www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สมาธิและชีวิต  (อ่าน 2255 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ชนินทร
บุคคลทั่วไป


อีเมล์ : Email
« เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2008, 11:22:02 pm »

[ 19 ก.พ. 2550 10:40:19 ] 58.136.199.2

สมาธิและชีวิต


การทำสมาธิคืออะไร




การทำสมาธิคือกลยุทธ์การบริหารจิตของคนเราให้มีความรักความเมตตาหรือความรักไร้จำแนก(Universal love) เช่นเดียวกับการออกกำลังกายซึ่งเป็นวิธีการที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรง และมีกำลังกายมากขึ้นและจากการทำสมาธิเรามีจิตใจที่เต็มไปด้วยความรักความเมตตาที่ยิ่งใหญ่สูงขึ้น ผู้ที่มีการพัฒนาทางจิตใจสูงที่สุดหรือเป็นผู้ที่แทบไม่มีอัตตาเลย หรือความสุขที่แท้จริงของชีวิต สภาวะสิ้นทุกข์ หรือพระนิพพานนั้นเอง



วิธีการทำสมาธิ

· นั่งในท่าที่ผ่อนคลาย หลับตา มือประสานที่ตัก ภาวนามันตรา ว่า บาบานัม เควารัม หมายถึง ความรักมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง

· ควรทำสมาธิทั้งในเวลาที่กำหนดและเวลาที่ทำกิจวัตรประจำวันอื่นๆ

· ภาวนาคำเช่น บาบานัม เควารัม เพื่อให้ใจจดจ่อ



ผลของการทำสมาธิที่เปลี่ยนแปลงชีวิต

ความคิดความรู้สึกในแง่ลบของเราทั้งต่อตนเองและผู้อื่นจะค่อยๆจางหายไปเกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตทุกๆด้านเหมือนการเกิดใหม่ เป็นวิธีการเปลี่ยนพฤติกรรมที่สำคัญยิ่ง ดังนั้นการนำเอาสมาธิและชีวิตมาผูกติดกันน่าจะเป็นคุณมากกว่าโทษ



ความคิดเห็นของผู้วิจารณ์
สมาธิเหมือนการเสพยาเมื่อได้ลองเสพแล้วยากที่จะเลิกได้เพราะจะพบกับสภาวะอันทรงพลังและเปี่ยมสุข สรรพสิ่งในโลกล้วนมีด้านบวกด้านลบขึ้นอยู่กับการนำมาใช้และความสามารถในการควบคุม
บันทึกการเข้า
มนตราแห่งทะเล
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 463



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2008, 11:23:28 pm »


ชนินทร
19 ก.พ. 2550 10:48:03


วิเคราะห์เรื่องพลังจิตและพรหมจรรย์


พลังจิตมีจริงหรือ?

ผู้ที่ฝึกสมาธิอยู่เสมอจนสามารถควบคุมคลื่นสมองและความคิดของตัวเองได้เป็นอย่างดีว่า ความคิดของของผู้ที่ฝึกจิตมาอย่างดีเปรียบเสมือนแสงเลเซอร์ต่างจากแสงสว่างธรรมดาประกอบด้วยแสงที่มีคลื่นความถี่ชนิดเดียวที่ได้รวมตัวกันทำให้เป็นแสงที่มีอานุภาพสูงมากสามารจดจ่อกับมันตราได้อย่างลึกซึ้ง การพัฒนาทางจิตจากการทำสมาธิที่ถูกต้อง สามารถควบคุมจิตใจของตนเองให้จดจ่อรวมศูนย์เป็นหนึ่งเดียวกับมันตรา สมาธิมีทั้งหมด 4 ระยะคือ

1. ระยะแรกเป็นระยะที่ต้องใช้ความพยายามอย่างสูงในการควบคุมจิตใจมิให้ยอมทำตามความต้องการของตัวเองตามสิ่งเร้าที่มากระตุ้น

2. ระยะที่สองเป็นระยะที่มีโอกาสได้สัมผัสกับคลื่นสมองที่ต่ำลงเพราะจิตใจมีสมาธิสูงขึ้นสามารถจดจ่ออยู่กับมันตราที่ภาวนาอยู่ในใจได้บ้าง ความคิดมากมายต่างๆที่เคยเข้ามาวุ่นวายในจิตใจขณะที่ทำสมาธิจะลดลงเป็นระยะที่เรียกว่า get high หรือสภาวะอัลฟามีคลื่นสมองต่ำลงจนเข้าสู่สภาวะปกติ ผู้ฝึกสมาธิจะมีสมาธิมากขึ้นสม่ำเสมอขึ้น มีความสุจกับการทำสมาธิมากขึ้น

3. ระยะที่สามเป็นระยะที่สำคัญมากของการพัฒนาทางจิตจากการฝึกทำสมาธิอย่างสม่ำเสมอทำให้คลื่นสมองของผู้ฝึกต่ำลงทำให้จิตใจมีสมาธิสูงขึ้น สามารถจดจ่ออยู่กับมันตราลึกซึ้งและยาวนานทำให้พลังจิตของผู้ฝึกมีอำนาจสูงความคิดคำพูดและการกระทำของผู้ฝึกจิตในช่วงนี้จึงมีพลังอย่างมหาศาลมีอันตรายมากที่สุดสำหรับผู้ฝึกจิตที่ต้องู้จักควบคุมการกระทำด้วยคุณธรรม

4. ระยะสุดท้ายของการพัฒนาจิตใจผู้ฝึกจะมีคลื่นสมองต่ำมากเกิดปิติสุขจากภายในอย่างเหลือล้น จิตใจของผู้ฝึกจะเปิดกว้างมีความรักเมตตาที่ยิ่งใหญ่ให้แก่สรรพสิ่งในจักรวาล ร่างกายและจิตใจของบุคคลเหล่านี้คือตัวแทนของคุณธรรมทุกสิ่งทุกอย่างที่คนเหล่านี้คิดพูดทำจะเป็นไปเพื่อสันติสุขของมนุษยชาติและสรรพสิ่งในจักรวาลเท่านั้น

คุณธรรม 10ประการ
แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือส่วนแรกเรียกว่ายามะเป็นหลักในการปฏิบัติตัวกับสรรพสิ่งทั้งหลาย มี 5 ข้อ คือ อหิงสา สัตยา อัสเตยา พรหมจรรย์ ปริคคหะ และส่วนที่สองเรียกว่า นิยามะ เป็นหลักในการพัฒนาร่างกายและจิตใจของตนเอง มี 5ข้อคือ เศาจะ สันโดษ ตบะ สวาธยายะ อิศวรประนิธาน คุณธรรม ทั้ง สองส่วนเป็น รากฐานของการฝึกสมาธิอย่างมีประสิทธิภาพ

พรหมจรรย์ ในความหมายที่ถูกต้องของการมีพรหมจรรย์ คือ การระลึกถึงสิ่งที่ดีงามยิ่งใหญ่บริสุทธิ์ที่มีอยู่ในทุกสรรพสิ่งที่เราไปเกี่ยวข้องด้วยอยู่ตลอดเวลา

ความคิดเห็นของผู้วิเคราะห์จากการศึกษาความหมายของพลังจิตและพรหมจรรย์ทำให้เห็นถึงความคล้ายคลึงของการฝึกพลังจิตด้านโลกุตตระของศาสนาพุทธในประเทศไทยและแบบโยคะต่างกันเฉพาะด้านการใช้ภาษา แต่อย่างไรก็ตามมีจุดหมายที่คล้ายคลึงกันเพื่อสร้างพลังให้ชีวิต โดยที่ศาสนาพุทธเน้นพระนิพพานการดับสูญ แต่โยคะเน้นการฝึกจิตเพื่อเปิดกว้างมีความรักเมตตาที่ยิ่งใหญ่ให้แก่สรรพสิ่งในจักรวาล เรื่องของพรหมจรรย์นักบวชศาสนาพุทธในประเทศไทยเน้นเรื่องของการละเว้นจากการร่วมเพศและมีเพศสัมพันธ์ตามธรรมชาติ แต่ในลักษณะของโยคะไม่เน้นในเรื่องการสกัดกั้นความต้องการทางเพศแต่เน้นในเรื่องของการระลึกถึงสิ่งที่ดีงามยิ่งใหญ่บริสุทธิ์ที่มีอยู่ในทุกสรรพสิ่งที่เราไปเกี่ยวข้องตลอดเวลาเป็นการมองที่ต่างมุมกล่าวคือนักบวชศาสนาพุทธในประเทศไทยศึกษาพรหมจรรย์และเน้นการรักษาพรหมจรรย์ของตนแต่ในลักษณะโยคะจะเป็นการระวังไม่ล่วงละเมิดพรหมจรรย์และให้ความเคารพกับพรหมจรรย์ของสรรพสิ่งอื่นๆในจักรวาล ข้าพเจ้าคิดว่าทั้ง2ฝ่ายมีเหตุผลที่พอเพียงในการคิดและปฏิบัติเพียงแต่วิธีการและสิ่งที่มุ่งหมายอาจแตกต่างกันบ้างในรายละอียด อย่างไรก็ตามในเรื่องของสิ่งเร้าและแรงจูงใจการกระทำใดที่ทำเพื่อตนเองดูเหมือนจะน่าสนใจมากกว่าการกระทำเพื่อผู้อื่น และการสกัดกั้นความต้องการในเรื่องเพศน่าจะขัดต่อวิถีแห่งธรรมชาติทำให้ปฏิบัติได้ยากหนังสือเล่มนี้มิได้กล่าวถึเสรีภาพของการเป็นโยคีว่าสามารถเป็นเพศหญิงได้หรือไม่ทำให้ไม่สามารถวิพากษ์เสรีภาพทางเพศระหว่างหญิงชายในการฝึกพลังจิตในฐานะนักบวชได้ชัดเจนขึ้น



ยูงทอง
19 ก.พ. 2550 12:27:35

พลังแห่งความเชื่อมั่น

จากหนังสือเรื่องพลังแห่งความเชื่อมั่นของท่านรองศาสตราจารย์ ดร.เกียรติวรรณ อมาตยกุล สามารถมองเห็นแนวคิดในการพัฒนาความเชื่อมั่นของตนเองดังต่อไปนี้

-แนวคิดเกี่ยวกับภาพพจน์ของตัวเอง ตามหลักนีโอนิวมานิส ได้กล่าวไว้ว่า บุคคลจะประสบความสำเร็จ ล้มเหลว ทุกข์หรือสุข ขึ้นอยู่กับความคิดที่มีต่อภาพพจน์ของตัวเอง พลังแห่งความเชื่อมั่นในตนเอง คือ ปัจจัยที่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ในทางที่ดีขึ้นได้

ภาพพจน์ของตัวเองเกิดขึ้นได้อย่างไร

ความหมาย ภาพพจน์ของตัวเอง คือความรู้สึกที่เรามีต่อตัวเราเอง ความรู้สึกนี้เป็นความรู้สึกที่เรามีต่อตัวเราเองโดยตรงซึ่งอาจไม่เหมือนกับที่ผู้อื่นมีต่อเรา เป็นความเชื่อฝังใจที่หยั่งลึกลงไปในจิตใต้สำนึกของคนเราที่ทำให้เราเชื่อว่าตัวเราเป็นคนอย่างไรจากประสบการณ์ที่ผ่านมาในอดีต เช่นจากพฤติกรรมของคนรอบข้าง ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของเรา จนกลายเป็นเงาขาวดำติดตัวเราไปเสมอ (เกียรติวรรณ อมาตยกุล,๒๕๔๓: ๑-๓)

ดังนั้น ภาพพจน์ของตัวเองเกิดขึ้น จากการทำงานของจิตใต้สำนึก ซึ่งเปรียบเหมือนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ได้รับข้อมูลที่แตกต่างกันและข้อมูลเหล่านี้จะถูกถ่ายทอดผ่านจิตสำนึกและถูกบันทึกไว้ในจิตสำนึกของเราทั้งสิ้น และข้อมูลเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดภาพพจน์ของตัวเราเอง ทัศนคติ นิสัยใจคอ และพฤติกรรมต่างๆของคนเราอย่าแท้จริง โดยข้อมูลที่ได้รับการบันทึกจะต้องมีการสะสมต่อเนื่องมายาวนานตั้งแต่วัยเด็กโดยเฉพาะในช่วง ๒-๖ ปี ข้อมูลที่แตกต่างย่อมสร้างทัศนคติและก่อภาพพจน์ของตัวเองที่แตกต่างสัดส่วนที่เราสามารถรับได้ด้วยประสาท สัมผัส ทั้ง คือ ตา ประมาณ ๗๕-๙๐% หูประมาณ ๑๐-๑๕% จมูกลิ้นผิวหนัง ๒-๕%

หรืออีกนัยหนึ่งอาจกล่าว่า พฤติกรรมของผู้ใหญ่คือบทเรียนที่ดีที่สุดของเด็ก(เกียรติวรรณ อมาตยกุล: ๑๒-๑๓)

การมีภาพพจน์ของตัวเองด้านบวกและด้านลบมีผลกับชีวิตของคนเราอย่างไร

ผลของการมีภาพพจน์ของตัวเองด้านบวก


๑ เป็นผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตทั้งด้านครอบครัวและการทำงาน

๒.เป็นผู้มีความสุขและสามารถช่วยให้ผู้อื่นมีความสุขมากขึ้น

๓.เป็นผู้ที่สามารถพัฒนาบุคคลิกภาพของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยใช้ศักยภาพของความเป็นมนุษย์ที่มีอยู่

๔.เป็นผู้ที่สามารถค้นพบสิ่งที่มีค่าที่สุดในจักรวาลคือ ตัวตนของตนเอง

และเป็นผู้มีคลื่นสมองต่ำพร้อมที่จะเรียนรู้แบ่งปันกับสรรพสิ่งรอบตัว

๕.เป็นผู้ที่สามารถพบกับรักที่ยิ่งใหญ่และสามารถแบ่งปันรักนั้นให้กับผู้อื่น

ผลของการมีภาพพจน์ของตัวเองด้านลบ

๑.ประสบความล้มเหลวในชีวิตทั้งด้านครอบครัวและการทำงาน

๒.เป็นผู้มีความทุกข์และทำให้ผู้อื่นมีความทุกข์เมื่ออยู่ใกล้

๓.เป็นผู้ที่ตัวเองด้านลบไม่สามารถนำศักยภาพของความเป็นมนุษย์ที่มีอยู่ออกมาใช้ ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง

๔.เป็นผู้ที่ไม่สามารถค้นพบและพยายามแสวงหาสิ่งที่มีค่าที่สุดในจักรวาลคือตัวตนของตนเอง ตลอดเวลา ไม่พึงพอใจในสิ่งที่มีอยู่และเป็นผู้มีคลื่นสมองสูง ไม่พร้อมที่จะเรียนรู้แบ่งปันกับสรรพสิ่งรอบตัว และเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว



๕.เป็นผู้ที่ไม่รักตนเองขาดพลังแห่งความเชื่อมั่นไม่สามารถพบกับรักที่ยิ่งใหญ่และไม่สามารถแบ่งปันรักนั้นให้กับผู้อื่น

สรุปได้ว่า เมื่อบุคคลมีภาพพจน์ของตนเองด้านบวกก็จะสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุข ไม่เป็นปัญหาของสังคมเช่นบุคคลที่มีภาพพจน์ของตนเองด้านลบ

การค้นพบทางจิตวิทยาที่ยิ่งใหญ่ในทศวรรษนี้ เกี่ยวกับภาพพจน์ของตัวเองมี๒เรื่อง กล่าวคือ

เรื่องแรก ทุกๆอารมณ์ ความรู้สึก การกระทำ พฤติกรรม ทัศนคติรวมทั้งความสามารถด้านต่างๆของคนเรา มีความสัมพันธ์โดยตรงกับภาพพจน์ของตนเองหมายความว่าเราจะมีการกระทำหรือการแสดงออกที่สอดคล้องกับภาพพจน์ของตัวเราเอง ซึ่งเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของความสำเร็จหรือความล้มเหลว ความทุกข์หรือความสุขเราจะไม่สามารถมีพฤติกรรมที่ขัดกับภาพพจน์ของตัวเองได้แม้ว่าเราจะตั้งใจและมีความมุ่งมั่นมากเพียงใดก็ตาม

เรื่องที่สอง ภาพพจน์ของตัวเราเองสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากคนเราไม่สามารถมีการกระทำหรือการปฏิบัติตัวที่ขัดแย้งกับภาพพจน์ของตนเอง

จิตสำนึกและจิตใต้สำนึก

จิตใจของมนุษย์แบ่งออกเป็น

๑.จิตสำนึก หมายถึง ประสามสัมผัสทั้งห้า คือ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง

หน้าที่หลักในการรับรู้ นึกคิด และสั่งการเพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน

๒.จิตใต้สำนึก หมายถึงจิตอีกส่วนหนึ่งที่มีอำนาจยิ่งใหญ่และทำหน้าที่คอยควบคุมการทำงานของจิตสำนึก โดยจิตใต้สำนึกจะซึบซับข้อมูลผ่านจิตสำนึกโดยการบันทึกข้อมูลเป็ระยะเวลานานตลอดเวลา ข้อมูลที่บันทึกไว้ในจิตใต้สำนึกนี่เองจะเป็นตัวกำหนดภาพพจน์ของตัวเราเอง ทัศนคติ นิสัยใจคอ และพฤติกรรมต่างๆของคนเราอย่างแท้จริง การทำงานของจิตใต้สำนึกเสมือนกระดาษซับที่จะซับทุกสิ่งทุกอย่างเข้ามาในจิตสำนึกโดยไม่สามารถแยกแยะวิเคราะห์ข้อมูลว่าดีเลวถูกผิดเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม และที่สำคัญที่สุดจิตใต้สำนึกมีอำนาจเหนือกว่าจิตสำนึกมากมาย ดังนั้นการที่สามารถให้ประสาทสัมผัสทั้ง ๕ สามารถซึมซับแต่ด้านบวกเป็นระยะเวลานานย่อมหมายความว่าข้อมูลภายในจิตสำนึกก็จะมีแต่ด้านบวกด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นการสามารถนำพลังจากจิตใต้สำนึกโดยการทำงานประสานกันที่จะก่อพลังอย่างมหาศาลและนำไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ

พลังคำพูด หางเสือหรือสิ่งที่ควบคุมจิตสำนึกและจิตใต้สำนึกของคนเรา

คือ คำพูดของมนุษย์ ซึ่งเชื่อมโยงสัมพันธ์กันเป็นลูกโซ่กับอวัยวะส่วนอื่นๆ สมองคือเครื่องมือของจิต คำพูดด้านลบที่เราได้ยินได้ฟังเสมอๆสามารถส่งผลเสียให้แก่คนเราได้มากเช่นเดียวกัน ดังนั้น ประโยคคำพูดด้านบวกต่างๆเป็นสิ่งที่เราควรได้รับบันทึกไว้ในจิตใต้สำนึกของเราเสมอเพราะข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้ในจิตใต้สำนึกของคนเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้จากทั้งคำพูดของตัวเราเองและคำพูดของผู้อื่น ช่วงเวลาที่เรามีคลื่นสมองต่ำมีความถี่ระหว่าง ๙-๑๓ รอบต่อวินาที่หรือที่เรียกว่าสภาวะอัลฟา พลังแห่งจินตนาการ คำพูดที่ทำให้เห็นภาพหรือเกิดการจินตนาการจึงเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่ต่อจิตใจของมนุษย์ DISARELI กล่าว่าจินตนาการเป็นตัวกำหนดชะตาของโลก ส่วนไอไสตน์กล่าวว่า จินตนาการมีคุณค่ากว่าความรู้มากมายนัก ดังนั้นจินตนาการจึงมีความสัมพันธ์เป็นอย่างยิ่งกับการเปลี่ยนแปลงภาพพจน์ตนเอง

ภวังค์แห่งการรับรู้ หรือภวังค์แห่งสมาธิ เมื่อจิตสงบสมองสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สภาวะการรับรู้ของเราเปลี่ยนแปลงตามความสงบของจิตใจ ในสภาวะที่จิตสงบสมองจะส่งคลื่นชนิดหนึ่งออกมาที่เรียกว่า อัลฟาเป็นคลื่นที่มีจังหวะช้า จิตใต้สำนึกของคนเราในขณะนั้นจะมีลักษณะคล้ายฟองน้ำที่สามารถซึมซับหรือรับรู้ข้อมูลใหม่อย่างรวดเร็ว เทคนิคการเข้าสู่สภาวะอัลฟามีหลายวิธีแล้วแต่ความพึงพอใจของแต่ละคน

วิธีการพัฒนาให้คนเรามีภาพพจน์ด้านบวกมากขึ้นทำได้อย่างไร

๑.ฝึกที่จะมอบความรักให้ตนเองอย่างสม่ำเสมอด้วยคำพูด การกระทำและความคิดด้านบวก

๒.ฝึกที่จะสร้างพลังแห่งสติหรือพลังสมาธิเพื่อสามารถควบคุมพฤติกรรมของตน

๓.ฝึกจิตให้เข้าสู่ภวังค์แห่งการรับรู้หรือสภาวะอัลฟาบ่อยๆเพื่อให้จิตใต้สำนึกสามรถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอย่างมีประสิทธิภาพ



ยูงทอง
19 ก.พ. 2550 12:38:20

ประโยชน์ที่ได้จากการทำสมาธิและสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้ในชีวิตจริง



๑.ใจใสสมาธิสูงย่อมเป็นหนทางของความสำเร็จในชีวิต

๒.พลังด้านบวกทำให้ตนเองเป็นสุขและส่งผลให้ผู้อื่นเป็นสุขยามอยู่ใกล้

๓.รู้ที่มาที่ไปของการเกิดดับของเหตุแต่ละสถาณการณ์ สามารถยอมรับความเป็นจริงของชีวิตได้ง่ายขึ้น

๔.มีชีวิตอยู่อย่างไม่ประมาทเตรียมตัวรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้และไกลอย่างมีสติที่เปี่ยมด้วยพลังแห่งการฝึกฝน

๕.เป็นบุคคลที่มีสมรรถนะในการประกอบกิจกรรมต่างๆดังเช่น ทฤษฎีภูเขาน้ำแข็ง” (The Iceberg Model Of Competencies)



ชนินทร
19 ก.พ. 2550 12:44:18

แนวความคิดนีโอฮิวมานิสและคำกล่าของอริสโตเติ้ล


แนวความคิดของนีโอฮิวมานิสที่มีความเชื่อว่าสิ่งที่กำหนดความดีงามของมนุษย์คือการกระทำ คนดี คือผู้ที่ทำดี คนไม่ดีคือผู้ที่ทำไม่ดี ดังนั้นความดีงามจึงผูกติดกับการกระทำของเราอย่างชัดเจน อริสโตเติ้ลยอดนักปราชญ์ของโลกกล่าวว่า “เราเป็นอย่างที่เราปฏิบัติเป็นประจำมิใช่เพียงการกระทำหนึ่งเท่านั้นแต่ต้องกระทำจนเป็นนิสัย” ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับคำกล่าวของอริสโตเติ้ลและแนวปรัชญานีโออิวมานิส เพราะการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงชั่วครั้งชั่วคราวมิสามารถที่จะกำหนดพฤติกรรมแต่จะต้องเป็นความตั้งใจปฏิบัติเพื่อผลถาวร จึงจำเป็นต้องกระทำเป็นประจำจนกลายเป็นนิสัยและ เมื่อเป็นการกระทำที่ทรงคุณค่าย่อมส่งผลให้มีนิสัยที่ทรงคุณค่า และก่อผลปฏิบัติที่ทรงคุณค่า หรือที่เรียกว่า ความดีนั้นเอง นอกจากนี้การกระทำจนเป็นนิสัย สามารถพัฒนาพฤติกรรมมนุษย์ อย่างไรก็ตาม อริสโตเติ้ล ยังกล่าวว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ดังนั้น การดำเนินชีวิตจึงขึ้นอยู่กับกรอบของสังคมอย่างมิสามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะมนุษย์ต่างกับสัตว์เดรัจฉานตรงที่ มนุษย์มีสัญชาติญานของการจัดระเบียบสังคมในระดับซับซ้อน โดยเริ่มจากครอบครัว หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ประเทศ ภูมิภาค ทวีป จนถึงโลก การจัดระเบียบที่ซับซ้อนของสังคมมนุษย์จึงต้องการความเข้าใจแลการร่วมมืออีกทั้งการเรียนรู้ของผู้อยู่ร่วมภายในสังคมอย่างตั้งใจและกระทำจนเป็นนิสัย ฐานะ ตำแหน่งหน้าที่ วงศ์ตระกูล วุฒิการศึกษามิใช่ตัวกำหนดความดีงามของมนุษย์อย่างแท้จริง แต่ข้าพเจ้าต้องยอมรับว่าทั้งหมด สามารถเป็นปัจจัยที่เสริมสร้างการปฏิบัติอันทรงคุณค่าเพื่อศักยภาพที่ดีงามของบุคคลที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ บุคคลที่มาจากวงศ์ตระกูลที่ดี เช่น เป็นผู้เชื่อมั่นในการประพฤติปฏิบัติดีย่อมมีการสั่งสมธรรมชาติของความดีไว้ในกมลสันดาน ทำให้การกระทำดีนั้นเกิดขึ้นอย่างเป็นวัตรปฏิบัติเนื่องจากการพูดการเห็นการได้ยินและกระทำจนเป็นนิสัย บุคคลผู้เกิดในเรือนของชาวพุทธที่รักษาศีลปฏิบัติธรรมมักมีนิสัยของการสั่งสมบุญโดยปริยายและสามารถกระทำได้ง่ายกว่า ผู้ที่เกิดในที่อโคจร เช่น ซ่องโสเภณี หรือซ่องโจร หรือ ถูกทอดทิ้งในถังขยะ เพราะเมื่อใดก็ตาม ที่ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ ในเรื่องของปัจจัย 4 และการได้รักไออุ่นสัมผัสต่างๆ ยังไม่ครบถ้วนหรือได้รับการเติมเต็มอย่างเพียงพอ การแสวงหาศักยภาพของความเป็นมนุษย์ที่เหนือกว่านั้นย่อมเป็นไปได้ยาก แต่มิได้หมายความจะเป็นไปไม่ได้เลยหรือเป็นตัวกำหนดขอบเขตแห่งพฤติกรรมของสังคม เช่นระบบวรรณะในอินเดียที่เชื่อว่า ผู้ที่เกิดในตระกูลจันฑาลย่อมเป็นเหมือนเช่นพงศ์พันธ์ ดังนั้นการเลื่อนวรรณะสำหรับชนกลุ่มนี้ให้สูงขึ้นจึงเป็นไปไม่ได้การแต่งงานข้ามวรรณะจึงเป็นความผิดอย่างร้ายแรง



ประโยชน์ของการประพฤติปฏิบัติดีจนเป็นนิสัย ในชิวิตจริง

ข้าพเจ้าเองเป็นผู้ที่เชื่อเรื่องของการปฏิบัติจนเป็นนิสัยเช่นทำสมาธิจนเป็นนิสัยแม้จะกระทำได้มากได้น้อยก็พยายามทำ เมื่อสมัยเป็นเด็กจนปัจจุบันใส่บาตรทุกวัน เพราะคุณยายใส่ทุกวัน จำได้ว่าเช้าขึ้น คุณยายก็จะมาปลุกให้ลุกขึ้นอาบน้ำ และสอนว่าต้องแต่งตัวให้สะอาด ประพรมน้ำอบไทยเพื่อว่าเกิดชาติหน้าจะได้มีกลิ่นตัวหอม และจะต้องถวายดอกไม้พระโดยมีให้เลือกอยู่หลายดอกด้วยกัน เช่นดอกมะลิที่คุณยายร้อยมาลัยถวายพระเป็นประจำ โดยมีความเชื่อที่ว่าการถวายดอกมะลิพระจะทำให้จิตบริสุทธิเข้าถึงพระธรรมได้ง่าย มีอานิสงฆ์ของวรรณะผิวพรรณที่ผุดผ่อง หรือ การถวายดอกบัวคือการประกาศตนเป็นพุทธมามกะ เพราะในพระไตรปิฎกได้มีการกล่าวถึงการกำเนิดศาสนาพุทธและสถานที่ที่จะมีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาคือ สถานที่ที่มีดอกบัวและมีสระบัวเป็นจำนวนมาก จะเห็นได้ว่าการสร้างอุโบสถของวัดที่ถูกต้องตามหลักพระศาสนา จะต้องหันหน้าสู่ทิศตะวันออก มีระเบียงโดยรอบเพื่อการปฏิบัติธรรมและข้างหน้าพระอุโบสถจะต้องมีสระบัว ดอกไม้อีกชนิดหนึ่งที่ข้าพเจ้านิยมถวายพระก็คือดอกเข็ม เนื่องจากไม่ต้องประดิษฐ์ประดอยมากมายอีกทั้งหาง่ายเพียงจัดตกแต่งลงกระทงใบตองที่สวยงามก็สามารถถวายพระได้อย่างทันท่วงที่เพียงแต่ต้องระวังการทำปาณาติบาต กับเจ้ามดดำตัวน้อยๆเท่านั้นเอง คุณยายไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าใดนัก เพราะท่านถือว่าไม่ละเมียดละมัยพอ แต่ข้าพเจ้าเชื่อคุณตาที่เคยกล่าวถึงอานิสงฆ์ของการถวายดอกเข็มพระว่าจะมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดแหลมคมรู้แจ้งแทงตลอด แล้วก็เป็นจริงจนปัจจุบันเพราะทั้งบ้านข้าพเจ้าเรียนดีอยู่คนเดียว คนอื่นๆที่ช่วยคุณยายร้อยมาลัย มีกลิ่นตัวหอมขจรขจายจนหมู่ภมรมาดอมดมและทำให้เสียสมาธิในการเรียนจนต้องออกเรือนก่อนวัยอันควรไปในที่สุด เนื่องจากใช้เวลาในการทบทวนตำราและอ่านน้อยเกินไป นอกจากนี้ข้าพเจ้ายังได้ไปเรียนพุทธศาสนวันอาทิตย์อยู่เป็นเวลานานจนได้ศึกษาพระธรรมและและพุทธประวัติอีกทั้งการฝึกสมถะสมาธิ (สมาธิเบื้องต้นเพียงต้องการให้จิตผ่องใส) โดยการกำหนดลมหายใจเข้าออก ข้าพเจ้าเคยเรียนกับ สมเด็จพระสังฆราช องค์ปัจจุบันซึ่งขณะนั้นท่านเป็นสมเด็จญาณสังวรเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารเคยเรียนกับท่านอาจารย์วศิน อินทะศระ โดยเรียนรู้ในเรื่องของ อานนท์พุทธอนุชา เคยฝึกสมาธิกับท่าน อาจารย์เสฐียรพงศ์ วรรณปก ด้วยวิธีการส่งจิตสู่จักรวาลอันกว้างใหญ่ เหมือนนกที่บินออกนอกโลก เป็นลักษณะของการขยายวงแห่งพลังจิตให้กว้างเพื่อรับรู้ถึงพลังแห่งจักรวาล กิจวัตรที่ได้ทำในขณะนั้นเช่นการไปเรียนที่ สมาคมฝรั่งเศส การเรียนดนตรีไทยที่กรมประชาสัมพันธ์ การไปว่ายน้ำที่สโมสรราชนาวี รวมถึงการเรียนศาสนา เป็นกิจวัตรที่ข้าพเจ้าไม่ได้เลือกแต่ครอบครัวเป็นผู้กำหนด และส่งผลให้ในปัจจุบัน ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาวะรอบด้านได้เป็นอย่างดี ถึงไม่รอบรู้ในทุกเรื่องก็ต้องบอกว่าสามารถที่จะมีชีวิตอยู่และรับฟังคนรอบข้างได้ในเกือบทุกเรื่อง ที่สำคัญก็คือ ครอบครัวได้ให้นิสัยการรักการเรียนรู้ เปิดกว้างสำหรับการเรียนรู้ในเรื่องใหม่ๆและนำมาปรับเข้ากับชีวิตจริงที่เป็นอยู๋ เช่นเมื่อข้าพเจ้าศึกษาหลักของ โยคะในเรื่องคุณธรรม ๒๐๐๐ ก็พบว่า คล้ายคลึงกับเรื่องของศีลในพระพุทธศาสนา อาจแตกต่างกันบ้างในรายละเอียดและความเชื่อแต่สิ่งที่มุ่งเน้นก็คือการสร้างวินัยให้กับตนเองเพื่อสามารถเป็นแนวทางในการฝึกสมาธิและก่อปัญญาในที่สุด หัวใจของพระพุทธศาสนาที่ว่า จงละชั่ว ทำดี ทำใจให้บริสุทธิ ก็เช่นเดียวกับหลักของโยคะในการปฏิบัติตนเพื่อสามารถเข้าสู่การฝึกสมาธิ ในเรื่องคุณธรรม10ประการ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือส่วนแรกเรียกว่ายามะเป็นหลักในการปฏิบัติตัวกับสรรพสิ่งทั้งหลาย มี ๕ ข้อ คือ อหิงสา สัตยา อัสเตยา พรหมจรรย์ ปริคคหะ และส่วนที่สองเรียกว่า นิยามะ เป็นหลักในการพัฒนาร่างกายและจิตใจของตนเอง มี ๕ข้อคือ เศาจะ สันโดษ ตบะ สวาธยายะ อิศวรประนิธาน คุณธรรม ทั้ง สองส่วนเป็น รากฐานของการฝึกสมาธิอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ที่ฝึกสมาธิอยู่เสมอจนสามารถควบคุมคลื่นสมองและความคิดของตัวเองได้เป็นอย่างดี ความคิดของผู้ที่ฝึกจิตมาอย่างดีเปรียบเสมือนแสงเลเซอร์ต่างจากแสงสว่างธรรมดาประกอบด้วยแสงที่มีคลื่นความถี่ชนิดเดียวที่ได้รวมตัวกันทำให้เป็นแสงที่มีอานุภาพสูงมากสามารจดจ่อกับมันตราได้อย่างลึกซึ้ง การพัฒนาทางจิตจากการทำสมาธิที่ถูกต้อง สามารถควบคุมจิตใจของตนเองให้จดจ่อรวมศูนย์เป็นหนึ่งเดียวกับมันตรา สมาธิมีทั้งหมด 4 ระยะคือ

๑ ระยะแรกเป็นระยะที่ต้องใช้ความพยายามอย่างสูงในการควบคุมจิตใจมิให้ยอมทำตามความต้องการของตัวเองตามสิ่งเร้าที่มากระตุ้น

๒ ระยะที่สองเป็นระยะที่มีโอกาสได้สัมผัสกับคลื่นสมองที่ต่ำลงเพราะจิตใจมีสมาธิสูงขึ้นสามารถจดจ่ออยู่กับมันตราที่ภาวนาอยู่ในใจได้บ้าง ความคิดมากมายต่างๆที่เคยเข้ามาวุ่นวายในจิตใจขณะที่ทำสมาธิจะลดลงเป็นระยะที่เรียกว่า get high หรือสภาวะอัลฟามีคลื่นสมองต่ำลงจนเข้าสู่สภาวะปกติ ผู้ฝึกสมาธิจะมีสมาธิมากขึ้นสม่ำเสมอขึ้น มีความสุขกับการทำสมาธิมากขึ้น

๓ ระยะที่สามเป็นระยะที่สำคัญมากของการพัฒนาทางจิตจากการฝึกทำสมาธิอย่างสม่ำเสมอทำให้คลื่นสมองของผู้ฝึกต่ำลงทำให้จิตใจมีสมาธิสูงขึ้น สามารถจดจ่ออยู่กับมันตราลึกซึ้งและยาวนานทำให้พลังจิตของผู้ฝึกมีอำนาจสูงความคิดคำพูดและการกระทำของผู้ฝึกจิตในช่วงนี้จึงมีพลังอย่างมหาศาลมีอันตรายมากที่สุดสำหรับผู้ฝึกจิตที่ต้องู้จักควบคุมการกระทำด้วยคุณธรรม

๔ ระยะสุดท้ายของการพัฒนาจิตใจผู้ฝึกจะมีคลื่นสมองต่ำมากเกิดปิติสุขจากภายในอย่างเหลือล้น จิตใจของผู้ฝึกจะเปิดกว้างมีความรักเมตตาที่ยิ่งใหญ่ให้แก่สรรพสิ่งในจักรวาล ร่างกายและจิตใจของบุคคลเหล่านี้คือตัวแทนของคุณธรรมทุกสิ่งทุกอย่างที่คนเหล่านี้คิดพูดทำจะเป็นไปเพื่อสันติสุขของมนุษยชาติและสรรพสิ่งในจักรวาลเท่านั้น ( เกียรติวรรณ อมาตยกุล , ๒๕๔๒)



จากการกล่าวถึงระยะการฝึกสมาธิทั้ง ๔ ข้างต้นทำให้ข้าพเจ้ามองเห็นว่าการฝึกจิตของข้าพเจ้าน่าจะอยู่ในขั้นที่ ๒ เพราะข้าพเจ้ามีความสุขกับการทำสมาธิและอยากทำและถ้าไม่ทำก็เหมือนขาดอะไรบ้างอย่าง ขาดการควบคุมอารมณ์ที่ดี สมาธิช่วยข้าพเจ้าได้ในหลายเรื่องในการดำรงค์ชีวิต โดยเฉพาะในเรื่องของการเสริมสติใน การคิด พูด ทำ และการแก้ปัญหาชีวิต ข้าพเจ้าเคยมีปัญหาชีวิตด้านเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมโลก ท่านอื่นๆ แต่ด้วยการปฏิบัติสมาธิทำให้จิตใส และหาทางแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันนี้ ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ในเรื่องของการทำสมาธิในลักษณะของวิปัสสนา และได้รู้จักกับคำว่า ศึกชิงภพ (พระราชภาวนาวิสุทธิ์; ๒๕๔๘)โดย พระอาจารย์ได้อธิบายว่า เราเกิดตายมาแล้วคนละหลายครั้งแต่ด้วยการที่ขาด สัญญาคือการจำได้หมายรู้อย่างต่อเนื่องทำให้เราไม่สามารถจดจำเรื่องราวข้ามภพ ข้ามชาติได้แต่เมื่อใดก็ตามเมื่อเราสามารถกลั่นจิตให้ใสบริสุทธิและมีพลังอย่างแท้จริงเราจะสามารถผูกสัญญาระหว่างชาติเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถรู้และเข้าใจความเป็นไปของชีวิตของตนเองด้วยตนเอง ดังนั้นการทำสมาธิจึงสามารถช่วยในเรื่องของการเตรียมตัวเพื่อเผชิญกับความตายได้อย่างรอบคอบและถูกหลักวิชา เพราะผู้ทำสมาธิอย่างต่อเนื่องจะเป็นผู้ที่มีจิตใสและมีพลังอีกทั้งยังเป็นผู้ที่ใฝ่ดีคิดดี พูดดี ทำดี เมื่อวันที่จะละสังขารอันไม่เที่ยงจากโลกมนุษย์ ภาพแห่งความดีทั้งหลายที่ได้บำเพ็ญเพียรก็จะบังเกิดขึ้นในมโนสำนึก และสามารถกระทำศึกชิงภพ ที่จิตจะไปจุติได้ง่ายขึ้น ปิดทางการเดินสู่อบาย ภพภูมิของความืดอันน่ากลัว ดังนั้นหากข้าพเจ้าจะนำเอาแนวความคิดของการฝึกสมาธิแบบพระธรรมกายและแบบโยคะเข้าด้วยกันก็จะพบว่าสิ่งที่ทำเป็นประจำเป็นนิสัยจะส่งผลในการจุติของจิตในครั้งต่อไปซึ่งอาจมิใช่การเกิดเป็นมนุษย์ในทันที แต่จิตอาจไปจุติอยู่ในเทือกเขา ลำธาร แหล่งธรรมชาติที่เคยกำหนดจิตขณะทำสมาธิ น่าสนใจทีเดียว เพราะสมาธิสามารถทำให้เราเลือกสถานที่ๆเราต้องการจะเดินทางไปสู่ในภพใหม่ได้

ข้าพเจ้าขอจบการการกล่าวถึงประโยชน์ของการกระทำจนเป็นนิสัยที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตจริง ด้วยการกล่าวถึงประโยชน์ของการทำสมาธิเป็นประจำว่า สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารได้อย่างเหลือเชื่อ ปัจจุบันข้าพเจ้าทำสมาธิอย่างจริงจังทำให้ลดความอยากอาหารที่ทำให้คลื่นสมองสูง ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ข้าพเจ้าสามารทานอาหารประเภทเอนไซม์ได้มากขึ้นและไม่ทานอาหารประเภทเนื้อแต่ยังคงทานอาหารทะเล รู้สึกกระฉับกระเฉงและชีวิตมีสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้น มีคนชมว่าผิวพรรณสดใสขึ้น และอารมณ์มั่นคง รู้สึกว่าชีวิตเดินออกจากความจำเจเดิมๆ และกำลังพบน้ำบ่อใหม่ที่ใสสะอาดกว่าเดิม มีความรัก และความสุข เพิ่มพูนมากขึ้นในคลังแห่งจิต

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 20, 2008, 01:18:26 am โดย มนตราแห่งทะเล » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF