูท และวิ่งออกจากออฟฟิศไปด่วนจี๋ ผมบอกเพื่อร่วมงานว่าไปหาลูกค้า แต่จริงๆแล้วไม่ใช่หรอก ที่ผมทำก็คือ ขับรถไปสวนลุมพินี แล้วก็เดินเล่น...
   มันอาจจะฟังดูงี่เง่า แต่นี่เป็นสิ่งจำเป็น ผมเดินรอบสวน ชมนกชมไม้ รวมได้หลายกิโล แล้วก็รู้สึกเหนื่อยจนต้องนั่งพัก ผมมองเหล่าผู้คนออกกำลังกายเดินไปเดินมา มองเจ้านกน้อยเกาะตามต้นไม้ มองเจ้านกพิราบวิ่งท่าตลกๆหาเศษอาหารกิน และมองเห็นแมวตัวหนึ่งทำท่าหลบๆซ่อนๆในพุ่มไม้
   แต่ในหัวผมก็ยังตื้อ เมื่อคิดว่าอยู่อย่างนี้ต่อไปต้องไม่มีอะไรดีขึ้นแน่ ผมจึงตัดสินใจเดินทางไปยังที่ต่อไป....ตลาดนัดจุฬา
   โชคผมดีที่วันนี้เป็นวันศุกร์ ทางมหาลัยจุฬาลงกรณ์ที่อยู่ไม่ไกลนักจึงมีตลาดนัด ผมหาที่จอดรถด้วยความยากลำบาก แล้วก็เข้าไปเดินเล่นกินลม ดูทุกคนซื้อขายของ
    ก็เหมือนตลาดทั่วๆไป... ผมคิด แต่ตลาดนัดนี้มันเล็กเหลือเกิน ผมเดินแป๊บเดียวก็หมดแล้ว ผมไม่รู้จะทำอะไรต่อ จึงได้แต่ไปนั่งมองเหล่าเจ้าลูกหมาจรจัดที่เขานำมาแจกจ่ายโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ
   พวกลูกหมาเล่นกันอย่างสนุกสนาน มีตัวหนึ่งก้าวร้าวเป็นพิเศษ ไล่กัดตัวอื่นๆในกรง ผมเข้าไปดูใกล้ๆเพื่อให้แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วก็เห็นว่าข้างหลังเจ้าหมาก้าวร้าวตัวนั้น มีลูกหมาตัวเล็กกว่าอีกตัวหนึ่งหมอบอยู่ท่าทางย่ำแย่ อ้อ มันกำลังปกป้องเพื่อนอยู่นั่นเอง ผมเริ่มรู้สึกซาบซึ้งในการกระทำของหมาตัวน้อยนี้ขึ้นมา แล้วทุกอย่างก็ค่อยๆผุดเป็นรูปเป็นร่างอยู่ในหัวผม
   ผมฉีกยิ้มกว้างด้วยความดีใจ และขอรับลูกหมาที่ก้าวร้าวและอ่อนแอสองตัวนั้นไปเลี้ยงทันที ผมขับรถกลับบ้าน เมื่อจัดที่อยู่เป็นที่เป็นทางและอาหารให้หมาน้อยทั้งสองตัวพร้อมเรียบร้อย ผมก็เริ่มเปิดคอมพิวเตอร์อีกครั้ง ทำงานที่คั่งค้างให้เสร็จ
   เสียงพิมพ์ดีดดังอยู่ไม่นาน เมื่อตัวอักษรตัวสุดท้ายถูกกดลงไป ผมก็ยิ้มและปล่อยลมหายใจด้วยความโล่งอกและยินดี ข่าวจากเพื่อนๆชูช่อทุกคนที่ว่าต้องเขียนเรื่องสั้นขนาดหนึ่งหน้าทุกๆเดือนส่งอาจารย์ ทำเอาผมตกใจแทบแย่ ตอนแรกทั้งไม่รู้จะเอาเรื่องอะไรมาเขียนทุกเดือน และกลัวเขียนเสร็จไม่ทัน แต่อย่างน้อย ตอนนี้ของเดือนมกราคมก็เสร็จแล้วล่ะนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 07, 2011, 01:20:18 am โดย ชุติมา-ประภัสสร » บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #13 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2011, 01:16:28 am »

ยี่สิบบาท           
...อรวรรณ 


                          เด็กชายป้อมวิ่งตื๋อแหวกช่องว่างความแออัดของผู้คนมาหยุดชะงักกึกอยู่ตรงหน้าแผงขายกล้วยปิ้ง  พลางส่งยิ้มแหยๆให้ยายเพียรที่กำลังกลับกล้วยบนตะแกรงปิ้งอยู่อย่างขะมักเขม้น
                        “ช้าทุกที”  ยายเพียรส่งเสียงบ่นขณะกำลังง่วนอยู่กับงานหน้าเตาของแก  ควันอ่อนๆส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายผู้คนแต่ไกลๆ  แต่สำหรับยายเพียรและป้อมคงเป็นแค่กลิ่นควันของความคุ้นเคยที่ใช้หล่อเลี้ยงชีวิตให้อยู่รอดในแต่ละวัน  ตอนนี้ดูเหมือนแกจะไม่ใส่ใจกับพฤติกรรมการมาสายของหลานชายตัวจ้อยร่อยมากนัก  หากแต่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ผู้คนหลายคนที่อยู่รอบๆแกอาจจะได้ทันเห็นอาการโกรธกริ้วจนหน้าแดงเป็นฟืนเป็นไฟของของแกแน่ๆ
                        ป้อมรู้สึกผิดอยู่เหมือนกันจากความสนุกสนานที่ได้วิ่งเล่นกับพวกเพื่อนๆอย่างเพลิดเพลินจนเลยเวลาที่จะต้องมาช่วยยายจัดร้านขายของ
                        “ก็รีบแล้วนะ”  เสียงอ่อยๆดังขึ้น  แม้จะสำนึกได้แต่ยังตะแบงหาข้อแก้ตัว
                         ยายเพียรหรี่ตามองถุงขนมขบเคี้ยวสำเร็จรูปในมือของเด็กชาย  คิดคำนวนตามการคาดเดาขนมถุงนี้คงมีราคาไม่ต่ำกว่า 5 บาท
                        “แพงจะตายชัก  ซื้อกินได้เกือบทุกวัน”
                        ป้อมหูผึ่ง  รีบขยับปากคล้ายคิดจะพูดตอบตามประสาเด็กปากไว  แต่บังเอิญมีลูกค้าแวะเข้ามาซื้อกล้วยปิ้งเสียก่อน  ป้อมยื่นมือรับเงินพลันกลับหยุดชะงักเมื่อเห็นแบงก์สีเขียวอ่อนที่เขาไม่คุ้นตา
                        “สวยจัง”  ป้อมเผลอมองนิ่ง  เด็กชายไม่ใคร่ได้สัมผัสกับแบงก์เหล่านี้มากนัก  ส่วนมากยายจะเป็นคนเก็บไว้เอง  แล้วเจียดเหรียญย่อยๆให้เขาเป็นค่าขนม
                        “ขอได้ไหมยาย”  เด็กน้อยอ้อนวอน  ขณะที่ยายเพียรส่ายหน้าแทนคำตอบ  เมื่อเห็นเด็กน้อยทำหน้าเศร้าก็เริ่มใจอ่อน  แต่ยังมีข้อต่อรอง
                        “มีเท่าไหร่  เงินเก็บน่ะ”  ป้อมยิ้มกว้างอย่างมีความหวังรีบเอากระปุกออมสินใบเขรอะมาเทออกเพื่อนับเศษสตางค์  พลันกลับต้องใจแป้ว “มีสิบบาทเอง”
                        “อดกินขนมสักสองวันสิ”  ยายเพียรแนะนำ  เมื่อป้อมพยักหน้าตกลงแกจึงหยิบแบงก์ยี่สิบาทใบนั้นขึ้นมาก่อนที่จะยื่นให้ยังย้ำเพื่อให้แน่ใจ  “ห้ามงอแงขอค่าขนมนะ” ป้อมพยักหน้าหงึกๆรีบคว้าแบงก์สวยใบนั้นเหมือนกลัวยายจะเปลี่ยนใจ
                        “รูปพ่อหลวงของเราใช่ไหมยาย”  ยายพยักหน้าขณะที่เด็กน้อยยิ้มแย้มกับความสมหวัง  “เปลี่ยนสีได้ด้วยนะ  แบงก์ยี่สิบบาทนะ”  เมื่อเห็นป้อมเพ่งมองอย่างสนใจจึงเฉลยต่อ
                        “แต่ต้องมีครบห้าใบก่อน”  ยายเพียรยิ้มละมัยบนใบหน้า  ขณะที่ป้อมนั่งหน้านิ่วก่อนครวญคราง  “ก็ต้องอดขนมอีกหลายวันนะสิ”
[/size][/color]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 07, 2011, 01:20:59 am โดย ชุติมา-ประภัสสร » บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #14 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2011, 01:23:36 am »

ทางเลือก   
โรสสุคนธ์
         
อุสากอดสมบัติชิ้นสุดท้ายที่หลวงพ่อท่านว่าให้เก็บไว้เป็นขวัญถุง  กอดมันไว้ในอ้อมอกเกือบสามชั่วโมง  อีกไม่ช้านานนักหรอก  มันจะตกเป็นของคนอื่น  เพื่อช่วยอุสาประทังความอดอยากที่กำลังมาเยือน  เสียงท้องแข่งกันร้องจอก ๆ มันมาเตือนหลายครั้ง  น้ำลายที่กลืนลงคอบอกให้รู้ว่าอุสาหิวโหยแค่ไหน  อาหารมื้อสุดท้ายอุสาจะเลือกกินอะไรดี  ให้มันพอหายหิวไปจนกว่าจะพบทางออก    ถึงแม้จะผ่านมาหลายวัน  แต่คำพูดของแม่ก็ยังก้องอยู่ในหัวทุกเช้าค่ำ  หลังจากที่อุสาตัดสินใจทำตามความต้องการของแม่  ก็แม่เล่นพูดเสียน่าสงสารขนาดนั้น  จะไม่ให้อุสาสงสารท่านได้อย่างไร   

ลำบากมากไหมลูก  แม่ล่ะเห็นใจหนูจริงๆ   แต่แม่ขาดเขาไม่ได้  ถ้าหนูอยู่บ้านเดียวกับเขาแล้วไม่สบายใจ  หนูก็น่าจะ........ถึงแม้ว่า แม่จะหยุดเพียงแค่นั้น กับคำพูดที่บาดลึกในหัวใจ  ความหมายของมันอุสาเข้าใจดี  ทางเลือกเดียวคือ  ออกไปจากบ้านซะ ไปให้พ้นหูพ้นตาพ่อใหม่  แม่ลืมคิดไปแล้วหรือว่า อุสาไม่มีใครนอกจากแม่ หากขาดแม่ไปอุสาจะมีชีวิตอยู่อย่างไร

อุสาเดินวนไปเวียนมาอยู่ในตลาดจนสายตาหลายคู่จ้องมองมา  เขากระซิบกระซาบกันบ้างก็ว่าอุสาจะขโมยของ  บ้างก็ว่าอุสามาขอทาน  ไม่เป็นไรหรอกสิ่งที่พวกเขาคิดไม่ผิด  ไม่แน่หลังจากสมบัติชิ้นนี้ตกไปเป็นของคนอื่นแล้ว  อุสาอาจจะเลือกทางใดทางหนึ่งที่พวกเขาว่ามาก็ได้  หมดหนทางแล้วนี่.....หรือจะใช้สมบัติชิ้นนี้แลกกับยานอนหลับ  เผื่อถ้าหลับไปแล้วจะได้ไม่หิวอีก  สมบัติชิ้นสุดท้ายถูกเคลือบด้วยพลาสติกใส  แน่นหนา    มันคงต้องจากอุสาไปแล้ว  หลวงพ่อเจ้าขาอย่าโกรธอุสาเลย  ธนบัตรที่ท่านว่าให้เก็บไว้ให้ดี เก็บไว้เป็นขวัญถุง เก็บไว้เป็นที่ระลึก  หลังจากที่อุสาแลกกับธนบัตรใบละหนึ่งร้อย  เพื่อจะได้เป็นเจ้าของในตอนนั้น  อีกแปดสิบถือว่าทำบุญ     
   
 ร้านขายยาที่อยู่เบื้องหน้าไม่ไกลจากอุสานัก  ยี่สิบบาทจะซื้อยานอนหลับได้กี่เม็ดกัน  มันจะทำให้อุสาไม่ต้องหิวโหยไปตลอดชีวิตได้รึเปล่า  เสียงหัวใจตอนนั้นมันเต้นตุบตับ  ตุบตับ เหมือนเรี่ยวแรงจะหมดลง  ยี่สิบบาทสุดท้ายตกเป็นของพ่อค้าร้านขายยาจนได้  แต่มื้อนี้อุสาก็อิ่มกว่าทุกมื้อที่ผ่านมา  อิ่มคำขอบคุณของยายที่ดันมาเป็นลมอยู่ต่อหน้า  ยานอนหลับเลยกลายเป็นยาลม ช่วยรักษาคุณยาย  ถึงท้องจะไม่หยุดร้อง แต่อุสาตัดสินใจจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีคุณค่า  อย่างน้อยความเป็นคนของอุสาก็ยังมีอยู่เต็มร้อย   
 
 
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #15 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2011, 01:35:51 am »

ปริศนาบนธนบัตร
...ผาณิต

   ขณะที่หญิงกลางคนวัยห้าสิบห้าปีกำลังนั่งคุกเข่าสวดมนต์อยู่บริเวณโถงแคบของบ้านไม้ ภายในห้องนอนของลูกชายวัยยี่สิบห้าปี เธอก็ได้ยินเสียงกุบกับๆ ดังขึ้นอีกแล้วเหมือนอย่างกับช่วงเวลานี้ของหลายเดือนก่อนที่กลุ่มคนกลุ่มใหญ่มีการรวมตัวกันภายในหมู่บ้าน เป็นช่วงเวลาที่หญิงวัยกลางคนเพิ่งจะได้ประสบเป็นครั้งแรกในชีวิต เพราะอะไรบ้านเมืองที่เคยสงบสุขมาตลอดชีวิตของเธอจึงต้องเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น
   หญิงวัยกลางคนลืมตาขึ้นพร้อมกับถอนหายใจยาว ในจังหวะที่ลูกชายก้าวเท้าออกมาจากห้องด้วยเครื่องแต่งกายที่เป็นสัญลักษณ์ของคนกลุ่มใหญ่ที่กำลังรวมตัวกันอยู่บริเวณปากทางเข้าหมู่บ้าน
   “แม่...ฉันไปนะ อีกสองอาทิตย์ค่อยกลับมาเพราะจะยกโขยงกันเข้ากรุงเทพฯ อีก” เสียงของลูกชายตะโกนขึ้นผ่านทางด้านหลังของหญิงวัยกลางคนที่ยังคงพนมมือไหว้พระอยู่ดังเดิม
   “ก่อนจะไป แม่ขอสักยี่สิบบาทได้มั้ยลูก พอจะมีแบงก์ยี่สิบอยู่ที่ตัวบ้างหรือเปล่า” หญิงวัยกลางคนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ
   “โหแม่...เอาไปทำไมแค่ยี่สิบบาท เดี๋ยวฉันออกไปเบิกกับหัวหน้ามาก่อนก็ได้ แล้วค่อยกลับไปใหม่ยังทัน แม่จะเอาสักเท่าไหร่ดีล่ะ” เสียงของลูกชายก็ดังก้องขึ้นอีก น้ำเสียงในตอนท้ายก็เต็มไปด้วยความคึกคะนอง
   “ไม่ล่ะ..แม่ขอแกแค่ยี่สิบบาท แกพอจะมีให้แม่ตอนนี้ได้มั้ยลูก” หญิงวัยกลางคนยังคงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบดังเช่นเดิม สายตาของเธอไล่ระดับสูงขึ้นกว่าเดิมไปและจบสายตาลงที่รูปภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลปัจจุบัน
   ได้ยินดังนั้นชายหนุ่มก็เบ้ปากเล็กน้อย เขาไม่เข้าใจเลยว่าแม่จะนั่งอยู่ตรงนั้นทำไมทุกๆ วัน วันละหลายชั่วโมงแถมยังไม่ได้เงินสักบาท สู้เขาก็ไม่ได้แค่ไปรวมกลุ่มด้วยกันกับเพื่อนๆ วันๆ หนึ่งก็ได้มาหลายร้อยบาทแล้ว ก่อนที่เขาจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบเอาธนบัตรใบละยี่สิบบาทที่ถูกขยำอยู่ออกมาคลี่ออกแล้วยื่นให้กับผู้เป็นแม่
   “เอ้าแม่...หันมาเอาสิ ฉันจะรีบไปแล้ว เดี๋ยวเขาจะว่าเอา” ชายหนุ่มพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งปนรำคาญ
   “แม่ไม่ห้ามถ้าแกจะไป แต่ก่อนจะไปตอบคำถามแม่สักคำว่าเห็นอะไรอยู่บนแบงก์ยี่สิบในมือบ้างมั้ยลูก” หญิงวัยกลางคนเอ่ยต่อ โดยที่ยังไม่ยอมหันหน้าไปทางลูกชาย เธอไม่ได้มีความรู้มาก แต่ความรู้สึกของเธอมันบอกว่าหากเธอไม่พูดอะไรออกมาบ้างเธอคงจะนอนตายตาไม่หลับ
   ชายหนุ่มขึ้นเสียงฮึในลำคออย่างนึกรำคาญ พลิกแบงก์ยี่สิบที่อยู่ในมือไปมาอย่างเอือมระอา แล้วจึงตอบคำถามของผู้เป็นแม่ออกไปอย่างขอไปที
“จะมีอะไรบนแบงก์ยี่สิบ มันก็แค่เงินยี่สิบบาทที่ซื้อเหล้าสักขวดยังไมได้เลย”
   “เห็นในหลวงอยู่บนนั้นมั้ยลูก?”
 หญิงวัยกลางคนเอ่ยขึ้นอีกแถมยังพนมมือแน่นขึ้นกว่าเดิมและสายตายังคงจับจ้องไปยังรูปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ใส่กรอบรูปไว้อย่างดีแขวนติดไว้กับเสาเหนือแท่นไหว้พระ ขณะที่ลูกชายยกมือขึ้นเกาหัวยิกๆ พร้อมทั้งขมวดคิ้วมุ่น ไม่รู้ว่าแม่จะเทศนาอะไรให้เขาฟังอีก
                 “แม่เชื่อว่าตั้งแต่แกเกิดมาจนอายุยี่สิบห้าปี แกก็คงเพิ่งจะเคยเห็นคนไทยด้วยกันฆ่ากันเอง แตกแยกกันเองเหมือนกับช่วงหลายเดือนก่อนที่แกหายตัวไปอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นเดือนๆ เลยใช่มั้ยลูก แม่เองตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งจะเห็นข่าวแบบนี้ในทีวีเหมือนกัน ทำไมล่ะลูก เราอยู่ของเราเฉยๆ ไม่ได้เหรอ ทำไมเราต้องไปหาเรื่องให้ท่านต้องทุกข์ใจอีก” พูดถึงตรงนี้หญิงวัยกลางคนก็จบมือให้กับรูปภาพเหนือแท่นไหว้พระไปครั้งหนึ่ง
                 “แม่เคยได้ยินคนเขาพูดต่อๆ กันมาว่าบ้านเมืองของเราไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใคร จึงได้ไม่เคยรู้สึกถึงความยากลำบากหรือความคับแค้นใจเวลาที่เราต้องตกเป็นทาสของคนอื่น หลายๆ ประเทศอิจฉาที่บ้านเรามีประชาธิปไตย นั่นก็เพราะบารมีของท่านที่ทำให้บ้านเมืองอยู่สงบร่มเย็นมาจนถึงตอนนี้ ท่านสอนให้เราทุกคนอยู่อย่างพอเพียง รักกัน ไม่แตกแยกกัน ขณะที่เพื่อนบ้านของเราไขว่คว้าหาประชาธิปไตย แต่ทั้งๆ ที่บ้านเรามีประชาธิปไตยอยู่แล้ว ทำไมจึงต้องทำลายมันด้วยมือของเราเองด้วยล่ะลูก”
                  เดิมทีเขาไม่เคยคิดถึงเรื่องเหล่านี้ เขาคิดแต่เพียงว่าแค่ไปนั่งอยู่เฉยๆ ก็ได้เงินมากินเหล้าแล้ว แต่ว่าภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อนในกรุงเทพฯ ที่มีการประท้วงกันอย่างรุนแรงและเขาเองก็เกือบจะเอาชีวิตกลับมายังบ้านเกิดไม่ได้ก็ยังคงติดอยู่ในใจเขาจนถึงตอนนี้ มันเป็นภาพที่น่ากลัวจริงๆ นะ เมื่อคิดถึงจุดนี้ชายหนุ่มก็ก้มหน้ามองดูแบงก์ยี่สิบในมือด้วยสีหน้าที่อ่อนโยนลง
                  “แม่ขอได้มั้ยลูก คนพวกนั้นถ้าขาดลูกไปสักคนก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าจะให้ดี แกจำคำของแม่ไปบอกกับเพื่อนๆ ของแกที่กำลังจะเข้ากรุงเทพฯ เหมือนกับแก ให้กลับบ้าน ทำมาหากินด้วยความสุจริต ตอบแทนบ้านเมืองด้วยการไม่หาเรื่องทุกข์ใจให้กับท่านอีกได้มั้ยลูก แม่เชื่อว่าลูกของแม่มีหัวคิดและก็มีความเป็นคนมากพอที่จะไม่สร้างเรื่องทุกข์ใจให้กับท่านอีก ท่านชรามากแล้วและแม่ก็เชื่อว่าคนไทยทุกคนยังอยากให้ท่านอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของเราอีกนานๆ ลูกว่าแม่พูดถูกมั้ย”
                   หลังจากที่หญิงวัยกลางคนพูดจบ ชายหนุ่มก็ถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น แบงก์ยี่สิบที่ยับยู่ยี่ถูกพับใหม่อย่างดีอยู่ในอุ้งมือที่กำลังจบกันอยู่ในท่าเดียวกับผู้เป็นแม่ สายตาของเขาทอดมองไปยังรูปภาพเหนือแท่นไหว้พระเหมือนอย่างกับผู้เป็นแม่ ท่าทีที่คึกคะนองกลับถดถอยกลายเป็นอ่อนโยนเหมือนแววตาของเขาในเวลานี้
                   เขายังอยากจะมีแผ่นดินให้อยู่…ยังอยากจะมีบ้านให้ซุกหัวนอน…ยังอยากจะเป็นคนที่ใครหลายๆ คนรักไม่ได้ถูกด่าทอต่อว่า…
…และยังอยากจะมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับเขาตลอดไปตราบจนชั่วชีวิต
                           .....................................................................
บันทึกการเข้า
chuengngee
Newbie
*
กระทู้: 3


ดูรายละเอียด
« ตอบ #16 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2011, 03:11:05 pm »

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ทุกคน คิดถึงจังเลยค่ะ อย่าลืมรีบส่งการวันวาเลนไทน์กันนะคะ งี้ส่งแล้ว จะได้อ่านของเพื่อนๆ มั่งอ่า
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #17 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2011, 11:28:17 am »

การบ้านของท่านใดยังขาดไปช่วยส่งเป็นอีเมล์มาให้อีกทีนะคะ
สำหรับวันนี้เป็น "ภาพ...ที่อยู่ในใจ" ของคุณสุรพงษ์ ค่ะ



“ภาพ...ที่อยู่ในใจ” ...สุรพงษ์


               “ตลาดป้ายหน้านะครับ ... ตลาดเตรียมตัวลงได้เลย”
                เสียงกระเป๋ารถเมล์ตะโกนโหวกเหวกเตือนผู้โดยสารให้รู้ตัว  ทำให้ป่าน สาวน้อยวัย 11 ขวบ
ที่วันนี้ดูจะสดใสเป็นพิเศษ จูงมือหญิงวัยกลางคน ท่าทางใจดี ที่แม้ด้วยวัยอันร่วงโรยจะทำให้สังเกตุเห็นถึง
ความเหี่ยวย่น หย่อนคล้อยของผิวหนัง และสีผมที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีดอกเลาอย่างชัดเจน  แต่วันนี้กลับเห็น
ประกายตาอันสดใสไม่แพ้กับป่าน

   “แม่...ถึงตลาดแล้วจ่ะ ไปกันเถอะ”   ไม่นานทั้งคู่ก็ก้าวเท้าลงจากรถเมล์คันใหญ่ เดินมุ่งไป
ในตลาด ป่านทำงานรับจ้างร้านขายของชำ  ได้เงินมาพอแบ่งเบาภาระของแม่ได้บ้าง  หลังจากวันที่พ่อ
ทิ้งไปก็มีแค่แม่กับป่านสองคน แม้จะลำบากมาก แต่แม่ก็ให้ความรักทั้งหมดที่มีกับป่าน และดูแลป่านด้วย
หัวใจ จนวันที่แม่ประสบอุบัติเหตุจนทำให้ขาเดินได้ไม่ดีเหมือนก่อน ป่านจึงต้องรับหน้าที่ดูแลแม่แทน  วันนี้
ป่านพาแม่มุ่งหน้ามาตลาดเพื่อซื้อของชิ้นหนึ่งให้แม่เป็นของขวัญ เพราะรู้ว่าแม่อยากได้มานาน

                “ตรงนี้ล่ะแม่  ยังเดินไหวมั้ยจ๊ะ”  ป่านเอ่ยถามแม่ด้วยความห่วงใย  เมื่อมาหยุดที่หน้าร้านขาย
ภาพใส่กรอบสวยงาม
   “ไหวสิลูก  สบายมาก...    ไหนๆ  ขายภาพละเท่าไหร่”  หลังจากตอบป่านอย่างมั่นใจ  แม่ก็หัน
ไปถามชายแก่ที่นั่งถือพัดสะบัดไปมาด้วยสีหน้าหงุดหงิด จากอากาศที่ร้อนอบอ้าว
   “รูปเล็กๆ ตรงนั้น 200 บาท  ใหญ่มาหน่อยนั่น 500  ที่ใส่กรอบสวยๆ ใหญ่สุดนั่น 800 ถึง
พันนึงน่ะ ลื้อจะเอารูปไหนอ่ะ” ชายแก่เจ้าของร้านร่ายเรียงราคา แล้วรีบปิดการขาย 
               ป่านกับแม่กลับหันมองหน้ากันอย่างสิ้นหวัง  “ภาพในหลวง” ที่ทั้งสองตั้งใจจะซื้อไปบูชากลับ
มีราคาแพงเกินกว่าที่คาดคิดไว้  แม้ป่านจะรู้ว่าแม่คงตัดใจได้ แต่ก็คงผิดหวังไม่น้อย  เพราะตลอดที่ป่านจำ
ความได้  แม่ก็สอนป่านให้เดินตามคำสอนของพระเจ้าอยู่หัวมาตลอด  และเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวสำคัญที่ทำให้แม่
ฟันฝ่า และข้ามผ่านความทุกข์ท้อของแม่มาได้
               ป่านก้มมองแบงค์ 20 บาทที่กำแน่นไว้ในมือ  แล้วค่อยๆ คลี่มันออกมาจนเผยให้เห็นภาพทั้ง
หมดที่ปรากฎชัดเจนบนด้านหนึ่งของธนบัตรใบนั้น
               “แม่จ๋า... นี่ไง ภาพในหลวง เราใช้ภาพในแบงค์นี่แทนก็ได้นะแม่ ในหลวงสอนเราให้รู้จักพอเพียง
เรามีแค่นี้ก็ดีแล้ว ถึงยังไง เราก็รักและศรัทธาพระองค์ไม่น้อยไปกว่าใครๆ ที่มีรูปพระองค์ติดอยู่ในบ้านไม่ใช่เหรอ
เพราะว่าเรามีพระองค์อยู่ในใจของพวกเราแล้วไง” 

               แม่เผยรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก แต่น้ำตาเริ่มรื้นซึมออกมาบ้างแล้ว  แม่ดึงป่านเข้าไปสวมกอด
ก่อนจะเดินออกจากตลาดจูงมือกันกลับออกไป...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 10, 2011, 11:33:38 am โดย ชุติมา-ประภัสสร » บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #18 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2011, 12:22:25 am »

รู้สึกห้องชมรมรักการอ่าน-เขียน ฯ จะคึกคักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาชูช่อ ฯ ทั้งหลาย

วันนี้มีคำแนะนำที่เข้าท่ามาก ๆ เข้ามา ก็เลยขอนำมาบอกกล่าวไว้ ณ ที่นี้ซะเลยนะคะ ถ้าเห็นด้วย
จะได้ช่วยกันโหวตเพื่อเลือกเรื่องที่เป็นขวัญใจนักอ่านกันขึ้นมาก่อน  หลังจากนั้นค่อยเปิดรายชื่อ
เรื่องที่ได้รับการตัดสินจากคุณภัสสร

ถ้าทุกท่านไม่ว่าจะเป็นสมาชิกชูช่อ หรือ สมาชิก psevikul.com  รวมทั้งท่านผู้อ่านที่มีโอกาส
แวะเข้ามาอ่าน เห็นด้วย ก็เริ่มโหวตเข้ามาได้เลยนะคะ ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 25 กพ.นี้นะคะ และจะ
ได้ทำการประกาศชื่อเรื่องที่คุณภัสสรเลือก ในวันที่ 28 กพ. พร้อมเรื่องที่ได้รับการโหวต ค่ะ

ท่านสามารถโหวตโดยตรงที่ กระทู้นี้ หรือ ส่ง อีเมล์ไปที่ chutimasevikul.com ก็ได้นะคะ
หมดเขต 25กพ.54 นี้ค่ะ

และต่อไปนี้ คือข้อเสนอแนะจากคุณคมวจีค่ะ.....................

ใคร่เรียนเสนอว่า นอกจากอาจารย์ประภัสสรจะพิจารณาตัดสินเรื่องเด่นของเดือนแล้ว อยากให้
พี่ๆน้องๆได้สนุกน่าจะมีการลงคะแนนโหวต ก่อนอาจารย์ประกาศผลว่า ชอบของใครมากที่สุด
(ให้โหวตแค่เรื่องเดียว และแน่นอนหนูไม่โหวดให้ของตัวเองอยู่แล้ว) อาจจะรวมทั้งสมาชิกคนอื่น
ที่ได้เข้ามาอ่านด้วยก็ได้ ดีไหมคะ(ถ้าไม่เป็นภาระแก่อาจารย์ทั้สองมากเกินไป) จะรอคำแนะนำ
เรื่องที่ส่งการบ้านมาด้วยค่ะ
     ขอบพระคุณค่ะ

ก็ฝากด้วยนะคะ มีความเห็นอย่างไรก็อย่าลืมส่งข่าวกันนะคะ

ตอนนี้ถ้าใครเข้ามาที่กระทู้นี้ ต้องกดที่หน้า 2 ด้วยนะคะ ข้อความใหม่จะปรากฏที่หน้า 2 ค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 16, 2011, 09:51:03 pm โดย ชุติมา-ประภัสสร » บันทึกการเข้า
chuengngee
Newbie
*
กระทู้: 3


ดูรายละเอียด
« ตอบ #19 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2011, 09:00:01 am »

โหวตก่อนเลย งี้ชอบเรื่องสุดท้ายเลยค่ะ "ภาพที่อยู่ในใจ"...ซาบซึ้งมากเพคะ คริๆๆๆๆ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF