www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ผลงาน ชุดที่ 2 วันวาเลนไทน์  (อ่าน 4823 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: เมษายน 05, 2011, 01:13:30 am »

สวัสดีค่ะ ชาวชูช่อฯ และ แฟน ๆ ของ psevikul.com ที่คิดถึง ทุก ๆ ท่านค่ะ,

     วันนี้ขอนำผลงานการบ้านชุดที่ 2 ของชาวชูช่อ ในหัวข้อที่คุณภัสสร ให้ไว้คือ "วันวาเลนไทน์" มาลงให้อ่านกันนะคะ
ใครติดใจเรื่องไหน ก็โหวตกันเข้ามาได้ค่ะ  หมดเขตโหวตกันในวันที่ 15มีนาคมนี้นะคะ

ต้องขออภัยอย่างแรงอีกแล้ว... มีข้อผิดพลาดตรงเดือนค่ะ  ที่ถูกควรจะเป็น เมษายน แต่พิมพ์ผิดติดพันเป็น มีนาคม

ดังนั้น ขอเวลาเพิ่มเติมให้โหวตได้เป็นกรณีพิเศษ ถึงวันที่ 20 เมษายนนี้ค่ะ ซึ่งผลที่ได้จะประกาศรวมเป็นเรื่องประทับใจของชุดที่2นี้
ด้วยเช่นกันค่ะ


มาเริ่มกันด้วยเรื่อง คราบน้ำตาบนผ้าผืนนั้น ของ คมวจีค่ะ

.............................................................................
 
     

     คราบน้ำตาบนผ้าผืนนั้น
     คมวจี
   
   
                    

   เมื่อยามราตรีกาลมาเยี่ยมเยือน แสงเดือนสาดส่องต้องผิวน้ำยามสายลมไล้ ทำให้เกิดระลอกคลื่น ดูระรื่นระริกไหวในยามนี้
   หากแต่หัวใจของสตรีหนึ่ง มิได้ซาบซึ้งกับความงามแห่งทะเลรายพรายพร่างกลางแสงเดือน สายตาอันพร่าเลือนของเธอนั้น มิได้รู้สึกถึงเพลงคลื่นอันระรื่นในคืนนี้เลย เสียงสนส่ายกิ่งก้านประสานเสียงกับใบเรียวยาว ราวกับจะประสานร่วมเพลงแห่งเกลียวคลื่นเบื้องล่างนั้น หากแต่มันกลับกลายเป็นการส่งเพลงปลอบใจให้กับสตรีที่ยืนหันหลังพิงต้นของมันนั่นต่างหาก

   “ริน หลบมาอยู่ที่นี่เอง ผู้จัดการกับพี่เป็นห่วงนะกลับกันเถอะ”   
   เสียงหนุ่มใหญ่บอกด้วยความห่วงใยอย่างเต็มเปี่ยม แต่ร่างนั้นไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้ๆจึงเห็นรางๆว่า น้ำตาของเธอกำลังเอ่อและไหลริน และแล้วเสียงสะอื้นก็ลอดออกมา
   เขาควักผ้าเช็ดหน้าออกซับน้ำตาให้เธออย่างเบามือ แล้วเอ่ยปลอบประโลมอย่างอบอุ่น เธอขอบคุณเขาเบาๆ และขออยู่ต่อสักครู่จึงจะกลับเข้าไปในงานเลี้ยงวันเกิดของผู้จัดการสำนักพิมพ์ ซึ่งตรงกับวันวาเลนไทน์พอดี
                                                      ----------
   หนุ่มใหญ่นามคมวิชชารู้ดีว่า วันนี้เป็นวันครบรอบสองปีที่ใครคนหนึ่งจากเธอไป เขาจากไปพร้อมกับความรักและลมหายใจ ทิ้งไว้แต่ความโศกาดูรแก่สตรีร่างบอบบางนี้ ทั้งๆที่เขากำลังเดินทางมาหาเธอเพื่อจะให้วันวาเลนไทน์เป็นวันอันแสนหวานและประทับใจ พร้อมกับจะมอบของขวัญอันยิ่งใหญ่ที่เธอแสนรัก อันเป็นความรักที่เธอมีให้อย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย นั่นคือลูกแมวไทยแท้ตัวน้อยสีขาวปลอด คือพันธุ์ขาวมณีตาสองสีที่ชาวไทยและชาวต่างชาติทึ่งในดวงตาของมัน และเรียกในภาษาอังกฤษว่า odd-eyed
   แม้ว่าเขาคนนั้นจะจากเธอไป แต่ลูกแมวตัวน้อยของขวัญแทนความรักที่ลึกซึ้ง มันช่างน่าทึ่งเสียนี่กระไร ที่มันกลับรอดชีวิตอยู่ภายในกรงที่บุบบู้บี้ ด้วยความเสียขวัญอย่างหนัก บัดนี้ตัวแทนความรักของเขาและเธอเติบโตสวยงามอย่างไม่มีที่ติ มีความสุขแจ่มใสอยู่ภายในอ้อมรักของเจ้าของ แม้ว่าเจ้าของมันจะมีแต่หัวใจที่หม่นมองเพียงใดก็ตาม
                                                        ----------
   ธารารินหญิงสาวสวยเรียบๆ เป็นเจ้าหน้าที่พิสูจน์อักษร ทำงานร่วมกับคมวิชชา บรรณาธิการซึ่งเป็นรุ่นพี่จากคณะและมหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่ต่างกันถึงสิบรุ่น เขาสนิทสนมกับเธอมานาน จวบจนกระทั่งคนรักของเธอจากไป เขาเฝ้าปลอบประโลมเธอเสมอมา และปรารถนาจะได้เข้าไปอยู่ในหัวใจของเธอแทน

   หลายคืนต่อมา คมวิชชานำผ้าเช็ดหน้าที่เคยซับน้ำตาของธารารินออกมาดู ด้วยความรู้สึกหลายประการ หนึ่งในนั้นคือความรู้สึกหม่นหมอง เขาเคยวาดหวังไว้ว่า วันวาเลนไทน์ที่ผ่านมาเขาจะมีหัวใจที่สดชื่นแจ่มใส เมื่อได้ไปพบกับบรรยากาศริมทะเลและฝากถ้อยคำจากใจจริง ที่มีเสมอมาต่อธาราริน เพื่อให้เธอมีความสุขและคลายเศร้าในวันนั้น แต่เธอกลับมีแต่น้ำตาและความอาดูร ในความสูญเสียใครคนหนึ่งไป ความรักของเธอดูเหมือนจะยิ่งใหญ่และไม่มีวันเสื่อมคลาย ดุจดังสายใยรักที่เธอมีต่อแมวแสนสวยตัวนั้น และแมวตัวอื่นๆแทบทุกตัวที่เธอได้พบเห็น
                                                        ----------
   หลังจากดูผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นด้วยความรู้สึกเศร้าหมองอยู่ลึกๆ หนุ่มใหญ่ก็เก็บมันไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานที่บ้านของเขา สองวันต่อมาเขาพบว่าผ้าผืนนั้นไม่ได้อยู่ที่เดิมเสียแล้ว เขารู้สึกใจหายวาบ เมื่อถามภรรยาก็ได้รับคำตอบว่า เธอนำไปซักแล้ว เขาตกใจมากและเอ็ดเธอทันที
   “เอาไปซักทำไม นี่รู้ไหมคุณทำลายหลักฐานสำคัญของผม กว่าผมจะได้มันมาต้องใช้เวลาเป็นปีๆ ต่อไปนี้อย่ามายุ่งกับของส่วนตัวผมอีกนะ”
   นับตั้งแต่คืนนั้น เขานอนหันหลังให้กับสตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยา และเวลาต่อมาเขาก็เห็นว่าเธอหม่นหมองและร้องไห้หลายครั้ง จนเขาอดไม่ได้จึงเอ็ดเธอไปอีก
   “ร้องไห้เป็นเด็กๆไปได้”
   ภายในบ้านเขามีแต่ความมึนตึงและเมินหมางห่างเหิน ให้กับคนที่เขาเคยมีวันเวลาอันแสนหวานในวันวาเลนไทน์มาก่อน แต่ภายในที่ทำงานเขากลับซ่อนความสุขและความหวังไว้ลึกๆ เขาหวังแต่เพียงว่าขอให้ธารารินยอมรับความรักอันจริงใจของเขาเท่านั้น เพียงเท่านั้นก็พอแล้ว เขาไม่ปรารถนาจะให้มันก้าวหน้าไปไกลเกินกว่านั้นเลย เขารู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้ และมันก็ไม่เหมาะสมที่จะเป็นไปด้วย
   เขาพยายามหาโอกาสซับน้ำตาให้ธาราริน แต่เขาไม่มีโอกาสนั้นอีกเลย แต่สตรีที่นอนอยู่ข้างหลังซึ่งมีทั้งเสียงสะอื้นและน้ำตา เขากลับไม่ปรารถนาจะซับมันไว้

                                                     **********
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 17, 2011, 10:27:24 pm โดย ชุติมา-ประภัสสร » บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: เมษายน 05, 2011, 01:19:18 am »

วันแห่งความรัก 
ปรัชญา



ต้นเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๔  ราว ๘.๐๐ น. ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ อำเภอบางรัก จังหวัดพระนคร ผมอายุ ๑๓ เรียนอยู่ชั้นมัธยม ๓ แผนกฝรั่งเศส

“เฮ้ย! ก้อย รู้จักวันวาเลนไทน์มั้ย? ลื้อคาทอลิก ต้องรู้ดีแหงๆ” เสียงคุ้นหูดังมาจากด้านหลัง
ผมหันไปทางเสียงนั้น เจ้าต่อเพื่อนร่วมชั้นเรียนผู้มีใบหน้าขาวเนียนอย่างกับนางงามนั่นเอง
“อะไรนะ วาเลนไทน์ เพิ่งได้ยินนี่แหละ”
“ก็วันแห่งความรักของศาสนาคริสต์ไง ลื้อไม่เอาไหนเลย เป็นคาทอลิกแท้ๆ”
“ลื้อได้ยินมาจากไหนล่ะ ที่ว่าเป็นวันแห่งความรักของศาสนาคริสต์น่ะ อั๊วเรียนคำสอนมา ๗ ปี ไม่เคยได้ยินครูคำสอนพูดถึงวันชื่อนี้เลย ฟังมิสซาทุกวันอาทิตย์ก็ไม่เคยได้ยินบาทหลวงกล่าวถึงตอนเทศน์เหมือนกัน... ลองถามโตบีสิ โน่น... กำลังเดินมาทางเราพอดี มันเคร่งศาสนากว่าอั๊วเยอะ ขนาดขอพ่อแม่จะเข้าบ้านเณรเพื่อรับการศึกษาอบรมเป็นบาทหลวงปีหน้า มันน่าจะรู้ดีกว่าอั๊ว”
“Bonjour, comment ça vas? (บ็องฌูร์ ก็อมมังซาวะ)” โตบีทักทายผมและเจ้าต่อเป็นภาษาฝรั่งเศส อรุณสวัสดิ์ สบายดีเหรอ
“Bonjour, je vais bien. Merci, Tobi (บ็องฌูร์ เฌอแวเบียง แมร์ซี โตบี)” ผมกล่าวตอบตามธรรมเนียมด้วยภาษาเดียวกันว่าสบายดี ขอบใจนะ
“ขอถามหน่อยสิ เมื่อกี้ถามไอ้ก้อยมันแล้ว มันตอบอั๊วไม่ได้ว่าวันวาเลนไทน์คือวันอะไร” เจ้าต่อยิงคำถามเข้าใส่โตบีทันที
“นายได้ยินคำนี้มาจากไหนล่ะ” โตบีหันหน้าไปทางเจ้าต่อแล้วถามกลับ
“จากวิทยุเมื่อวาน รายการเพลง Impressive Songs ของเล็ก วงศ์สว่าง ผู้จัดรายการเล่าแต่เพียงว่าเป็นวันแห่งความรัก มีต้นกำเนิดมาจากศาสนาคริสต์”
โตบีพยักหน้าช้าๆ ด้วยท่าทางสุขุมนุ่มลึกแบบนักบวชสูงวัย
“ก็ถูกต้องบางส่วน แล้วเราจะเล่าให้นายฟังตอนพักเที่ยงแล้วกัน เรื่องมันยาว ตอนนี้ขอไปเก็บกระเป๋าที่ห้องเรียนก่อน ใกล้จะถึงเวลาเข้าเรียนแล้ว” โตบีผู้เตรียมตัวจะเป็นพระสงฆ์ใช้วาจาสุภาพกับเพื่อนทุกคนพูดจบก็เดินผ่านผมไปยังห้องเรียน
เก๊ง เก๊ง เก๊ง... เสียงระฆังใบใหญ่บนยอดตึกโกลอมเบต์ที่มีนาฬิกาเรือนใหญ่หน้าปัดทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสชี้บอกเวลา ๘.๒๐ น. ฝั่งตรงกันข้ามกับอาคารเรียนแผนกฝรั่งเศสดังขึ้น บอกถึงเวลาเคารพธงชาติ
ผมยังอารมณ์ค้างจากเรื่องที่เราเสวนากัน คิดทบทวนถึงชื่อวันแห่งความรัก ขณะเดินแถวเข้าห้องเรียน ไม่เคยปรากฏชื่อของวันที่ว่านี้ในสารบบปฏิทินคาทอลิก หรือแม้แต่ปฏิทินของทางราชการเลยนี่หว่า

พักเที่ยง เวลาประมาณ ๑๒.๔๐ น. หลังรับประทานอาหารกลางวัน เราสามคนถกเรื่องวันวาเลนไทน์กันต่อที่ใต้ชายคาข้างอาคารเรียน
“วันที่ว่านั่นคือวันระลึกถึงนักบุญวาเลนตินุสหรือวาเลนไทน์ ผู้เปี่ยมด้วยความรัก ความเมตตา และความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์ วาเลนตินุสเป็นนักบวชคริสต์สมัยจักรวรรดิโรมัน เมื่อประมาณ 1,700 กว่าปีมาแล้ว สมัยนั้นศาสนาคริสต์เป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมายที่กษัตริย์เคลาดิอุสที่ 2 ตราไว้ ห้ามราษฎรถือศาสนานี้ วาเลนตินุสไม่เห็นด้วย แอบทำพิธีแต่งงานตามศาสนาให้หนุ่มสาวชาวคริสต์หลายคู่ ในที่สุดก็ถูกจองจำในคุกและถูกทรมานต่างๆ นานา” โตบีบรรยายราวกับเป็นครูคำสอน
“นายรู้เรื่องนี้มาจากไหน เรายังไม่เคยได้ยินครูคำสอนพูดถึงเรื่องนี้มาก่อน” ผมชักสงสัย
“แล้วไงต่อ เรื่องกำลังสนุกเลยว่ะ” ต่อขัดจังหวะผมไม่ให้ออกนอกเรื่อง
“ในขณะที่ถูกคุมขังอยู่นั้น วาเลนตินุสก็พบรักกับสาวตาบอด ลูกสาวผู้คุม ด้วยความรักและคำอธิษฐานของเขา พระเจ้าได้ทรงโปรดให้ตาของสาวเจ้าเป็นปกติ เมื่อความล่วงรู้ถึงกษัตริย์เคลาดิอุสที่ 2 พระองค์จึงมีบัญชาให้กุดหัวเขา”
ยังกะนิยายเลยแฮะ ผมคิด
“ต่อมา เมื่อผู้คนรู้เรื่องราวก็เกิดประทับใจความรักของเขา จึงถือเอาวันที่เขาถูกประหารชีวิต 14 กุมภาฯ เป็นวันแห่งความรัก กลายเป็นแฟชั่นไปทั่วยุโรปและอเมริกาเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้เอง”
โตบีหันหน้ามาทางผม “อ้อ... ก้อย ที่เรารู้เรื่องนี้ก็เพราะเราถามบาทหลวงอิตาลีที่มีศาสนนาม ‘วาเลนตินุส’ เมื่อเราเข้ารับการฝึกอบรมนักแพร่ธรรมน้อยตอนปิดเทอมใหญ่ปีที่แล้ว ที่บ้านเณร อำเภอสามพราน” เขาตอบคำถามผมเป็นการตบท้ายให้ผมหายข้องใจ
“อั๊วว่าแฟชั่นนี่ระบาดเข้ามาในเมืองไทยเพราะห้างเซนทรัล วังบูรพา เริ่มต้นด้วยการ์ดอวยพรวันเกิดนำเข้าจากอเมริกา การ์ดคริสต์มาสและปีใหม่ ทีนี้ก็ถึงคราวการ์ดวาเลนไทน์ ทั้งหมดก็เพื่อขายสินค้า เหยื่อ... เหยื่อแท้ๆ... คนไทยตกเป็นเหยื่อง่ายจัง” ต่อเปรยขึ้นแล้วถอนหายใจอย่างอนาถใจ

...............

สิบปีผ่านไป ผมเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยปีสุดท้าย เพื่อนร่วมชั้นของผมคนหนึ่งกระดี๊กระด๊าเมื่อถึงวันวาเลนไทน์ มันซื้อดอกกุหลาบแดงดอกหนึ่งกับของขวัญชิ้นเล็กๆ ให้สาวรุ่นน้องต่างคณะที่มันแอบชอบ เธอรับของกำนัลนั้นอย่างเฉยเมย แต่ก็ยังมีมารยาทเอ่ยคำขอบคุณแล้วเดินจากไป
จู่ๆ มันก็จะให้ดอกกุหลาบแดงเป็นแม่สื่อ ทั้งๆที่เธอเป็นดาวเด่นของคณะ ไอ้เบื๊อกเอ๊ย

ใครจะเห็นวันวาเลนไทน์มีความหมายก็ช่าง แต่ผมว่าเป็นแค่วันธรรมดาๆวันหนึ่ง ผมไม่เคยมอบดอกกุหลาบแดงให้สาวใด และไม่มีสาวใดยื่นดอกกุหลาบแดงให้ผมในวันวาเลนไทน์ สาวหลายคนเสียตัวไปกับความรักจอมปลอมของไอ้หนุ่มปากหวานในคืนวาเลนไทน์ที่เอื้อนเอ่ยคำว่า “รักนะ” พร้อมกับหยิบยื่นดอกกุหลาบแดงราคาดอกละร้อยบาทให้ ผมเวทนาผู้ที่หลงตามกระแสบ้าๆบอๆ นั่นจริงๆ.

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 05, 2011, 01:25:06 am โดย ชุติมา-ประภัสสร » บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: เมษายน 05, 2011, 01:31:05 am »

กุหลาบย้อมสี
จันทรา


   ภาพข่าวโทรทัศน์ ในค่ำคืนวันนี้ มีแต่เรื่องวันแห่งความรัก ที่มาพร้อมกับราคาดอกกุหลาบอันแพงลิบลิ่ว หากย้อนกลับไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ฉันแทบไม่อยากให้โลกขับเคลื่อนมาจนถึงวันนี้เลย
   “แม่จ๋า...” เจ้าเดียว ลูกชายวัยสิบแปดเรียกเสียงหวาน ในตอนค่ำของวันอาทิตย์ที่แล้ว
   “มีอะไรหรือเปล่า” ฉันถามด้วยหัวใจหวาดหวั่น เพราะทุกครั้งที่น้ำเสียงรื่นละมุนผ่านเข้าหู เงินในกระเป๋าก็ไหลพรูออกจากมือ ด้วยจำนวนที่ชวนเป็นลม
   “อาทิตย์หน้าเป็นวันวาเลนไทน์ เพื่อนๆ จัดฉลองกันที่ร้านอาหาร” ลูกบอกด้วยประกายตาหวานวับ “ผมจะซื้อกุหลาบสีขาวให้แฟนสักช่อ เลยว่าจะขอเงินแม่เป็นพิเศษสักสามพัน”
   ไม้แหลมๆ ที่กำลังเสียบหมูหมัก เลื่อนแฉลบไปถูกปลายนิ้วจนเลือดซึม เงินสามพันบาทจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับวิธีที่จะได้มา สำหรับแม่ค้าขายข้าวเหนียวหมูปิ้ง ที่มีกำไรหลังหักค่าใช้จ่าย แค่ไม้ละสองบาท ฉันต้องปิ้งหมูถึงหนึ่งพันห้าร้อยไม้ ด้วยเวลาประมาณสี่วัน กว่าจะได้เงินมาให้ลูกไปกินข้าวร่วมกับเพื่อนๆ ในมหาวิทยาลัยเพียงมื้อเดียว
   หากเงินนั้นนำไปใช้เพื่อการศึกษา ฉันคงพอมีกำลังจะควักจ่ายมากกว่านี้ เพราะเคยตั้งความหวังไว้ว่า เมื่อลูกเรียนจบและมีงานทำมั่นคงแล้ว ฉันจะขายของต่ออีกสักพัก เพื่อเก็บเงินไว้ใช้ในบั้นปลายของชีวิต ส่วนเวลาที่เหลือก็อยากปลูกต้นไม้หรือเดินออกกำลังกายบ้าง พอขากลับก็แวะซื้ออาหารไปกินที่บ้าน เหมือนที่คนสูงอายุชอบมาซื้อหมูปิ้งของฉัน หน้าสวนสาธารณะ ทุกเช้า
   “ตกลงนะครับแม่ แค่สามพันเอง”
   “แต่ว่า...” ฉันลังเลที่จะพูดต่อเพราะกลัวจะต้องได้ยินคำพูดแสลงหู เวลาขัดใจลูก
   “อย่าบอกนะว่าไม่มี เพราะเป็นหน้าที่ของแม่ ที่จะต้องเลี้ยงดูผม” ใบหน้าหล่อๆ เริ่มบึ้งตึง
   “แม่รู้ แต่แม่อยากเก็บเงินไว้จ่ายค่าเล่าเรียน ตอนเปิดเทอมใหญ่มากกว่า”
   “แล้วค่อยหาเอาใหม่” น้ำเสียงห้วนสนิทเพราะไม่ได้ดังใจ “อย่าลืมนะว่า ที่ผมต้องกลายเป็นลูกไม่มีพ่อเพราะแม่ หรือถ้าจะพูดให้ชัดลงไปอีกก็เพราะ...”
   “พอๆ ไม่ต้องพูดอีกแล้ว” ฉันรีบยกมือห้าม “เอาเถอะ แล้วแม่จะหาให้”
   “ขอบคุณครับ” ลูกเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นแจ่มใสอีกครั้ง ก่อนเดินเข้าห้องปิดประตู ตามด้วยเสียงเพลงวัยรุ่นที่ฉันฟังไม่ค่อยได้ศัพท์ เพราะแค่เอาร้อยแก้วมาใส่ทำนอง ก็นับเป็นเพลงได้แล้ว

   ท่ามกลางกองหมูที่ต้องเสียบไม้ เพื่อเตรียมขายในวันรุ่งขึ้น ฉันเพลิดเพลินจนปล่อยให้ตัวเอง จมลึกลงไปในห้วงอดีตเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน ซึ่งฉันก็เคยขอเงินแม่เพื่อไปฉลองวันแห่งความรักพร้อมๆ กับเพื่อนนักเรียนชั้นมัธยมปลาย คืนนั้นฉันกับเพื่อนหญิงหลายคนดื่มเหล้าเมามาย จนไม่มีสติรับรู้ว่าถูกเพื่อนชายพาไปที่ไหน นอนกับใครกี่คน ทุกอย่างไหวระริกอยู่ในความเคลิบเคลิ้ม
   สามเดือนต่อมา ฉันตระหนักถึงความผิดปกติที่เกิดภายในร่างกาย จึงชวนเพื่อนหญิงอีกคนซึ่งมีอาการเช่นเดียวกันไปหาหมอ แล้วผลก็เป็นไปอย่างที่หวาดกลัว ฉันกับเพื่อนได้รับของที่ระลึกในวันวาเลนไทน์คนละชิ้น แต่เราสองคนไม่รู้จะเรียกร้องเอาผิดกับใคร เพราะคืนนั้นเราถูกฝากรอยรักหลายครั้ง โดยเพื่อนชายหลายคนที่หมุนเวียนกันเข้ามา
   ในขณะที่เพื่อนสาวเลือกใช้วิธีกำจัดเลือดก้อนนั้น แต่ฉันถูกแม่จับได้เสียก่อน แม่ไม่ยอมให้ทำตามเพื่อน แม่ร้องไห้พร้อมกับบอกว่า การฆ่าคนเป็นบาปหนา สุดท้ายฉันต้องจบชีวิตนักเรียน เพื่อออกมาเลี้ยงลูกชายคนเดียว ด้วยการช่วยแม่ปิ้งหมูขาย
ห้าปีต่อมา แม่เสียชีวิตเพราะถูกรถชน ฉันเลยต้องก้มหน้าก้มตาเลี้ยงลูกไปตามลำพัง
   หลายครั้งที่ฉันเคยนึกอยากจะรู้ว่า ใครเป็นพ่อของลูก ด้วยการตรวจหาความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรม แต่เมื่อติดต่อกลับไปยังเพื่อนชาย ซึ่งตอนนั้นเรียนมหาวิทยาลัยกันหมดแล้ว ทุกคนปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือ ส่วนฉันก็ไม่มีปัญญาจะไปบังคับใคร ด้วยกรรมวิธีทางกฎหมายได้
   เจ้าเดียวโตขึ้นมาพร้อมกับคำล้อเลียนว่า เป็นลูกไม่มีพ่อ ฉันสงสารลูกมากจึงชดเชยให้ด้วยความรัก ผ่านข้าวของที่เขาเรียกร้อง ต่อมาสิ่งที่ลูกต้องการเริ่มมากเกินความจำเป็น แต่พอคิดจะขัดใจบ้าง ลูกก็ตีโพยตีพายถึงกำเนิดของเขา อันเกิดจากความหลงระเริงของฉัน ปากที่ตั้งท่าจะค้านจึงถูกบีบจนปิดสนิท ในที่สุดก็ต้องจ่ายเงินสามพันบาท ตั้งแต่เมื่อเช้า ก่อนเขาออกจากบ้าน

กว่าจะเสียบหมูหมดก็สี่ทุ่มกว่าแล้ว ฉันอาบน้ำเสร็จตั้งใจว่าจะรีบเข้านอน แต่เมื่อลูกยังไม่กลับ จึงต้องนั่งดูรายการทอล์คโชว์ เพื่อฆ่าเวลารอเปิดประตู ขณะที่ในซอกมุมเล็กๆ อดนึกน้อยใจไม่ได้ว่า ลูกมีความรักให้คนอื่นได้มากมาย แต่กับแม่ที่นั่งรออยู่ในบ้าน ลูกไม่เคย...
ความน้อยใจที่เพิ่งเริ่มก่อตัว วูบหายไปทันที เมื่อมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
“ฮัลโหล” ฉันกรอกเสียงรับสาย จากเบอร์แปลกๆ ที่ปรากฏหน้าจอ
“คุณแม่ของเดียว ใช่มั้ยคะ” เสียงเด็กสาวที่ดังเข้ามา แฝงอาการสั่นเทาจนสัมผัสได้
“ใช่จ้ะหนู มีอะไรหรือเปล่า”
สาวน้อยคนนั้นนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะเล่าถึงสาเหตุที่โทรศัพท์มา ฉันฟังไม่ทันจบดีก็ต้องรีบออกมาหน้าปากซอย ซึ่งเต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิต่างๆ ฉันแหวกผู้คนเข้าไปเปิดหน้าที่ถูกหนังสือพิมพ์ปิดทับ ใบหน้าหล่อเหลา ยับเยินจนจำแทบไม่ได้ ต้องควานหาคำยืนยันจากสร้อยคอ
“ถูกอัดอย่างแรง” เสียงหนึ่งบอก “เพราะนั่งคู่มากับคนขับ ซึ่งเมามากเลยชนเสาไฟฟ้า”
จากนั้นฉันก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรอีก นอกจากเสียงที่คร่ำครวญในใจ ฉันเคยได้เขามาจากวันวาเลนไทน์ แต่แล้ววันวาเลนไทน์ก็มาพรากเขาคืนกลับไป เหลือไว้เพียงกุหลาบช่อโตที่ตกอยู่ข้างๆ รถบุบบู้บี้ เดิมดอกไม้นั้นคงเป็นสีขาว แต่บัดนี้มันถูกย้อมด้วยสีแดงเป็นด่างดวง ฉันอยากจะรู้สักนิดว่า สีแห่งความรักที่ประทับลงบนกลีบแหลกเหลว จะมีสักหยดหนึ่งไหม ที่หลั่งเลยมาถึงแม่คนนี้ 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 05, 2011, 01:37:19 am โดย ชุติมา-ประภัสสร » บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #3 เมื่อ: เมษายน 05, 2011, 01:41:51 am »

“ทาง...ที่เราเลือกเอง”
สุรพงษ์


‘วันเสียตัวแห่งชาติ โพลชี้ชัดค่านิยมวัยรุ่น โรงแรมคึกคักส่งตำรวจคุมเข้ม’  หนังสือพิมพ์ยอดขายอันดับหนึ่งของประเทศที่พาดหัวตัวใหญ่เบ้อเริ่มบอกความสำคัญประเด็นข่าวในวันนี้ถูกวางลงบนโต๊ะทันทีที่นำพลอ่านจบลง  แม้ว่าเขากำลังใช้หนังสือพิมพ์เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลค้นหาตำแหน่งงานใหม่ แต่เขาก็ต้องติดตามข่าวสารให้ทันสถานการณ์อยู่เสมอ เพราะมันเป็นประโยชน์ต่อวิชาชีพของเขา
ความรู้สึกกระอักกระอ่วนแทบสำรอก  จากเนื้อหาข่าวทำนองนี้ถูกสื่อมวลชนนำเสนอมาตั้งแต่สองสามสัปดาห์ก่อนหน้านี้  ในแนวทางเดียวกันนี้  เขาไม่ได้รู้สึกต่อต้านขนาดที่ว่าไม่ยอมรับว่ามันมีอยู่จริงในสังคม  แต่สิ่งที่ทำให้เขาหนักใจ และไม่เข้าใจก็คือ ทำไมสื่อเลือกที่จะให้ข้อมูลแต่ด้านแย่ๆ ทั้งๆ ที่สามารถนำเสนอด้านอื่นๆ ได้เท่าๆ กัน และเป็นประโยชน์กับสังคมมากกว่า ถึงแม้จะมีบางคำพูดเหน็บการทำงานของสื่อสารมวลชนว่า “ข่าวร้ายลงฟรี ข่าวดีเสียตังค์” ก็ตามที  แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะทำใจนิ่งเฉยได้
“...ขณะที่ยอดผู้ใช้บริการตามโรงแรมม่านรูดชัดเจนว่าในช่วงวันวาเลนไทน์จะสูงมากกว่าปกติ   และหลายปีหลัง ยังพบว่ามีผู้ใช้บริการที่อายุน้อยลงเรื่อยๆ...”   เสียงผู้ประกาศข่าวรายงานสกู๊ปพิเศษดังเจื้อยแจ้วผ่านหน้าจอทีวีที่อำไพเปิดทิ้งไว้ฟังเสียงบ้างเหลือบมาดูบ้างเป็นบางครั้ง  ในขณะที่กำลังง่วนกับการเตรียมอาหารอยู่ในครัว   และแน่นอนทั้งข้อมูลต่างๆ และรูปแบบการนำเสนอข่าวช่างเร้าความรู้สึกให้หดหู่ และชวนให้ห่วงใยสถานการณ์ในสังคมไทยมากขึ้นๆ  โดยเฉพาะคนเป็นพ่อเป็นแม่ที่มีลูกๆ อยู่ในช่วงวัยรุ่น ยิ่งต้องน่าเป็นห่วงมากเป็นสิบๆ เท่า  แม้อำไพจะไม่ได้เชื่อถือข้อมูลทั้งหมดแต่ก็คล้อยตามอารมณ์ของการนำเสนอที่สื่อกำหนดมาอย่างไม่รู้ตัว
ณธาร สาวน้อยวัยสิบเจ็ดที่กำลังสนุกสนานกับการท่องโลกอินเทอร์เน็ตไปเรื่อยเปื่อย พร้อมการแช็ต พูดคุยกับเพื่อนๆ และสื่อสารผ่านโลกออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ค  ก็ยังสะดุดกับหัวข้อของบล็อค   การแสดงสถานะในเว็บโซเชียลเน็ตเวิร์ค   หรือแม้แต่ข้อความที่คนส่วนใหญ่ทวีตคุยกันผ่านทวีตเตอร์  ที่ไม่พ้นเรื่องของทัศนคติในเรื่องวันวาเลนไทน์  ที่เกินกว่า 80 เปอร์เซนต์ได้รับอิทธิพลมาจากสื่อมวลชน  ทั้งเรื่องเพศ เรื่องความรัก  ‘วันนี้เขาว่าเป็นวันเสียตัวจริงอ๊ะป่าววว...’     ‘ใครไปเที่ยวที่ไหนกันบ้างวันนี้  แล้วไปกะใครเอ่ย’  บางข้อความก็แรงและเปิดเผยตามภาษาการแสดงออกของวัยรุ่นยุคนี้ ‘เตรียมออกไปเสียตัวกันดีกว่า’  ‘อยู่บ้านแค่กด like แต่วันนี้วาเลนไทน์จะกดอย่างอื่น’ ....
              “ไม่ออกไปเที่ยวกับเราจริงๆ เหรอธาร”  ในขณะที่ปล่อยให้ข้อความต่างๆ วิ่งผ่านตาทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ  ข้อความแช็ตจากอาร์ตเพื่อนชายคนสนิทของณธารฟังดูเว้าวอนก็แทรกขึ้นมา
   “ไม่ดีกว่า เพราะวันนี้พ่อกะแม่อยู่ครบเลย ว่าจะกินข้าวด้วยกันน่ะ”   แม้ใจหนึ่งณธารก็อยากออกไปเที่ยวข้างนอกเหมือนวัยรุ่นคนอื่นๆ  แต่โอกาสได้อยู่ด้วยกันกับครอบครัวแบบพร้อมหน้าก็ไม่บ่อยนัก เพราะพ่อมักจะงานเยอะ  จะว่าเป็นโชคร้ายบนโชคดีก็ได้ที่พ่อเพิ่งตัดสินใจลาออกจากงานนักข่าวหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่มา เพราะแนวทางการทำข่าวของพ่อไม่ตอบสนองความต้องการของนายทุน  ทำให้ทุกคนมีเวลาอยู่ด้วยกันในวันนี้  และณธารตัดสินใจเลือกครอบครัวก่อนคนรัก...
“ไงจ๊ะพ่อ  เสียดายเหรอที่ไม่ได้ทำข่าววันนี้”   อำไพแซวสามี ขณะที่เห็นนำพลดูซึมๆ และมีสีหน้ากังวลกับกองหนังสือพิมพ์มากมายที่อยู่ตรงหน้า
“เปล่าหรอก ผมแค่เป็นห่วงน่ะ  ห่วงว่าถ้าสื่อมากมายในบ้านเรานำเสนอแต่เรื่องแบบนี้ และเน้นไปที่การขายอารมณ์ความรู้สึกแบบนี้  สังคมเราจะมีแต่แย่ลงๆ สื่อบอกแต่ว่าถ้าทำแบบนี้ แล้วมันจะแย่อย่างโน้นเลวร้ายอย่างนี้  แต่ไม่ค่อยนำเสนอในแบบที่เป็นด้านดีๆ ให้เลือกทำบ้าง  เหมือนเวลาเราสอนลูก ถ้าเราไม่เคยบอกทางที่ดีแก่ลูก แล้วลูกเราจะเลือกเดินไปถูกทางได้อย่างไร  ผมล่ะเป็นห่วงเด็กๆ รุ่นนี้จริงๆ”  สีหน้าและแววตานำพลยังเต็มไปด้วยความกังวล  แต่ก็ดูดีขึ้นมาเมื่ออำไพเดินเข้ามาโอบกอด และพูดปลอบเขาด้วยความเข้าใจ  ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอปฏิบัติกับเขามาอย่างสม่ำเสมอในฐานะคู่ชีวิต
“แม่ภูมิใจในตัวพ่อนะ และคิดว่าเลือกคนเป็นคู่ชีวิตไม่ผิด อุดมการณ์ของพ่อไม่เคยเปลี่ยน พ่อทำงานของพ่อด้วยความรัก และพ่อก็ได้เลือกแล้วว่า อุดมการณ์ของพ่อมีค่ามากกว่าผลตอบแทนที่มันจะทำร้ายคนอื่น  แม่เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นเกราะปกป้องครอบครัวเราให้ฝ่าฟันสิ่งร้ายๆ ไปได้  เพราะพวกเราทุกคนเลือกทางของเราด้วยสิ่งที่เรียกว่า..ความรัก  และเราก็ซื่อสัตย์กับมัน”
แม้ว่ายังกังวลกับการต้องเริ่มต้นงานใหม่ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่คำพูดและการแสดงออกของอำไพก็ทำให้เขาสบายใจขึ้นมาได้ไม่น้อย และเขายิ่งมีความหวังกับการตัดสินใจของเขามากขึ้น เมื่อครอบครัวของเขาเป็นสิ่งที่แสดงให้เขาเห็นว่าเขายังศรัทธาและเชื่อมั่นในการทำสิ่งที่ถูกต้องและดีงามต่อไปได้ 
ณธารปิดเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว  และเดินลงมาสบทบกับพ่อและแม่ที่โต๊ะอาหาร  เธอไม่รู้ว่าทำไมพ่อกับแม่ดูมีความสุขจัง  แต่แค่มันทำให้เธอมีความสุขไปด้วยเธอก็ดีใจแล้ว  และยิ่งทำให้เธอรู้ว่า เธอตัดสินใจไม่ผิดที่เลือกอยู่กับครอบครัวในวันนี้
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #4 เมื่อ: เมษายน 05, 2011, 01:47:19 am »

“ปลดระวางเทพเจ้า”
"พลอยรุ้ง"

14  กุมภาพันธ์  วันแห่งความรัก  เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นบนสวรรค์ เมื่อเทพเจ้าแห่งความรักสององค์เกิดทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรง ระหว่างพระกามเทพไทย กับคิวปิคเทพเจ้าแห่งความรักของชาวโรมัน   สาเหตุเกิดจากพระกามเทพไทยได้กล่าวตำหนิอย่างรุนแรงในการทำงานผิดพลาดของเทพเจ้าหนุ่มคิวปิคที่ส่งผลให้โลกมนุษย์มีความสับสนโกลาหลวุ่นวาย  อันสืบเนื่องมาจากความรักเป็นพิษที่แพร่ระบาดในหมู่มวลมนุษย์    โรคระบาดนี้ค่อย ๆ ทวีความรุนแรงขึ้นทุก ๆ ปีเมื่อวันแห่งความรักที่เวียนมาถึง 
 
 พระกามเทพไทยซึ่งเป็นโอรสของพระยมกับพระนางลักษมี   ทรงเห็นเหตุการณ์เหล่านี้มาโดยตลอดทรงเป็นห่วงชาวโลก และห่วงเทพจ้าคิวปิคเพื่อนร่วมอาชีพที่ทำงานบกพร่องโดยพระองค์ ทรงเกรงว่าจะทำให้อาชีพการเป็นเทพเจ้าแห่งความรักจะมัวหมองและเสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติยศและในที่สุดอาจจะทำให้ไม่มีเทพเจ้าอีกเลยในอนาคตและวันวาเลนไทม์ก็จะหมดคุณค่าและความสำคัญลงไป  เพราะผู้คนก็จะเสื่อมศรัทธาไม่มีความเชื่อมั่นในเทพเจ้าแห่งรักอีกต่อไป  ยิ่งตอนนี้มีเทพเจ้าแห่งรักองค์ใหม่เกิดขึ้นมาแข่งแย่งอาชีพนั่นคือ เทพเจ้าออนไลน์ที่แผลงศรโดยใช้สื่อรักทางออนไลน์ ความแปลกใหม่ทำให้ ผู้คนจึงหันเหความสนใจที่จะหาคู่รักคู่เดททางออนไลน์ไปกันมากขึ้นเรื่อย ๆ 

ในขณะที่เทพเจ้าหนุ่มน้อยคิวปิคโอรสของเทพวีนัสกับเทพเมอร์คิวรีเองก็รู้สึกเสียหน้าไม่พอใจเป็นอย่างมากที่ถูกเทพเจ้าต่างชาติต่างภาษามาบริภาษพระองค์  ความที่พระองค์ยังเป็นเด็กหนุ่มอารมณ์ร้อนจึงบันดาลโทสะด่าว่าพระกามเทพเจ้าอย่างเสีย ๆ หาย ๆ และได้ปฎิเสธเสียงแข็งว่าพระองค์ไม่ได้ทำงานผิดพลาดแต่อย่างใด  เห็นไหมว่าในส่วนดีของพระองค์นั้นได้ทำให้เด็ก ๆวัยรุ่นทั่วโลกเกิดความรักกันอย่างแพร่หลาย  เด็ก ๆ มั่วรักมั่วเซ็กส์กันอย่างเมามันสนุกสนานนี่มิใช่เพราะฝีมือของพระองค์ที่ทรงเหนี่ยวลูกศรรักปักอกมือเป็นระวิงดอกหรือ  อีกอย่างใครจะไปปิดกั้นความเจริญทางเทคโนโลยีได้เล่า   ฝ่ายพระกามเทพเห็นเทพหนุ่มพูดจาบ่ายเบี่ยงเลี่ยงบาลี   พระองค์ก็เกิดความโมโหจนหูร้อนฉ่าจึงตะเบ็งเสียงอันดังต่อว่าเทพคิวปิคหนุ่มว่าขาดวิจารณญาณในการตัดสินใจที่จะเป็นสื่อรักที่ดีต่างหากจึงทำให้แผลงศรรักพลาดเป้าหมายทำให้คนมีหลายรักขึ้นพร้อมกันในเวลาเดียวกัน  เกิดมีกิ๊กมีกุ๊กกันอลวนอลเวงอลหม่านทำให้ครอบครัวแตกแยก  ทำให้เด็กวัยรุ่นตั้งทัองในขณะที่ตนเองยังไม่พร้อม    ทำให้เกิดการข่มขืนกันขึ้นไม่เลือกว่าเป็นพ่อลูกกัน  การทำให้ชายรักชาย และหญิงรักหญิง  หรือแม้กระทั่งเกิดรักพิลึกกึกกือขึ้นเมื่อชายหนุ่มแต่งงานกับหมาจนเป็นข่าวครึกโครมทั่วโลก  นี่ล้วนเป็นฝีมือผิดพลาดของท่านทั้งหมด

จากการพูดจาภาษาดอกไม้กันดี ๆ กลายเป็นการถกเถียงกันอย่างหน้าดำคร่ำเครียดจนเกือบถึงขึ้นที่เทพทั้งสองจะเปิดศึกตะลุมบอนกันนั้น   โลกมนุษย์ก็ว่างเว้นจากเทพเจ้าแห่งความรักมาปฎิบัติหน้าที่มนุษย์ต่างก็พากันโกรธและเกลียดซึ่งกันและกันชนิดที่เรียกว่าเกลียดเข้ากระดูกดำโดยไม่มีเหตุมีผล แค่พูดไม่ถูกหู แค่มองหน้ากันใครจะทำอะไรก็ดูจะขวางหูขวางตาซึ่งกันและกันไปหมด ต่างแยกเขี้ยวยิงฟันใส่กัน ข่มขู่ตะคอกสำรอกถ้อยคำอันเผ็ดร้อนใส่กัน หาสาระในการฟังไม่ได้เลย ต่างก็แบ่งฝักแบ่งฝ่ายแยกขั้วแบ่งพรรคแบ่งพวกแบ่งสี ทำให้สีบางสีในโลกมนุษย์กลายเป็นของต้องห้าม ใครจะใส่เสื้อสีอะไรออกไปนอกบ้านต้องคิดแล้วคิดอีกเป็นความทุกข์ของมนุษย์ โลกมนุษย์กำลังจะลุกเป็นไฟเพราะมวลมนุษย์ทำร้ายฆ่าฟันเป็นผักเป็นปลา  ผู้คนล้มตายกันเกลื่อนกลาดดาษดา  อนิจจามนุษย์ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสัตว์โลกที่ฉลาดกว่าสัตว์ทั้งปวง

ร้อนถึงพระอินทร์ที่ทิพยอาส์นที่เคยอ่อนนุ่มกลับแข็งกระด้างในฉับพลัน  จึงเล็งทิพยเนตรลงมายังโลกมนุษย์ก็แปลกใจว่าทำไมเมืองมนุษย์จึงเดือดร้อนวุ่นวายปานฉะนี้ไปได้ เกิดอะไรขึ้นมนุษยธรรมในจิตใจของมนุษย์หายไปหมด พระองค์เศร้าสลดพระทัยยิ่งนัก ครั้นเมื่อเหลียวมองมายังเมืองสวรรค์ พระองค์ยิ่งตกพระทัยแทบจะตกจากทิพยอาส์นทรงตบพระชานุดังฉาดใหญ่ เอ่ยวาจาออกมาว่า“อ้อเป็นอย่างนี้นี่เอง ขั้นเทพกับเทพยังทะเลาะกันแล้วมนุษย์ตัวน้อยนิดก็จะเหลืออะไรมิต้องแหลกลาญเป็นผุยผงดอกหรือ” ว่าแล้วองค์อินทร์ทรงเห็นว่าถ้าปล่อยให้ช้าไปแม้เพียงวินาทีเดียวไม่ได้การแน่  บัดเดี๋ยวใจพระองค์ก็มีพระบัญชารับสั่งให้เรียกตัวคู่กรณีพาททั้งสององค์ให้มาพบโดยด่วนก่อนจะถึงวันวาเลนไทม์ วันที่ 14 กุมภาพันธ์  เพื่อจะได้นำการบ้านที่พระองค์จะมอบให้ทำนั้นไปปรับปรุงแก้ไขและนำมาปฎิบัติให้ทันวันวาเลนไทม์ที่จะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้   เทพเจ้าทั้งสองจึงต่างแต่งองค์ทรงเครื่องเพื่อรีบมาเข้าเฝ้าองค์อมรินทร์เพื่อให้พระองค์ทรงทำหน้าเป็นท้าวมาลีวราชตัดสินคดีความ  พระกามเทพนั่งบนหลังนกแก้วเสด็จมาพร้อมพระนางรติชายา   และเหล่านางอัปสรบริวาลพระองค์ถือดอกไม้ และธนูอาวุธประจำกายที่ทำจากต้นอ้อย  สายธนูเป็นตัวผึ้งจับเรียงรายจนเต็มสาย  ปลายลูกศรเป็นดอกไม้   ส่วนเทพหนุ่มน้อยคิวปิคก็เสด็จมาพร้อมกับพระนางไซฟีพระชายา   ทรงเปลือยกายติดปีทั้งสองข้างด้วยขนนกฮูก  ในมือถือธนูและลูกศรที่ทำจากทอง   เมื่อเทพเจ้าทั้งสององค์มาถึง  ทรงทำความเคารพองค์ท้าวสหัสนัยน์แล้วประทับนั่งต่อหน้าพระพักตร์ ท้าวเธอโบกพระหัตถ์ให้บรรดาผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปจากสถานที่ตรงนั้น  จากนั้นพระ องค์ทรงกล่าวอบรมตักเตือนว่า

“ความรักเป็นสิ่งดีงาม เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจมนุษย์  ดังนั้นไม่ควรนิยามความรักไว้เพียงแค่ความใคร่ ตัณหาและกามารมณ์เท่านั้น  แต่ควรจะขยายขอบเขตแห่งความรักให้ยิ่งใหญ่และมีคุณค่ามากกว่านั้น  ความรักควรเป็นเรื่องการมีเมตตากรุณาต่อกันการเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน  การทำหน้าที่ของเทพเจ้าแห่งความรักจะต้องมีสติไม่ประมาทเลินเล่อ  จะต้องทำให้มนุษย์เกิดความศรัทธาและเชื่อมั่นในความรักซึ่งก็จะเท่ากับเรียกความนิยมในตัวเทพเจ้าให้กลับคืนมาได้ 

 หลังจากที่ได้ฟังความจากเทพเจ้าทั้งสองเล่าถึงสาเหตุแห่งการทะเลาะกันอย่างละเอียดแล้ว  พระอินทร์ผู้มีชื่อเรียกหลายชื่อก็ได้ตัดสินคดีความให้ปลดคิวปิคเทพเจ้าหนุ่มออกจากตำแหน่งเป็นการ  ลงโทษเป็นเวลาสองปี แล้วให้เทพเจ้าคิวปิคองค์ชรามาทำหน้าที่รับผิดชอบแทน ส่วนพระกามเทพนั้นให้หายสาบสูญไปก่อน

 ทันทีที่พระองค์ตัดสินความ  พลันโลกมนุษย์เริ่มมีสันติสุขเกิดขึ้น ความรักจึงกลับมาสว่างไสวในวันวาเลนไทม์ที่จะมาถึงอีกครั้ง .
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #5 เมื่อ: เมษายน 05, 2011, 01:55:43 am »

วาเลนไทน์...เพื่อเธอ
วงแข


สำหรับหนึ่งนัดดา.....วาเลนไทน์ปีนี้มีความหมายยิ่งใหญ่    วันพิเศษที่เธอจะสามารถบอกความในใจต่อเขา..ไม่ใช่ด้วยคำพูดหรอก  อย่างไรเสียเธอก็คือกุลสตรีชาวไทย.....แต่...ของขวัญชิ้นที่เธอบรรจงทำด้วยมือของตัวเองคงทำให้เขารู้ซึ้งถึงความรู้สึกลึกล้ำที่เธอมีให้เขา         หนึ่งนัดดา..ผู้เป็นหนึ่งเสมอมา  แต่ไม่เคยมีอันดับในสายตาของทิวธวัช

หนุ่มน้อยแสนโก้คนนั้นมีเพื่อนทั้งหญิงชายมากมาย  ทั้งเพื่อนในชั้นเรียนของเขาเอง  เพื่อนรุ่นพี่ รุ่นน้อง  กระทั่งเพื่อนต่างโรงเรียนอย่างเธอ   เวลาอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูง  เขาก็ดูราวดาราที่อยู่ท่ามกลางแฟนคลับ   โดดเด่นเห็นแต่ไกล..ไม่เห็นเพื่อนคนไหนจะรู้สึกอึดอัดขัดใจเหมือนเธอ    ก็เธอปรารถนาจะให้เขาเห็นเธอสำคัญกว่าใคร   ได้พูดคุยกันตามลำพังบ้าง   แต่ทิวธวัชไม่เคยมีคนพิเศษ   สำหรับเขา.....เพื่อนก็คือเพื่อน    แต่วันนี้ล่ะ  หนึ่งนัดดาจะทำให้เขารู้ตัวว่า  เขาควรมี  ใครสักคนที่จะอยู่เคียงข้างเขา  เดินไปไหนมาไหนด้วยกัน   ไปกินข้าวพร้อมกัน  ไปส่งบ้าน  ดูหนังด้วยกันบ้างในวันหยุด  มีเพื่อนชายหลายคนปรารถนาจะเป็นคนพิเศษแบบนั้นของเธอ  แต่คนที่เธอยินดีจะให้เป็นมีเพียงเขาเท่านั้น

แดดตอนบ่ายคล้อยอ่อนแรงลงแล้ว  ทำให้เกิดรูปเงาทอดยาวไปบนแนวหญ้าต้นเตี้ยติดดินที่ริมบึง  เมื่อส่องผ่านร่างโปร่งบางในชุดนักเรียนชั้นมัธยมปลายที่ยืนกอดอกทอดสายตาออกไปสู่กอไม้น้ำในบึงกว้าง  เป้ที่ติดตัวมาตั้งแต่เช้าถูกวางทิ้งไว้กับพื้น....กับของขวัญชิ้นพิเศษที่เธอตั้งใจประดิดประดอยมาหลายวัน ก็ซุกอยู่ในเป้ใบนั้น.....ไม่รู้ว่าความผิดหวังนั้นมากมายเพียงไหน...........จำได้ดีว่าทิวธวัชร่าเริงอยู่ในหมู่เพื่อนหญิงของเขา   ในมือมีตระกร้าหวายขนาดย่อมบรรจุดอกกุหลาบดอกโต ก้านแข็ง   แต่ละดอกผูกโบว์สีแดงสดใส  และเขาก็แจกจ่ายให้เพื่อนๆไปทั่ว จนเหลือบมาเห็นเธอเข้า   เขาเดินเข้ามาหาพร้อมตระกร้าดอกไม้ที่เหลือเกือบจะดอกสุดท้ายอยู่แล้ว....แต่...ในตระกร้าใบนั้นยังมีช่อกุหลาบขาวกลีบแข็งสองดอกร้อยรัดไว้ด้วยสายสร้อยสีทองที่ตรงปลายแต่ละข้างของสร้อยเป็นหัวใจแก้วเป่าสีแดงสด......หนึ่งนัดดาใจเต้นแรง  จะให้ของขวัญเขาก่อน  หรือจะให้เขาให้ช่อดอกไม้แสนสวยนั้นกับเธอก่อนดี.......แต่เธอไม่ต้องตัดสินใจนาน  เพราะพอมายืนตรงหน้าพร้อมรอยยิ้มกว้าง แจ่มใส  ทิวธวัชก็ส่งกุหลาบแดงดอกสุดท้ายในตระกร้าให้เธอ.......หนึ่งนัดดามองหน้าเขางงๆ  แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ได้สะดุดใจอะไรเลย ...’  แฮปปี้ วาเลนไทน์จ้ะ  ดีจังที่เจอเธอ   ไม่เจอก็แจกไม่หมดซิเนี่ย   กำลังจะต้องไปแล้วด้วย  ‘….....เธอยังไม่หายงง...’  ไปไหน  ‘   เขามองเธอยิ้มๆ  ก่อนจะหยิบดอกไม้ช่อสวยขึ้นมาชูตรงหน้า.....’   ไปรับแคธี ที่สนามบิน   เก๋มั้ย บินมาวันวาเลนไทน์พอดีเลย   พ่อกับแม่อยากเห็นเขามานานแล้ว  วันนี้คงได้ฉลองกันสนุกน่าดู   ‘

เหมือนคนที่ตั้งใจสร้างปราสาททรายจนสวยวิจิตรพิสดาร  แล้วเห็นคลื่นซัดมันพังไปต่อหน้า.....หนึ่งนัดดารู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีที่จะอยู่....ไม่อยากกลับบ้าน......แดดรำไรลงเรื่อยๆ       อีกไม่นานพระอาทิตย์ก็คงจะลับหายไป.....เด็กสาวเริ่มรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในที่ไม่ปลอดภัย   บริเวณนี้อยู่ห่างจากด้านหลังของโรงเรียนไม่มากเท่าไร   แต่ก็ค่อนข้างลับตาคน   เวลาอยากอยู่คนเดียวมันก็ดีอยู่หรอก     เธอก้มลงคว้าเป้  แต่เพียงขยับตัวก็เห็นเงาร่างของคนอีกคนแว้บๆอยู่ที่หางตา   หันขวับกลับไป  คนที่ยืนพิงต้นไม้มองตรงมาที่เธอคงจะยืนอยู่ตรงนั้นนานแล้ว  มีจักรยานที่ด้านหลังมีกระจาดขนมรัดติดอยู่    หนึ่งนัดดาถอนใจ  นายคนนี้ก็เป็นอีกคนที่ตามแอบมองเธอ...ช่างไม่เจียมตัว...จนก็แสนจน    เรียนก็ไม่เอาไหน   ดูซิตัวโข่งขนาดนี้ยังอยู่ชั้นน้อยกว่าเธอปีนึง   เสื้อผ้าเก่าโทรมดูไม่ได้  ตัวก็ดำคล้ำแดดซะขนาดนี้

“ เธอมายืนแอบดูฉันทำไม    มาตั้งแต่เมื่อไหร่  ทำไมไม่ได้ยินเสียงเลย  “  เธอตั้งกระทู้ถามเร็วปรืด  แต่อีกฝ่ายเพียงยิ้ม แล้วเดินเข้ามาใกล้   หนึ่งนัดดารีบบอกต่อว่า   “  ฉันจะกลับบ้านแล้ว  “
“  เราก็คอยอยู่ว่าเมื่อไหร่เธอจะกลับ เห็นยืนทำสมาธิอยู่นานแล้ว  กลัวว่าจะเพลินอยู่จนค่ำ  แถวนี้พอมืดแล้วมันจะเปลี่ยว   ไป....เราจะเดินไปส่งที่หน้าโรงเรียน  “
เกือบจะปฏิเสธ..แต่แดดที่บทจะหายก็หายวับ แล้วทั้งบริเวณนั้นก็มืดสลัวลงทันที  อย่างน้อยอีตาคนนี้ก็เป็นเพื่อนโรงเรียนเดียวกัน แล้วก็ออกจะตัวโต....เดินไปเป็นเพื่อนก็ดีกว่าต้องเดินกลับออกไปคนเดียว    เด็กสาวจึงพยักหน้า  แต่ก็อดปั้นหน้าบอกบุญไม่รับไม่ได้.....เดี๋ยวจะเข้าใจผิดคิดว่าเราเปิดโอกาสให้
“  ขอแวะเอาจักรยานไปไว้บ้านก่อนนะ  จะได้บอกย่าด้วย   เดี๋ยวย่าจะเป็นห่วง  “
“  แล้วบ้านเธออยู่ที่ไหน “  หนึ่งนัดดาเริ่มสงสัย  เธอไม่เห็นแถวนี้จะมีบ้าน
“  เลยกอไผ่ข้างหน้านั่นไปนิดเดียว “

ถึงไม่ค่อยวางใจนักแต่มาตอนนี้เด็กสาวก็ไม่มีทางเลือก  ถ้ายังทำเรื่องมากมันมืดลงกว่านี้จะยิ่งลำบาก  เธอมองในกระจาดขนมเห็นขนมห่อใบตองมัดรวมกันอยู่กระจุกหนึ่ง
“  เธอทำอะไรน่ะ  กลับจากโรงเรียนแล้วไปขายขนมหรือ  “
“  ขายทั้งเช้าทั้งเย็นนั่นแหละ  ตอนเช้าก็ขายขนมตักใส่ถุง  ไปขายใกล้ๆตลาด คนที่จะใส่บาตรเขาก็มักจะมาซื้อ เพราะย่าทำขนมอร่อย น่ากิน ขายไม่มากก็จะหมดเร็ว  ขายหมดก็ยังไปโรงเรียนทัน  ตอนเย็นจะขายขนมนึ่งเอาใส่กระจาดแล้วก็ขี่จักรยานไปขายตามซอยมีเจ้าประจำเยอะเหมือนกัน  ขายสักหกโมงครึ่งก็หมดแล้วละ “
“  ไหนว่าเจ้าประจำเยอะ  ทำไมวันนี้เหลือล่ะ “
“  ไม่ได้เหลือหรอก  เราเก็บเอาไว้เอง วันนี้เป็นวันพิเศษ      เราน่ะอยู่กับย่าสองคนเท่านั้นไม่มีเวลาจะไปซื้อของพวกสวยๆงามๆที่ไหน  ไม่จำเป็นจริงๆก็ไม่กล้าทิ้งย่าไว้คนเดียว     วันนี้เราเห็นเธอตั้งแต่เช้าแล้ว  เราอยากบอกว่าเราไม่สบายใจที่เห็นเธอเสียใจ   เราตามดูเธอมานาน    ชื่นชมที่เธอเป็นพี่ที่ดีของรุ่นน้อง   เห็นเธอทำกิจกรรมเพื่อเด็กๆ เราเห็นเธอเป็นคนมีค่าแล้วก็อยากคอยดูแลให้เธอปลอดภัย   เราตามดูเธอเพราะเราห่วงไม่ได้คิดอะไรอย่างที่เธอระแวงหรอก...เรารู้ว่าวันนี้เป็นวันพิเศษของพวกวัยรุ่น  เธอก็เหมือนดอกกุหลาบสวย สดชื่น แล้วเราก็ชอบมอง  เราอยากให้เธอรู้ว่าเธอมีค่ามากกว่าที่เธอตีค่าตัวเองมากนัก   ความจริงวันนี้ถ้านายคนนั้นเขาให้ของขวัญชิ้นพิเศษกับเธอ  เธอก็คงไม่มายืนอยู่ที่ริมบึง  แล้วของที่เราอยากจะให้เธอ ก็คงไม่ได้ให้ “ เขาจูงจักรยานเข้าไปในรั้วลวดหนามที่มีเถาดอกอัญชัญพันหนาทึบ บ้านที่อยู่ตรงหน้าเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวหลังเล็กมีแสงไฟลอดออกมาวอมแวม

กลับออกมาอีกทีในมือเขาก็มีกระถางเล็กๆ มีต้นไม้ใบรูปหัวใจและขนมกระจุกที่เธอเห็น ส่งให้เธอพร้อมรอยยิ้ม “ เราเตรียมไว้ให้เธอนะ  แฮปปี้วาเลนไทน์“ 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 05, 2011, 02:03:59 am โดย ชุติมา-ประภัสสร » บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #6 เมื่อ: เมษายน 05, 2011, 02:09:04 am »

รักยุคจรวด : Valentine day’54
ดิศวัตต์


1. ความรักยุคโบราณ
   วันวาเลนไทน์ (Valentine)  มีมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน  ในกรุงโรมสมัยก่อนนั้นเมื่อถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ จะเป็นวันเฉลิมฉลองของจูโน่ ซึ่งเป็นราชินีแห่งเหล่าเทพ และเทพธิดาของโรมัน ชาวเมืองต่างรู้จักทั่วไปในนามสัญลักษณ์แห่งอิสตรี และการแต่งงาน และในวันถัดมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ จะเป็นวันเริ่มต้นของงานเลี้ยง Lupercalia เด็กหนุ่มเด็กสาวจะพลอยยินดีจากที่ตลอดปีถูกจับแยกกันอย่างเด็กขาด  แต่ในงานเลี้ยงเฉลิมฉลอง Lupercalia  กลับเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่เปิดโอกาสให้เด็กหนุ่มสาวได้มีโอกาสใกล้ชิดกัน โดยในงานเลี้ยงฉลองชื่อของเด็กสาวทุกคนจะถูกเขียนบนแผ่นกระดาษเล็กๆ แล้วใส่ไว้ในเหยือกรอเด็กหนุ่มมาจับคู่  ซึ่งการจับคู่อาจจบลงด้วยทั้งคู่ไม่ต้องชะตากัน หรือบางคู่อาจตกหลุมรัก และแต่งงานกันในที่สุด
   

2. สงครามกับความรัก
   ต่อมา......กรุงโรมเกิดสงครามขึ้นหลายครั้ง  ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิคลอดิอุสที่ 2 และจำเป็นต้องหากองกำลังมหาศาลมาร่วมในศึกสงคราม  มีความเชื่อว่าเพราะความรักทำให้พวกผู้ชายไม่ยอมจากบุคคลอันเป็นที่รักมาต้านศึก  จักรพรรดิคลอดิอุสที่ 2 จึงใช้มาตรการเด็ดขาดเพื่อให้สามารถจัดกำลังกองทหารให้ได้มากที่สุด  สิ่งที่เขาทำคือประกาศยกเลิกการแต่งงาน และงานหมั้นทั้งหมดในกรุงโรม  แต่แล้วก็มีนักบุญใจดีท่านหนึ่งชื่อนักบุญ “วาเลนไทน์”  ที่มองเห็นถึงคุณค่าสำคัญของความรัก  เขากับเพื่อนจัดตั้งกลุ่มองค์กรเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่ก่อเกิดความรักให้ได้หมั้นหมาย หรือแต่งงานอยู่ครองคู่กันอย่างลับๆ สุดท้ายการกระทำของเขานี้เองที่ทำให้นักบุญใจดีวาเลนไทน์ถูกจับ และตัดสินประหารชีวิตโดยการตัดศีรษะ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ในปีคริสต์ศักราช270  ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดท่านยอมเสียสละเพื่อเพื่อนมนุษยชาติด้วยความรัก แล้ววันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี  ความรักของนักบุญวาเลนไทน์ก็แทรกซึมไปทั่วโลกให้ทุกคนได้แสดงความรักต่อกัน รวมทั้งในประเทศไทยด้วย  การแสดงความรักในวันวาเลนไทน์ (วันแห่งความรัก)  สามารถทำได้หลายรูปแบบ ทั้งบอกรักต่อกัน  ส่งการ์ดอวยพร   มอบกุหลาบแดง หรือช๊อกโกแลตแทนความหวานสดชื่นให้กันและกัน

3. ความรักยุคโลกาภิวัตน์
   ปี 2554 การแสดงความรักในวันวาเลนไทน์ (วันแห่งความรัก) อาจแตกต่างมากมายจากอดีตจนตามกันไม่ทัน  เพราะในอดีตนั้น  พอถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ นับต่อถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่เข้าสู่งานเลี้ยงฉลอง Lupercalia เด็กหนุ่มสาวถึงจะมีโอกาสได้ใกล้ชิด และแสดงความรักต่อกันโดยใช้เวลา 1 ปี ในการพิสูจน์ความรัก  หากแม้นความรักมั่นคงต่อกัน  ถัดไปอีกปีพวกเขาจึงจะมีโอกาสหมั้น หรือแต่งงานใช้ชีวิตคู่อยู่ร่วมกันตามขนบธรรมเนียมประเพณี


   ......แต่ความรักของเด็กหนุ่มสาวในยุคสมัยนี้  ไม่ต้องใช้เวลาเพาะบ่มความรักกันถึงปี  บางทีแค่ชั่วโมง  นาที หรือมองตากันแค่เสี้ยววินาทีก็ก่อเกิดความรักกันได้ไม่ยากเย็นอะไร ไม่ต้องมีคำหวาน  การ์ดสวยๆ   ดอกกุหลาบแดง หรือช๊อกโกแลตเหมือนแต่ก่อน ขอแค่เพียงพอใจทุกอย่างก็โอเค เดี๋ยวเดียวไฟรักก็ครุกรุ่นได้เองโดยอัตโนมัติ  สถานบริการ  โรงแรมม่านรูดเปิดปิดไฟกันเป็นว่าเล่น เดี๋ยวสว่างเดี๋ยวมืดดูวึบวั๊บ...ว๊าว...ว๊าว...แล้วแผงยาคุมกำเนิด  กับถุงยางอนามัยผ่านการใช้งานก็ทิ้งเกลื่อนถังขยะ แต่จะว่าไปก็เป็นเรื่องส่วนตัวของพวกเขา  จะอิสรเสรีอย่างไรก็ตามใจเถิด   แต่อย่าเผลอให้ผีเด็กไปวิ่งเกลื่อนแถวคลินิกทำแท้งเถื่อน หรือที่วัดไผ่เงินที่เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วบ้านทั่วเมืองเมื่อต้นปี 2554 ก็พอ......

   สุดท้ายนี้ช่วยฝากข่าวถึงชาวผองเพื่อนชูช่อต่อกิ่งก้านฯ    ช่วยบอกคิวปิดไม่ต้องมาแผลงศรให้คู่รักแล้ว เพราะคิวปิดแผลงศรที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักนั้น  ถูกหนุ่มสาวยุคติดจรวดออกอาการ “สติวปิ๊ด” ไปทั่วบ้านทั่วเมือง  วันก่อนไปฟังเทศน์ที่วัดอุดมรังสี แถวหนองแขม ปรากฎว่าพระที่มาเทศน์ฉายาขีปนาพุทโธยังไม่กล้าให้ความเห็นเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์วันแห่งความรักปีนี้ 2554 ท่านพูดแต่เพียงว่าขีปนาพุทโธโอ้ความรัก...แล้วก็เดินจีวรปลิวกลับเข้ากุฏิไป สงสัยจะไปเปิดหนังดีวีดี (DVD)เรื่องจีวรบินชมแก้เครียด
   ผมเองก็คิดเหมือนกันไม่ขอวิจารณ์ให้มากความ   ขอบ๋ายบายให้กับวันวาเลนไทน์วันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ 2554 ก็แล้วกัน เปลี่ยนไปมอบความรักและความรู้สึกดีๆ ให้กับคนรอบข้างที่มอบให้แก่กันได้ทุกวันดีกว่า รักนะจุ๊บๆ
                                                  ---------------
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #7 เมื่อ: เมษายน 05, 2011, 02:11:39 am »

วันวาเลนไทน์
สุนัฐฐา


   หยาดน้ำค้างหยดลงจากใบไม้กำมะหยี่ลงสู่พื้นดินพสุธาอันแสนนุ่ม พุ่มดอกกุหลาบเรียงรายตื่นเต้นกับวันที่มันรอคอยมานาน ดอกกุหลาบสีแดงที่กำลังบานได้ที่ ชูช่ออย่างสวยงามต้อนรับอาทิตย์ยามเช้า โดยที่ไม่รู้สึกถึงคมกรรไกรที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ เสียงดังฉับๆอยู่สองสามนาที แล้วดอกกุหลาบทั้งหลายที่เคยประดับตกแต่งพุ่มอยู่อย่างงดงามก็ถูกนำมาแช่น้ำกองรวมไว้ในกะละมังพลาสติกสีใส
   ช็อคโกแลตซึ่งทำจากโกโก้ชั้นดีแท่งใหญ่ถูกวางทิ้งไว้ในครัวตั้งแต่เมื่อคืน ตอนนี้มันค่อนข้างอ่อนนุ่มได้ที่ เอาไปต้มไม่นานก็คงละลาย
กลิ่นหอมละมุนละไมของโกโก้คละคลุ้งไปทั่ว เคล้าคลอกับเสียงฮัมเพลงเบาๆ ก้อนช็อคโกแลตละลายหมดแล้ว ตอนนี้เป็นเพียงครีมช็อคโกแลตสีน้ำตาลเข้มในหม้อ ช้อนสีเงินสะท้อนแสงสีทองยามเช้าจากหน้าต่างค่อยๆถูกคนไปเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ เธอไม่รีบ เวลายังมีอีกถมไป
   น้ำนมสีขาวยวงไหลรินเป็นทางลงจากเหยือกสู่ช็อกโกแลตร้อนกรุ่นในหม้อ เป็นน้ำนมที่ถูกคัดสรรมาอย่างดี จากวัวนมที่ถูกเลี้ยงด้วยหญ้าชั้นดีมาหนึ่งปีเต็มๆ เพื่อการนี้ เธอเตรียมทุกอย่างไม่ให้ผิดพลาด
   น้ำผึ้งถูกใช้เป็นส่วนผสมให้ความหวานแทนน้ำตาล เธอถึงกับเป็นกังวลถึงเรื่องสุขภาพ รอยยิ้มเล็กๆที่มุมปากเปิดกว้างขึ้นเมื่อของเหลวหนืดสีอัมพันค่อยๆถูกตักใส่หม้อทีละช้อน เพียงเท่านี้การปรุงรสช็อคโกแลตอันแสนพิเศษก็เสร็จสิ้น
   ไฟค่อยๆถูกหรี่ให้เบาลงจนเหลือเพียงลำแสงสีส้มเล็กๆที่เต้นระบำอยู่บนเตา แต่ช้อนยังคงทำหน้าที่ของมันต่อไป เคลื่อนที่เป็นวงกลม คอยช่วยให้ส่วนผสมทั้งหลายเข้าและอยู่กันได้อย่างลงตัว พิมพ์ยางสีขาวรูปหัวใจถูกหยิบออกมาวางเตรียมไว้บนโต๊ะ เป็นของใหม่ที่เพิ่งซื้อมาเพื่อการนี้ จริงๆแล้วถ้าทำได้ เธอก็อยากทำพิมพ์ขึ้นมาเองเสียด้วยซ้ำ
 อีกไม่นานนักไฟก็ถูกดับเป็นการถาวร เปลวสุดท้ายดิ้นไปมาราวกับร้องขอให้ละเว้นมัน หม้อถูกวางทิ้งไว้สักครู่ก่อนถูกยกขึ้น ส่วนผสมสีน้ำตาลอ่อนนุ่มประกายทองของช็อคโกแลตไหลหนืดลงไปสู่พิมพ์ยาง เติมเต็มหัวใจอันว่างเปล่าให้ด้วยความหวานซาบซ่าน ระคนความขมเล็กน้อยให้มีรสชาติ และความหอมหวนชวนหลงใหล ไม่นานหัวใจทุกดวงก็ไม่หลงเหลือที่ว่าง เช่นเดียวกับดวงใจของเธอซึ่งเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม
เมื่อช็อคโกแลตถูกเอาเข้าตู้เย็นแล้ว คิวต่อไปคือกองดอกกุหลาบที่ตัดรอไว้แต่เช้า กระดาษสีแดง บานเย็น โอรส และชมพูอ่อนที่ถูกตัดให้เป็นรูปร่างตามต้องการถูกนำมากางไว้เต็มโต๊ะ ดอกกุหลาบสีแดงสดแต่ละดอกค่อยๆถูกนำมาตกแต่ง บ้างโดนตัดก้านออก บ้างโดนดึงใบที่ไม่สวยออก บ้างโดนโยนทิ้งถังขยะเพียงเพราะมีกลีบไม่สมประกอบเพียงกลีบเดียว แน่นอนทุกอย่างในวันนี้ต้องสมบูรณ์แบบสำหรับเธอ
บน ล่าง ซ้ายนิด ขวาหน่อย แซมตรงนั้นอีกนิด ตรงนี้อีกหน่อย ตกแต่งด้วยกระดาษสีโอรสบ้าง สีบานเย็นบ้าง ไม่นานดอกกุหลาบช่อมหึมาก็เสร็จสิ้น เหลือเพียงการผูกริบบิ้นสีขาวให้ดูโดดเด่นเท่านั้น
เวลานี้ช็อคโกแลตคงจะแข็งได้ที่แล้ว ดอกไม้ถูกนำไปแช่ในตู้เย็นแทน และช็อคโกแลตก็ค่อยๆถูกแกะออกจากพิมพ์ วางเรียงลงในกล่องสี่เหลี่ยมคางหมูเล็กๆ ก่อนฝากล่องจะถูกปิดและกล่องถูกห่อด้วยกระดาษสีแดงขลิบทอง พร้อมด้วยริบบิ้นสีขาว ตามรูปแบบเดยวกับช่อดอกกุหลาบ
สุดท้ายจะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจากตัวเธอเอง น้ำตกซู่จากฝักบัวต่อเนื่องไม่มีหยุด ถึงจะเปลืองน้ำในวันนี้ เธอก็ไม่สน เสื้อผ้าเป็นชุดใหม่ที่ได้สั่งตัดมาอย่างดี ชุดกระโปรงลูกไม้สามชั้นผสมผ้าชีฟองสีขาวประดับด้วยดอกไม้ผ้าสีชมพู ส่วนชายกระโปรงถูกปักด้วยเลื่อมทำให้มันดูระยิบระยับเมื่ออยู่กลางแดด อุปกรณ์แต่งหน้าเครื่องสำอางก็เป็นของใหม่ทั้งหมด หลังจากรองพื้นและลงแป้งแล้ว ผงสีชมพูระเรื่อถูกป้ายไปบนเปลือกตาและแก้ม ลิปกลอสเท่านั้นที่ถูกใช้ในคราวนี้ ปากเปลี่ยนเป็นสีบานเย็นดูอูมเอิบอิ่มและเป็นเงามัน เท่านี้เธอก็ดูดีเป็นธรรมชาติคล้ายกับไม่ได้แต่งหน้า ท้ายสุดก็คือทรงผม ซึ่งเธอตัดสินใจหวีให้เรียบร้อย และปล่อยยาวธรรมดา เพราะเธอรู้ว่าเขาชอบแบบนี้มากกว่า
มือบางๆคว้ากล่องช็อคโกแลต และช่อดอกกุหลาบ เท้าเล็กๆถูกสวมเข้าไปในรองเท้าส้นสูงสีขาวประดับด้วยดอกไม้ประดิษฐ์ให้ดูน่ารัก ก่อนจะรีบออกจากบ้านไป ใกล้ได้เวลานัดแล้ว เธอตั้งใจจะเดินไปยังจุดนัดหมาย มันไม่ไกลนัก และจะไม่ทำให้ผมเสียทรงเหมือนขี่จักรยาน
และแล้วเธอก็มาถึงจุดนัดหมายของพวกเขาทั้งสอง บริเวณหน้าผาริมทะเล เธอมาทันเวลา เธอยืนที่ปลายหน้าผา มองไปยังท้องฟ้าครามสดใส และหมู่เมฆที่ดูจะเป็นใจ ลมหอบเอาไอเค็มๆของทะเลพัดเข้ามาหาเธอ กระโปรงลูกไม้และผมสีดำยาวพริ้วไสวไปตามครรลอง ฟองคลื่นสีขาวนุ่ม ณ เบื้องล่างวิ่งเข้ามากระแทกโขดหินบนหน้าผาอย่างไม่หยุดยั้ง คล้ายดั่งเป็นเสียงกล่อม เสียงปลอบโยน เธอหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีต น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความปิติที่จะได้พบกับเขาอีกครั้ง คราวนี้เธอเตรียมตัวมาพร้อมแล้ว เธอจะบอกรักเขา และจะไม่ทำพลาดแบบคราวที่แล้วอีก เธอมองไปยังคลื่นสีเขียวฟ้า กอดกล่องช็อคโกแลตและช่อดอกไม้แน่น ยิ้มอย่างมีความสุข..... ก่อนจะโบยบินออกไปดั่งนกนางนวล....
ร่างเล็กๆสีขาวกระแทกกับน้ำทะเลสีเขียวน้ำเงินเข้ม และจมดิ่งไปสู่ความลึกชั่วนิรันดร์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 05, 2011, 02:13:10 am โดย ชุติมา-ประภัสสร » บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #8 เมื่อ: เมษายน 05, 2011, 02:23:12 am »

วันนี้ของพิมพร
ลาดิน ไพบูลย์


“ต้องให้ลูกอมลานนมจนมิดเลย ส่วนที่เป็นสีดำๆ นี่น่ะ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวลูกเลียแล้วหัวนมจะแตกจะเจ็บนะ”

ลมหนาวพัดเข้ามาทางบานหน้าต่างที่แง้มไว้ ปีนี้สงสัยหน้าหนาวจะมาเร็ว เพราะเพิ่งกลางเดือนพฤศจิกายนเอง วันนี้ไม่มีคนไข้รอคลอด มีแต่หญิงหลังคลอดสองราย รายหนึ่งนั้นเตรียมจะกลับบ้านเช้านี้แล้ว ฉันสอนมารดาหลังคลอดให้นมทารกแรกเกิดแทบทุกครั้งที่ขึ้นเวรห้องคลอด ไม่เคยมีวันไหนที่รู้สึกหนักในใจเท่ากับวันนี้เลย มองหน้าหญิงหลังคลอดผมยาวประบ่าที่นั่งอุ้มลูกอยู่ตรงหน้าด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ แล้วให้รู้สึกสะท้อนใจ

“เอาแขนวางบนหมอนดีๆ ไม่ต้องเกร็ง วันแรกๆ อาจจะยังไม่ค่อยมีน้ำนม เดี๋ยวสามสี่วันไป น้ำนมก็จะมาเอง ช่วงนี้ก็ต้องให้ลูกได้ฝึกดูด เป็นการกระตุ้นให้สร้างน้ำนมไปด้วย”

ฉันจำเธอได้ตั้งแต่สมัยที่มาทำงานที่โรงพยาบาลนี้ได้ไม่นาน เด็กหญิงพิมพรอายุสามขวบเศษ มักถูกแม่อุ้มซ้อนท้ายจักยานยนต์พ่อมาที่ห้องฉุกเฉินตอนกลางคืนด้วยอาการหอบหายใจเหนื่อยบ่อยครั้ง หลังพ่นยาอาการดีขึ้นเด็กน้อยจะคุยจ้อราวกับว่าเธอไม่ได้เป็นอะไรเลย อาการหดเกร็งของหลอดลมเวลาเป็นหวัดเป็นภาวะที่พบได้ในเด็กเล็ก ส่วนหนึ่งจะดีขึ้นจนหายไปเมื่อโตขึ้น มีการเจริญพัฒนาของปอดมากขึ้น ในขณะที่ส่วนหนึ่งอาจมีอาการรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นโรคหอบหืดในเวลาต่อมา พิมพรจัดอยู่ในกลุ่มแรก หลังจากต้องนอนโรงพยาบาลหลายครั้งจนอายุห้าหกขวบ พอเข้าเรียนชั้นประถม ฉันไม่เคยเห็นเธอที่ห้องฉุกเฉินอีกเลย ตอนที่ฉันไปช่วยงานอนามัยโรงเรียนฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้เด็กๆ เธอยังเคยทำหน้าแป้นแล้นวิ่งมาทักฉันในขณะที่เด็กคนอื่นวิ่งหนีไปคนละทิศคนละทางเพราะกลัวหมอ
ฉันเจอเธออีกครั้งตอนที่เธออายุประมาณสิบปี เรียนอยู่ชั้นป.ห้าแล้ว ช่วงนั้นไข้เลือดออกกำลังระบาด เด็กๆ ป่วยกันเยอะแยะ พ่อแม่ก็มักจะร้อนใจ พอลูกเริ่มมีไข้ก็รีบพามาตรวจ อยากมาให้หมอเจาะเลือดดูว่าเป็นไข้เลือดออกหรือเปล่า ทั้งๆที่วิธีการตรวจที่ใช้ในโรงพยาบาลชุมชนทั่วไปคือการตรวจนับเม็ดเลือดดูความเข้มข้นของเลือดและนับจำนวนเกร็ดเลือดตามธรรมดานั้น จะวินิจฉัยได้แน่นอนก็ต้องหลังวันที่สามของไข้ไปแล้ว ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจึงจะเน้นไปที่การให้ความรู้เรื่องการดำเนินโรค และคำแนะนำในการปฏิบัติตัวพร้อมกับบอกอาการผิดปกติที่จะต้องรีบพามาโรงพยาบาล

กรณีของพิมพรนั้นเธอมีไข้ได้สี่วันแล้ว กินยาลดไข้ตลอด ไข้ก็ไม่ลด ปวดหัวหน้าแดงและอ่อนเพลียกินไม่ได้ หมอสั่งให้เจาะเลือดก็พบว่าเข้าได้กับไข้เลือดออกจริงจึงให้นอนดูอาการที่โรงพยาบาล ช่วงนั้นฉันไปขึ้นเวรวันหยุดที่ตึกผู้ป่วยใน จึงได้พบกับเธอ พอเจอหน้าเด็กตาแป๋วที่นอนเติมน้ำเกลืออยู่บนเตียง ฉันมองอยู่พักใหญ่ และเหลือบไปดูป้ายหน้าเตียงด้วยจึงถึงบางอ้อ แม่ที่นั่งแกะส้มเขียวหวานอยู่ข้างๆ ก็ยิ้ม

“พ่อไม่อยู่แล้วค่ะ หนูอยู่บ้านกับแม่กับยาย” ฉันไม่ได้ถามต่อหรอกว่าพ่อของพิมพรไปไหน เข้าใจเอาเองว่าก็คงแยกทางกันไปเหมือนกับหลายๆ ครอบครัวที่เคยเห็นมา แม่ของพิมพรไม่ใช่คนสวยแต่ว่าอัธยาศัยดี หลายปีต่อมาฉันเห็นเธอเข้ามาร่วมกิจกรรมหลายอย่างของโรงพยาบาลชุมชนแห่งนี้ในฐานะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านหรือที่เรียกขานกันว่าอสม.ด้วย
ยายของพิมพรเป็นโรคถุงลมปอดโป่งพอง ต้องมาพ่นยาขยายหลอดลมที่ห้องฉุกเฉินตอนกลางคืนบ่อยครั้งจนเป็นขาประจำ มาถึงพยาบาลแทบไม่ต้องฟังปอดหรือรอหมอมาตรวจก็รู้ได้ว่าต้องให้อ๊อกซิเจนกับยาพ่นละอองฝอยแน่นอน มิฉะนั้นยายก็จะหายใจลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ จนเขียวได้ ส่วนใหญ่คนที่พามาก็คือเด็กหญิงพิมพรวัยสิบสองปี เด็กไทยในชนบทฝึกขี่จักรยานยนต์กันตั้งแต่ขายันพื้นถึง และพ่อแม่ก็ได้โอกาสใช้ไปทำธุระปะปังบ้าง ในรายยายของพิมพรนี่ก็ได้อาศัยหลานสาวพามาโรงพยาบาล
“แม่ไปขายของค่ะ หนูอยู่บ้านสองคนกับยาย” เธอบอกหลังจากเดินไปเอาบัตรคนไข้มายื่นให้พยาบาลด้วยท่าทางคล่องแคล่ว คุยกันฉันจึงรู้ว่าแม่ของเธอขายผักผลไม้ตามฤดูกาลอยู่ในตลาดกลางคืน ซึ่งเป็นตลาดขายส่งราคาถูกแต่ต้องซื้อคราวละมากๆ ส่วนใหญ่เป็นแม่ค้าที่มาซื้อไปขายต่ออีกที บ้านเธออยู่ในซอยข้างตลาดนั่นเอง
ยายของพิมพรเสียชีวิตหลังจากนั้นไม่นานหลังจากมานอนพักรักษาในโรงพยาบาลอยู่เป็นสัปดาห์ด้วยภาวะปอดอักเสบแทรกซ้อน เป็นอีกช่วงหนึ่งที่พิมพรหายไปจากวงจรชีวิตของฉัน

“หมอกินมะม่วงไหมคะ ฝรั่ง ชมพู่ก็มีค่ะ ถุงละสิบบาท” เด็กหญิงในชุดนักเรียนมัธยมเดินหิ้วตะกร้าพลาสติกยิ้มร่าเข้ามาแทบทุกเย็น เธอก็รู้จังหวะด้วยนะว่าต้องเข้ามาระหว่างที่ไม่มีคนไข้รอตรวจหรือทำแผล ทุกคนจึงได้อุดหนุนผลไม้ของพิมพรกันถ้วนหน้า ถ้ามาตอนยุ่งๆ เธอก็จะนั่งรอหรือว่าช่วยเรียกญาติเรียกคนไข้ให้ บางทีก็นั่งคุยกับเจ้าหน้าที่อย่างคุ้นเคย ฉันได้ยินว่าเธอเรียนดีทีเดียว พิมพรอยู่ม. 5 แล้ว ฉันยังนึกอยากจะชวนให้สมัครรับทุนเรียนพยาบาล ซึ่งหลายต่อหลายรุ่นที่ผ่านมาจะพิจารณาให้แก่บุตรหลานของอสม.ก่อน ส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กในพื้นที่จริงและบางส่วนก็จบกลับมาทำงานแล้ว

เมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี่เอง ฉันรู้สึกว่ายังเห็นเธอเดินขายผลไม้อยู่เลย แม้จะรู้สึกแปลกๆที่เธอใส่เสื้อกันหนาวตัวหลวมโคร่งตลอดเวลาทั้งๆที่อากาศร้อนอบอ้าว แต่ก็คิดว่ามันอาจจะเป็นแฟชั่นใหม่ของวัยรุ่นเท่านั้นเอง แล้วจะไม่ให้ฉันตกใจได้อย่างไรที่อยู่ๆขึ้นเวรมาเมื่อวานนี้ เพื่อนส่งเวรว่ามีคนไข้เพิ่งคลอดตอนเวรเช้าหนึ่งราย เป็นทารกเพศชายหนักสามกิโลแข็งแรงดี ฉันเดินไปดูที่เตียง...ฉันไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองว่าหญิงหลังคลอดคนนั้นคือพิมพร ฉันแวะเวียนไปให้การพยาบาลตามหน้าที่หลายรอบ จนกระทั่งกลับมาขึ้นเวรเช้าวันนี้ ฉันจึงตัดสินใจเอ่ยปากถามถึงพ่อเด็กที่ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะโผล่เข้ามาสักที
“แฟนหนู เขาเรียนอยู่ที่...หนูบอกเขาแล้วค่ะ แต่เขาไม่เชื่อ เขาว่าไม่ใช่ลูกเขา”  พิมพร พูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ อย่างที่ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อน ปกติเธอเป็นเด็กที่ร่าเริงสมวัย

“แต่หนูมั่นใจเพราะหนูไม่เคยมีอะไรกับคนอื่น เรื่องมันเกิดตอนวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา ครั้งเดียวเองค่ะหมอ ครั้งเดียวจริงๆ” ฉันอยากจะเชื่อเธอ เด็กน้อยที่น่าสงสาร เด็กสาวที่แสนจะอ่อนต่อโลก
“หนูเพิ่งบอกแม่สักสองเดือนก่อนว่าประจำเดือนขาดไปหลายเดือน แม่เลยพามาตรวจ ตอนนั้นก็เกือบเจ็ดเดือนแล้ว แม่ไปลาออกจากโรงเรียนให้ แล้วหนูก็มาช่วยขายของจนคลอดนี่แหละค่ะ”
“หนูก็คงอยู่บ้านเลี้ยงลูกไปเรื่อยๆ บางวันอาจจะสลับกับแม่ออกไปช่วยขายของบ้าง”
นั่นคือคำตอบที่แข็งขันของพิมพรเมื่อฉันถามถึงแผนการต่อไปในชีวิต แม่มือใหม่วัยสิบเจ็ดที่กำลังหัดพับและเปลี่ยนผ้าอ้อมลูกไปด้วยระหว่างการสนทนาของเรา ฉันตบไหล่เธอเบาๆ
“หนูต้องให้ลูกกินนมแม่ให้ได้นะ ประหยัดค่านมได้เยอะเลย เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ถูกๆ กระป๋องละหลายร้อยทีเดียว”  พิมพรยิ้มพร้อมพยักหน้าว่าเข้าใจ

ถ้าเพียงแต่จะไม่มีอุบัติการณ์การระบาดของวัฒนธรรมแห่งความรักจอมปลอมภายใต้ชื่อวาเลนไทน์ในบ้านเรา อนาคตของเด็กสาวคนหนึ่งน่าจะไปได้ไกลกว่านี้ อย่างน้อยๆ ฉันเชื่อว่าโรงพยาบาลของเราอาจจะได้มีพยาบาลที่ชื่อพิมพรในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ถ้าเพียงแต่จะไม่มีการแพร่ระบาดของวันวาเลนไทน์ที่น้อยคนนักจะเข้าถึงความหมายที่แท้จริงของมัน เด็กๆ รุ่นเล็กในโรงเรียนเพียงวิ่งไล่แปะสติกเกอร์รูปหัวใจให้กันหรือเอาดอกกุหลาบมาให้ครู ในขณะที่เด็กโตและวัยรุ่นส่วนหนึ่งเข้าใจเอาว่าเป็นวันสำหรับการ  ”ยอม” เพื่อคนที่ตนรัก
ถ้าเพียงแต่อะไรหลายๆ อย่างในสังคมไทยไม่เป็นอย่างที่มันเป็นอยู่ทุกวันนี้...วันนี้ก็อาจจะไม่เป็นเช่นนี้
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #9 เมื่อ: เมษายน 05, 2011, 02:27:43 am »

เพรียกหา.....วาเลนไทน์
ปัทมา 


            สิบสี่กุมภา... วันวาเลนไทน์.....
             คอเพลงลูกทุ่งคงต้องได้ยินเพลงท่อนข้างต้นจากเสียงร้องแหบเสน่ห์เจ้าของวลีสุดอ้อนว่า “รักสายัณห์น้อยๆ แต่ขอให้รักสายัณห์นานๆ “ ที่ดีเจวิทยุมักหามาเปิดให้มิตรรักนักเพลงได้ฟังในวันแห่งความรักเป็นแน่แท้
               วาเลนไทน์นับเป็นวันแห่งความรักของคนแทบทั้งโลก เป็นวันแห่งความหวังของหนุ่มสาวที่ปรารถนาเติมรสรักให้แก่กัน โดยมีคิวปิดเทพเจ้าแห่งความรักเป็นตัวช่วยในการแผลงศรรักให้ปักอกกันเสียให้รู้แล้วรู้รอดกันในวันนี้ซึ่งแต่ละประเทศก็สรรหาวิธีแจ้งรักประจักษ์ใจกันหลากหลายวิธี เริ่มจากหนุ่มสาวผู้ดีอย่างชาวอังกฤษ พวกเขานิยมแต่งโคลงกลอนให้กันในวันนี้ แต่ถ้าจะให้ย้อนยุคอินแทรนด์ก็ต้องดูหนุ่มเดนมาร์คเขาล่ะ ที่ใช้การเขียนจดหมายรักที่ไม่ใส่ชื่อคนส่ง แต่จะใช้จุดๆๆๆแทนตัวอักษรของชื่อเขา หากหญิงสาวที่ได้รับจดหมายรักสามารถทายชื่อหนุ่มเจ้าของจดหมายได้ถูกต้อง เขาก็จะให้รางวัลเธอด้วยไข่ ( อีสเตอร์ ในเทศกาลอีสเตอร์ )
                 ส่วนในอิตาลีมีของขวัญสุดฮิตสำหรับเทศกาลนี้คือ บาซีเพรูจีนา ฮาเซลนัท ที่หุ้มด้วยช็อกโกแลตซึ่งจะติดกระดาษชิ้นเล็กๆที่มีข้อความน่ารักๆเกี่ยวกับความรัก นั่นแสดงว่าการเขียนมีส่วนเติมเต็มความรักให้ชุ่มช่ำหัวใจและตราตรึงอยู่มิรู้เลือน
                  วาเลนไทน์ในญี่ปุ่นทำให้เราได้เห็นถึงสิทธิสตรีอย่างคาดไม่ถึง เพราะเวลาพูดถึงสาวอาโนเนะว่าหลังจากแต่งงานแล้วต้องอยู่ใต้อาณัติของคุณสามีเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ทว่าตอนที่ยังคิขุอยู่พวกเธอมีสิทธิเสรีภาพที่จะบอกความในใจแก่ชายหนุ่มที่เธอหมายปองโดยไม่ต้องเหนียมอายด้วยการมอบช็อกโกแลตและรอลุ้นของขวัญตอบแทนจากเขาในวันที่ 14 มีนาคม ( ให้เวลาตัดสินใจหนึ่งเดือนเต็มๆ ) ที่เรียกว่า “ วันไวท์เดย์ “ ( White Day )
                   แต่ถ้าเป็นวันไวท์เดย์ในเกาหลีจะมีไว้ให้ชายหนุ่มหญิงสาวถือโอกาสใช้วันนี้ในการสารภาพรักกับคนรักเป็นครั้งแรก แต่ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะสมหวังในความรัก ชาวเกาหลีจึงจัดให้มี “ วันแบล็คเดย์ “ ( Black Day ) ซึ่งตรงกับวันที่ 14 เมษายน ( ขณะที่ชาวไทยกำลังอบอุ่นกับวันครอบครัว ) ชาวกิมจิที่ยังไร้คู่ตุนาหงันจะมารวมตัวกันประชดรักด้วยการโซ้ยบะหมี่จาจังซึ่งมีสีดำดุจความรักของพวกเขา
                   ในอเมริกา วันแห่งความรักมิใช่มีไว้เฉพาะคู่รักเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ พี่ น้อง ครูบาอาจารย์ ตลอดจนเพื่อนๆ เป็นการมอบความรักไปในดอกกุหลาบ หรือช็อกโกแลต และโดยที่ชาวมะกันให้ความสำคัญกับเทศกาลนี้มาก จึงมีผลสำรวจออกมาว่า แม้เศรษฐกิจจะตกสะเก็ดพวกเขาก็ยังให้ความสำคัญกับการซื้อของขวัญให้กันและกันในวันนี้ และไม่น่าแปลกใจที่ผลปรากฏว่าผู้ชายจะใช้เงินในเทศกาลนี้มากกว่าผู้หญิงถึงหนึ่งเท่าตัว
                   สำหรับประเทศไทยเราเองเปิดกว้างสำหรับการเฉลิมฉลองในทุกเทศกาลอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นตรุษไทย ตรุษจีน ตรุษฝรั่ง ไม่เว้นกระทั่งวันวาเลนไทน์ พี่ไทยเราก็น้อมรับไว้ในอ้อมอกด้วยความเต็มใจยิ่ง แต่ส่วนใหญ่เน้นแสดงออกถึงความรักเฉพาะหนุ่มสาวเท่านั้น ดอกกุหลาบจะขายดีแม้จะมีราคาสูงมากในวันวาเลนไทน์ เพราะมันคือเครื่องประเมินค่าความรักของวัยรุ่นไทยอย่างเป็นรูปธรรม ใครที่กำลังดูใจกันอยู่ก็รอวันนี้อย่างจดจ่อ ( แม่ค้าปากคลองตลาดก็รอวันนี้เช่นกัน )
                 หลายปีที่ผ่านมา บังเอิญวันมาฆะบูชาหมุนเวียนมาตรงกับวันวาเลนไทน์พอดี แต่ข่าววงในจากแม่ค้าดอกไม้แจ้งว่าดอกบัวไม่ยักขายดีเหมือนดอกกุหลาบ แทนที่หนุ่มสาวจะชวนกันเข้าวัดกลับพากันเลี้ยวเข้าโรงแรมเสียนี่ จนนักวิจารณ์วิจัยต่างๆถึงกับขนานนามวันวาเลนไทน์ว่าเป็น “ วันเสียสาวแห่งชาติ “ เลยทีเดียว นักเขียนชาวชูช่อ ( ล้อลม ) อย่างเราจึงอยากชักชวนหนุ่มสาวไทยให้หันมานั่งเขียนโคลงกลอน หรือจดหมายรัก หรือข้อความกุ๊กกิ๊กถึงกันในวันวาเลนไทน์ น่าจะประเทืองปัญญากว่า ทั้งยังเก็บไว้ยามความรักเพรียกหา ก็สามารถหยิบมารำลึกถึงได้โดยไม่เหี่ยวเฉาเหมือนดอกกุหลาบ
                 ก่อนเคย เคยรักกันปานดวงใจ พอรู้เธอมาเปลี่ยนแปรไป ดั่งใจจะขาดรอนๆ.....เธอลืมฉันลงไม่มั่นคงเหมือนดังแต่ก่อน.....ดูทีหรือ ใครนะช่างขอเพลง “ ความรักเหมือนยาขม “ ให้เราฟังในคืนนี้ได้....
   
                                                        ------------------------------------------
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #10 เมื่อ: เมษายน 05, 2011, 02:31:34 am »

วันวาเลนไทน์
อรวรรณ


                             เสียงเพลงจังหวะคึกคะนองดังก้องจนแสบแก้วหู  ป้าแจ่มซุกตัวอยู่ตรงมุมหนึ่งของบ้าน  ร่างงอหงิกของแกสั่นงันงกอย่างหวาดกลัว  น้ำตาหยดสุดท้ายเหือดแห้งไปแล้ว  หากยังหลงเหลือรอยแดงปื้นหนึ่งที่รอบลำคอที่ช่วยยืนยันความเลวร้ายจากการกระทำของหลานชายของแก
                             สร้อยทองเส้นใหญ่ในมือของเด็กหนุ่มวัยรุ่นทำให้พวกเขาหัวเราะร่าราวกับถูก
ลอตตอรี่รางวัลที่หนึ่ง  เสียงที่เสียดแทงยังสำทับและข่มขู่สารพัดก่อนเลยผ่านแกไปราวกับไร้ตัวตนในบ้านหลังนี้
                             “เลว”  เสียงพึมพำลอดไรฟัน  ปาร์ตี้ยาอีนั่นปะไรเหมือนเป็นการตบหน้าแกชัดๆ
ขาดเรียน  ติดยา  มั่วผู้หญิง  ขโมยของ  และโกหกอีกสารพัด  ความเลวเหล่านี้สิงสู่หลานชายของแกอย่างรวดเร็วราวกับจรวดทั้งๆที่เพิ่งเริ่มย่างเข้าสู่วัยรุ่นเพียงเท่านั้น  ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากหน้ามือเป็นหลังมือพลันประหวัดชวนแกหวนคิดคำนึงถึงภาพของเด็กชายตัวเล็กๆที่น่ารักเมื่อสิบปีก่อนอย่างแสนเสียดาย  พลางจ้องมองโทรศัพท์เขม็งคล้ายได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้ว
                             แสงไฟสลัวทำให้มองเห็นหน้าผู้มาเยือนในยามวิกาลได้ไม่ถนัดนัก  หากแต่คำพูดกลับทำให้แกถึงกับนิ่งงัน  ก่อนพยักหน้าคล้ายยอมรับเรื่องราวบางอย่าง  แววตาแห้งแล้งซ่อนความหวั่นวิตก  แต่เพียงชั่วครู่ก็กลับราบเรียบสงบคล้ายตั้งสติได้มั่นคงเพื่อเตรียมพร้อมเผชิญกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแล้ว
                             ตัวต้นเหตุยังนอนเงียบอยู่ในห้องส่วนตัวข้างบนบ้าน  อาจเพราะฤทธิ์สุราหรือยาหลายขนานที่ช่วยกันขนมาร่วมเสพสม  ปาร์ตี้เล็กๆวันวาเลนไทน์ของวัยรุ่น  ความรักที่มักง่ายทำให้กุหลาบงดงามต้องหมองหม่นคล้ายโดนเหยียบขยำขยี้จนแหลกเหลว  เมื่อหมดสนุกก็คงต้องทุกข์ถนัด  ป้าแจ่มยิ้มหยันกับตัวเองก่อนเชื้อเชิญกลุ่มบุรุษแปลกหน้าเหล่านั้นเข้ามาในบ้านของแก
                             เจ้าแม็คตื่นตัวขู่ฟอดก่อนเห่าเสียงขรมจนแกต้องปรามให้มันเงียบเสียงลงอย่างเชื่อฟัง  ด้วยการฝึกฝนที่ได้รับมาอย่างดีจากตัวของแกเอง
                             ฤทธิ์ของยาคงหนักเอาการ  ข้างในห้องยังไม่มีการเคลื่อนไหว  นอกจากความเงียบที่เชื้อเชิญให้บุรุษเหล่านั้นจู่โจมเข้าหาอย่างรวดเร็วดังสายฟ้าแลบ
                             ป้าแจ่มนึกเสียใจ  แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรก  อีกทั้งพฤติกรรมของหลานชายกลับเพิ่มความเลวร้ายมากขึ้นจนเกินเยียวยา    ความอดทนของแกมีขีดจำกัด  เมื่อมองไม่เห็นหนทางใดที่จะทำให้หลานชายของแกดีขึ้น  เห็นแต่ความมืดมนที่นำพาให้ชีวิตจมดิ่งลงไปอยู่ทุกขณะ
                             แกตัดสินใจในห้วงวินาทีสุดท้ายถึงกระบวนการทางกฎหมาย  เมื่อทำผิดทำชั่วก็ควรรับโทษตามนั้น  ใครจะว่าแกใจดำก็ช่างเขาเถิด  ความขมขื่นที่มีอยู่ยากเกินจะแบกรับไหว  เมื่อเลี้ยงหลานเพียงคนเดียวให้เป็นคนดีไม่ได้  ก็สมควรถูกผู้คนประณามอยู่หรอก
                             เสียงประตูห้องด้านบนถูกเปิดออก  เพียงครู่เดียวเสียงตะโกนโหวกเหวกร่ำร้องโวยวายราวกับคนขาดสติหลายคนลงมาจากบนบ้าน  ป้าแจ่มแหงนมองด้วยใบหน้าเรียบเฉย  ก่อนเบนสายตากลับอย่างไม่รู้สึกรู้สาต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น  แกยืนคอยอย่างสงบนิ่งอยู่ตรงด้านหน้าของบันไดทางขึ้นบ้าน
                             “ย่า!”  เด็กหนุ่มหน้าตื่นร้องเสียงหลงอย่างลนลาน  เมื่อเห็นที่พึ่งสุดท้ายยืนเกาะราวบันไดนิ่งอยู่ด้านล่าง  เหมือนเห็นพระมาโปรด  ความดีใจฉายชัดบนใบหน้า  เด็กหนุ่มสะบัดตัวจากการถูกจับกุมอย่างแรง  จนบุรุษนั้นเซไปด้านหลัง ปล่อยเขาหลุดมือ  แล้วร้องเรียกหญิงชราอย่างดีใจพลางจะวิ่งเข้าไปหา  หากถูกยึดตัวไว้ได้อีกครั้งก่อนสับกุญแจมือล็อคไว้อย่างแน่นหนาจนเจ้าตัวหน้าซีด
                             ป้าแจ่มสะท้อนใจอยู่ในอก  หากเป็นเมื่อก่อนแกคงจะอ้าแขนรับหลานชายไว้ในอ้อมอกอย่างพร้อมจะปกป้อง  แต่ตอนนี้ทำได้เพียงกล้ำกลืนการกระทำที่เคยผิดพลาดเมื่อครั้งอดีตเอาไว้  หากแกยังคงประคับประคองสิ่งชั่วร้ายทั้งมวล  อนาคตหลานชายของแกคงจะดับวูบอย่างไม่มีทางที่จะกลับคืนสู่สังคมได้อีกครั้ง  คิดพลางมองเลยไปยังกลุ่มเพื่อนๆที่ร่วมชะตากรรมกับหลานชายตัวแสบ  หญิงสาวหน้าแฉล้มยืนเบลอปะปนอยู่ในกลุ่มนั้น  ป้าแจ่มเหม่อมองอย่างอเนจอนาถเมื่อเห็นกุหลาบแรกแย้มได้ถูกทำลายในคืนแห่งความรักที่ควรจะงดงามและมีคุณค่ามากกว่านี้  คืนวันวาเลนไทน์กลับกลายเป็นตราบาปที่ติดตัวเธอไปชั่วชีวิต  เหลียวกลับมาอีกครั้งก็ยังเห็นใบหน้าที่ซีดเผือดของหลานชายที่ยังคงเรียกหาแกอยู่
                             “ย่าช่วยฉันด้วย  บอกพวกเขาให้ปล่อยฉันที”
                             พูดพลางดิ้นรนอย่างตระหนก  หากท่าทีของย่ายังคงนิ่งเฉย  เด็กหนุ่มร้อนรนจนตะโกนสุดเสียงใส่หน้า  พลันกลับต้องเบิกตากว้างชาวูบตลอดทั้งร่างเมื่อพบความว่างเปล่าในสายตาของหญิงชรา
                             “ย่า! นี่มันอะไรกัน”
                             เสียงคร่ำครวญเปลี่ยนเป็นสะอื้น  สุดท้ายเขากลับร้องไห้ออกมาอย่างไม่แคร์สายตาของคนอื่น  ความเฉยชาของผู้เป็นย่าที่ยืนหันหลังให้ทำให้เขาอ่อนแรงลงฉับพลัน  ความรู้สึกอ่อนแอย่างน่าใจหาย  เมือความหวังสุดท้ายกลับดับวูบลง  เด็กหนุ่มมองผู้เป็นย่าอย่างหมดหวัง  ดวงตาของเขาพร่าเลือนจากม่านน้ำตาที่ไหลพรากลงมาบดบัง  ความรู้สึกคล้ายถูกตัดขาดจนเหลือตัวคนเดียวในโลก  เด็กหนุ่มอ้าปากคล้ายจะเรียกหาย่าอีกครั้งแต่หมดโอกาส  เมื่อร่างของเขาถูกฉุดดึงลากออกไปพร้อมกับเพื่อนๆคนอื่น
                             เสียงเครื่องยนต์ติดเครื่องก่อนรถจะแล่นออกจากหน้าบ้านของแก  เสียงที่ดังเบาลงจนเงียบหาย  พร้อมกับรถยนต์คันนั้นที่เลือนหายไปท่ามกลางความมืดของท้องถนน  ป้าแจ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนเดินกลับเข้ามาอย่างช้าๆ  ทุกอย่างกลับคืนสู่ความเงียบสงัดอีกครั้งยินเพียงเสียงสะอื้นหนึ่งดังขึ้นอย่างแผ่วเบาแล้วกลับกลายเป็นเสียงคร่ำครวญของคนหัวใจสลาย
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #11 เมื่อ: เมษายน 05, 2011, 02:38:22 am »

วันวาเลนไทน์
ปรีดา


หลอดไฟของห้องทำงานแผนกโปรดักชั่น ถูกเปิดสว่างขึ้น ทำให้มองเห็นโต๊ะทำงานที่ว่างเปล่าตั้งเรียงอยู่ภายในห้องอย่างชัดเจน บรรยากาศตอนเช้าของวันนี้มันช่างเงียบเชียบเหลือเกิน ไม่เหมือนกับวันก่อนๆ ซึ่งเวลานี้จะมีแต่เสียงเจี๊ยวจ๊าวของเพื่อนร่วมงานคุยกันดังสนั่นไปทั่วแผนก

กุลชา ผู้ช่วยโปรดิวเซอร์สาว ผิวสองสี ผมหยักศก กวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนที่จะก้าวเท้าเดินไปยังโต๊ะทำงานที่อยู่หลังสุดของห้อง เธอวางถุงผ้าลงบนโต๊ะ ซึ่งภายในมีกล่องช็อกโกแลตอยู่หลายสิบกล่องที่เพิ่งซื้อมาจากซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อจะนำมาเป็นของขวัญให้กับหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานเนื่องในโอกาส “วันวาเลนไทน์” จากนั้นเธอก็นำกระเป๋าสะพายสีน้ำตาลของเธอใส่ลงไปในลิ้นชักของโต๊ะทำงานเพื่อเก็บไว้ให้เรียบร้อย ก่อนที่จะก้มลงเปิดคอมพิวเตอร์เครื่องโปรดที่ใช้ทำงานเป็นประจำทุกวัน กุลชาเริ่มพิมพ์สคริปงานอย่างตั้งอกตั้งใจ

“คุณกุลขา...จะรับกาแฟไหมคะ...เดี๋ยวป้าเล็กจะยกมาให้” แม่บ้านของบริษัทเดินเข้ามาถาม
“ขอบคุณค่ะป้าเล็ก...งั้น...กุลขอน้ำเปล่าอีกแก้วนะคะ...ฮืม ป้าเล็ก...วันนี้ยังไม่มีใครมาเลยเหรอ? ” กุลชาเงยหน้าขึ้นคุยกับแม่บ้านอย่างเป็นกันเอง
“ป้ายังไม่เห็นใครมาทำงานเหมือนกันค่ะ...เดี๋ยวป้าไปชงกาแฟให้ก่อนนะคะ” แม่บ้านตอบอย่างมีลับลมคมนัย เพราะหล่อนเห็นคุณเจตน์ ตากล้องหนุ่มซึ่งเป็นแฟนกับกุลชาเดินอยู่แถวหน้าบริษัทเมื่อสักครู่นี้เอง แต่ก็ไม่กล้าบอกเธอเพราะรู้ดีว่าทั้งสองคนยังทะเลาะกันอยู่
“เดี๋ยวค่ะป้าเล็ก...แฮปปี้ วาเลนไทน์เดย์ค่ะ...นี่เป็นของขวัญเล็กๆ น้อยๆ กุลให้ป้าเล็กค่ะ” กุลชาเรียกแม่บ้านกลับมาอีกครั้ง เธอหยิบกล่องช็อกโกแลตจากถุงผ้าออกมาส่งให้หล่อน
 “ขอบคุณค่ะ...คุณกุล...คุณนี่ช่างน่ารักจริงๆ เลยค่ะ...ยังอุตสาห์นึกถึงป้า...อันที่จริงแล้ว วันนี้เป็นวันของหนุ่มๆ สาวๆ ที่เขาจะบอกรักกัน...อย่างป้ามันแก่แล้วค่ะ” แม่บ้านพูดขึ้นอย่างแกรงใจ แต่ใบหน้าของหล่อนเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มที่สุดแสนดีใจกับของขวัญชิ้นแรกในวันวาเลนไทน์วันนี้
“แหม...ป้า แก่เก่ออะไรกัน วัยไหนๆ เขาก็บอกรักกันได้ทั้งนั้นแหละ” กุลชาโต้ขึ้นทันที
“งั้น วันนี้ป้าขออวยพรให้มีคนส่งดอกไม้ช่อใหญ่มาให้คุณกุลถึงโต๊ะทำงานก็แล้วกันนะคะ…โอมเพี้ยง!” แม่บ้านอวยพรให้กุลชา
“โอ้โห ป้า...ฮาฮาฮา(หัวเราะ) เอางั้นเลยเหรอ  ไม่มีหรอกค่ะ” กุลชาหัวเราะขึ้นอย่างเหลือเชื่อ เสียงหัวเราะที่ดังสนั่นของกุลชาทำให้แม่บ้านค้อนเธอเล็กน้อย

“ค่ะ...เดี๋ยววันนี้ป้าจะคอยดูนะคะ” แม่บ้านพูดอย่างเชื่อมั่นใจในตัวเอง ก่อนที่หล่อนจะเดินเข้าไปในครัวเพื่อชงกาแฟ
กุลชาหันกลับมาพิมพ์สคริปงานต่อ แต่สักพักความคิดของเธอก็หวนไปคิดถึงความสุขในวันวาเลนไทน์ของปีที่ผ่านมา ซึ่งในวันนั้น เจตน์ ตากล้องหนุ่มหน้าใส ของแผนกโปรดักชั่น นำช่อดอกกุหลาบสีแดงช่อใหญ่มาให้เธอในร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่งและขอเธอเป็นแฟน ภาพอันโรแมนติกของวันนั้นมันยังติดตรึงอยู่ในใจของกุลชาตลอดมา ‘แต่ปีนี้มันคงไม่มีความโรแมนติกแบบนั้นอีกแล้ว’ กุลชาคิดในใจ
จากนั้นเธอยกมือขึ้นปิดใบหน้าแล้วหลับตาไว้แป๊บหนึ่ง ก่อนที่จะเปิดมือออก แล้วลืมตาขึ้นมาสู่ความเป็นจริงจากการเผลอใจลอยของตัวเองให้กลับมาตั้งใจพิมพ์สคริปงานต่อ ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์มือถือของกุลชาดังขึ้น เธอสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปหยิบมากดรับสาย
“แฮปปี้วาเลนไทน์เดย์จ้ะกุล” เสียงนุ่มๆ ของเจตน์ โทรเข้ามาแฮปปี้วาเลนไทน์กุลชา
“พี่เจตน์โทรมาทำไม...กุลไม่อยากคุยกับพี่ แค่นี้แหละ” กุลชาตะคอกใส่โทรศัพท์ด้วยความโกรธ แล้วเธอจะกดวางสายทันที
“กุลครับ พี่ขอโทษ…เราดีกันนะ” เสียงของเจตน์ดังมาจากประตูห้องของแผนก ทำให้กุลชาต้องหันไปมองอย่างรวดเร็ว เธอเห็นเจตน์กำลังเดินเข้ามาพร้อมด้วยดอกกุหลาบสีแดงช่อใหญ่ แถมยังมีหัวหน้าของเธอและเพื่อนร่วมงานเดินตามมาติดๆ ด้วย ‘ทุกคนเล่นอะไรกันอยู่เนี่ย’ กุลชานึกในใจ
 “แหมกุล...เธอจะโกรธเจตน์เขานานขนาดไหนเนี่ย...เดี๋ยวก็ขึ้นคานกันพอดีหรอก” เพื่อนร่วมงานของกุลชาคนหนึ่งพูดขึ้น ส่วนกุลชาได้แต่อึ้งและตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก เมื่อเห็นเจตน์เดินเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าพร้อมกับส่งดอกกุหลาบช่อใหญ่ให้
“ขอโทษนะครับกุล...ยกโทษให้พี่เจตน์นะ...ตอนนี้พี่รู้แล้วว่าไม่มีใครดีกับพี่เท่ากุลอีกแล้ว” เจตน์พูดอย่างสำนึกผิดที่เขาแอบนอกใจไปมีกิ๊กใหม่
“พี่เจตน์อย่ามายุ่งกับกุลอีกเลยค่ะ...แค่นี้กุลก็เจ็บมากพออยู่แล้ว” กุลชาพูดพรางเอามือปาดน้ำตาซึ่งร่วงหล่นลงมาเต็มสองแก้มราวกับฝนตกหนัก เธอทั้งโกรธและเสียใจอย่างมากที่เจตน์แอบปันใจให้คนอื่น ทั้งๆ ที่รู้ว่าเธอรักเขามากขนาดไหน
 “คืนดีกันซะเถอะนา...คบกันมาตั้งนาน เรื่องอะไรที่มันเล็กๆ น้อยๆ ก็ให้อภัยกันซะ...อย่าถือทิฐิกันเลย...ลองคิดถึงช่วงเวลาที่คบกันแรกๆ บ้างซิ ว่าเราเคยรักกันมากขนาดไหน...แล้วอีกอย่างหนึ่งทั้งกุลและเจตน์ก็ทำงานร่วมกัน มาโกรธกันอยู่แบบนี้...เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ เขาก็ทำงานร่วมด้วยลำบาก” วันชัยโปรดิวเซอร์มือโปร ซึ่งเป็นหัวหน้าของทั้งคู่พูดขึ้นพร้อมกับเดินเข้ามาแตะไหล่ของกุลชาเบาๆ
   “ค่ะหัวหน้า” กุลชาตอบสั้น ก่อนจะรับช่อดอกไม้จากมือของเจตน์ขึ้นมากอดไว้
   “พี่รักกุลนะ” เจตน์พูดออกมาจากก้นบึ่งของหัวใจพร้อมกับส่งยิ้มให้กุลชา
   “ลุกขึ้นได้แล้วพี่เจตน์  กุลอายเพื่อนๆ แล้ว” กุลชาพูดขึ้นพร้อมกับพวงแก้มที่เริ่มแดงขึ้นเรื่อยๆ
   “พี่สัญญาว่าต่อไปนี้จะไม่ทำให้กุลเสียใจอีกเป็นอันขาด” เจตน์ลุกขึ้นยืนแล้วโผล่เข้ามากอดกุลชา ท่ามกลางเสียงปรบมือ ของเพื่อนร่วมงานที่คอยลุ้นกันสุดกู่ รวมถึงป้าเล็กแม่บ้านที่ยืนถือถ้วยกาแฟยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่หน้าประตู

   “เอาล่ะ...ทุกคน แยกย้ายกันไปทำงานได้แล้ว...ไป ไป ไป!!” วันชัยพูดขึ้นปิดท้ายเหตุการณ์ที่น่าประทับใจของความรักซึ่งลงเอยกันได้ในวันวาเลนไทน์ วันแห่งความรัก ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนกล้าแสดงความรักต่อกัน
เมื่อทุกคนแยกย้ายไปที่โต๊ะทำงานของตัวเองกันเรียบร้อยแล้ว กุลชาก็นำช็อกโกแลตที่เธอเตรียมไว้ไปมอบให้กับเพื่อนร่วมงานทุกๆ ด้วยร้อยยิ้มที่อิ่มไปด้วยความสุข “แฮปปี้วาเลนไทน์เดย์ค่ะ”
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #12 เมื่อ: เมษายน 05, 2011, 02:43:06 am »

ปรารถนา วาเลนไทน์[/size]
คีตาญชลี


หนูชื่อ เท็น เท็น หนูเป็นแมวที่เลือดผสมอันน่าภูมิใจแบบแมววัดทั่วไป ซึ่งการเป็นลูกผสมนั้นมักจะได้รับความแข็งแรง ขนที่สวยงาม และสุขภาพที่ดีมาเสมอ แต่เป็นเรื่องน่าแปลก พวกคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นสัตว์ประเสริฐนั้น มักนิยมสัตว์หน้าตาแบบเดียวกัน อมโรคชนิดเดียวกัน และนิสัยก็แทบจะเหมือนกัน พวกเขาไม่สนใจความหลากหลายและพยายามเพาะพันธ์สิ่งมีชีวิตให้ออกมาเหมือนกันอย่างกับแกะ นี่หนูไม่ได้ใส่ความนะ ดูอย่างเจ้าแกะดอนลี่นั่นปะไร เขาอดทนค้นคว้างเรื่องไร้สาระมานับสิบๆปี เพื่อที่จะได้แกะเหมือนกันเปี๊ยบมาตัวหนึ่ง  และตอนนี้ก็ยังพยายามต่อไป จะด้วยเหตุผลของการรักษาโรคหรืออะไรก็ช่าง แต่หนูก็ว่ามันเปล่าประโยชน์ พวกเขาจะอยากยืดอายุกันไปนานๆทำไม ในเมื่อเขาดูดน้ำมันมาใช้เกือบหมดโลก ตัดต้นไม้ ทำลายทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของพวกเขา และเอาเวลาที่เหลือทั้งหมด วิ่งวุ่นไปกับการหาซื้อดอกกุหลาบ และกระทบกระเทียบคนรักให้หันมาสนใจวันบ้าๆ บอๆ อย่างวันวาเลนไทน์...
--วาเลนไทน์— ใช่...ตอนนี้หนูกำลังประสาทเสียกับไอ้คำว่า วาเลนไทน์... เพราะดูเหมือนบ้านที่เคยสงบจะเริ่มปั่นป่วน ด้วยเรื่องวันรักๆ ใคร่ๆ ที่ไร้สาระ ซึ่งมันส่งผลโดยตรงกับอาหารในจานและบรรยากาศที่เคยสงบเงียบรอบตัว

ทุกสิ่งทุกอย่างมันเริ่มจากคุณนายพยายามโยนคำพูดประเภทที่ว่า “เอ..ศุกร์นี้วันอะไรน้า.... เนี้ยปีที่แล้วยายอ้อย(หล่อนหมายถึงเพื่อนสนิทของหล่อน)ได้ช่อกุหลาบเบ้อเริ่มจากคุณแม็คด้วยล่ะ หรือไม่ก็ คนเราต้องหัดเติมความโรแมนติกให้ชีวิตบ้างนะ ว่าไหมน่ะคุณ...” กับอะไรต่อมิอะไรประมาณนี้ ซึ่งดูเหมือนสามีซื่อบื้อของคุณนายจะเข้าใจไปว่าไอ้คำพูดเหมือนเตือนสติพวกนั้น มันเป็นเพียงประโยคบอกเล่าเท่านั้น แต่หนูผู้ที่มีประสาทรับรู้ไวเป็นพิเศษ รับรู้ได้ทางหนวดว่า อุณหภูมิภายในบ้านเริ่มร้อนขึ้น และเสียงสับหมูในครัวของคุณนายแปร่งหูไปอย่างผิดสังเกต แต่จะไปเอาอะไรกับคนอย่างนายแว่นล่ะ ผู้ชายที่น่าสงสารอย่างนายนั่น แม้แต่กางเกงชั้นในของตัวเองเขายังต้องร้องขอจากคุณนายเลย คิดดูเถอะว่าคนตัวสูงใหญ่ที่ช่วยเหลือตัวเองได้แย่พอๆ กับเด็กทารก มันจะน่าเวทนาสักแค่ไหน แล้วเรื่องที่จะให้รับรู้ความต้องการของผู้หญิง มีหรือที่คนอย่างนายแว่นจะทำได้ หนูเห็นวันๆ เขาเอาแต่ทำตามคำสั่ง ถ้าคุณนายไม่เตรียมอาหารวางเอาไว้บนโต๊ะแล้วบอกให้เขามากิน ไม่เตือนเรื่องต้องเข้านอน ไม่ปลุกให้ลุกขึ้นในตอนเช้า สมองที่น่าจะพิการสักข้างของเขาคงสั่งงานได้เพียงบอกให้ตัวเองนั่งหน้าจอสี่เหลี่ยม ซึ่งหนูไม่เห็นจะมีอะไรเกิดขึ้นนอกจากตัวอักษรยาวพรืดที่ไม่ได้ช่วยให้บ้านสะอาด มีอาหารกิน หรือทำอะไรให้ดีขึ้นในความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนจะยิ่งร้าวฉานเพราะไอ้วันวาเลนไทน์ที่กำลังย่างเท้ามาหาได้เลย แล้วดูเอาเถอะ แมวที่ไหนก็รู้ว่าคำพูดประเภทนั้น มันหมายถึง –ฉันปรารถนาดอกกุหลาบแดงช่อใหญ่สักช่อหนึ่ง- แต่นายแว่นก็ยังคงนิ่ง ส่งเสียงได้แค่คำว่า “ฮืม....” ออกมาจากลำคอเท่านั้น

กระทั่งคุณนายบึ้งตึงหนักขึ้นและเสียงสับหมูรวมถึงรสชาติอาหารในจานของหนูมันแย่ยิ่งกว่าไม่เป็นสัปปะรส นายแว่นถึงนึกเอะใจอะไรบางอย่างออกมา เขาถามคุณนายในเช้าวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งบรรยากาศในเช้าวันนั้นเงียบเชียบยิ่งกว่าป่าช้าหลังวัดขึ้นว่า
“คุณอยากได้ดอกไม้สักดอกบ้างไหม”
“ทำไมล่ะ...” คุณนายตอบเสียงสะบัด ซึ่งเป็นประโยคแรกในเช้าวันนี้เลยก็ว่าได้
“ก็ถ้าอยากได้ผมจะซื้อให้ไงล่ะ” เขาตอบขณะที่ก้มตักข้าวต้มปลาที่จืดยิ่งกว่าน้ำเปล่าใส่ปาก และมันเป็นอาหารเช้าที่เหมือนกันอย่างกับแกะกับอาหารเช้าในสามวันที่ผ่านมา ในที่นี่ไม่รวมถึงรสชาติที่ห่วยลงในทุกๆ วัน
“ไม่จำเป็นหรอก” คุณนายสะบัดเสียง
“นั่นสิ ผมก็ว่ามีแต่วัยรุ่นที่ไม่รู้จะบอกรักกันยังไงเขาทำกัน ส่วนเรามันรักกันทุกวันอยู่แล้วไม่ต้องก็ได้...จริงไหมจ๊ะ” เขาว่า คุณนายสะบัดหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างครัว เวลาเหมือนหยุดเดินในหลายวินาที หล่อนปาดน้ำตาแล้วพูดเสียงเครือขึ้นมาว่า
“คนอย่างฉันมันไม่เหมาะกับของอย่างนั้นหรอก คนก้นครัวอย่างฉันมันไม่ควรได้กุหลาบฮอนแลนด์ดอกยักษ์หรือแม้แต่กุหลาบเชียงใหม่สักดอกหรอก” นั่นล่ะนายแว่นถึงได้เงยหน้าจากถ้วยข้าวต้ม เบิ่งตามองภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก
“ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ ก็ถ้าคุณอยากได้ผมก็ต้องซื้อให้อยู่แล้ว”
“มันไม่ได้เกี่ยวกับว่าฉันอยากได้หรือไม่ มันเกี่ยวกับว่าคุณอยากให้หรือเปล่า” คุณนายตะเบ็งเสียงอย่างสุดกั้น น้ำตาหล่อนไหลเป็นสาย
“ไม่เอาน่า ผมรักคุณนะ แค่คำว่ารักและการกระทำของผมมันไม่พออีกหรือ” แล้วนายทำอะไรให้คุณนายบ้างหรือ? หนูอยากถามแทนคุณนายเหลือเกิน แต่ดูเหมือนจะไม่ต้อง เพราะคุณนายก็ร้องถามในประโยคเดียวกัน แถมยังต่อให้อีกยืดยาวด้วยว่า
“นอกจากคุณไม่เคยมอบความโรแมนติกใดๆ ให้ฉันแล้ว คุณยังไม่เคยแม้แต่จะเหลียวมองผู้หญิงก้นครัวไร้ค่าอย่างฉันด้วย และฉันรู้ดีว่าตัวเองมันแก่เกินจะร้องหาดอกกุหลาบหรือแม้แต่ดอกหญ้าสักดอก ฉันรู้ดีว่าความรักที่เอาอารมณ์หวานแหววเป็นที่ตั้งมันไม่อยู่คงทนเหมือนความเป็นเพื่อนเหมือนที่คุณพร่ำบอก แต่ยังไงผู้หญิงก้นครัวอย่างฉันก็ยังต้องการความรัก เข้าใจไหมคำว่าความรัก”
“โธ่...ไปกันใหญ่แล้ว ผมรักคุณนะ และคุณก็มีค่าเกินดอกไม้ใดๆ คุณ...” นายแว่นพยายามหยอดคำหวานแต่เสียงกริ่งหน้าประตูบ้านดังขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน หนูเห็นทั้งคู่หันไปมองทางประตูหน้าบ้าน คุณนายของหนูลุกขึ้นด้วยความเคยชิน หล่อนให้แขนปาดน้ำตาแล้วก้มหน้างุดเดินคอตกออกไปหน้าบ้าน หนูเดินตามร่างแบบบางออกไปด้วยความเป็นห่วง หันมามองนายแว่นอีกทีเห็นเขาอมยิ้มแล้วยันร่างลุกขึ้นเดินตามไป เราทั้งคู่เดินตามออกไปพร้อมกัน สิ่งที่หนูเห็นคือร่างที่หน้าประตูบ้านยืนแข็งทื่อไม่ไหวติง สักสามวินาทีต่อมาคุณนายจึงหันมาหาหนูกับนายแว่น ในอ้อมกอดหอบกุหลายสีแดงช่อใหญ่ ใบหน้าเปียกน้ำตาส่งยิ้มที่ยากจะอธิบายมาให้นายแว่นที่ยืนยิ้มกริ่มอยู่ข้างๆ หนู
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 05, 2011, 02:45:16 am โดย ชุติมา-ประภัสสร » บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #13 เมื่อ: เมษายน 05, 2011, 02:50:38 am »

วาเลนไทน์
อังคณา


‘หึงโหด ทอมสาดน้ำกรดดี้ หลอกเงินเลี้ยงผู้ชาย’ จงรักพับหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวันที่ 14 กุมภาพันธ์ลงบนโต๊ะ ทันทีที่อ่านพาดหัวข่าวตัวใหญ่ถึงข่าวอาชญากรรมโหดอันเนื่องมาจากความรัก วันที่สดใสอย่างวาเลนไทน์นี้ ไม่ควรจะเริ่มต้นด้วยข่าวที่ไม่น่ารื่นรมย์นี่เลย ชายหนุ่มยกกาแฟขึ้นดื่มจนหมดถ้วย ก่อนจะตรงเข้าห้องนอนเพื่อเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย มีอะไรต้องทำอีกมากมายวันนี้
คืนนี้เขาตั้งใจจะสวีทหวานกับคนรักให้ชุ่มหัวใจ ให้สมกับที่ไม่เจอกันนาน ‘จินดา’ ถูกบริษัทส่งตัวไปทำงานที่สาขาในต่างจังหวัดเมื่อเดือนก่อน เขารู้ซึ้งถึงความรักที่มีต่อจินดาก็เมื่อต้องนอนกอดหมอนข้างอย่างโดดเดี่ยวทุกคืน ความอ้างว้างในใจมันทรมานสิ้นดี วันนี้คนรักจะเดินทางกลับ คงมาถึงกรุงเทพฯ เย็นๆ เขาจะใช้เวลาทั้งวันเสริมความงามไว้ต้อนรับ เริ่มด้วยการนวดหน้าตอนเช้า ทำสีผมใหม่ตอนบ่าย ไปรับดอกกุหลาบที่สั่งไว้ แล้วก็ปิดท้ายด้วยดินเนอร์ใต้แสงเทียนสุดแสนโรแมนติก ที่เตรียมตัวขนาดนี้ก็เพราะคืนนี้เขาจะขอคนรักแต่งงาน แต่ก็ไม่รู้ว่าคนถูกขอจะยินดีกับคำขอของเขาหรือเปล่า จงรักส่ายหน้าอมยิ้มกับความคิดว้าวุ่นของตัวเองก่อนจะก้าวขึ้นรถขับออกจากคอนโดมิเนียมหรู

เขามาหยุดที่จุดหมายแรก ร้านนวดหน้าของเพื่อนสนิทที่เป็นคนจังหวัดเดียวกับจินดา อาจเพราะเป็นเด็กต่างจังหวัดที่ฐานะทางบ้านค่อนข้างลำบาก ทำให้จินดาเป็นคนเงียบๆ ติดจะเจียมตัวเสียด้วยซ้ำ เวลาที่เขาต้องการจะซื้ออะไรให้ ก็มักจะปฏิเสธเสียร่ำไป อย่างคอนโดมิเนียมหลังนี้ก็เหมือนกัน กว่าจะคุยกันรู้เรื่องก็เล่นเอาเหนื่อย ไม่ใช่ว่าเขาจะเป็นพ่อบุญทุ่มอะไรหรอก สำหรับเขาเรื่องเงินไม่ได้สลักสำคัญอะไร ความจริงใจต่างหากที่เป็นเรื่องใหญ่ และตลอดเวลาจินดาก็พิสูจน์แล้วว่ามั่นคงและจริงใจกับเขาขนาดไหน
ออกจากร้านนวดหน้า จงรักแวะกินข้าวกลางวันก่อนจะตรงไปร้านทำผม ร้านนี้เป็นร้านใหม่ที่รุ่นน้องที่บริษัทแนะนำมา ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าชื่อดังกลางกรุง พนักงานให้เขานั่งรอช่างสักครู่ จงรักจึงนั่งลงที่โซฟารับแขกหน้าร้าน มองเพลินๆ ไปยังผู้คนที่เดินผ่านไปมา ส่วนใหญ่ก็เด็กวัยนมเพิ่งแตกพานทั้งนั้น คนคู่หนึ่งที่ไม่ใช่วัยรุ่นวัยใสจึงสะดุดตาเขาเข้าอย่างจัง ชายหนุ่มหญิงสาวเดินเคลียคลอกันมา หยอกล้อหัวเราะกันดูรื่นเริง แม้จะห่างออกไปพอสมควร เขาก็จำได้ทันที นั่นมันจินดาของเขานี่!
สองเท้าก้าวตามคนทั้งคู่ไปโดยที่เขาไม่รู้ตัว เพราะจิตใจมัวจดจ่ออยู่กับคนรักที่เดินกระหนุงกระ หนิงไปกับคนอื่น แค่ดูก็รู้ว่าคงไม่ใช่แค่คนรู้จักธรรมดาแน่ๆ ทั้งโอบบ่า กอดเอว แถมยังหอมแก้มกันด้วย จงรักเจ็บหนึบที่หน้าอก ทำไมจินดาทำกับเขาได้ลงคอ
สองหนุ่มสาวไปหยุดยืนที่เคาน์เตอร์น้ำหอมยี่ห้อดัง ต่างชี้ชวนกันทดลองกลิ่น จงรักแฝงกายเข้าไปเลือกดูน้ำหอมอีกเคาน์เตอร์ที่ไม่ห่างกันนัก แต่หันหลังให้คนคู่นั้น เขาได้ยินเสียงหวานของฝ่ายหญิงชมน้ำหอมกลิ่นหนึ่ง พอบอกจะซื้อให้ ฝ่ายชายก็ปฏิเสธเสียงนุ่มนวลอย่างเกรงใจ จินดาของเขาเป็นเช่นนี้เสมอ ไม่เคยรับของใครง่ายๆ แต่ท้ายสุดแล้วฝ่ายหญิงก็ตัดสินใจซื้อจนได้ แม้ฝ่ายชายจะบ่นพึมพำว่าสิ้นเปลือง แต่ก็รับของกำนัลนั้นในที่สุด

ทั้งคู่ยังเดินเลือกซื้อเสื้อผ้าอีกสองสามชุด แน่นอนว่าทั้งหมดเป็นของฝ่ายชาย ก่อนจะควงกันเข้าไปในโรงภาพยนตร์ จนปัญญาที่จงรักจะติดตามต่อไปได้อีกแล้ว เขาแทบจะทรุดนั่งอยู่ตรงหน้าช่องเก็บตั๋วนั่นทีเดียว ถ้าเป็นคนอื่นมาเล่าให้ฟัง จะไม่เชื่อสักนิด แต่นี่เห็นกับตา ได้ยินกับหู ไม่เชื่อก็หลอกตัวเองเกินไปแล้ว จงรักควานหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสะพายกดเบอร์เพื่อนรุ่นพี่อีกคนที่ทำงานที่เดียวกับจินดา และคำตอบที่ได้ก็ทำให้หัวใจเขาแทบหยุดเต้น สาขาที่ต่างจังหวัดปิดตัวไปตั้งแต่สามเดือนก่อนแล้ว
เมื่อพาร่างอ่อนแรงกับหัวใจบอบช้ำกลับมาถึงห้องที่คอนโดฯ จงรักก็ทรุดตัวลงนั่งที่พื้นประตูนั่นเองน้ำตาไหลลงเป็นทาง สะอื้นไห้ราวหัวใจกำลังจะแหลกสลาย เขารักจินดาเหลือเกิน จินดาผู้แสนซื่อ จินดาที่จริงใจต่อเขา ไม่เลย ไม่เคยมีจินดาคนนั้น ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา จินดาของเขาคงไปอยู่กับผู้หญิงคนนั้น แต่อ้างว่าไปทำงานต่างจังหวัด ถ้อยคำที่ใช้ปฏิเสธหล่อนช่างไม่แตกต่างกับที่เคยพูดกับเขาเลย ‘ไม่ดีกว่าครับ สิ้นเปลืองเปล่าๆ’ แต่สุดท้ายจินดาก็ได้ทุกอย่างที่ปฏิเสธเสมอ
ยิ่งรักมากก็ยิ่งแค้นมาก ทั้งๆ ที่เขาซื่อสัตย์จริงจัง เอาใจทุกอย่าง หากไม่ชอบใจก็ควรจะบอกกันตรงๆ ไม่ใช่มาหลอกกันแบบนี้ นี่ก็คงตั้งท่าจะไปหลอกยัยผู้หญิงหน้าโง่นั่นอีกคน ใช้ความเป็นอ่อนหวานนุ่มนวลของตัวเองมาหลอกให้ตายใจ ช่างร้ายกาจอะไรอย่างนี้ ดีล่ะ ถ้ากล้าหักหลังความรักของเขาแบบนี้ เขาก็จะตอบแทนให้แสนสาหัสยิ่งกว่า อย่าได้อยู่ร่วมโลกกันอีกเลย จงรักพุ่งไปที่ลิ้นชักหัวเตียง ดึงปืนที่เก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินออกมา ในเมื่อเขาซื้อคอนโดฯ นี้ให้จินดา เขาก็จะใช้มันเป็นที่ฝังศพจินดาด้วย
เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสะพายดังขึ้น จงรักไม่มีแก่ใจจะรับ เขาต้องการเพียงรอเวลาเพื่อทวงความชอบธรรมให้ตัวเอง แต่เมื่อมันดังติดต่อกันหลายครั้งเข้า ชายหนุ่มก็เดินกระแทกเท้ามากดรับสาย
“รักเหรอลูก กลับมากินข้าวเย็นกับแม่กับป๋านะวันนี้ ป๋าเขาซื้อหูฉลามเจ้าอร่อยที่รักบ่นอยากกินมาให้น่ะลูก” ชายหนุ่มอึ้งเมื่อได้ยินเสียงรื่นเริงยินดีของมารดาที่ส่งมาตามสาย “รัก เป็นอะไรหรือเปล่าลูก ทำไมไม่ตอบ” และเสียงรื่นเริงนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนห่วงใย จนเขาเจ็บปวดราวใครมาบีบหัวใจ

ในขณะที่คิดแค้นเคืองคนอื่น เขาลืมคนที่รักและห่วงใยเขามากที่สุดไปได้อย่างไร การที่ลูกชายคนเดียวมาเบี่ยงเบนทางเพศชอบชายด้วยกันแบบนี้ ทำให้ป๋ากับแม่เจ็บปวดไม่น้อยเขารู้ดี แต่ท่านทั้งสองก็ไม่เคยปริปากต่อว่า ยังคงมอบความรักและเชื่อถือให้เขาเสมอ ความรักที่เขามีต่อจินดา ถ้าจะเทียบกับความรักที่ป๋ากับแม่มีให้เขา มันเป็นเพียงเศษเสี้ยวธุลีที่ไม่มีค่าอันใดเลย รักของบุพการีทั้งสองของเขาต่างหากที่เรียกว่า ‘รักแท้’ ชายหนุ่มตอบกลับมารดาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ครับแม่ ผมจะกลับไปกินข้าวกับแม่คืนนี้”
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #14 เมื่อ: เมษายน 05, 2011, 02:55:28 am »

เป็นอย่างไรบ้างคะ 14 เรื่อง 14 รส  ไม่แน่ใจว่าตกหล่นของท่านใดอีกหรือเปล่า  ถ้าตกหล่นไปต้องขออภัยด้วยนะคะ
และรบกวนขอช่วยส่งเรื่องมาให้ หรือจะนำลงในกระทู้นี้เลยก็สะดวกดีค่ะ

อ่านแล้วอย่าลืมโหวตกันเข้ามาด้วยนะคะ  โหวตที่นี่ได้เลยค่ะ  หรือ จะส่งไปที่ chutimasevikul@gmail.com ก็ได้เลย
เช่นกันค่ะ
 
บันทึกการเข้า
watchara
Newbie
*
กระทู้: 4


ดูรายละเอียด
« ตอบ #15 เมื่อ: เมษายน 05, 2011, 08:44:13 am »


สวัสดีครับอาจารย์

เรื่องของผมคงลอยไปกับสายน้ำที่กำลังท่วมปักษ์ใต้ แต่ไม่เป็นไรครับ ผมพายเรือตามไปเก็บมาแล้ว  Grin



ความรัก VS ความเสี่ยง


สมัยที่ยังต้องแบกหนังสือไปโรงเรียน วันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรัก ค่อนข้างจะมีความสำคัญอยู่มาก เรียกว่าเป็นวันวัดคะแนนความรักที่เพื่อนมีต่อเราก็ว่าได้

หากใครได้ดอกไม้เป็นช่อ ถือว่าเป็นสุดยอดของคะแนนนิยม ซึ่งปกติจะไม่ค่อยมีใครได้กัน หรือหากได้ก็หมายถึงเจ้าของช่อดอกไม้ต้องเป็นคนรักชนิดออกหน้าออกตาทีเดียว ซึ่งในที่นี้ไม่ขอกล่าวถึง

สิ่งที่จะกล่าวถึง คือ สติกเกอร์รูปหัวใจ สื่อแห่งรักที่เพื่อนๆ สามารถมอบให้กันได้โดยไม่กระเทือนเงินในกระเป๋านัก หรือหากจะมอบให้คนที่แอบรัก ก็ไม่ถือเป็นการโจ่งแจ้งเกินไป

ในวันแห่งความรัก หากผู้ใดมีสติกเกอร์ติดที่หน้าอกมาก ก็ถือว่าได้รับความรักจากเพื่อนๆ ล้นหลาม เดินไปทางไหนสามารถเงยหน้ามองฟ้าได้อย่างเต็มที่ ส่วนคนที่ได้สติกเกอร์น้อย จะเดินไปที่หนใดก็ต้องก้มหน้ามองดิน พร้อมทั้งต้องเตรียมสรรหาคำไว้คอยแก้หน้าต่างๆ นานา

แต่มีวิธีหนึ่ง ที่จะทำให้เชิดหน้าชูตาได้อย่างไม่อายใคร ก็คือ แอบไปซื้อสติกเกอร์มาสักแผงสองแผง นอกจากจะเอาไว้ติดเพื่อนเป็นการแสดงความรักแล้ว ยังสามารถแอบติดตัวเองได้ด้วย รับรองว่าติดเป็นแผงก็ไม่มีใครรู้ ผมเอาหัวเป็นประกัน เพราะทำอยู่บ่อยๆ


สติกเกอร์รูปหัวใจเป็นสัญลักษณ์แห่งไมตรี เป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก ที่ไม่ว่ายากดีมีจนเพียงใดก็สามารถมอบให้แก่กันได้ ฟังดูแล้วสติกเกอร์รูปหัวใจนี้ น่าจะมีแต่ความสุขมอบให้แก่ชาวโลก แต่จากประสบการณ์บอกให้รู้ว่า โลกนี้ไม่มีอะไรที่จะมีคุณหรือโทษเพียงถ่ายเดียว

ผมเคยเห็นเพื่อนทะเลาะกับแฟน เพราะปล่อยให้ผู้หญิงอื่นมาติดสติกเกอร์ตรงหน้าอกด้านซ้าย เธอบอกว่าคนอื่นจะติดตรงไหนก็ได้ แต่ตรงหัวใจต้องเป็นของเธอผู้เดียว

ตัวผมเองก็เคยโดนแฟนงอนอยู่หลายวัน เพราะเที่ยวเอาสติกเกอร์รูปหัวใจไปแจกจ่ายคนอื่นเป็นแผง แต่ติดให้เธอเพียงดวงเดียว

ในช่วงนั้น ผมไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงแต่ทำไปตามกระแสนิยม แต่พอพ้นจากวัยนั้นมาแล้วจึงฉุกคิดว่า ทำไมคนเราต้องการความรัก ทำไมบางคนทุ่มเททุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งความรัก แม้ต้องแลกด้วยความเจ็บปวดในภายหลังก็ตาม

ผู้มีประสบการณ์ความรักในทางดี นิยามความรักจะออกมาในรูปแบบที่สวยงาม เช่น รักทำให้โลกเป็นสีชมพู รักคืออาหารใจของชีวิต รักคือส่วนเติมเต็มที่ขาดหาย ฯลฯ

ส่วนผู้ที่มีประสบการณ์ความรักในทางร้าย นิยามความรักจะออกมาในรูปแบบที่เศร้าสร้อย เช่น รักคือยาพิษ รักคือความอดทน รักคือการเสียสละ ฯลฯ


ความรักที่สมบูรณ์ต้องเกิดจากทั้งสองฝ่าย หากรักเกิดเพียงฝ่ายเดียว ความทุกข์ย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และที่น่าเศร้าก็คือ ปุถุชนทั่วไปไม่สามารถออกแบบความรักได้ ไม่มีใครรับประกันได้ว่า หากเรารักเขา เขาจะรักเรา หรือหากเราไม่รักเขา เขาก็จะไม่รักเรา

เมื่อความรักตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไม่แน่นอน แล้วเหตุใดใครหลายคนจึงทุ่มเทเพื่อให้ได้มา

บางคนบอกว่า ความรักเหมือนการพนัน แม้รู้ว่าเสี่ยง แต่ถ้าทายถูกก็จะนำมาซึ่งผลตอบแทนเป็นทวี แต่ผมไม่ได้มองว่าความรักเป็นสิ่งที่ต้องเสี่ยงขนาดนั้น และผมยังเชื่ออีกว่า ความรักเป็นสิ่งสวยงาม หากรักให้เป็น ความรักจะไม่มีวันย้อนกลับมาทำร้ายเราอย่างแน่นอน

อย่างที่บอก ความรักต้องเกิดจากทั้งสองฝ่าย แต่ปัญหาคือ เราไม่สามารถบังคับให้ทั้งสองฝ่ายมีความรู้สึกเดียวกันได้ เราอาจรักเขา แต่จะบังคับให้เขารักเราไม่ได้

เมื่อเป็นแบบนี้ เราควรทำอย่างไร จึงจะไม่เจ็บปวดเพราะความรัก?


ก่อนจะหาวิธีว่ารักอย่างไรจึงจะไม่เจ็บปวด อยากให้ลองพิจารณาความรักให้ลึกซึ้งดูสักที


ที่ว่ารัก เรารักเขา หรือเรารักตัวเราเองกันแน่ ?!?


ถ้าเรารักเขา เขาจะรักใคร เขามีความสุขกับสิ่งไหน เราก็ควรยินดี ควรให้เขาได้อยู่กับคนที่รัก ควรให้เขาได้ทำในสิ่งที่มีความสุข แต่นี่เพราะเรารักตัวเองหรือเปล่า จึงอยากให้เขารักตอบ พอเขาไม่รัก ก็เสียใจ ก่นด่าหรือแม้กระทั่งทำร้ายคนที่พร่ำบอกว่ารัก จนบาดเจ็บล้มตายก็มี

หากรักของเราไม่บริสุทธิ์ เป็นรักที่ปรารถนาสิ่งตอบแทน พึงระลึกไว้เถิดว่า นั่นไม่ใช่รักแท้ เป็นรักที่ประกอบด้วยโมหะหรือความหลง ใครก็ตามที่มีความรักลักษณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นรักแบบพ่อแม่รักลูก เพื่อนรักเพื่อน หรือความรักแบบหนุ่มสาว ย่อมมีความเสี่ยงที่จะเจ็บปวดเสมอ

ดังนั้น หากจะหาวิธีว่ารักอย่างไรจึงจะไม่เสี่ยงกับความเจ็บปวด

เราต้องทำความรักของเราให้บริสุทธิ์ ปราศจากเงื่อนไขต่างตอบแทน และหากเราทำใจให้บริสุทธิ์ไม่ได้ ก็ให้ยอมรับความจริงว่า เราไม่บริสุทธิ์พอที่จะรัก เมื่อจิตของเราไม่บริสุทธิ์พอที่จะรัก ก็อย่าริไปรัก เพราะนอกจากจะทำให้ต้องเจ็บปวดแล้ว ยังจะทำให้ความรักที่สวยงามต้องแปดเปื้อนมลทินไปด้วย   
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #16 เมื่อ: เมษายน 06, 2011, 01:17:27 pm »

โอ๊ะโอ๋...อย่าเพิ่งน้อยใจเลยนะคะ

และก็ขอบคุณมากที่ตามเก็บมาลงไว้ให้เรียบร้อย

เกรงกริ่งอย่างมากว่าจะทำเรื่องของใครหลุดไปบ้าง คราวที่แล้วก็มีหลุดคราวนี้ก็อีกเช่นเคย

ขอโทษด้วยนะคะ 
 
มีของใครหลุดหายไปตามกระแสน้ำอีกหรือเปล่าเอ่ย  ช่วยกันตามเก็บหน่อยนะคะ

บันทึกการเข้า
chuengngee
Newbie
*
กระทู้: 3


ดูรายละเอียด
« ตอบ #17 เมื่อ: เมษายน 09, 2011, 06:04:18 pm »

เรื่องของหนูด้วยค่ะ ยังคงคอนเซปเดิมมิมีเปลี่ยนแปลงค่ะ

เหตุจากวันวาเลนไทน์
   
ตู้เหมียนอี้ลอบถอนหายใจออกมา ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าถือหยิบไดอารี่เล่มหนึ่งที่เธอเก็บได้จากห้องที่เคยไปนอนป่วยออกมาแล้วเปิดอ่านข้อความในนั้นอีกครั้งหนึ่ง
 ‘14 กุมภาพันธ์...ความหมายของวันนี้ผมคิดว่าคุณคงเข้าใจมันได้ดี...หยูฟางครับ..วันนั้นแหละที่ผมจะทำสิ่งหนึ่งเพื่อคุณ...ผมอยากให้คุณได้เห็นความสำเร็จของผม...วันที่ผมจะพิสูจน์ให้คุณรู้ว่าผมโตเพียงพอที่จะดูแลคุณได้แล้ว...ก็แกลอลี่ที่ผมฝันไว้ไง..ผมมั่นใจว่าจะต้องมีคนสนใจงานของผม...แล้ววันนั้นผมจะขอคุณแต่งงาน...รอผมนะครับหยูฟาง…รอผมนะ...ผมรักคุณ’
 ถึงรอยหมึกจะจางมาก แต่ตู้เหมียนอวี้ก็พอจะรับรู้ได้ว่าสิ่งที่จางจื่อหลังเขียนไว้มาจากความตั้งใจของเขาจริงๆ ถึงไม่ได้เปิดแกลอลี่แต่การก้าวไปสู่ระดับโลกนับว่ายิ่งใหญ่มากกว่าที่เขาเคยตั้งความหวังเอาไว้มากแล้ว เพราะฉะนั้นจะไม่เชื่อก็คงไม่ได้ คนที่เขาตั้งใจจะใช้ชีวิตด้วยควรจะเป็นน้องสาวของเธอมากกว่า ส่วนเธอเขาก็คงเห็นเป็นที่รองรับอารมณ์เหมือนตามเคย
 .................
 5 ปีต่อมา เมลเบิร์นประเทศออสเตรเลีย
 “ซื้อดอกกุหลาบสักช่อให้แฟนของพี่ชายหน่อยสิคะ”
 สำนวนภาษาอังกฤษจากปากของเด็กผู้หญิงผมสีบรอนด์วัยสิบปีทำให้ ‘จางเหมียนอวี้’ ที่กำลังเลือกซื้อผลไม้อยู่หันหลังกลับไปมอง
...จริงสินะ วันนี้ก็คือวันวาเลนไทน์…
 หลังจากที่เธอและ ‘จางจื่อหลัง’ แต่งงานกันเมื่อสองปีก่อน เธอก็ย้ายถิ่นฐานมาพำนักกับเขาอยู่ที่นี่ บางทีเธอก็อดน้อยใจขึ้นมาไม่ได้เพราะจื่อหลังมักจะเห็นงานสำคัญกว่าเธอเสมอ
 อย่างเช่นในวันนี้ ทั้งๆ ที่เป็นวันวาเลนไทน์แท้ๆ ทุกๆ คนที่มีคนรักก็ควรที่จะได้ใช้เวลาสวีทหวานให้แก่กันไม่ใช่หรือ?... เหมียนอวี้ได้แต่ถอนหายใจยาวตอนที่หันหลังกลับมาใหม่แล้วจ่ายเงินค่าผลไม้ให้กับแม่ค้าก่อนที่จะเดินออกไปจากตลาด
 บ้านของเหมียนอวี้และจื่อหลังตั้งอยู่แถบถนนคอลลินส์ เธอรับจ้างออกแบบการจัดงานอีเว็นท์โดยรับงานทางอินเตอร์เน็ต ส่วนจื่อหลังเป็นศิลปินอิสระ ความฝันของเขาคือการได้เปิดร้านแกลอรี่ แล้ววันนี้เขาก็กำลังก้าวตามความฝันของเขาอยู่
 ทุกๆ วันจื่อหลังจะตั้งบูทรับวาดภาพเหมือนตรงถนนอีกฟากหนึ่งที่เป็นถนนคู่ขนานกับถนนคอลลินส์ ซึ่งถนนสายนี้เป็นถนนที่มีศิลปินหลายประเภทมาขายศิลปะและความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นวาดภาพ, เล่นดนตรี หรือการแสดง ไม่ว่าอะไรก็สามารถขายได้ทั้งนั้น
 เหมียนอวี้ออกมาจากบ้านอีกครั้งพร้อมกับกล่องอาหารกลางวัน ขณะที่ก้าวเดินได้สักพักหนึ่งก็รู้สึกมึนหัวขึ้นมาเล็กน้อยจึงได้หยุดเดินและสูดลมหายใจยาวๆ ต่อมาก็ก้มหน้ามองไปที่ท้องของตัวเองพร้อมกับลูบเบาๆ แล้วจึงค่อยเผยรอยยิ้มหวานออกมา
 เธอเพิ่งจะรู้ตัวเมื่อเช้านี้ ก่อนที่เธอจะแวะไปที่ตลาดเธอได้ไปพบกับแพทย์มาและผลปรากฏว่าเธอได้ตั้งครรภ์แล้ว ในที่สุดความฝันที่เธอจะได้มีครอบครัวที่สมบูรณ์ก็ใกล้จะกลายเป็นความจริงแล้ว
 เหมียนอวี้เงยหน้าขึ้นมาใหม่แล้วค่อยๆ ก้าวเดินอย่างช้าๆ ตรงไปยังบูทวาดภาพของสามีเพื่อรับประทานอาหารกลางวันด้วยกันเหมือนอย่างทุกวัน แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเดินมาจวนจะถึงบูทของจื่อหลังกลับเห็นเขากำลังเก็บอุปกรณ์ในการวาดภาพอยู่
 “ไม่ทำงานต่อแล้วหรือคะ” เหมียนอวี้ถามขึ้นพร้อมกับวางกล่องข้าวลงบนโต๊ะเตี้ยข้างๆ จื่อหลัง
 ด้านจื่อหลังก็หันมายิ้มกว้างให้กับผู้เป็นภรรยา วางของที่อยู่ในมือลงแล้วจึงรวบมือของภรรยาขึ้นมาพรมจูบอย่างรักใคร่ก่อนที่จะเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงทุ้มหวาน
 “วันนี้พอแค่นี้ ผมตั้งใจจะพาคุณไปดูอะไรหน่อย”
 ต่อจากนั้นจื่อหลังก็รวบเก็บอุปกรณ์วาดภาพที่เหลือยัดใส่กระเป๋าเป้ แล้วจึงดึงมือของภรรยาให้เดินตามเขาไป
 ราวๆ สิบห้านาทีจื่อหลังก็พาเหมียนอวี้มาหยุดลงตรงหน้าร้านเช่าแห่งหนึ่งที่ยังไม่ได้เปิดให้บริการ เหมียนอวี้เลิกคิ้วในเชิงข้องใจให้กับจื่อหลัง ด้านจื่อหลังเพียงเผยยิ้มอย่างมีเลศนัยน์ก่อนจะลากตัวภรรยาให้ก้าวเข้าไปข้างในร้าน
 ภายในร้านที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อประกอบไปด้วยภาพเขียนที่มีผ้าขาวปิดไว้จำนวนหนึ่ง รอบๆ ด้านยังมีกระถางต้นไม้เรียงจนแน่นร้านอีกด้วย
 ความรู้สึกแรกที่ได้ก้าวเข้ามาในร้านคือรู้สึกเหมือนว่ากำลังจะถูกขอแต่งงานอีกครั้งหนึ่ง เหมียนอวี้คิดเช่นนี้ในใจพร้อมกับหันไปเลิกคิ้วให้กับผู้เป็นสามี “พาฉันมาที่นี่ทำไมคะ”
 “เรามาทวนความหลังกันหน่อยเป็นไง” จื่อหลังกระดกยิ้มพร้อมกล่าวเรียบๆ ต่อจากนั้นจึงได้ตรงเข้าไปดึงผ้าสีขาวที่คลุมภาพวาดอยู่ทีละภาพ
 “ภาพแรกที่ผมวาดให้คุณ เพราะผมหลงเสน่ห์ดวงตาและรูปปากของคุณ” ครั้งแรกที่เขารู้จักกับเหมียนอวี้คือตอนที่หญิงสาวไปเยี่ยมน้องสาวที่สวิตเซอร์แลนด์ แล้วจื่อหลังก็เลื่อนมือไปดึงผ้าคลุมภาพวาดอีกภาพหนึ่งที่ตั้งอยู่ข้างกันออก
 “ตอนที่ผมเพิ่งจะตื่นจากฝันร้าย คุณคือเทพธิดาของผม” จื่อหลังพูดพร้อมกับหันหลังกลับมาสบตากับภรรยา ส่วนเหมียนอวี้ก็จ้องมองภาพวาดสีน้ำมันด้วยความรู้สึกหลงใหล
 เขาคือผู้ชายคนแรกที่ทำให้เธออยากที่จะเริ่มต้นกับความรัก ทั้งที่ตลอดมาหนึ่งเดียวในชีวิตของเธอก็คือหน้าที่และการงาน เหมียนอวี้เผยยิ้มน้อยๆ ด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจ ขณะที่จื่อหลังหันไปดึงผ้าคลุมภาพวาดทุกๆ ใบออก ซึ่งภาพวาดแต่ละภาพคือความทรงจำของเขากับเหมียนอวี้ที่มีทั้งทุกข์และสุขคละเคล้ากันในช่วงตลอด 5 ปีที่เขาและเธอได้รู้จักกัน ส่วนเหมียนอวี้ก็เดินดูภาพวาดเสมือนมีชีวิตที่สามีวาดไว้จากความทรงจำด้วยความรู้สึกทั้งซาบซึ้งและประทับใจ
 เดินชมภาพวาดจนหมดทุกใบ เหมียนอวี้จึงได้เงยหน้าขึ้นสบตากับสามีพร้อมรอยยิ้มหวาน ด้านจื่อหลังก็สวมกอดภรรยาไว้ด้วยความรักใคร่ พร้อมกับเอ่ยปากขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงทุ้มหวาน
 “คุณจำได้หรือเปล่า เพราะผมเขียนไว้ในไดอารี่ว่าถึงวันวาเลนไทน์เมื่อไหร่ผมจะเปิดแกลอรี่ให้กับหยูฟางให้ได้” จื่อหลังหมายถึงน้องสาวของเหมียนอวี้ ที่ในอดีตเขาเคยรักอย่างมากมาย “...และเพราะมันทำให้คุณตัดเยื่อใยกับผมจนผมเกือบไม่เป็นผู้เป็นคน”
 “ขอโทษค่ะ” เหมียนอวี้ตอบพร้อมกับพยักหน้าเล็กน้อย “ครั้งนั้นฉันเข้าใจคุณผิดไป ฉันไม่ได้ตั้งใจนะคะ”
 “แต่ก็เพราะคำว่าวาเลนไทน์จึงทำให้ผมเกิดพลังและแรงบันดาลใจ ผมจึงเริ่มเดินตามความฝันใหม่อีกครั้ง ลบคำว่าหยูฟางออกและแทนที่ด้วยเหมียนอวี้ เพราะผมอยากครอบครองคุณ ทั้งตัวคุณจะต้องเป็นของผมคนเดียว ผมถึงได้มีวันนี้ ผมรู้ว่าคุณคงน้อยใจบ้างที่ผมไม่เคยแสดงความรักต่อคุณเหมือนกับคนอื่นๆ แต่ผมเชื่อว่าการกระทำของผมสามารถพิสูจน์ให้คุณเห็นแล้วว่าคุณเท่านั้นที่ผมต้องการ ผมรักคุณนะครับเหมียนอวี้ ผมรักคุณมาก รักมากที่สุดในชีวิต สิ่งเดียวที่ผมสามารถทำให้คุณได้คือความสำเร็จทั้งหมดของผมที่ผมจะยกผลประโยชน์ให้คุณเพียงผู้เดียว”
 เหมียนอวี้นิ่งฟังคำหวานในอ้อมกอดของสามีด้วยความรู้สึกซาบซึ้งอย่างเอ่อท้นจนไม่อาจกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาได้
 “ฉันก็รักคุณมากนะคะ รักคุณมานานถึง 5 ปี แล้วคุณก็พิสูจน์ให้ฉันเห็นแล้วค่ะ ว่าฉันเลือกคนไม่ผิดเลย ฉันก็เลยอยากตอบแทนความรักของคุณบ้าง จื่อหลังคะ เรากำลังจะมีลูกแล้วนะ ฉันเพิ่งรู้ตัวเมื่อเช้านี้เอง คุณดีใจเหมือนกับฉันหรือเปล่าคะ”
 ได้ยินดังนั้นจื่อหลังได้แต่หัวเราะร่าเสียงดัง ต่อจากนั้นก็ผละตัวภรรยาออกแล้วก็โอบอุ้มภรรยายกขึ้นทั้งตัว หมุนรอบตัวเองไปมาด้วยความรู้สึกมีความสุขมากที่สุดในชีวิต
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #18 เมื่อ: เมษายน 12, 2011, 10:04:14 pm »

  ขอบคุณมากค่ะ น้องงี้

พอดีช่วงนี้เข้าเทศกาลสงกรานต์กันแล้ว ขอให้สุขสันต์วันสงกรานต์กันทุกคนเลยนะคะ

เดินทางปลอดภัยค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 12, 2011, 10:06:41 pm โดย ชุติมา-ประภัสสร » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF