www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ผลงาน ชุดที่ 3 ล๊อตเตอร์รี่ใบสุดท้าย  (อ่าน 4187 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: เมษายน 17, 2011, 02:24:46 am »

มาถึงผลงานชุดที่ 3 กันแล้วนะคะ มาดูกันว่า กลุ่มชูช่อ ฯ แต่ละคนมีมุมมองเกี่ยวกับล๊อตเตอร์รี่ใบสุดท้ายอย่างไรบ้าง

และอย่างเคยค่ะ  รัก ชอบ ถูกใจเรื่องไหน โหวตกันเข้ามาได้นะคะ

สำหรับ คราวนี้ เริ่มด้วย....



ลอตเตอรี่ที่ฝังใจ
คมวจี

   สิ่งที่ทำให้คนเปลี่ยนสถานภาพไปมีหลายอย่าง บางครั้งมันเปลี่ยนไปอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด ซึ่งมีทั้งดีขึ้นและเลวลง เช่นเดียวกับลอตเตอรี่ ที่เปลี่ยนคนมามากต่อมากแล้ว
   ผมไม่เคยสร้างความหวังรวยกับโชค หรือการพนันใดๆ นานๆครั้งผมนึกอยากซื้อลอตเตอรี่ ผมก็จะซื้อแม้อยากจะให้ถูกรางวัลใหญ่ๆบ้าง แต่ก็ไม่เคยสร้างความหวังลมๆแล้งๆ แม้แต่รางวัลเลขท้ายก็ไม่อยากจะหวัง ที่ผมซื้อมักจะซื้อเพราะสงสารคนขาย ซึ่งผมจะซื้อกับคนพิการเท่านั้น เพราะผมเห็นค่าของความขยันและสู้ชีวิตของเขา ไม่งอมืองอเท้าขอทานใคร
   ผมไม่เคยคาดคิดเช่นกันว่า ลอตเตอรี่จะทำให้ผมสูญเสียอย่างคาดไม่ถึง จนบัดนี้ผมยังมีทั้งความเสียใจ อาลัยและเสียดาย เรื่องมันไม่น่าเป็นไปได้ แต่มันก็เป็นไปแล้วครับ
   เมื่อสองปีที่แล้วผมอดดีใจไปกับพ่อไม่ได้ เมื่อพ่อโทรศัพท์มาบอกผมว่า พ่อถูกลอตเตอรี่รางวัลข้างเคียงรางวัลที่หนึ่ง พ่อพร่ำเสียดายอย่างมากที่พลาดเงินรางวัลสองล้านบาทในขณะนั้นไป แต่ถึงอย่างไรพ่อก็อดดีใจปลื้มใจมากๆไม่ได้ เที่ยวอวดเพื่อนฝูงไปทั่ว
   ในวันที่พ่อไปขอขึ้นเงินรางวัลนั้น พ่อพบเพื่อนสนิทโดยบังเอิญ เดินสวนทางกันตรงเกาะกลางถนนพอดี พ่อนำลอตเตอรี่ที่ถูกรางวัลออกมาอวดเพื่อน และเพื่อนพ่อก็อุทานด้วยความเสียดาย
   “โอ้โฮ นี่ถ้าแกถูกที่หนึ่งนะ มีหวังเพื่อนแห่ไปเยี่ยมเป็นร้อย แถมมีญาติเกิดใหม่อีกเพียบ”
   “เฮ้ย   ถ้าข้าถูกที่หนึ่งจริงข้าจะไม่บอกใคร กลัวเพื่อนแห่กันมา และมีคนมายืมมาขอไม่หยุดหย่อน”
   “ไหนขอดูเป็นขวัญตาหน่อยซิ”
   พ่อเปิดกระเป๋าสตางค์หยิบลอตเตอรี่ออกมาให้เพื่อนดู เพื่อนพ่อรับไปลูบๆคลำๆ พร้อมกับพร่ำบอกพ่อว่า
   “น่าเสียดายจริงๆ แกทำบุญด้วยอะไรวะ วันหลังทำเป็นสองเท่านะ จะได้โดนที่หนึ่งจังๆ”
   “เออ”
   เพื่อนพ่อยื่นลอตเตอรี่คืนให้ และคงจะคลายนิ้วที่จับเร็วไปหรือพ่อรับช้าไป ปรากฏว่าลอตเตอรี่ใบนั้นปลิวไปตกกลางถนน พ่อรีบตามลงไปเก็บทันที โดยไม่ทันสังเกตรถที่วิ่งแข่งแซงกันมา แล้วพ่อก็ไปจบชีวิตที่โรงพยาบาลในอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา
   ผมเสียใจอย่างใหญ่หลวงในครั้งนั้น เพื่อนพ่อก็เสียใจไม่น้อย เขาพร่ำขอโทษครอบครัวเรา แต่เราก็เข้าใจและไม่ถือโทษโกรธเขา ผมและแม่กับพี่ๆต่างคิดกันว่า ความประมาทและขาดความ



ระมัดระวังของพ่อมากกว่า ที่ทำให้พ่อต้องจากไป แต่ถึงอย่างไรผมก็มีความรู้สึกฝังใจ และคิดว่าลอตเตอรี่ทำให้คนผิดหวังมากกว่าสมหวัง บางคนสูญเสียอย่างคาดไม่ถึงดังเช่นที่ผมประสบมา
----------
   ผมพยายามลืมเหตุการณ์ที่สูญเสียพ่อไป และตั้งใจว่าผมจะไม่ซื้อหรือฝากความหวังกับลอตเตอรี่เป็นอันขาด แต่แล้วผมก็ต้องสูญเสียซ้ำสองเพราะลอตเตอรี่อีกจนได้
   ผมทำงานอยู่ที่อยุธยา มีคนรักชื่อกานท์ เธอทำงานอยู่ในสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งในภาคตะวันออก เรามักพบกันครึ่งทางที่กรุงเทพฯ แม้ว่าจะมีบางสิ่งที่เราชอบต่างกัน แต่ก็ไปกันได้และโอนอ่อนผ่อนตามกันบ้าง
   อย่างเช่นผมไม่ชอบสร้างความหวังรวยด้วยการซื้อลอตเตอรี่ แต่เธอชอบมาก ผมก็ตามใจเธอแต่ก็บอกเธอว่า ผมไม่ขอซื้อให้นะ ผมยินดีที่จะจ่ายค่าอาหารหรือของขวัญให้เธอ แม้มันจะเป็นหลักพันหรือหมื่นผมก็ให้ได้ ยิ่งเธอรู้ว่าผมสูญเสียพ่อเพราะอะไร เธอก็เข้าใจและเห็นใจผม
   แรกๆผมก็อดแปลกใจไม่ได้ ครอบครัวเธอก็มีฐานะดี เธอเองก็จบการศึกษาระดับปริญญาแล้ว ไม่น่าจะชอบฝากความหวังไว้กับลอตเตอรี่เลย พอผมถามเธอก็ได้รับคำตอบว่า
   “เดือนหนึ่งกานท์ซื้อแค่สามสี่ร้อย คิดเสียว่าเป็นการจ่ายค่าความสุขใจ และได้ความหวังมาด้วย ไม่เห็นเดือดร้อนใครนี่คะ”
   ผมจึงเงียบเสียแม้ว่าจะไม่เห็นด้วย และเสียดายเงินแทนเธอก็ตาม
---------------
   เมื่อปลายเดือนกันยายน ปี ๒๕๕๓ นี่เอง เราไปเที่ยวเชียงใหม่ด้วยกัน โดยพักที่บ้านเพื่อนสนิทของเธอ เมื่อเราไปหาซื้อของจนจุใจแล้วก็กลับที่พัก ตอนนั้นเย็นแล้วตรงปากซอยบ้านเพื่อนเธอ มีแม่ค้าขายอาหารหลายเจ้า เราพบแม่ค้าขายลอตเตอรี่คนหนึ่ง มีลูกสาวตัวเล็กๆ ช่วยเชิญชวนคนซื้อ กานท์รีบซื้อทันทีสามใบ ผมเห็นเด็กน่ารักและขยันทำมาหากิน จึงนึกอยากอุดหนุนบ้าง ผมเลือกมาได้ใบหนึ่งแล้วก็บอกกับเธอว่า
   “ถ้าของผมถูกรางวัล เราแบ่งครึ่งกันนะ”
   “คุณซื้อ ถ้าถูกก็เก็บไว้เองเถอะ กานท์ไม่ใช่หุ้นนี่คะ”
   “แต่ผมยินดีให้นะ”
   “ตามใจค่ะ แล้วกานท์จะรู้ได้ไงคะว่าถูก” 




    เธอถามโดยไม่มองเลขที่ผมซื้อ ผมแปลกใจนิดๆทั้งๆที่เธอชอบลอตเตอรี่ แต่ทำไมไม่สนใจใบที่ผมซื้อ
   “ผมจะโทรฯบอกและโอนเงินให้กานท์ทันทีหลังรับเงินแล้ว”
   “ถ้าถูกแค่เลขท้ายไม่ต้องแบ่งให้กานท์นะคะ”
   “ก็ได้ครับ”
   “เลขสวยไหมคะ”   เธอถามแล้วมองเลขที่ผมซื้อแวบหนึ่ง เหมือนไม่ได้ใส่ใจมันจริงจัง
   หลังกลับจากเชียงใหม่สามวัน กานท์ก็โทรฯหาผม และแสดงความยินดีอย่างตื่นเต้นกับผมว่า ผมถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ๓ ผมก็ตอบเธอไปว่าไม่ถูก ที่ถูกนั้นแค่สี่ตัวหน้า แต่สองตัวหลังไม่ถูก
   “ทำไมคุณต้องโกหกกานท์ด้วยล่ะ กานท์รู้ว่าคุณไม่ใช่คนงกเงิน แต่เมื่อบอกจะแบ่งก็ต้องแบ่ง แต่พอถูกกลับบอกว่าไม่ถูก หมายความว่ายังไงคะ”
   “ผมจะโกหกกานท์ทำไม ในเมื่อมันไม่ถูกจริงๆ”
   “กานท์รู้นะ วันนั้นกานท์จดเลขไว้ อยากรู้เหมือนกันว่าจะถูกไหม คุณจะรักษาคำพูดไหม งวดวันที่ ๓๐ กันยา ๕๓ ทำไมจะไม่มีเลข ๗๕๕๓๔๘ ไม่นึกเลยว่าคุณจะเป็นคนแบบนี้”
   “กานท์ ผมนึกออกแล้ว เย็นนั้นตอนกานท์จะเข้าห้องพัก แล้วบอกว่าจะอาบน้ำก่อน ผมคิดว่าเลขที่บ้านของเพื่อนกานท์น่าจะนำโชค ผมเลยเอาใบที่ซื้อไว้ไปขอเปลี่ยนกับแม่ค้า ผมก็จำเลขท้ายมันไม่ได้เสียด้วย น่าเสียดายสุดๆเลยนะกานท์”
   “หรือคะ”
   เสียงเธอเย็นลง แต่ก็แฝงประชดพอจับสำเนียงได้ แล้วเธอก็วางหู ผมพยายามกดเรียกไป เธอก็ไม่ยอมรับ แถมปิดเครื่องเสียด้วย หลังจากนั้นผมจึงส่งอีเมลขอโทษเธอ และบอกความจริงย้ำไปอีก แต่เธอไม่ยอมตอบผม จะผ่านไปกี่วันเธอก็ไม่ยอมรับโทรศัพท์ และไม่ตอบอีเมลผมเลย
   ผมตัดสินใจยืมโทรศัพท์เพื่อนโทรฯถึงเธอ แต่พอรู้ว่าเป็นผมเธอวางหูทันที นอกจากผมจะเสียดายรางวัลที่สามที่หลุดลอยไป สมกับที่เขาว่าลาภลอยแล้ว คนรักของผมก็พลอยหลุดลอยไปด้วย จนบัดนี้ผ่านมาเกือบห้าเดือนแล้ว ยังไม่มีวี่แววว่าเธอจะเชื่อและหันกลับมาหาผมเลย
   ผมสูญเสียทั้งพ่อและคนรักไป จึงตั้งใจแน่แน่วแล้วว่า ลอตเตอรี่ใบนั้นจะเป็นใบสุดท้ายที่ผมซื้อ วันนี้ผมเริ่มแจ่มใสเพราะคิดได้ว่า ถ้าผมมีภรรยาบ้าลอตเตอรี่ ผมคงต้องมีเรื่องสูญเสียอีกจนได้

3/3/3/3/3/3/3   
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: เมษายน 17, 2011, 02:29:43 am »

ลอตเตอรีใบสุดท้าย
ปรัชญา

ท่าน้ำนนท์ ใกล้ศาลากลางจังหวัดนนทบุรีหลังเก่า วันนั้นวันอาทิตย์ปลายเดือนมกราคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๑.๐๐ น.
เวลานัดพบของเอกรัตน์และเมธีเพื่อล่องเรือตามลำน้ำเจ้าพระยาไปเยี่ยมชมชุมชนเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ชุมชนหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นตัวอย่างความปรองดองแห่งชาติ เนื่องจากชาวบ้านต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา และต่างวัฒนธรรมอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข – ฝรั่งโปรตุเกส ศาสนาคริสต์ เจ้าของตำนานขนมฝรั่งอันลือชื่อ ชาวจีนจากโพ้นทะเลศาสนาพุทธนิกายมหายาน และชาวไทยพุทธ ผู้คนล้วนย้ายถิ่นตามพระเจ้าตากสินมาจากอยุธยาเมื่อครั้งเสียกรุง ชุมชนแห่งนี้ได้ชื่อว่ากุฎีจีน
   “กินอะไรกันก่อนดีไหม ธี ตรงมุมถนนโน่นมีร้านลูกชิ้นรสเด็ด” เอกรัตน์ชักชวนให้เพื่อนเก่าที่เพิ่งกลับมาคบหากันอีกครั้งเมื่อเมธีย้ายมาอยู่สนามบินน้ำ ซึ่งไม่ไกลนักจากบ้านเขาย่านท่าน้ำนนท์
   “เอาสิ ไม่ยักรู้ว่ามีร้านลูกชิ้นอร่อยแถวนี้ด้วย” เมธีตอบพร้อมกับกลืนน้ำลายลงคอ เพราะนั่นคืออาหารชนิดหนึ่งที่เขาโปรดปราน
   ..............

   สองสหายวัยหนุ่มใหญ่ก้าวเท้าลงเรือด่วนเจ้าพระยาที่ด้านท้ายเรือ แล้วหาที่ยืนเหมาะๆ ลึกจากท้ายเรือเข้าไปเล็กน้อยเพราะที่นั่งในเรือเต็มหมดแล้ว ไม่ช้าเรือก็ออกเดินทางตามกำหนดเวลาทุกครึ่งชั่วโมง ระหว่างทางมีนักท่องเที่ยวฝรั่งลงเรือเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะที่ท่าเทเวศร์และท่าพระอาทิตย์ซึ่งมีเกสต์เฮาส์ให้เช่าห้องหลายแห่ง
   “บ้านริมน้ำน่าอยู่สบายนะ เอก ลมเย็น อากาศบริสุทธิ์ แม่น้ำใสสะอาดขึ้นเยอะ ผิดกับเมื่อ ๒๐ ปีก่อนโน้น โครงการในพระราชดำริของในหลวงสัมฤทธิ์ผลจริง”
   “แต่ตอนหน้าน้ำก็ต้องขนของหนีน้ำกันจ้าละหวั่น แถมลูกคลื่นจากเรือใหญ่ยังซัดบ้านเสียคลอนไปเลย น่าเสียวไส้ เราถึงย้ายไปอยู่คอนโดฯ ริมน้ำไง ให้แม่กับพี่ๆ อยู่ที่เดิม”
   “ใกล้ถึงแล้ว นั่นไง ท่าน้ำตรงเชิงสะพานพุทธฯ ฝั่งพระนคร” เอกรัตน์ อดีตมัคคุเทศก์เตือนเพื่อนของเขาให้เตรียมตัวขึ้นบก
   ทั้งสองเดินรอดใต้สะพานเหล็กสีเขียวเปิดปิดได้ที่กลางสะพาน สะพานข้ามแม่น้ำแห่งแรกของไทย โดยตั้งใจว่าจะแวะสักการะพระบรมรูปปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี แต่สองหนุ่มใหญ่ไปถึงไม่ได้เพราะหน่วยงานของกรุงเทพมหานครล้อมคอกกั้นไว้ จึงต้องเดินเลยไปที่เชิงสะพานด้านตรงข้ามกับโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
   “โธ่เว้ย! ตรงช่องทางที่มีไว้ให้เข้าไปสักการะมันเสือกปิดกั้นไว้ พอจะข้ามถนนตรงเชิงสะพานนี่ ก็มีรถแล่นลงมาจากสะพานไม่ขาดสาย อันตรายฉิบ... ไม่เอาละ เอก หน่วยงานของรัฐหน่วยนี้คงไม่อยากให้ใครมาสักการะพระบรมรูปมั้ง มันไม่บ้าก็โง่ละวะ” เมธีระบายความรู้สึกยอย่างอัดอั้นตันใจ   
“แวะซื้อดอกไม้ที่ปากคลองตลาดก่อนนะ ธี ดอกไม้สวยๆ ราคาไม่แพง ถ้าไปซื้อหน้าวัดนอกจากจะแพงแล้วยังไม่สวยไม่สดอีกต่างหาก” เอกรัตน์แนะนำในฐานะไกด์เก่าตามเคย เขาหมายใจจะซื้อดอกไม้ไปนมัสการหลวงพ่อโต หรือ ”ซำปอกง” ในภาษาจีน ก่อนเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึงสัปดาห์หน้าที่วัดกัลยาณมิตร ฝั่งธนบุรี ตรงข้ามกับโรงเรียนราชินี
   “เอกรู้ที่มาของชื่อปากคลองตลาดไหม” เมธีสงสัย
   “ก็ตลาดตั้งอยู่ปากคลองหลอด คลองขุดรอบเกาะรัตนโกสินทร์ สมัยสร้างพระบรมมหาราชวัง ชาวบ้านจึงเรียกสั้นๆ ว่าปากคลองตลาด”
“ที่ปากคลอง นั่น... ตรงนั้น มีประตูน้ำด้วยแฮะ” เอกชี้นิ้วไปที่สิ่งปลูกสร้างคล้ายซุ้มประตูขณะที่เขากับเพื่อนนั่งรอเรือข้ามฟากที่ศาลาท่าน้ำ “ไม่รู้มีไว้ทำไม”
“โธ่เอ๊ย สามัญสำนักแท้ๆ ก็คลองขุดน่ะย่อมมีก้นคลองระดับสูงกว่าก้นแม่น้ำ ถ้าไม่มีประตูกักกันน้ำไว้เวลาน้ำลง น้ำในคลองก็ไหลลงแม่น้ำหมดจนแห้งน่ะซี” เพื่อนเก่าวิศวกรแหล่งน้ำอาวุโสอรรถาธิบาย
“นั่น... เรือมาแล้ว ข้ามมาจากท่ากุฎีจีน โบสถ์คริสต์ วัดซางตาครู้ส ตามเส้นทางวนเป็นรูปสามเหลี่ยมแล้วแต่ทิศทางของกระแสน้ำ ตอนนี้น้ำขึ้นก็แล่นตามน้ำจากปากคลองตลาดไปวัดกัลยาฯ แล้วเลียบริมฝั่งฟากข้างโน้นทวนน้ำไปที่ท่ากุฎีจีน จากนั้นก็วกกลับมาท่าปากคลองตลาดนี่”
   ..............

   กลิ่นไหม้และควันสีขาวของธูปเทียนอันโตแบบจีนตลบอบอวนไปทั่วบริเวณศาลเจ้า เสียงดังแซ็กๆ แซ็กๆ มาจากกระบอกไม้ไผ่ที่กระทบกับแท่งไม้ไผ่แบนๆ หลายสิบชิ้นภายในกระบอกที่เอกรัตน์กำลังนั่งย่อคุกเข่าเขย่าอยู่ เมื่อแท่งไม้ไผ่ชิ้นหนึ่งหล่นลงไปที่พื้นเบื้องหน้ารูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมสีทอง เขาก็หยุดเขย่าแล้วเอื้อมมือไปหยิบติ้วที่หล่นลงไปนั้นขึ้นมาพิศดู จากนั้นเขาก็เดินไปที่ชั้นวางแผ่นกระดาษหลายปึก กราดสายตามองแล้วเลือกหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขนาดเท่าฝ่ามือขึ้นมาอ่านอย่างใจจดใจจ่อ เขาพับกระดาษแผ่นนั้นเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อยืดลายทางสามสี่สีมีปกเสื้อสีขาว นั่นแสดงว่าคำทำนายในแผ่นกระดาษแผ่นนั้นเป็นมงคล ไม่เช่นนั้นแล้วเขาคงวางมันไว้ที่เดิม
“ศาลเจ้าแห่งนี้สมเด็จพระเทพรัตน์ฯ ทรงโปรดให้เป็นโบราณสถานอนุรักษ์ ดูดีขึ้นเยอะเลย ตอนเราเป็นไกด์โทรมกว่านี้เยอะ สภาพแวดล้อมก็ดูดีไปหมด เหมือนได้ไปเมืองจีนเลย” เอกรัตน์ผู้กลายมาเป็นข้าราชการเทศกิจ กทม. เล่าให้เพื่อนรู้ไว้จากการเข้าไปเที่ยวชมด้านในของศาลเจ้า
   “ทีนี้ก็ไปนมัสการหลวงพ่อโตกันได้แล้ว” เขาบอกเพื่อนที่นั่งรออยู่ด้านนอกศาลเจ้าเพราะไม่มีเชื้อจีน จะว่ามันเป็นไทยแท้ก็ใช่ที่ เพราะไพล่ไปถือศาสนาคริสต์ของฝรั่งตามแม่มันตั้งแต่เกิด
“เดินดูอะไรไปนะ เราขอไปไหว้พระก่อน ออกมาแล้วจะโทร.เรียก” เอกรัตน์ถือพุ่มดอกไม้ในพานโลหะสีทองที่เขาซื้อหามาเข้าไปในอุโบสถที่ผู้คนพากันเข้าไปนมัสการพระพุทธรูปองค์ใหญ่สีทอง
   ..............

“มะรืนนี้รวย มะรืนนี้รวย... ไหว้พระได้โชค” เสียงพ่อค้าแม่ค้าลอตเตอรีที่ตั้งแผงเรียงรายทั้งสองข้างทางด้านนอกตรงช่องประตูกำแพงโบสถ์ร้องเรียกลูกค้าให้เสี่ยงโชค
   “นายเอาไปคู่หนึ่งสิ เราให้ เลขท้ายสองตัวจากเซียมซีเมื่อตะกี้นี้” เอกรัตน์ยื่นลอตเตอรีคู่เหมือนคู่หนึ่งจากสองคู่ที่เขาซื้อมาให้เพื่อน
   “ขอบใจ ไม่เอาหรอก เกิดถูกรางวัลที่หนึ่งขึ้นมาเดี๋ยวจะมีเรื่องขัดใจกัน” เมธีไม่ยอมยื่นมือออกไปรับ
“เถอะน่า... ไม่มีเรื่องหรอก ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็ดีสิ แสดงว่าเราเป็นเพื่อนกันมาแต่ชาติปางก่อน ชาติหน้าด้วย เราจะได้ไปเที่ยวรอบโลกด้วยกันให้สนุกไปเลย” เขายัดลอตเตอรีเข้าไปในมือเพื่อน
“ก็ได้ แต่นายต้องรับจากเราไปคู่หนึ่งเหมือนกันนะ เอก” เมธีสุ่มหยิบลอตเตอรีสองคู่เหมือนจากแผงของแม่ค้าอีกเจ้าหนึ่งเพื่อให้ได้สลากกินแบ่งต่างชุดกัน
“ไปวัดซางตาครู้สกันเถอะ ชื่อวัดเป็นภาษาโปรตุเกส แปลว่า ‘กางเขนศักดิ์สิทธิ์’ เราจะได้สวดภาวนาและทำบุญของเราบ้าง แล้วแวะซื้อขนมฝรั่งฝากทางบ้าน จากนั้นก็นั่งตุ๊กตุ๊กไปท่าพระจันทร์ หาของกินรองท้องนิดหน่อยก่อนลงเรือกลับบ้าน อ้อ... เห็นนายว่าอยากได้กรอบพระสำหรับพระเครื่ององค์ใหม่ที่เพิ่งได้มาไม่ใช่เหรอ หาซื้อเสียเลยสิ” เมธีเสนอความเห็น
“โอเคล่ะ กุ๊ดไอเดีย” เอกรัตน์ตอบด้วยภาษาอังกฤษแบบจีนสิงคโปร์ ทั้งคู่ฉีกยิ้มแล้วหัวเราะ
   ..............

ค้าอะไรก็ไม่รวยเท่าค้าสลากกินแบ่ง ลงทุนน้อย กำไรมาก แค่พิมพ์เศษกระดาษออกมาเป็นปึกๆ ก็ขายได้แล้วแผ่นละ ๘๐ บาท แต่ เอ... เมื่อตะกี้ซื้อมาตั้ง ๑๐๐ เป็นอย่างนี้มานานแล้วตั้งแต่เราเป็นเด็ก การขายราคาเกินควรที่รัฐบาลทำอย่างไรก็คุมไม่อยู่ ความผิดที่เห็นกันโต้งๆ ทุกหัวระแหง แม้แต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไม่ว่าคนไหนๆ ก็ปราบไม่สำเร็จ กฎหมายที่ตราไว้ดูเล่นโก้ๆ มิน่าเล่าสำนักงานสลากฯ แห่งใหม่ที่ถนนสนามบินน้ำใกล้บ้านเราจึงมีอาคารใหญ่โตมโหฬารสูง ๒๐ กว่าชั้น บอกได้เลยว่ายอดรายได้ของสำนักงานสลากฯ ไม่เคยตก แต่ประชาชนผู้ยากไร้กลับตกเป็นทาสการพนันชนิดนี้... ประเทศไทยเอ๋ย เมธีรำพึงขณะนั่งเรือด่วนขากลับ
เขาลูบกระเป๋ากางเกงข้างที่มีสลากกินแบ่งสองคู่ต่างชุดกันซุกอยู่ในกระเป๋าธนบัตรของเขา สลากกินแบ่งที่เขาไม่อยากได้แต่ต้องรับไว้และที่ซื้อมาเองเพื่อแลกน้ำใจกับเพื่อน เขาเคยสัญญากับตัวเองไว้ว่าจะไม่ซื้อสลากกินแบ่งอีก แม้มันเป็นการพนันที่ถูกต้องตามกฎหมาย เขารู้ตัวว่าไม่มีโชคทางการพนัน และที่สำคัญ ทุกศาสนาห้ามเล่นการพนัน
“ใบสุดท้ายนะโว้ย ไอ้ผีพนัน เอ็งเอาชนะข้าไม่ได้ดอก” เขาพูดกับตัวเองขณะทอดสายตาไปที่ริมฝั่งน้ำ เขื่อนกันดินพังของที่ดินที่จะก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ย่านเกียกกาย
เพื่อนของเขานั่งสัปหงกอยู่ที่ม้านั่งติดๆ กัน.

 
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: เมษายน 17, 2011, 02:33:05 am »

ลอตเตอร์รี่ใบสุดท้าย
ปัทมา

 “ลอตเตอร์รี่ครับ ลอตเตอร์รี่ “

เรามักได้ยินเสียงร้องข้างต้นสลับกับเสียงเคาะไม้เท้าบนพื้นถนน จากคนขายสวมแว่นตาดำเพื่อพรางดวงตาอันมืดมิด เคยนึกสงสัยกันบ้างไหมว่าทำไมคนตาบอดจึงมักยึดอาชีพขายลอตเตอร์รี่ และเคยสงสัยไหมว่าทำไมลอตเตอร์รี่ใบสุดท้ายบนแผงของคนขายจึงมักเป็นใบที่ถูกรางวัลที่หนึ่งอยู่บ่อยๆ
ตามสถิติลอตเตอร์รี่ทุกใบล้วนมีสิทธิถูกรางวัลที่หนี่งด้วยกันทั้งนั้น แต่ใบสุดท้ายมักถูกคะยั้นคะยอขายโดยคนซื้อไม่ค่อยอยากได้นัก อาจจะช่วยซื้อเพราะไม่มีตัวเลือกอื่นหรือเพราะสงสารคนขายซึ่งกลายเป็นผู้ยัดเยียดความรวยมาให้โดยไม่รู้ตัว ดังนั้นคนถูกรางวัลที่หนึ่งเพราะเหตุนี้จึงมักตกเป็นข่าวมากกว่าคนที่ได้รางวัลที่หนึ่งที่ซื้อตอนปกติเต็มแผง
อันที่จริงมันก็เป็นแบบตาดีได้ตาร้ายเสีย แต่ตาบอด ( คนขาย ) ได้เงินค่าขายแน่ๆ
จากความเชื่อของนักเสี่ยงโชคที่ว่าใบสุดท้ายมักโชคดี จึงทำให้พ่อค้าแม่ค้าลอตเตอร์รี่ที่หัวใสใช้วิธีโฆษณาชวนเชื่อว่า “ ใบสุดท้ายแล้ว พรุ่งนี้รวย....พรุ่งนี้รวย “ แต่มิทันที่คนซื้อใบนั้นจะคล้อยหลังไป พ่อค้าแม่ขายก็งัดเอาใบสุดท้ายที่กั๊กไว้อีกใบมาร้องตะโกนขายด้วยลีลาคำพูดเดิมๆอีก
ลีลาการขายดังกล่าวถูกพ่อค้าแม่ค้างัดมาเป็นกลยุทธ์โดยไม่ต้องร่ำเรียนเอ็มบีเอมาก่อน แต่อาศัยประสบการณ์และสถานการณ์ที่บีบบังคับให้ต้องเร่งปิดการขายเช่น เย็นแล้วต้องรีบกลับบ้าน หรือผลไม้ใกล้เน่าแล้วต้องรีบขายให้ออก ลูกค้าไม่น้อยที่อยากจะเอาเปลือกทุเรียนไปเขวี้ยงหน้าแม่ค้าในวันรุ่งขึ้น เพราะถูกหลอก ( เร่ง ) ให้ซื้อไป พอไปแกะที่บ้านปรากฏว่าเกือบเน่าแล้ว
ส่วนลอตเตอร์รี่ที่พรุ่งนี้จะถึงวันออกรางวัล คนขายยิ่งต้องรีบขาย เพราะหลังจากหวยออกแล้ว ลอตเตอร์รี่ที่เหลือและไม่ถูกรางวัลก็จะมีค่าเท่ากับศูนย์ ดังนั้นแม่ค้าก็ต้องปากหวานเป็นพิเศษเอาใจลูกค้าด้วยการอวยพรคนที่ทำท่าจดๆจ้องๆว่าจะซื้อดีหรือไม่ซื้อดี พอได้ยินคำอวยพรว่า “ พรุ่งนี้รวยๆ” ก็เลยอดใจซื้อไม่ได้ เพราะกลัวชวดคำพรเหล่านั้น
คำว่า “ ลอตเตอร์รี่ใบสุดท้าย ”  ที่คนขายร้องบอก บางคนบอกฟังแล้วเหมือนถูกกรรโชกทางจิตวิญญาณ เรียกว่าไม่ซื้อไม่ได้แล้ว ถ้าพลาดใบนี้แล้วอาจจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต
การชอบซื้อของใบสุดท้าย หรือชิ้นสุดท้าย ในวันสุดท้ายก็ส่อให้เห็นถึงอุปนิสัยของคนไทยว่าชอบทำอะไรวันสุดท้าย มีเวลาตั้งนานไม่ทำ ต้องอาศัยเส้นตายเป็นตัวกระตุ้น เป็นตัวเร่งการตัดสินใจซื้อ ถ้าไม่วันสุดท้ายก็ไม่ซื้อ รวมถึงการชอบทำอะไรวันจวนเจียนที่เขาจะหมดเขตเช่น การต่ออายุใบประกันชีวิต การต่อประกันภัยรถยนตร์ การต่อวีซ่า เป็นต้น สำหรับลอตเตอร์รี่ใบสุดท้ายอาจหมายได้ถึง คนเราชอบเสี่ยงโชคในวินาทีสุดท้าย และวินาทีสุดท้ายของใครบางคนอาจขึ้นอยู่กับลอตเตอร์รี่ใบสุดท้ายเหมือนอย่างเรื่องของนายชัยกับเจ้สมใจ......

กล่าวคือนายชัยชอบตระเวนหาซื้อลอตเตอร์รี่ใบสุดท้ายทุกงวดจากแผงต่างๆที่ผ่านตา  โดยเฉพาะในบริเวณวัดเพราะขลังดี และยิ่งถ้าได้ซื้อกับคนตาบอดด้วยละก็ ยิ่งถือว่าเขาจะนำโชคมาให้ แถมยังอิ่มใจว่าได้ทำบุญไปในตัว แต่ก็ไม่วายโดนแม่ค้าหลอกด้วยลูกไม้ตื้นๆดังกล่าวข้างต้น นั่นคือจะมีใบสุดท้ายแล้วสุดท้ายอีก จนครั้งหนึ่งนายชัยโกรธคิดดัดหลังด้วยการขโมยลอตเตอร์รี่ทั้งปึกที่คนขายซุกไว้ในกระเป๋าผ้าที่สะพายไว้ข้างตัวคนขายนั่นแหละ เรียกว่าเล่นที่เผลอแบบทีใครทีมัน คนขายจะไปแจ้งความตำรวจก็ไม่มีพยานเพราะใครๆในสภากาแฟที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ได้ยินกันทั่วว่าใบที่นายชัยซื้อเป็นใบสุดท้ายแล้ว ส่วนตอนที่นายชัยฉกปึกลอตเตอร์รี่จากกระเป๋าผ้ากลับไม่มีใครเห็น
มีบางงวดเหมือนกันที่นายชัยต้องนั่งแช่ในร้านกาแฟร่วมครึ่งค่อนวันเพื่อรอจนได้ลอตเตอร์รี่ใบสุดท้าย อดทนรอให้คนอื่นสอยไปก่อน ถ้างวดไหนผิดคิวรอแทบตายแต่ไม่ทันโดนคนอื่นคว้าตัดหน้าไป เขาจะหงุดหงิดฟาดงวงฟาดงาเอากับคนที่บ้าน
คืนหนึ่งเขาไปซื้อลอตเตอร์รี่ใบสุดท้ายจากร้านขายลอตเตอร์รี่ของเจ้สมใจเจ้าประจำผู้รู้ใจคอยเก็บใบสุดท้ายไว้ให้เสมอๆ แต่งวดนี้เกิดได้เลขเด็ดจากอายุของหลวงพ่อดังที่เพิ่งมรณภาพ เจ้สมใจจึงอยากเก็บใบนี้ไว้ลุ้นเอง นายชัยโกรธจนควันออกหูทะเลาะกับเจ้สมใจจากจิกกัดจนเพิ่มระดับความรุนแรงเป็นด่าพ่อล่อแม่ เจ้สมใจเจ้าของฉายาปากตลาด ส่วนนายชัยก็เป็นชายใจหญิง จึงเถียงกันแบบถึงพริกถึงขิง แบบขิงก็ราข่าก็แรง แต่คำที่จี้จุดนายชัยก็คือคำด่าจากเจ้ว่า “ อีตุ๊ดดดด “ เขาถึงกับตะบะแตกคว้ากรรไกรตัดผ้าที่วางอยู่บนจักรเย็บผ้าข้างตู้ลอตเตอร์รี่จ้วงแทงเจ้จนไส้ทะลักก่อนจะคว้าลอตเตอร์รี่ใบสุดท้ายจากตู้ไปได้สมใจนึก ( ขณะที่เจ้สมใจหายใจครั้งสุดท้ายพอดี )
ตำรวจจับมือใครดมไม่ได้กรณีเจ้สมใจถูกฆาตกรรม นายชัยลอยนวลเพราะแสดงอาการสะอึกสะอื้นต่อหน้าศพกับคำรำพันว่า “ ไม่น่าเลยเจ้ เห็นกันอยู่หลัดๆ “ อีกทั้งชาวบ้านแถวนั้นก็เห็นว่าทั้งคู่สนิทสนมพูดจาหยอกล้อกันดี สรุปว่าไม่มีใครสงสัย แต่ดูเหมือนบุญมีแต่กรรมมาบัง จนกระทั่งวันหวยออก ลอตเตอร์รี่จากร้านเจ้เกิดถูกรางวัลที่หนึ่งขึ้นมา อารามดีใจนายชัยนำลอตเตอร์รี่ไปขึ้นเงิน ตำรวจจึงแกะรอยฆาตกรรมเจ้ได้จากการนี้ นายชัยต้องติดคุกหัวโตเพราะลอตเตอร์รี่ใบสุดท้ายแท้ๆ ส่วนเจ้สมใจก็ต้องมาตายแบบหมองูตายเพราะงู .......
สุดท้ายแล้วลอตเตอร์รี่ทุกใบมีสิทธิถูก ( กิน ) เท่าๆกัน อาจเป็นด้วยเหตุนี้จึงถูกนำไปเปรียบเปรยกับการเลือกคู่ของผู้หญิงว่าถ้าได้สามีดีก็เหมือนซื้อลอตเตอร์รี่ถูกรางวัลที่หนึ่ง อย่างไรก็ดีผู้หญิงอยากให้สามีเป็นลอตเตอร์รี่ใบสุดท้ายในชีวิตแม้ไม่ถูกรางวัลก็ตามที แต่หากไม่เป็นไปดังใจหวังก็คงต้องทำเป็นตาบอดตาใสไปจนถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรนั่นแหละ
เป็นที่น่าสังเกตว่าขณะที่ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วต้องคอยวัดดวงว่าจะได้สามีดีเหมือนถูกลอตเตอร์รี่รางวัลที่หนึ่งหรือเปล่า ตั้งแต่แต่งงานก็ต้องลุ้นทุกงวด แต่ก็ไม่ยักถูกสักที ไม่เฉียดแม้แต่เลขท้ายสองตัว ครั้นจะเปลี่ยนใบใหม่หรือคอยแทงหวยไปทุกงวดเหมือนลุ้นลอตเตอร์รี่ก็ไม่ได้ เพราะมีสิทธิซื้อเพียงใบเดียว แต่ฝ่ายชายกลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะถ้าเป็นไปได้ พวกเขาอยากแทง ( หวย ) ไปเรื่อยๆเผื่อฟลุ๊คเจอแจ็กพอต

น่าสงสารผู้หญิงอย่างเราๆจริงๆที่อุตส่าห์ขึ้นรถไฟขบวนสุดท้ายมาได้แล้ว แต่ก็ยังต้องมาลุ้นลอตเตอร์รี่ใบสุดท้ายในกำมืออีก..........
อะไรๆที่ลงท้ายว่า “ สุดท้าย “ ฟังดูวังเวงวิเหวงโหวง ไม่มีอะไรเป็นชิ้นดี โดยเฉพาะบรรทัดสุดท้ายนี้ที่จะต้องขอบอกทุกท่านว่าข้าพเจ้าถูกหวยกินไปเป็นที่เรียบร้อย  เพราะพี่แว่นดำหยิบลอตเตอร์รี่ใบสุดท้ายมายัดใส่มือให้เมื่องวดที่แล้วนี่แหละ
-----------------------------------------------------
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #3 เมื่อ: เมษายน 17, 2011, 02:37:35 am »

ล๊อตตารีใบสุดท้าย
ลาดิน ไพบูลย์


เสียงคุยกันจ๊อกแจ๊กจอแจที่หน้าห้องไอซียูเงียบหายไปทันทีที่ประตูปิด แป้งเดินเอารองเท้าไปวางที่ชั้น เปลี่ยนสวมรองเท้าฟองน้ำสะอาดของโรงพยาบาล และล้างมือก่อนที่จะเปิดประตูอีกชั้นหนึ่งเข้าไปในห้องผู้ป่วย
“สวัสดีค่ะ วันนี้มาแต่เช้าเลย”
“วันเสาร์ไม่ต้องไปทำงานค่ะ เลยรีบมา เมื่อคืนนี้อาการคุณแม่เป็นอย่างไรบ้างคะ”
“ความดันปกติแล้วค่ะ หมอให้หยุดยาลดความดันได้แล้วเมื่อเช้านี้เอง”
ร่างของหญิงวัยหกสิบเก้าปีนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง หน้าอกที่ปกคลุมด้วยเสื้อผ้าชุดผู้ป่วยกระเพื่อมตามจังหวะการหายใจที่ถูกกำหนดด้วยเครื่อง นับได้สิบหกครั้งต่อนาทีสม่ำเสมอไม่ขาดไม่เกิน ที่แขนซ้ายมีสายน้ำเหลือที่ผสมด้วยสารอาหารต่างๆ ซึ่งสามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยไม่ต้องผ่านระบบย่อยอาหาร ส่วนที่แขนขวามีสายน้ำเกลืออีกเส้น สำหรับให้ยาควบคุมความดันโลหิต และยาปฏิชีวนะ
แป้งทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ตัวเล็กๆ ข้างเตียง เสียงเครื่องปรับอากาศที่อยู่เหนือหัวเตียงดังสลับกับเสียงตีเป็นจังหวะของเครื่องช่วยหายใจ ห้าวันแล้วซินะที่แม่ไม่ตื่นมาคุยกับแป้ง ใจหายเมื่อนึกถึงบทสนทนาในคืนสุดท้ายที่คุยกัน วันนั้นอากาศร้อนน่าดู แม่ตำน้ำพริกหอมกับผักลวก นั่งกินกันเงียบๆ สามคนพ่อแม่ลูก จนใกล้อิ่ม ข้าวเหนียวอุ่นในกระติบพร่องไปเยอะแล้วนั่นล่ะ แป้งลุกไปล้างมือแล้วกลับมาเก็บของที่กองรกๆ อยู่บนโต๊ะกินข้าวอีกด้านที่ไม่ได้ใช้งาน สายตาก็พลันพบกับตำราวิธีหาเลขเด็ด ความหงุดหงิดก็เข้าครอบงำในทันใด
“นี่แม่ เมื่อไหร่แม่จะเลิกซื้อหวยเสียที”
เมื่อไม่มีเสียงตอบจากคนที่ถูกถาม คนที่นั่งเงียบๆ เหมือนไม่ได้สนใจใครกลับตอบแทน
“มันเป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของแม่เขาน่า ไอ้แป้งเอ้ย”
พ่อว่า ปกติพ่อเป็นคนไม่พูดมาก หลังกินข้าวด้วยกันเสร็จในช่วงค่ำ พ่อก็จะนั่งแกะเมล็ดทานตะวันไปพลาง ดูรายการโทรทัศน์ไปพลาง ไม่ได้เจาะจงว่าต้องดูรายการไหน ใครเปิดอะไรช่องไหน พ่อก็ไม่เคยว่า จะนั่งดูอยู่ด้วยตรงนั้นแหละ
“มันสิ้นเปลืองเงินทองนะพ่อ แม่ซื้อหวยแต่ละเดือนหมดไปเท่าไหร่ เอามาจ่ายค่ากับข้าวกินไปได้ตั้งหลายวัน”
แป้งหันไปแย้งด้วยน้ำเสียงออกจะพาลหน่อยๆ
“สักวันเถอะ ครอบครัวเราจะล่มจม จะไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อ”
“พูดมากจริงโว้ย จะยังไงแม่ก็เลี้ยงแกมาได้จนโตป่านนี้ล่ะน่า”
“ซื้อทุกงวดๆ แล้วมันถูกบ้างไหมเล่าแม่”
“ถูกซิ เดือนที่แล้วกูก็ถูก ได้มาตั้งหลายร้อย” แม่อวด
“ถูกกินเสียมากกว่าน่ะซิ ทำคุย” แป้งว่า
“เออๆ เลิกก็ได้ ต่อไปนี้กูจะไม่ซื้อหวยรัฐบาลแล้ว”
“แม่ก็พูดแบบนี้ทุกที หนูล่ะเบื่อ”
“เอ้า แกนี่จะเอายังไงกับแม่ ซื้อมันก็บ่น บอกว่าจะเลิกซื้อมันก็ยังไม่เลิกบ่น”
“แม่จะทำยังไงก็ตามใจแม่เหอะ”
“ว่าแต่พรุ่งนี้พ่ออยู่บ้านไหม หนูจะให้เขามาทำประตูห้องน้ำใหม่”
“ทำอะไร ทำทำไม ทำไมต้องทำให้วุ่นวาย แม่ใช้ของแม่ทุกวันไม่เห็นมีปัญหา”
“มันปิดไม่สนิท เวลาใครเดินผ่านมองลอดขอบประตูก็เห็นหมด”
“โอ้ย ใครที่ไหนมันจะมาดู อยู่กันแค่นี่” แม่ทำเสียงรำคาญเสียนักหนา
“เอาน่า หนูบอกช่างเขาไว้แล้ว ทำให้มันดีหน่อย ของมันอยู่ในบ้านเราจะได้ใช้ไปนานๆ”
“แกล่ะยุ่งวุ่นวายนักเชียว หาเรื่องเสียเงินไม่เข้าเรื่อง ที่แม่ซื้อหวยไม่กี่บาททำมาว่าโน่นนี่”
ร่างของแม่หายเข้าไปในห้องนอน สักพักก็นุ่งผ้าถุงกระโจมอกออกมา เดินผ่านหน้าแป้งที่นั่งพลิกนิตยสารฉบับใหม่อยู่อย่างใจลอย พ่อยังคงไม่ละสายตาจากจอโทรทัศน์ จนกระทั่งแม่อาบน้ำเสร็จ
กลิ่นดอกราตรีหอมอ่อนๆ โชยมาจากต้นที่ปลูกไว้ข้างม้าหินอ่อนที่หน้าบ้านทำให้แป้งรู้สึกผ่อนคลายลงบ้าง ทะเลาะกับแม่ทีไร เป็นต้องปวดหัวแบบนี้ทุกที แม่ขึ้นไปนอนที่ห้องแล้ว แต่แป้งยังไม่รู้สึกง่วงเลย ถึงเข้าไปนอนก็คงจะนอนไม่หลับ
มองไปทางสวนหลังบ้าน เห็นร่างของพ่อนอนอยู่ที่เปล หน้าร้อนแบบนี้พ่อชอบหลบออกไปนอนรับลมนอกบ้าน อากาศในบ้านจะร้อนกว่าข้างนอก เพราะว่าตัวบ้านเก็บสะสมความร้อนจากแสงแดดที่แผดจ้ามาแล้วทั้งวัน เปิดพัดลมก็ยังไม่ช่วยคลายร้อนลงเท่าไหร่เลย
ตะวันยังไม่ทันขึ้น ไก่ก็ขันเจื้อยแจ้วเช่นเคย มันเป็นเสมือนนาฬิกาปลุกที่ไม่เคยต้องตั้งและไม่ต้องเปลี่ยนถ่านด้วย เพียงแต่ต้องโปรยอาหารให้วันละครั้งสองครั้งเท่านั้นเอง ถึงวันพระทีไรก็จะต้องมีไก่อย่างน้อยหนึ่งตัวที่จะถูกขังไว้ในสุ่มแต่เช้า รอเวลาที่พ่อพร้อม และแม่เตรียมอุปกรณ์ตำน้ำพริกห่อนึ่งเสร็จ ไก่ตัวนั้นก็จะชะตาถึงฆาต กลายเป็นอาหารสำหรับนำไปถวายพระที่วัดในเวลาต่อมา

“พ่อๆ แม่เขาไปไหนเหรอ”
“ไปไหน พ่อจะไปรู้เหรอ รถก็ยังอยู่ เดินไปบ้านตาคำมั้ง”
แป้งเดินไปชะโงกหน้าที่ริมรั้วบ้านเพื่อนบ้าน แต่ก็ไม่พบใคร ประตูบ้านปิด
“ไปไหนแต่เช้าเลยเหรอ ข้าวก็ยังไม่ได้นึ่ง”
ในครัวเงียบ ไม่มีร่องรอยของการทำอาหารที่แม่ตื่นมาทำเป็นกิจวัตรปกติมาชั่วนาตาปี มันชักยังไง แป้งเดินวนรอบบ้านก็ไม่เห็นจึงเปิดเข้าไปดูในห้องนอนที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของตัวบ้าน

“แม่ๆๆๆ”
ร่างของแม่ที่นอนแน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่บนเตียงทำให้แป้งใจหายวูบ แม่ไม่เคยเป็นอะไรสักที คราวนี้แม่เป็นอะไร ไม่ซิ แม่ต้องไม่เป็นอะไร แม่แค่นอนหลับไป แล้วทำไมแม่ยังไม่ตื่น แป้งเขย่าตัวแม่ มือแม่เย็นเฉียบ แต่ยังหายใจอยู่แน่นอน ชีพจรยังเต้น แป้งคว้าโทรศัพท์มากดหมายเลข 1669 มันจะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีโอกาสได้ใช้บริการ และแป้งหวังว่ามันจะเป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายด้วย เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นมากกว่าหนึ่งครั้ง ไม่ซิ มันไม่ควรจะเกิดเลยต่างหาก

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล หมอหลายคนช่วยกันเข็นร่างแม่เข้าไปในห้องฉุกเฉิน ปิดประตูรูดม่าน เสียงพูดกันเอะอะ สักพักหมอก็เชิญญาติเข้าไปคุย
“คุณยายไม่รู้สึกตัว ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และมีความดันสูงต้องให้ยาควบคุมความดัน สงสัยว่าจะมีเลือดออกในสมอง เดี๋ยวต้องส่งไปเอกซเรย์คอมพิวเตอร์นะครับ”
“ค่ะ แม่จะไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ”
แป้งถามอย่างเลื่อนลอย ทั้งที่รู้คำตอบอยู่ในใจ เลือดออกในสมอง มันไม่ธรรมดาเลยนะนั่น แม่ไม่เคยมีโรคประจำตัวอะไร มีบ้างก็แค่ปวดๆ เมื่อยๆ ประสาคนแก่ กินยาเป็นครั้งเป็นคราวก็หายแล้ว
 ถ้าเพียงแต่เมื่อคืนนี้แป้งจะไม่เถียงกับแม่ ไม่ทำให้แม่เครียดจนต้องหนีไปนอน และเส้นเลือดแตกในสมอง เราคงยังได้นั่งกินข้าวด้วยกันเหมือนเคย บรรยากาศในโต๊ะคงไม่เงียบเหงาเหมือนกับยามนี้ที่มีเพียงแป้งกับพ่อสองคน
ผลการตรวจออกมา เป็นจริงอย่างที่หมอคาดไว้ แม่ได้รับการผ่าตัด เจาะกะโหลก เอาก้อนเลือดที่คั่งอยู่ออกมา และเอาสายยางสอดไว้เพื่อให้เป็นทางระบายน้ำเลือดบางส่วนที่ยังคงค้างหรือว่าอาจจะออกมาอีก แม่ได้ยาหลายอย่าง มีสายน้ำเกลือและอุปกรณ์ที่ติดอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายระโยงระยางไปหมด
หลังกลับออกมาจากห้องผ่าตัด แม่หลับตลอดเวลา มีเพียงเส้นกราฟหลากสีที่เคลื่อนไหวอยู่ในจอคอมพิวเตอร์ข้างเตียงเท่านั้นที่บ่งบอกให้รู้ว่าแม่ยังไม่ได้จากไปไหน ร่างของแม่และจิตวิญญาณของแม่ยังอยู่ตรงนี้ ตรงหน้าแป้งนี้ อยู่จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ทั้งหมอและพยาบาลพยายามบอกเช่นนั้น
“คุยกับคุณแม่ได้นะครับ ท่านจะรับรู้หมดแหละได้ว่าใครมาพูดอะไรให้ฟัง เพียงแต่ท่านยังตอบสนองไม่ได้ คงต้องใช้เวลา”
“นานไหมคะหมอ”
“ปกติเราก็จะดูอาการประมาณสองอาทิตย์น่ะครับ ถ้าคนไข้ดีขึ้นก็มักจะฟื้นในช่วงนี้”
แล้วถ้าไม่ดีขึ้นล่ะ แป้งได้แต่นึกในใจ ไม่กล้าถามออกไปเพราะกลัวคำตอบที่อาจจะได้ยิน
เวลาผ่านไปช้าเหลือเกิน ผ่านแต่ละชั่วโมงอันยาวนาน กว่าจะหมดวัน หนึ่งวัน สองวัน สามวัน...
สิบสองวันแล้วหรือนี่ เช้าวันอาทิตย์ลมพัดใบไผ่ที่ริมรั้วเคลื่อนไหวอยู่นอกหน้าต่างห้องนอน แลมองเห็นหยากไย่ตามของบนของหน้าต่างและฝ้าเพดาน แป้งใช้ไม้กวาดสอดเข้าไปใต้เตียงตั้งใจว่าจะปัดเอากองฝุ่นที่สะสมอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานานออกมาเสียบ้าง
แผ่นกระดาษหลากสีหน้าตาคุ้นๆปลิวตามไม้กวาดออกมา ล๊อตตารี่ของรัฐบาลไทยนั่นเอง งวดที่จะออกวันที่ 16 มีนาคม 2554 เลขท้ายหนึ่งสามเก้า เลขทะเบียนท้ายรถแป้งเอง แม่คงเลี้ยงเอาไว้นานแล้ว แต่ว่าตอนนี้แม่มีโอกาสน้อยเหลือเกินที่จะได้ลุกขึ้นมาตรวจหวยกับใครเขาอีกครั้ง

แป้งพับล๊อตตารี่ใบสุดท้ายที่แม่ซื้อใส่กระเป๋าสตางค์เอาไว้ ... ตั้งใจว่าจะไม่ลืมสิ่งที่ต้องทำ อีกเพียงสองวันเท่านั้นกับการรอคอยด้วยความหวังว่าแม่จะตื่นขึ้นมา แต่ถ้าแม่เลือกที่จะไม่ตื่น ก็หลับให้สบายเถอะนะแม่ ไม่ต้องห่วงใครอะไรทั้งนั้น เดี๋ยวแป้งจะตรวจหวยให้เอง 
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #4 เมื่อ: เมษายน 17, 2011, 02:41:00 am »

ล็อตเตอรี่ใบสุดท้าย
วัชระ

วันก่อนผมแวะเข้าไปรับประทานข้าวหมกไก่เจ้าประจำ อยู่ริมถนนแถวสะพานพระรามห้า รสชาติของข้าวหมกไก่ร้านนี้ถือว่าหนึ่งในตองอู ยิ่งถ้ารับประทานคู่กับซุปไก่ด้วยแล้วจะยิ่งเพิ่มรสชาติให้อีกเป็นทวี
ผมยังไม่ทันนั่งดีก็เหลือบไปเห็นผู้หญิงรูปร่างป้อมเตี้ย สวมกางกางยีนขายาวสีซีด ใส่เสื้อคอกลมสีขาว คลุมด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวลายสก็อตสีน้ำตาลอ่อน หมวกสานปีกกว้างบดบังใบหน้าของเธอจนแทบมองไม่เห็น
เธอปักหลักอยู่ใต้ร่มเงาของเสาไฟฟ้า ในมือถือล็อตเตอรี่หนึ่งใบ คอยดักขายให้ผู้ที่เดินผ่านไปมา
แสงแดดตอนประมาณบ่ายโมงค่อนข้างแรง แต่เธอไม่ท้อ ใช้มือน้อยๆ ของตนพัดไล่ลมร้อน สลับกับการใช้แขนเสื้อซับเหงื่อที่ไหลเยิ้มอยู่บนหน้าผาก
เห็นเธอสู้ชีวิตอย่างนี้แล้วอดชื่นชมไม่ได้ “ใบสุดท้ายค่ะ ช่วยซื้อหน่อยนะคะ” คำพูดที่เจ้าตัวพร่ำบอกลูกค้าทำหัวใจของผมละลายเพราะความสงสาร ลุกจากโต๊ะเดินเข้าไปขอซื้อล็อตเตอรี่ใบสุดท้ายของเธอ แล้วรีบหลบเปลวแดด กลับเข้าไปในร้าน ส่วนเธอเดินหายไปทางไหนผมไม่ทันได้มอง

ผมรับประทานข้าวหมกไก่อย่างเอร็ดอร่อยสลับกับการรับโทรศัพท์ จึงใช้เวลาอยู่ในร้านนั้นพอสมควร
จู่ๆ ผู้หญิงคนเดิมปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ใต้ร่มเงาของเสาไฟฟ้าต้นเดิม ล็อตเตอรี่ในมือหนึ่งใบเหมือนเดิม กิริยาเดิม คำพูดเดิม ที่ไม่เหมือนเดิมคือความรู้สึกของผม ซึ่งเปลี่ยนจากความรู้สึกสงสารกลายเป็นความสงสัย
ผมลอบมองพฤติกรรมของเธออยู่เงียบๆ ผ่านไปสักพักชายคนหนึ่งซื้อล็อตเตอรี่ใบสุดท้ายของเธอไป คราวนี้ผมไม่ยอมให้คลาดสายตา
เธอเดินเข้าไปในวินมอเตอร์ไซค์ที่ใช้ร่มไม้เป็นแหล่งคอยลูกค้า หยิบกล่องไม้บางๆ ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าจากตักของคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างหนึ่งในนั้น แล้วดึงล็อตเตอรี่ใบหนึ่งมาถือไว้ในมือ หัวร่อต่อกระซิกกับเหล่ามอเตอร์ไซค์วิน แล้วเดินกลับมายืนที่เสาไฟฟ้าต้นเดิมอีกครั้ง
วิธีที่เธอใช้ ผมเคยได้ยินมานานแล้ว เพียงแต่เพิ่งเคยประสบกับตัวเอง ความรู้สึกในตอนนั้นไม่ได้โกรธ กลับขำด้วยซ้ำที่โดนหลอก
แม้ว่าวิธีนี้จะไม่ถูกต้องนัก แต่ก็ถือว่าเจ้าตัวประสบความสำเร็จในงานที่ทำ
เมื่อนึกถึงวิธีการทำงานให้ประสบความสำเร็จ ก็อดคิดถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องอิทธิบาท 4 อันประกอบด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ไม่ได้
ผู้ที่เคยศึกษาเรื่องนี้มาบ้าง เพียงเห็นหัวข้อก็คงเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ แต่หากผู้ใดยังไม่เคยผ่านหูผ่านตาหรือผ่านแต่ยังไม่ค่อยเข้าใจนัก จะขอขยายความเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น อันจะทำให้สามารถนำคำสอนในเรื่องนี้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ฉันทะ คือ ความพอใจ
ในที่นี้หมายถึงความพึงพอใจในงานที่ทำ ไม่ว่าจะเป็นงานใดก็ตาม หากเราไม่ได้ทำด้วยความพึงพอใจแล้ว เราย่อมจะทำแบบขอไปที เช่น หากเราไม่รักการเขียน ให้มานั่งเขียนนั่นเขียนนี่คงไม่อยากทำ หรือถ้าทำก็คงเพียงชั่วพักชั่วครู่ และจะได้งานในลักษณะสุขเอาเผากินเป็นส่วนใหญ่
ดังนั้น ถ้าอยากให้งานออกมาดี ควรเลือกทำในสิ่งที่รัก หรือหากจำเป็นต้องทำในสิ่งที่ไม่รัก ก็ควรหาเหตุมาอบรมตัวเองให้เห็นประโยชน์ในสิ่งนั้น เช่น งานนี้ทำให้เราสามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ ในเมื่อเราไม่ได้ทำในสิ่งที่รัก เราก็ควรรักในสิ่งที่ทำ เราควรทำในสิ่งที่มีอย่างมีความสุข ดีกว่ามัวไปทุกข์กับสิ่งที่ไม่มี ฯลฯ อบรมตนไปเช่นนี้บ่อยๆ ก็อาจเกิดความรักในงานที่ทำขึ้นมาได้

วิริยะ คือ ความเพียร
อันความเพียรนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรมี เพราะหากขาดซึ่งความเพียรเสียแล้ว จะทำสิ่งใดก็ยากจะประสบความสำเร็จ
ผู้ที่หย่อนความเพียร แม้ในเบื้องต้นจะพบว่าตัวเองรักในสิ่งไหน พยายามขวนขวายหาความรู้ในเรื่องนั้น แต่เมื่อนำความรู้ที่ได้จากการค้นคว้ามาทดลองทำแล้วพบกับอุปสรรคก็จะเกิดความท้อแท้และเลิกทำได้โดยง่าย
หากใครรู้ว่าตัวเองขาดความเพียร ควรเร่งอบรมตนให้เกิดมีขึ้นมาให้ได้ พึงระลึกไว้เถิดว่าไม่มีใครประสบความสำเร็จโดยไม่ใช้ความเพียร

จิตตะ คือ การจดจ่อ เอาใจใส่
โดยปกติ หากเราอยากทำสิ่งใดให้ได้ดี เราต้องเอาใจไปจดจ่อกับสิ่งนั้น เช่น หากเราจะรับประทานอาหาร ก็ควรมีสติจดจ่ออยู่กับช้อน อยู่กับอาหาร อยู่กับการเคี้ยว อยู่กับการกลืน ผู้ที่รับประทานโดยปราศจากสติ อาจเกิดการสำลักอาหาร กัดลิ้นตัวเองหรืออาจถึงขั้นตักอาหารไม่เข้าปากเลยก็ได้
ปัจจุบันมีโรคหนึ่งที่ผู้คนเป็นกันมาก คือ โรคจับจด ผู้ที่เป็นโรคนี้ มักทำสิ่งใดไม่ค่อยสำเร็จ เพราะจะคลายความตั้งใจในสิ่งนั้นเสียก่อน โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ยังไม่มีความจำเป็นต้องอดทนอดกลั้นต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
เคยอ่านเจอกุมารแพทย์บอกว่า โรคนี้มักเริ่มจากเด็กมีของเล่นเยอะ เขาจึงเล่นชิ้นนั้นนิด ชิ้นนี้หน่อย เพราะรู้สึกว่านั่นก็น่าสนใจ นี่ก็น่าสนใจ พอโตขึ้นมาก็เลยกลายเป็นคนจับจด หรือที่บางคนเรียกกันว่า โรคสมาธิสั้น
ลองสำรวจดูตัวเองให้ดี ว่าเราเป็นโรคนี้หรือเปล่า ถ้าเป็นให้รีบไปพบจิตแพทย์เพื่อทำการรักษา แต่หากยังไม่สะดวกไปพบ ก็ลองรักษาตัวเองเสียก่อน โดยบังคับตนว่า เราจะทำงานตรงหน้าให้สำเร็จ หากยังไม่สำเร็จ เราจะไม่หยุดหรือจะไม่ไปทำงานชิ้นอื่นเด็ดขาด
แรกๆ อาจรู้สึกทรมานใจเหลือเกิน แต่หากเราอดทน หมั่นฝึกฝนจิตแบบนี้อยู่บ่อยๆ อาการจับจดจะค่อยหายไปเอง

วิมังสา คือ การพิจารณา ไตร่ตรอง
การรู้จักพิจารณาไตร่ตรองจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เราตั้งใจจะสอยมะม่วงจากต้นมาจัดเรียงใส่ถาดเพื่อนำไปกำนัลผู้อื่น ด้วยความที่เราตั้งใจว่าจะจัดเรียงให้สวยงามที่สุด เราจึงสอยมะม่วงลงมาลูกหนึ่ง แล้วนำไปล้าง เสร็จแล้วเช็ดให้แห้งก่อนนำไปจัดเรียง เราวนเวียนทำอยู่อย่างนั้นทีละลูก ทีละลูก จนจัดเรียงมะม่วงใส่ถาดได้สวยงามดั่งใจ
แต่พอวันหลัง เราให้เด็กในบ้านทำแทน ปรากฏว่าเขาก็ทำได้สวยงามเหมือนเรา แต่เวลาที่ใช้น้อยกว่าเยอะ ด้วยเพราะเขาไม่ได้ทำตามขั้นตอนของเรา เขาสอยมะม่วงลงมาจนเต็มถาด แล้วค่อยนำไปล้าง ต่อด้วยเช็ดและจัดเรียง ที่เขาใช้เวลาน้อยกว่าเราเพราะเขาเดินไปกลับรอบเดียว ไม่ได้เดินไปสอยทีละลูกเหมือนเรา
อย่างนี้แสดงว่า เขารู้จักพิจารณาไตร่ตรองหาวิธีลดเวลาในการทำงานได้ดีกว่าเรา

แม่ค้าขายล็อตเตอรี่รู้จักใช้ความเพียร รู้จักการเอาใจจดจ่อ พิจารณาหาวิธีในการขายได้อย่างแยบยล แต่เธอนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ในทางที่ผิด และนั่นอาจนำพาให้เธอก้าวเข้าสู่มุมอับของชีวิตก็เป็นได้
ท้ายนี้ขอฝากไว้ว่า ความคมของมีดใช้ในการแล่เนื้อได้ฉันใด ก็อาจบาดกินเนื้อเราได้ฉันนั้น
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #5 เมื่อ: เมษายน 17, 2011, 02:53:02 am »

ล็อตเตอรี่ใบสุดท้าย
สุนัฐฐา


“พี่ เหลือแค่ใบสุดท้ายแล้วช่วยซื้อหน่อยเถอะ”
“ไม่เอาครับ ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ผมไม่ได้เล่นหวย”
“เถอะนะพี่ สุดท้ายแล้วจริงๆ” เขาอ้อนวอน
แล้วเมื่อผมเหลือบไปเห็นไม่เท้าที่ใช้พยุงขาอันอ่อนเปลี้ยทั้งสองของเขา และเสื้อผ้ามอๆซอมซ่อ ผิวหนังเกรียมแดดจากการทำงานหนัก ดวงตาที่ปิดๆเปิดๆผิดปกติอีกข้าง ผมก็อดใจไม่ไหว ต้องควักร้อยนึง ออกมาแลกกับกระดาษไร้ค่าหนึ่งใบ
“ขอบคุณครับๆๆๆๆ” คนขายล็อตเตอรี่ก้มหัวผงกๆ ทำท่าแทบจะลงไปกราบด้วยขาที่เดินไม่ค่อยถนัด ผมต้องรีบพยุงเขาขึ้นมา แม้จะรู้สึกสกปรกแทบตาย

ผมมองเขาเดินจากไป แม้จะไม่เห็นรอยยิ้ม เพราะเขาหันหลังให้อยู่ แต่ผมก็เข้าใจว่าอย่างน้อยวันนี้เขาน่าจะกลับบ้านอย่างมีความสุข เอาน่ะ ช่วยๆคนไป แล้วไม่แน่ เราอาจจะถูกหวยขึ้นมาก็ได้ แหะๆ เป็นใครก็ต้องหวังอย่างนี้ใช่มั๊ยล่ะครับ ไหนๆก็ซื้อมาแล้ว ก็ขอให้ถูกเถอะ
ผมเดินขึ้นสะพานลอยใกล้ๆสี่แยก ความรู้สึกตะหงิดๆมันไม่ยอมหายไปซักที ยังไงผมก็ยังไม่ชอบมันอยู่ดี รู้สึกว่ากระดาษใบนี้จะมีค่าอะไร โอกาสถูกหวยจริงๆก็หนึ่งในร้อย ยากกว่าหางานทำเป็นไหนๆ หรือว่าผมควรจะ...สายตาผมเหลือบไปเห็นขอทานหลังค่อมคนหนึ่งนั่งอยู่ริมทางเดิน แล้วผมก็ตัดสินใจ

เหรียญสิบบาทกระทบกับกระป๋องสังกะสีดังแก๊ง ทำให้พี่ขอทานยกมือขึ้นไหว้ผม ผมรีบรับไหว้ตอบ จะให้คนแก่กว่ามาไหว้ได้ยังไง แล้วผมก็ยื่นหวยใบนั้นไปให้แก แกเงยหน้าขึ้นมามองผมแบบงงๆ ผมเลยทิ้งลงไปในกระป๋องและเดินจากไป
“คุณๆ” เสียงเรียกเสียงหนึ่งดังขึ้น ผมหันไป ไม่แน่ใจว่าเรียกผมหรือเปล่า แต่แล้วก็เห็นขอทานคนนั้นกำลังพุ่งตัวเข้ามา เอาอะไรสักอย่างยัดใส่ในกำมือของผม
“เอาคืนไป เอาคืนไป ของแบบนี้จะเอาไปทำอะไรได้ แค่ใบเดียวเอง”
ขอทานเดิมล้มลุกกลับไปนั่งที่เดิม ส่วนผมก็หงายมือออกมา ที่แท้...เป็นล็อตเตอรี่ใบนั้นนั่นเอง แย่ขนาดขอทานยังไม่เอาเลยหรือนี่....
ผมเดินกลับบ้านต่อไป ช่างปะไรไม่เอาก็ไม่เอา ผมยัดแผ่นล็อตเตอรี่ที่ค่อนข้างยับแล้วลงในกระเป๋ากางเกง และเดินลงสะพานลอย ผ่านย่านตลาดสดไปสักครู่จนมาถึงบริเวณชุมชน ก็เห็นหมาจรจัดตัวหนึ่ง
มันกำลังขุดดินอยู่ ไม่แน่ใจว่าขุดเล่น หรือกำลังฝังอะไรสักอย่าง เอาเป็นว่ามันสกปรกไปทั้งตัว เศษดินเลอะหน้าและอุ้งมือหน้าเต็มไปหมด แต่ที่ลำบากคือ เจ้าหมากำลังง่วนอยู่กับหนอนตัวน้อยที่เกาะจมูกมันไม่ยอมไปไหนอยู่
เจ้าหมาสะบัดหัวแรงๆหลายที แต่แรงเกาะของหนอนน้อยมีพลังมากเกินไป ผมเห็นแล้วทนสงสารไม่ได้ แล้วผมก็ได้ความคิด
ผมหยิบล็อตเตอรี่ออกมา รองมือไว้ เตรียมยื่นเข้าไปจับหนอนบนจมูกเจ้าหมา หนอนน้อยกระดึบไปมาอย่างไม่ทันระวังตัว ในขณะที่ผมกำลังได้จังหวะนั่นเอง เจ้าหมาก็เกิดเห่าขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง ผมผงะถอยออกมา ล็อตเตอรี่ในมือหล่นบนพื้น มันไม่ได้เห่าใคร มันเห่าผม คงกลัวผมเข้าไปทำร้ายมัน ตกลง ถ้ามันไม่ชอบ ผมก็ไม่ยุ่ง....
เจ้าหมาสะบัดหัวอย่างแรงอีกที แล้วหนอนน้อยก็กระเด็นหายไป มันหายใจแรงๆหนึ่งทีก่อนเดินจากไป แถมรอยเท้าไว้บนล็อตเตอรี่ให้ผมด้วย
ผมเก็บล็อตเตอรี่ขึ้นมา แม้แต่หมายังไม่สนใจมันเลย.....

ผมเดินต่อไปยังป้ายรถเมล์ประจำ ยืนรอได้ไม่นานรถเมล์ก็มาถึง วันนี้บังเอิญมีที่นั่งว่างพอดี ผมเลือกที่นั่งเดี่ยว เพราะนั่งสบาย และเย็นกว่า
ล็อตเตอรี่ใบนี้มันสกปรกเต็มที ผมเริ่มรู้สึกไม่อยากเก็บมันไว้แล้ว เมื่อเป๋ารถเมล์เก็บเงินผมเสร็จ และนั่งไปได้อีกสามสี่ป้าย ผมก็ลง พร้อมทิ้งมันไว้บนเบาะ เผื่อใครอยากได้ก็เก็บไป
“นี่คุณๆๆๆๆ!!!!!” เสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น ผมกำลังจะก้าวลงบันไดขั้นสุดท้าย แต่แล้วก็ถูกอุ้งมืออันหนักหน่วงกระชากให้หันหลังไป
“นี่คุณอย่าเอาขยะมาทิ้งมั่วซั่วสิ อย่างนี้ประเทศจะสะอาดได้ยังไง เฮ้อออ!!!!!” กระเป๋ารถเมล์ว่าผมและยัดกระดาษแผ่นนึงมาใส่มือ
ผมก้มลงมอง.....ล็อตเตอรี่ใบนั้นอีกแล้ว....

เอาล่ะ ไหนๆก็ไม่มีใครต้องการมันแล้ว ผมก็ไม่ต้องการมัน รถเมล์จากไป บ้านผมก็อยู่ใกล้ๆนี่เอง ผมทิ้งเจ้ากระดาษสุดโทรมแผ่นนี้โดยไม่ได้คิดอะไรมาก ลงถังขยะข้างๆถนน ลมเย็นพัดมาปะทะหลัง ทำให้ผมรู้สึกสดชื่นที่กำจัดมันทิ้งไปได้ในที่สุด แต่แล้วก็มีเสียงพั่บๆๆๆ และเมื่อผมหันหน้าไปเพื่อหาที่มาของเสียง เจ้าล็อตเตอรี่สุดยับเยินก็บินเข้ามาแปะกลางหน้าผมเป๊ะ
ตกลงฟ้าต้องการให้ผมนำมันกลับบ้านใช่มั๊ย?
อย่างนั้นก็ตกลง ผมจะเอามันกลับบ้าน อย่างนี้คงจะพอใจแล้วสินะ!
ผมเอามันกลับบ้าน ทำให้เรียบ เอากระดาษห่อและสอดไว้ในสมุด วันเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ผมไม่แน่ใจ ผมรู้แต่ว่าผมเคยตรวจเลขดู ก็ไม่ถูกอย่างที่คิดไว้ ผมเลยเก็บลืมมันไปซะ

หลังจากนั้นผมไม่ได้ซื้อล็อตเตอรี่อีก เปลืองเงิน เปลืองพลังงาน แล้วก็น่าแปลกที่คนขายล็อตเตอรี่ต่างก็หายไปทีละเล็กน้อย จนกระทั่งผมไม่เห็นอีกเลยซักคน หรือว่าคนไทยจะตาสว่างเลิกเล่นล็อตเตอรี่ หวังลมๆแล้งๆ แล้วหันกลับมาขยันทำมาหากินกันแล้ว? ที่น่าประหลาดคือ ผมเริ่มเห็นตู้แปลกๆมาตั้งตามมุมต่างๆของเมือง และเมื่อผมกลับบ้านตอนเย็น ผมก็รู้คำตอบ
“เมื่อคืนวานได้มีการจัดพิธีเผาทำลายหวยแบบเก่า ถือเป็นงานแสดงการจากลาที่ยิ่งใหญ่สำหรับมือหวยอีกหลายๆคน รัฐบาลได้ประกาศขึ้นนับแต่วันพรุ่งนี้การเล่นล็อตเตอรี่แบบเดิมจะไม่มีอีกต่อไป ทุกอย่างจะเป็นธรรม และสะดวกสบายขึ้นด้วย...หวยออนไลน์!!!!!” ข่าวในทีวีเขาว่าอย่างนั้น

ผมเดินไปเปิดสมุด กระดาษที่ยังคงห่อมันไว้อย่างมิดชิด ด้านในของกระดาษสีหม่น กระดาษกลิ่นไม่ค่อยดี ที่มีร่องรอยยับเยินนอนอยู่ แม้สีสันจะจืดลงไปบ้าง แต่ก็ถือว่ายังสวยใช้ได้ ผมได้แต่รำพึงกับตัวเอง.....
“แกกลายเป็นล็อตเตอรี่แบบเก่าใบสุดท้ายจริงๆแล้วสินะ”
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #6 เมื่อ: เมษายน 17, 2011, 03:03:01 am »

ไม่ชอบล๊อตเตอรี่
นักษรา

วันกลางเดือน.......ความจริงวันนี้ก็ไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษสำหรับรติรส    แต่เธอออกจะรำคาญที่ผู้คนดูเหมือนจะขวักไขว่ วุ่นวาย   และยังมีบางกลุ่ม.....ต้องเรียกว่า  ‘ กลุ่ม ‘  เพราะพวกนี้จะมุงกันอยู่เป็นกระจุก ในบริเวณที่มีคนขายล๊อตเตอรี่ นั่งเรียงหน้ากระดานกันอยู่ริมทาง.....คนขายที่ผลัดกันส่งเสียง   ‘  วันนี้รวย....วันนี้รวย  ‘....เธอไม่เคยเห็นคนรวยเพราะล๊อตเตอรี่มาเดินซื้อกันเป็นใบๆในวันที่มีการออกรางวัลแบบนี้    แต่.. คิดแล้วก็สะดุดอยู่เหมือนกัน  จะไปรู้ได้ยังไงว่าใครถูกหรือไม่ถูกถ้าเขาไม่ได้เป็นคนมาป่าวประกาศเอง     เธอเองยังไม่ได้เคยซื้อล๊อตเตอรี่ด้วยตัวเองเลยสักครั้ง  แล้วก็รู้สึกเหมือนโง่จริงๆกับเรื่องนี้   ถ้ามีใครมาถามเรื่องเกี่ยวกับล๊อตเตอรี่   ไม่ต้องอะไรมาก..แค่.....เขาขายกันอย่างไร.....เธอก็คงตอบอย่างหน้าชื่นตาบานว่า....ไม่รู้.....ก็เธอได้ยินมาว่า  เขาขายเกินราคากันตามใจชอบ....ไม่เห็นมีใครเดือดร้อน  บ่นกันพอสังเขป  แล้วก็ดูจะเออออกันดี ทั้งคนซื้อ   คนขาย
กระดาษแผ่นเล็กๆ ที่ราคาของมันอาจเท่ากับค่าอาหารทั้งวันของคนหาเช้ากินค่ำ.....กระดาษที่โอกาสจะถูกรางวัลมีความน่าจะเป็นเกือบศูนย์....แต่มันช่างเป็นบ่อเกิดแห่งความหวัง....ความฝัน  ก่อนเวลาที่จะมีการหมุนวงล้อ   และมันก็จะกลายเป็นเศษกระดาษจริงๆ หลังจากเวลานั้น    รติรสเคยเห็นเพื่อน เก็บล๊อตเตอรี่ที่ไม่ถูกรางวัลอะไรเลยไว้เป็นปึก แล้วก็บอกว่า..สักวันจะเอาไปทำวอล์ลเปเปอร์  คงเท่ดีไม่เบา....ตลกร้ายนะเนี่ย...เก็บเงินไว้ให้ลูกกินขนมยังจะมีประโยชน์กว่าละมัง     เรื่องล๊อตเตอรี่   เรื่องหวย   เป็นอะไรที่เธอใช้ค่อนแคะเพื่อนฝูงนักฝัน   และถูกกระแทกกลับมาก็หลายครั้ง

หญิงสาวพยายามเดินหลีกออกจากบริเวณที่มีคนขายล๊อตเตอรี่เป็นกลุ่มนั้น    เธอคิดว่าจะซื้อผลไม้หรือขนมขบเคี้ยวอะไรสักนิดหน่อยติดมือไปกินเล่นในออฟฟิศเหมือนที่เคยทำเป็นปกติ  หลังจากกินข้าวกลางวันเสร็จ  เออ...แต่วันนี้   แม่ค้าขายขนม  ขายผลไม้ เขาหายไปไหนกันหนอ    ถัดจากบริเวณชุมนุมนักฝัน  ก็ดูพื้นที่จะโล่งๆอย่างไรชอบกล
เธอยังคงเดินไปเรื่อยๆ มองซ้ายมองขวา หาของที่ต้องใจ อย่างไม่ได้จริงจังอะไรนัก  คิดอยู่ว่า  คงจะเดินเล่นได้อีกสักพัก   ถ้ายังไม่เจอของที่ถูกใจก็จะเดินย้อนกลับไปทางเดิมแล้ว     สายตาเหลือบไปเห็นคนขายล๊อตเตอรี่คนเดียวโดดๆนั่งอยู่ที่โคนต้นไม้   หญิงสาวอดยิ้มไม่ได้เมื่อนึกว่า....ออกมาอยู่นอกจุดยุทธศาสตร์แบบนี้จะขายได้หรือนี่.....คนซื้อเขาไปมะรุมมะตุ้มกันอยู่ด้านโน้น....ก็ทำไมไม่ไปอยู่รวมกับเขาเล่า  พ่อคุณเอ๊ย  มาทำเอ้อระเหย  ปลีกวิเวกอะไรอยู่ไม่ทราบ    เดี๋ยวขายไม่หมดแล้วจะรู้สึก   ตอนบ่าย เขาก็จะออกรางวัลกันแล้ว..........เธอคิดค่อนแคะนายคนรักสันโดษอยู่เพลินๆ   ก็เกือบสะดุ้ง   เมื่อจู่ๆ  นายคนนั้นก็ลุกพรวดพราดขึ้น   แล้วหันหน้าไปทางถนน   ทำท่าจะข้ามไปอีกฝั่งอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้คิดจะดูตาม้าตาเรืออะไรเลย      รติรสอ้าปากจะร้องบอกว่า ‘ อย่า ‘…..เพราะรถเก๋งสปอร์ตคันหนึ่งซึ่งก็ไม่รู้ว่ามาจากไหน  แล่นเฟี้ยวเข้ามาราวกับโผล่มาจากมิติอื่น
เธอยืนตาค้างด้วยความตกใจ    รู้สึกอยากจะร้อง แต่กลับเอามือปิดปากตัวเองไว้แน่น  เมื่อรถคันนั้นเบรคดังสนั่น  และนายคนขายล๊อตเตอรี่ก็เซถลาไปนั่งก้นกระแทกอยู่กับพื้นถนน   แต่มือยังกอดแผงไม้ที่บรรจุล๊อตเตอรี่ไว้แนบกับตัวไม่ยอมให้หลุดกระเด็นไปไหน
คนขับเปิดประตูรถลงมาด้วยอาการฉุนเฉียว   แล้วก็ด่ากราดโดยไม่สนใจจะถามสักคำว่าอีกฝ่ายบาดเจ็บที่ตรงไหนหรือเปล่า
“   เดินประสาอะไร   นึกจะข้ามก็ข้าม   นี่มันถนนหลวงนะ   อยู่ใกล้สะพานลอยคนข้ามด้วย   เดี๋ยวบอกตำรวจมาจับไปปรับเสียให้เข็ด   ไอ้พวกที่เคยแต่เดินข้ามทุ่งนานี่น่ะ   “

   รติรส มองคนที่ยังนั่งอยู่กับพี้นถนน  โดยไม่ได้พูดโต้ตอบอะไรสักคำ....เขาใส่แว่นสีชา....ไม่ได้เข้มนักจนเธอเห็นเขากลอกตาไปมา     หญิงสาวไม่แน่ใจเท่าไหร่  แต่เธอก็เห็นตาขาวเขามากกว่าตาดำ    ตาเหล่  หรือตาบอดก็ไม่รู้ละ......พอนึกขึ้นมาได้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนพิการ.....เป็นฝ่ายถูกกระทำ....แล้วยังโดนด่าอีก....วิญญาณวีรสตรีก็เข้าสิงเธอทันที   เธอก้าวลงไปยืนบนพื้นถนน   ทำเสียงเข้มใส่นายคนขับที่ยืนทำหน้าหงิกบอกบุญไม่รับอยู่ไม่ไกลกันนัก
  “   นี่คุณ......ก่อนจะพูดจาอะไรที่มันทำให้ตัวเองดูแย่มากๆนี่น่ะ    แสดงความเป็นสุภาพบุรุษด้วยการช่วยดึงเขาลุกขึ้นแล้วถามสักคำว่าเขาเจ็บตรงไหนหรือเปล่าก่อนจะดีกว่ามั้ย   “
หนุ่มรถสปอร์ตหันกลับมาทางเธอ  มองตั้งแต่หัวจรดเท้า ด้วยสายตาดูหมิ่น
“   อ้อ...พวกเดียวกันหรือ.......หรือว่าวางแผนจะตบเงินชาวบ้าน       หน้าตาก็ดีๆ  ทำไมมาหากินวิธีทุเรศแบบนี้  รู้ซะมั่งนะว่ามันอันตราย   ถ้าฉันไม่ใช่นักขับรถมืออาชีพ  แล้วรถมันเป็นรถห่วยแตกเบรคไม่อยู่  ก็จะได้เป็นศพเฝ้าถนนอยู่ตรงนี้แหละ......เห็นแก่ได้เล็กๆน้อยๆ  นึกละซิว่าจะเรียกค่าทำขวัญได้....เมินเสียเถอะ    “
พลเมืองดีงงไปอึดใจ......มันพูดอะไรของมันวะ.....พอได้สติ....เธอก็กรี๊ดใส่แบบเสียสติทีเดียว
“   ไอ้บ้า.....นอกจากไม่มีสามัญสำนึกแล้ว ยังปากหมาอีก    ไอ้คนทุเรศน่ะมันแก    คนที่สมองคิดแต่เรื่องเลวๆมันไม่มีทางเป็นเจ้าของรถแพงๆแบบนี้หรอก    ไปเอารถเจ้านายมาขับแล้วมาทำเบ่งว่าตัวเองรวยขับรถสปอร์ตหรือ   ฉันจะจดกท.ไว้  จะส่งเรื่องไปลงหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ  เอาให้หางานทำไม่ได้ตลอดชาติเลย คอยดู.........”
รู้สึกว่าอาการอาละวาดแบบสติแตกของเธอจะเป็นผลให้ทั้งหนุ่มรถสปอร์ต และ หนุ่มที่นั่งก้นกระแทกอยู่กับพื้นถนน  กุลีกุจอกลับไปสู่ที่ทางของตัว     นายคนปากดีแทบจะวิ่งกลับไปขึ้นรถขับเฟี้ยวออกไปอย่างเร็ว   ส่วนนายคนที่ไม่มีปากเลย ก็เดินกระย่องกระแย่งกลับขึ้นมาบนฟุตปาธ     พลเมืองดี ยังเต้นเหย็ง ท้าลมท้าแล้งอยู่บนถนน      จนเริ่มรู้สึกว่าคนรอบๆบริเวณนั้นจะหยุดทำอย่างอื่นแล้วกลับมองตรงมาที่เธอ......นั่นแหละ..คนที่ทำเป็นเก่งจึงค่อยถอยกลับขึ้นมาบนทางเท้าบ้าง
“   คุณเป็นอะไรหรือเปล่า....ไม่ได้โดนรถชนใช่ไหม   แล้วทำไมถึงได้พรวดพราดลงไปบนถนน.....รู้หรือเปล่าว่ามันเป็นถนน....รู้ซิ...ไม่งั้นจะเดินกลับขึ้นมาได้ยังไง.....แล้วมองเห็นหรือเปล่านี่....ทำไมไม่เห็นถือไม้นำทางอะไรเลย..
เธอชะโงกหน้าเข้ามาดูใกล้ๆ    เพิ่งสังเกตว่าเขาใส่แว่นสีชาก็จริง  แต่มันไม่เป็นแบบที่คนพิการทางสายตาทั้งหลายที่เธอเคยเห็นใส่กัน   อย่างน้อยที่สุด  สีของมันก็อ่อนใส  จนเธอสามารถเห็นการกลอกตาไปมาของเขา   จะกลอกให้เวียนหัวทำไมนะนี่
“   ผมแค่ตาบอดตาใส...ก็พอมองเห็นลางๆ   ขอบคุณนะที่คิดจะช่วย.....ผมไม่เห็นมีใครเขาสนใจคนตาบอดเหมือนอย่างคุณเลย....มีเรื่องตรงหน้า  เขาก็ว่า...ธุระไม่ใช่ .....”
“   อ้าว.....พูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนะคุณ      ฉันว่าคุณก็ทำไม่ถูก    ถ้าคุณแค่ตาบอดตาใส    คุณก็ต้องรู้ว่าบนถนนมันก็ต้องมีรถ    นึกจะข้ามก็ไม่ดูอะไรเลย    ข้ามพรวดลงไป โดนรถชน  นอกจากเจ็บตัวแล้ว จะมีความผิดด้วยนะจะบอกให้............เอาเถอะ....ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว...ระวังหน่อยล่ะ   ฉันกลับไปทำงานดีกว่า    แต่ฉันว่าคุณไปอยู่รวมๆกลุ่มกับพวกพวกนั้นเขาดีมั้ย..จะได้ขายได้   คนซื้อเขาอยู่กันตรงนั้น คุณมาอยู่ตรงนี้ทำไม....”
“   ผมขายหมดแล้วละ  ถึงว่าจะกลับแล้วไง...”      เขาเปิดแผงล๊อตเดอรี่ที่ถืออยู่ให้เธอดู   บนนั้นยังมีล๊อตเตอรี่อีกใบ   มีเป็กหัวกลมๆเสียบติดอยู่กลางแผง   “     ผมเก็บใบสุดท้ายไว้    เพราะเมื่อคืนฝันว่าจะถูกล๊อตเตอรี่..........เคยได้ยินแต่   ฝันร้ายจะกลายเป็นดี......ไม่ยักรู้ว่าฝันดีก็กลายเป็นร้ายได้     ผมให้ล๊อตเตอรี่ใบนี้คุณแล้วกัน  ถือเป็นการขอบคุณ.....คุณเป็นคนแรกของวันนี้  ที่เข้ามาช่วยผม....”
หญิงสาวออกงงกับวาจานั้น  แต่ก็ยังโวยวายตามประสาของเธอ

“   โอ๊ย...ไม่ต้องมาให้อะไรฉันหรอก    เก็บเอาไว้เถอะ   ถ้าคุณฝันว่าจะถูก  มันก็อาจจะจริงก็ได้  เขายังไม่ได้ออกรางวัลสักหน่อย    อยู่กับฉันมันไม่มีประโยชน์อะไรหรอก    อีกไม่กี่ชั่วโมง  มันก็จะกลายเป็นเศษกระดาษไปแล้ว....เออ...ฉันเคยได้ยินมานะว่า     มีคนขายล๊อตเตอรี่ที่เก็บใบสุดท้ายไว้ทุกงวดแต่ไม่เคยถูก   พอมีอยู่งวดนีง   มีคนมาขอซื้อใบสุดท้ายของเขา    แล้วเขาขายไป  มันเกิดถูกรางวัลที่หนี่ง   ฝันร้ายไปตลอดชีวิตเลยนะ   ฉันไม่อยากทำให้คุณเป็นแบบนั้น...ฉันไปละ....”   เธอทำท่าจริงจังขณะพูด   อีกฝ่ายยังค้านเสียงอ่อยๆอย่างไม่สิ้นความพยายาม
“   ก็ถ้ามันเป็นแบบนั้น  คุณก็เอามาแบ่งให้ผมครึ่งนึงก็ได้  เราจะได้ถูกรางวัลที่หนึ่งกันคนละครึ่ง   “
“    เรื่องอะไรฉันจะไปแบ่งให้คุณ   ถ้ามันเป็นของฉัน   เงินมันไม่เข้าใครออกใครรางวัลที่หนึ่งมันก็ตั้งหลายล้านไม่ใช่หรือ    เอาละตื่น.... ตื่น  ฉันไปทำงานแล้ว    “
นายคนนั้นยิ้มกว้าง ก่อนจะค่อยๆถอดแว่นสีชาอ่อนนั้นออก  ประกายตาของเขาดูแจ่มใส    เขาชี้มือไปทางด้านหลังของเธอ   และทันทีที่หญิงสาวหันกลับไปมอง  ก็เจอกลุ่มคนพร้อมกล้อง  และคนที่อยู่หน้าสุดชูป้าย
“    แคนดิท   คาเมร่า   “
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #7 เมื่อ: เมษายน 17, 2011, 03:08:02 am »

ลอตเตอรี่ใบสุดท้าย...
อรวรรณ 

                             ป่านหลับตานิ่งทอดตัวนอนพักใต้ต้นก้ามปูหน้าบ้านของเก้ง  ลมเย็นริมคลองพัดพาอารมณ์ร้อนรุ่มของเขาให้เบาบางลง  พลันเสียงเรียกของเพื่อนทำให้เขาลืมตาตื่นมองเหม่อดูสายน้ำเบื้องหน้าอย่างเหนื่อยหน่ายใจ
                             “กลับมาแล้ว”
                             “อือ...เจอพ่อมึงด้วย”
                             ความหม่นหมองปรากฏชัดในแววตาของเด็กหนุ่ม คล้ายทิ้งตัวปล่อยใจโลดแล่นกับความคิดอยู่พักใหญ่  ดวงตากลมโตที่แดงช้ำบัดเดี๋ยวเบิกกว้างบัดเดี๋ยวหรี่เล็กคล้ายเวียนสลับสับเปลี่ยนอย่างสับสน  ก่อนเอ่ยถามเพื่อนเสียงแผ่วเบา
                             “พ่อว่าอย่างไรบ้าง”
                             “เรื่องอะไร...อ๋อ!!” ลากเสียงยียวนกวนประสาทจนคนฟังตาขุ่น “เรื่องเล็กขี้ประติ๋วที่มึงพาลหาเรื่องซะใหญ่โตนะเหรอ...มึงหาเรื่องพ่อมึงชัดๆ”
                             คล้ายเสียดแทงใจดำอย่างเจ็บปวด  ป่านยกมือปิดหน้าเงียบงันจมตัวเองอยู่กับความคิด  แว่วเสียงตัวเองคล้ายอสูรร้ายผู้บาปหนาก้องกังวานแจ่มชัดจนใจสะท้าน
                             “เงินพ่อขาดมือ  แล้วงานกิจกรรมของผมละ  พ่อจะให้ผมถูกเพื่อนหัวเราะเยาะหรือครับ”เขาพาลโกรธจนเผลอพูดเสียงดังใส่พ่อ  งานกิจกรรมของทางโรงเรียนอาจจะทำให้เขาโดดเด่นจนเป็นที่สนใจของใครต่อใคร  หากไม่มีเงินสนับสนุนการเข้าร่วมกับงานกิจกรรมอาจจะทำให้เขาชวดในการเป็นตัวแทนของชั้นปลายปีนี้ก็เป็นได้  และนั่นเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับเขาแล้วจริงๆในตอนนั้น
                             “พ่อจะให้ผมบอกใครต่อใครว่าพ่อห้ามไม่ให้ผมเข้าร่วมงานกิจกรรมเหรอครับ”
                             น้ำเสียงของป่านเริ่มมีอารมณ์  เขาหยุดหายใจเว้นช่วงจังหวะแล้วตัดสินใจพูดต่อ  “ทำไมครับพ่อ  ทำไมชีวิตของผมจึงเว้าๆแหว่งๆไม่ได้เต็มที่อย่างคนอื่นเขาบ้าง”  เขาพูดพลางคิดเลยไปถึงนทีเพื่อนร่วมห้องอีกคนหนึ่งของเขา  รูปร่างผอมบางของเด็กหนุ่มผู้มีใบหน้าเรียบเฉยภายใต้แว่นตากรอบหนาเตอะผุดพรายขึ้นในห้วงความคิดของป่าน  ความเงียบขรึมของนทีถูกทึกทักว่าเป็นเด็กเรียบร้อยและคงแก่เรียน  แม้ผลการเรียนโดยรวมจะไม่โดดเด่นแต่เพราะฐานะการเงินที่ดีของทางบ้านสามารถจุนเจือให้แก่ทางโรงเรียนได้อย่างเต็มที่ทำให้เขาเป็นเด็กดีที่สุดในสายตาของครู
                             “ให้นทีเป็นตัวแทนของชั้นในงานกิจกรรมของทางโรงเรียนเถอะ  ครูไม่เห็นว่าใครจะเหมาะสมกว่านี้”ครูกล่าวแย้มยิ้มอย่างชื่นชมเด็กหนุ่มตรงหน้า  ความคิดเห็นของครูคล้ายกระตุกอารมณ์ของป่านให้พลุ่งพล่าน  ความลำเอียงที่ได้รับกลับยิ่งตอกย้ำความรู้สึกที่เลวร้ายต่อเด็กที่มาจากครอบครัวฐานะปากกัดตีนถีบอย่างเขา
                             คำถามผุดขึ้นกลางใจคล้ายเห็นใบหน้าของพ่อลอยเด่นอยู่ตรงหน้า  ป่านยกมือไหว้พึมพำเสียงแผ่วอยู่ชั่วขณะนั้น  คำกล่าวขอโทษแฝงนัยไว้ซึ่งคำถาม  คล้ายหวาดกลัวอยู่ทุกขณะจิตต่อการกระทำที่ได้ทำลงไป
                             “แกกำลังดูถูกพ่ออยู่นะป่าน”  ตาปุ่นพูดเสียงเครืออย่างน้อยเนื้อต่ำใจเมื่อลูกชายคนเดียวที่รักดังแก้วตาดวงใจกลับยิ้มเย้ยเหยียดหยาม
                             “ผมต้องการเงิน  พ่อเข้าใจไหมว่าผมต้องการเงิน”  คำตัดพ้อของพ่อไม่ได้กระทบใจที่หิวกระหายของเขา  เด็กหนุ่มหน้ามืดตามัวคล้ายเห็นพ่อเป็นผู้ทำให้เขาตกอับ
                             “พ่อของเธอเป็นกรรมกรใช่ไหมจ๊ะ  ท่าทางจะขี้เหล้า  แล้วเล่นพนันด้วยหรือเปล่านี่”  คำถามของครูทำให้เขาก้มหน้าเม้มปากนิ่ง  นึกเคืองคำถามแต่กลับต้องกลั้นฝืนข่มใจอย่างยากเย็น  ตอนนั้นป่านนึกค้านอยู่ในใจว่าพ่อของเขาเป็นคนดี  ความมานะอดทนคล้ายเป็นตัวอย่างที่พ่อแสดงให้เห็น  อีกทั้งเรื่องการพนันเป็นสิ่งที่พ่อห้ามอย่างเด็ดขาด  แม้แต่ลอตเตอรี่สักใบพ่อยังไม่เคยซื้อด้วยซ้ำ  แต่คำพูดที่ย้ำไปมาทำให้เขาคิดคล้อยตามอย่างไม่รู้ตัวประจวบเหมาะกับวันนั้นคล้ายเป็นความบังเอิญอย่างโชคร้ายระหว่างพ่อและตัวเขา
                             “ผมต้องถูกเพื่อนๆมองเป็นตัวประหลาดก็เพราะพ่อ”
                            ตาปุ่นนั่งซึม  น้ำลายที่เหนียวเหนอะหนะคล้ายติดอยู่ที่ลำคอจนสำแดงอาการอึกๆอักๆ  วูบหนึ่งคล้ายปรากฏหยาดน้ำใสคลออยู่เต็มสองเบ้าตาอย่างเสียใจ  พลันกลับต้องเบิกตาค้างเมื่อเด็กหนุ่มกระชากสิ่งหนึ่งออกจากกระเป๋าเสื้อของแกอย่างแรง
                             “นี่อะไรครับ...พ่อยังจำคำพูดที่พ่อพูดกับผมได้หรือเปล่า”เสียงที่กลั้นไว้อย่างอัดอั้นคล้ายระเบิดออกมาอย่างหนักหน่วง “พ่อหลอกผม...ยังมีเรื่องอะไรที่พ่อปิดผมอีก  ขี้เหล้าเมายา  เสี่ยงโชคกับสิ่งที่พ่อเคยบอกว่ามันเปล่าประโยชน์  แต่...พ่อก็ทำ”  น้ำเสียงเย้ยหยันของลูกชายคล้ายคมมีดกรีดแทงกลางใจ  พลันขยับปากเพื่อพูดแก้ต่างกลับถูกตวาดกลับ  ป่านสูญเสียความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของตัวเองเสียแล้ว  เขาพร่างพรูความเจ็บปวดจากคำเย้ยหยันของผู้อื่นกระแทกใส่หน้าของพ่ออย่างหนัก  “อีกหน่อยพ่อคงติดการพนันอย่างที่คนอื่นเขาว่ากัน”  พลันชะงักนิ่งหยุดชั่วครู่  คล้ายแว่วเสียงจากจิตสำนึกลึกๆท้วงติงในสิ่งที่เขากำลังกระทำ
                             “พ่อเลิกเหล้าได้ไหมครับ  ดื่มให้น้อยลงแล้วคิดถึงสิ่งที่ผมควรจะมีให้มากกว่า...ได้ไหมครับพ่อ”  ยิ่งพูดยิ่งสะเทือนใจคล้ายรู้ตัวว่าผิดแต่ความกดดันที่มีหลั่งไหลพร่างพรูยากเกินยับยั้ง  แววตาของป่านคล้ายตัดสินใจพูดในสิ่งที่ทำให้ตาปุ่นชะงักงัน  “ผมเบื่อกับชีวิตที่ต้องมองในสิ่งที่คนอื่นเขามีอย่างโหยหา  ทั้งที่ผมควรจะมีแต่กลับไม่มี “  กลั้นเสียงสะอื้นก่อนเน้นย้ำถ้อยคำสุดท้าย “เพราะพ่อใช่ไหมครับ...ผมเกลียดพ่อ”ป่านระเบิดอารมณ์ที่ถึงขีดสุดออกมาอย่างชอกช้ำใจก่อนสะบัดหน้าวิ่งหนีออกจากบ้านอย่างรวดเร็วเหลือทิ้งเพียงความเงียบงันไว้เบื้องหลัง
                             “อะไรนะครับ”ป่านชะงักหน้าเสียกับความจริงที่ได้รับรู้  เขาทรุดตัวนั่งอย่างหมดแรง  ขณะที่เสียงของลุงกร่างพ่อของเก้งยังคงสาธยายต่อ “พ่อเอ็งเขามาลงแรงช่วยงานกับข้าเมื่อเย็นวาน  ก็จนๆด้วยกัน  เงินค่าจ้างก็ยังไม่ออกก็เลยยัดลอตเตอรี่ที่ค้างอยู่ในกระเป๋าให้พ่อของเอ็ง  สินน้ำใจเล็กน้อย  ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่อง” ลุงกร่างระบายให้ฟังอย่างกลัดกลุ้ม  ป่านนิ่งเงียบ  มือเท้าเย็นเฉียบ  หัวใจแทบหยุดเต้นกับสิ่งที่ได้รับฟัง
                             “กลับบ้านซะเถอะนะ”  เก้งแนะพลางตบบ่าให้กำลังใจเพื่อน  ป่านทอดถอนใจหลังจมกับความคิดอยู่นานพลางสบตากับเพื่อนก่อนตัดสินใจ  พลันเก้งกลับตาโตคล้ายฉุกคิดถึงบางอย่างก่อนตบกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้างอย่างร้อนรนแล้วควักเงินจำนวนหนึ่งออกมายัดใส่มือป่าน  “พ่อมึงฝากมาให้  บอกให้รีบเอาไปจ่ายที่โรงเรียนซะ”
                             ป่านแง้มประตูเดินเข้าบ้านก่อนปิดงับอย่างแผ่วเบา  พลันสะดุดตากับภาพตรงหน้าคล้ายความรู้สึกที่มีบิดเบือนจากครั้งก่อน  พ่อเหลียวมองเขาอย่างยิ้มแย้มพลางส่ายหน้าชูลอตเตอรี่ในมืออย่างสิ้นหวัง  “พ่อไล่ดูทีละตัวเลยนะ  เหมือนจะมีหวัง  แต่...สุดท้ายก็ผิดหวัง”  ก่อนวางสิ่งนั้นลงบนโต๊ะอย่างหมดใจ  “ป่านพูดถูก  พ่อผิดที่ไม่รักษาคำพูดกับลูก”  ใบหน้าเปื้อนยิ้มเมื่อครู่กลับหม่นหมองคล้ายถูกความมืดมนบดบังก่อนร่ำไห้ออกมาอย่างอดสู  “พ่อสัญญานะว่าครั้งนี้จะ...”
                             “ไม่เกี่ยวกับพ่อหรอกครับ”  ป่านขัดขึ้นจนตาปุ่นเงยหน้าขึ้นมองอย่างงุนงงคล้ายแปลกใจกับความเปลี่ยนแปลงของลูก  เด็กหนุ่มจ้องมองชายชราขี้เมาเบื้องหน้าคล้ายจ้องมองปราชญ์คนหนึ่ง  ปราชญ์เดินดินมีตัวตนของผู้ชายธรรมดาที่ทำหน้าที่ของพ่ออย่างไม่ขาดตกบกพร่อง  “ผมยอมรับครับพ่อ  ยอมรับในตัวตนที่ปรากฏ  ชีวิตของคนจนยิ่งต้องยอมรับว่าเราเป็นคนจน  แต่ความหวังของคนจนก็เป็นเรื่องธรรมดาทั่วไป  ทุกคนมีสิทธิที่จะหวัง  แม้จะเป็นเพียงความหวังลมๆแล้งๆที่ทำให้เราผิดหวังเรื่อยๆ  แต่สุดท้ายเราก็ยังคงต้องมีความหวังในการดำเนินชีวิตต่อไป”  ป่านสำนึกในวินาทีสุดท้ายถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น  ความยากดีมีจนล้วนเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตที่ต้องฝ่าฟัน  แววตาของลูกคล้ายศรัทธาในตัวพ่อ  แว่วเสียงแหบพร่าที่อ่อนล้าแต่กลับหนักแน่นและจริงจังจนตาปุ่นตื้นตัน
                             “ผมรักพ่อครับ”
                             ลอตเตอรี่ใบนั้นร่วงหล่นลงพื้นอย่างไร้ความหมายคล้ายได้ยินเสียงกระซิบของลุงกร่างแว่วผ่านมา” คนจนๆนี่นะ  คลำเปะปะในกระเป๋าก็หลงอยู่เพียงลอตเตอรี่ใบสุดท้ายซุกนอนก้นอยู่  อยากตอบแทนน้ำใจพ่อเอ็งก็เลยยกให้  เลขเด็ดเชียวนา  ลุงเก็งๆไว้  ถูกขึ้นมาก็คงได้หลายตังค์อยู่  แต่ก็ชื่นใจพ่อเอ็ง  เพื่อนแท้แบบนี้หายาก  ตัดใจให้ไปไว้งวดหน้าค่อยซื้อใหม่”  บัดนี้ความหวังของลุงกร่างวูบดับ  แต่ป่านกับพ่อกลับทะยานหาสิ่งใหม่ที่จับต้องได้มากกว่า  เด็กหนุ่มซุกหน้าเข้าหาอ้อมอกของพ่อราวกับลูกนกที่โบยบินกลับรังอันอบอุ่น










 
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #8 เมื่อ: เมษายน 22, 2011, 11:49:17 pm »

“ลอตเตอรี่ใบสุดท้าย”
ปรีดา


อากาศที่ร้อนระอุของเมืองใหญ่ ทำให้ผู้คนที่สันจรไปมารู้สึกหงุดหงิดไปตามๆ กัน สังเกตได้จาก
สีหน้าที่ย่นลงๆ อย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้บางคนจะสวมหมวก หรือกางร่มแล้วก็ตาม ณ ป้ายรถเมล์แถวปทุมธานี มีชายชราหน้าตาอิดโรย ดวงตาบวมแดงและมีรอยคราบน้ำตาไหลออกมาเต็มสองแก้ม บริเวณศีรษะเขาเต็มไปด้วยรอยครบเดือดแห้งๆ ติดอยู่เต็มไปหมด กำลังเดินโซซัดโซเซตรงเข้ามามาที่ป้ายรถเมล์แห่งนี้ คุณลุงสมบัติชายชราวัย 67 ปี สวมเสื้อเชิ้ตสีเหลือง และกางเกงสแลกสีดำ ส่วนรองเท้านั้นเป็นรองเท้าแตะสีดำเลอะๆในมือของคุณลุงถือกระเป๋าผ้าใบเล็กๆ เก่าๆ เดินมานั่งลงที่เก้าอี้ยาวสีเงิน ของป้ายรถเมล์อย่างคนที่สิ้นหวัง
   “กูอยากตายโว้ย...กูอยากตาย” เสียงตะโกนออกมาของคุณลุงสมบัติ ที่จู่ๆก็ดังขึ้น ทำให้ผู้คนที่อยู่แถวนั้นแตกตื่นด้วยความกลัว ต่างพากันเดินเลี่ยงไปยืนนอกป้ายรถเมล์กันหมด และไม่นานเสียงร้องอย่างสะอึดสะอื้นก็ตามมา
   “ฮื้อ ฮือๆๆๆ”
   คุณลุงสมบัติเอามือกุมขมับตัวเองไว้ด้วยความหมดอาลัยตายอยากแล้วนิ่งไปพักใหญ่ ก่อนที่จะหวนคิดถึงบ้านที่ต่างจังหวัด ถ้าตอนนี้คุณลุงยังอยู่ที่นั่นป่านนี้ก็คงใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไปแล้ว ไม่ต้องมาตกระกำลำบากนี้

   ณ ตลาดหนองบัวบานตลาดเล็กๆ ของอำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งมีผู้คนไม่มากนักลุงสมบัติเดินเที่ยวชมตลาดอย่างเพลิดเพลินก่อนที่จะเดินกลับบ้าน
   “ลอตเตอรี่ไหมคะ...ลอตเตอรี่ เหลือใบสุดท้ายแล้วนะคะคุณลุง คุณลุงช่วยซื้อหน่อยนะคะ” คนขายลอตเตอรี่ทำเสียงอ้อนใส่คุณลุงสมบัติ
   “อะ อะ...ช่วยก็ได้ เนี่ยเห็นว่าใบสุดท้ายแล้วนะ ปกติลุงไม่ชอบซื้อลอตเตอรี่สักเท่าไรหรอก ใบล่ะ 80 ใช่ไหม” คุณลุงสมบัติพูดแบบไม่ค่อยอยากซื้อ แต่มือควักเงินจากกระเป๋ากางเกงส่งให้อย่างเร็ว
   “ค่ะ...ขอบคุณค่ะคุณลุง รับรองงวดนี้คุณลุงต้องถูกลอตเตอรี่อย่างแน่นอน” คนขายหวยพรคุณลุง
   “ฮา ฮา ฮา... พูดถูกใจลุงจริงๆ ส่วนเงินทอนไม่ต้องทอดหรอกนะ ฉันให้” ลุงสมบัติหัวเราะขึ้นอย่างถูกใจ ก่อนที่จะเดินถือลอตเตอรี่ใบสุดท้ายนี้พัดไปพัดมาอย่างมีความสุข จนกระทั่งกลับถึงบ้านลุงสมบัติจึงค่อยๆ พับเก็บใส่ในกระเป๋าเสื้อ
   “เย้ คุณปู่กลับมาแล้ว” ดัชชี่หลานสาววัย 4 ขวบยื่นปรบมือดีใจอยู่หน้าบ้านเมื่อเห็นคุณปู่กำลังเดินมา
   “ว่าไง ดัชชี่... มา ม๊ะ... มาให้ปู่กอดเร็ว” สมบัติกางแขนออกเพื่อรับตัวหลานสาวที่กำลังวิ่งมาให้กอด
   “ดัชชี่ คิดถึงคุณปู่ค่ะ...คุณปู่ไปไหนมาค่ะ ไปซะตั้งนานเชียว ดัชชี่ไม่มีเพื่อนเล่นค่ะ”
   “งั้นหรอกเหรอ...ฮาๆๆ ช่างประจบจริงนะหลานปู่ เดี๋ยวปู่ไปอาบน้ำก่อนแล้วกันนะ ดัชชี่ไปดูแม่ของหลานสิ ว่าป่านนี้ทำกับข้าวเสร็จยัง ปู่หิวแล้ว”
   “ได้ค่ะ” ดัชชี่ตอบ แล้วก็วิ่งเข้าไปในครัวทันที
   “ตึงๆๆๆ”
   “อย่าวิ่งแบบนี้อีกนะดัชชี่ แม่บอกตั้งหลายครั้งแล้ว…ทำไมไม่จำ” ดาวเรืองหันมาดุลูกที่วิ่งเข้ามาในครัวเสียงดัง
   “ก็หนูรีบนี่...คุณปู่บอกว่าคุณปู่หิวแล้วค่ะ” ดัชชี่ตอบแม่แบบเจี๋ยมเจี้ยม
   “กับข้าวเสร็จแล้วจ๊ะ...เดี๋ยวแม่ยกไปเอง ดัชชี่ไปนั่งรอแม่ตรงเสื่อหน้าทีวีนู้นดีกว่านะ”
   “ค่ะ”
   ไม่นานดาวเรืองก็ยกกับข้าวมาวางบนแล้วเรียกทุกคนออกมาทานข้าว
   “กับข้าวพร้อมแล้วจ้าทุกคน มาทานกันได้เลย พี่ธเรศ พี่ธเรศจ๋า มาทานข้าวจ๋า...พ่อ พ่อทานข้าวได้แล้วจ๋า”
   “เออๆ...ไปแล้วๆ” เสียงคุณลุงสมบัติตะโกนตอบกลับมา ส่วนธเรศเดินออกมาจากห้องด้วยสีหน้าเครียดๆ ก่อนที่จะนั่งลงกินข้าวแบบไม่พูดมาจา และไม่นานคุณลุงสมบัติก็เดินออกมาที่หน้าทีวี
   “คุณปู่มานี่...มานั่งข้างดัชชี่เร็ว ดัชชี่อยากทานข้าวข้างๆ คุณปู่ค่ะ” ดัชชี่พูดขึ้นพร้อมกับขยับที่นั่งให้คุณปู่นั่ง
   “ได้ ได้ ปู่จะนั่งข้างๆ ดัชชี่นั่นแหละ...เออธเรศเดี๋ยวกินข้าวเสร็จแล้ว ตรวจลอตเตอรี่ให้พ่อหน่อยนะพ่อเพิ่งซื้อมาเมื่อเช้า คนขายเขาบอกว่าเหลือใบสุดท้ายแล้ว พ่อก็เลยตัดสินใจซื้อเลย” คุณลุงสมบัติหันมาบอกลูกชาย
   “จ้าพ่อ เดี๋ยวผมดูให้ พ่อจะไปหวังอะไรกับเรื่องแบบนี้ฮะ พ่อซื้อมากี่ครั้งแล้ว มันเคยถูกเสียที่ไหน” ธเรศตอบอย่างอารมณ์เสีย
   “อย่าไปว่าพ่อแกเลยพี่...เรื่องเล็กน้อยเอง...มา มากินข้าวกันดีกว่า เดี๋ยวกับข้าวจะเย็นเสียหมด” ดาวเรืองพูดตัดบทเพื่อให้ทุกคนได้ทานข้าว

   เมื่อธเรศทานข้าวเสร็จก็ลุกขึ้นไปหยิบหนังสือพิมพ์จากในห้องออกมา เขารู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย แต่ก็เก็บอารมณ์ไว้
   “พ่อไหนล่ะลอตเตอรี่ที่พ่อซื้อมา” ธเรศพูดด้วยน้ำเสียงห้วนๆ
   “อยู่นี่...แกเช็คดูดีๆ นะ” คุณลุงสมบัติควักลอตเตอรี่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อส่งให้ธเรศ จากนั้นก็หันกลับมาทานข้าวต่อ ไม่นานเสียงร้องด้วยความดีใจของธเรศก็ดังขึ้น
   “เย้ โชคดีแล้ว เย้...พ่อ พ่อ พ่อถูกรางวัลที่หนึ่ง...ไชโย... ดาวเรืองพ่อถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง เราจะรวยกันแล้ว เย้ๆ” ธเรศตะโกนบอกทุกคนด้วยความดีใจ จนดาวเรืองทิ้งจานข้าววิ่งมาดูอย่างดีใจ
   “จริงๆ ด้วยพี่ เรารวยกันแล้ว” ดาวเรืองพูดขึ้นอย่างดีอกดีใจ ส่วนลุงสมบัติและดัชชี่ก็โผเข้ากอดกันด้วยตื่นเต้นและดีใจเหมือนกัน
   “พ่อ งั้นพรุ่งนี้เราไปขึ้นเงินที่กรุงเทพฯกัน” ธเรศเอ่ยขึ้น
   “ดีจ๋าพี่...แล้วเดี๋ยวเราซื้อบ้านอยู่กันที่กรุงเทพฯเลยดีกว่า ฉันไม่อยากอยู่แล้วที่นี่ มันห่างไกลความเจริญ...แล้วอีกอย่างดัชชี่ก็โตขึ้นทุกวัน...ให้เข้าเรียนโรงเรียนในกรุงเทพฯนั่นแหละดี...จะได้ฉลาดเหมือนเด็กคนอื่นๆ เขา” ดาวเรืองพูดโน้มน้าวเพื่อให้ทุกคนเห็นด้วย
   “ฮืม...” คุณลุงสมบัติถอนหายใจเสียงดัง ก่อนที่จะพูดขึ้นมาว่า
   “เอาลอตเตอรี่ขึ้นเงินที่นี่ก็ได้ ไม่ต้องไปถึงกรุงเทพฯหรอกมันไกล”
   “ไม่ได้หรอกพ่อ ที่นี่ไอ้พวกหลอกลวงมันเยอะ...เผลอๆ เราจะไม่ได้เงินสักบาทเลยนะ” ธเรศพูดโน้มน้าวพ่ออีกครั้ง
   “พ่อไม่อยากไปอยู่กรุงเทพฯหรอก เราคนบ้านนอกจะไปใช้ชีวิตหรูหราเหมือนเขา พ่อทำไม่ได้หรอก” คุณลุงสมบัติพูดเตือนสติลูก
   คำพูดของพ่อทำให้ธเรศโกรธมากขึ้น เขาเอาไม้ที่กั้นประตูตีลงบนศีรษะของพ่ออย่างแรงต่อหน้าตอตาดาวเรืองและดัชชี่จนคุณลุงสมบัติแน่นิ่งไป
   “พี่ พี่ทำอะไรรู้ตัวบ้างไหม” ดาวเรืองพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตกใจ
   “ว้าย...คุณปู่ ฮือๆๆ” ดัชชี่กรีดร้องด้วยอาการกลัวแล้ววิ่งมากอดแม่ไว้แน่
   “ดาวเรือง ไปจัดเสื้อผ้าพ่อมาสองสามชุด เดี๋ยวฉันจะพาพ่อไปหาหมอ” ธเรศบอกภรรยาด้วยน้ำเสียงสั่นๆ หลังจากที่ดาวเรืองจัดเสื้อผ้าของคุณลุงสมบัติใส่ลงในกระเป๋าผ้าเรียบร้อยแล้วก็นำออกมาให้กับธเรศ จากนั้นธเรศก็อุ้มคุณลุงสมบัติไปใส่ที่ท้ายรถกระบะทันที ก่อนที่ธเรศจะสตาร์ทจากไปเขาหันมาบอกดาวเรืองว่า
   “พี่จะพาพ่อไปหาหมอ แล้วไม่ต้องพูดอะไรกับใครล่ะ”
 
ดาวเรืองพยักหน้ารับคำแล้วก็พาดัชชี่เดินเข้าไปในบ้าน ส่วนธเรศขับรถออกมาจากบ้านอย่างรวดเร็ว ซึ่งเขาไม่ได้พาคุณลุงสมบัติไปโรงพยาบาล แต่กลับพาเข้ามาในกรุงเทพฯ และนำไปทิ้งไว้แถวปทุมธานี ขณะที่คุณลุงสมบัติยังไม่ได้สติ จากนั้นธเรศก็นำลอตเตอรี่ไปขึ้นเงิน แล้วขับรถกลับบ้านอย่างสบายใจ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 22, 2011, 11:55:40 pm โดย ชุติมา-ประภัสสร » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF