www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ควันหลงจากสงกรานต์  (อ่าน 1817 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: เมษายน 19, 2011, 12:18:50 pm »

สวัสดีทุกๆท่านค่ะ สงกรานต์เพิ่งจะผ่านพ้นไป หวังว่าทุกท่านคงจะสนุกอย่างปลอดภัยนะคะ ปีนี้เพ็กกี้ไปงานสงกรานต์ที่จัดที่วัดไทย คนไม่เยอะเท่าที่คาดเอาไว้ ปีนี้วัดจัดขายอาหารเองโดยมีอาสาสมัครมาช่วยปรุงและช่วยขาย วิธีนี้ทำให้วัดได้เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วย ของที่ขายก็ได้รับบริจาคมาจากร้านอาหารไทยหรือผู้มีจิตศรัทธา งานวัดมันก็เหมือนทุกปีนั่นแหละ มีการออกร้านขายอาหารไทย มีการแสดงบนเวที และสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือการประกวดเทพีสงกรานต์ ปีนี้เจมส์เพื่อนของเพ็กกี้ได้รับเชิญให้เป็นกรรมการตัดสินประกวดนางงาม มีมันเป็นฝรั่งคนเดียวในบรรดาคณะกรรมการ เจมส์กระดี๊กระด๊ามากเมื่อได้รับเกียรติจากชุมชนไทย

เพ็กกี้ไม่สบอารมณ์กับกรรมการวัดบางคน เจอคนไทยที่พูดภาษาไทยไม่รู้เรื่องอีกทำให้ยิ่งเซ็งเข้าไปใหญ่ เพ็กกี้สังเกตว่าคนไทยบางคนพูดอย่างย่นย่อจนฟังไม่เข้าใจ มีอยู่รายหนึ่งเขาเป็นอาสาสมัครขายหมูปิ้งในงานวัด เพ็กกี้ก็เข้าไปยืนตรงหน้าเพื่อจะถามเขาว่ามีหมูขายไหม มีคนจองหรือเปล่า ยังไม่ทันพูดอะไรเขาก็พูดว่า "คนใส่เสื้อสีชมพูค่ะ" เพ็กกี้ถามว่า "คนใส่เสื้อชมพูอะไรคะ จะให้เรียกเขาหรือ" เขาบอกว่า "แถวอยู่ตรงที่ผู้หญิงคนใสเสื้อชมพู" เออ พิลึกจริงๆ จะพูดให้ชัดเจนก็ไม่ได้ว่าต้องเข้าแถว เราไม่เห็นจริงๆ เพ็กกี้ก็เลยบอกว่า "ขอโทษค่ะ ไม่รู้นี่คะ คุณน่าจะเขียนไว้นะคะว่า The line starts here!" พูดแดกดันขนาดนี้คุณเธอก็ยังไม่เข้าใจ

อย่างไรก็ดีการไปวัดคราวนี้ก็ได้ประโยชน์คือ เพ็กกี้ไปออกร้านขายหนังสือ ไม่ได้มีเฉพาะหนังสือนิยายของตัวเอง แต่มีหนังสือคู่มือต่างๆที่แปลเป็นภาษาไทย เพื่อช่วยให้พี่น้องชาวไทยได้เข้าใจชัดเจนขึ้น อย่างเช่นคู่มือสอบใบขับขี่ คู่มือเรียนภาษาไทยอย่างง่ายๆสำหรับฝรั่ง ได้รับความสนใจจากคนหลายคน มีคนแวะเวียนมาคุยด้วย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นฝรั่ง มีคนถามว่า ทำไมคุณตั้งชื่อหนังสือของคุณว่า Blind by Choice เพ็กกี้ตอบว่า When people fall in love or in lust, they tend to be blind! สุภาพบุรุษเหล่านั้นก็เห็นด้วย เพ็กกี้บอกต่อไปว่าบางคนก็ใช้อวัยวะส่วนอื่นคิดแทนสมอง นักอ่านที่ซื้อหนังสือของเพ็กกี้ไปบอกว่าตอบได้สะใจดีมาก

เพ็กกี้บอกว่า ได้ยินคำวิจารณ์หลายรูปแบบจากผู้อ่าน แต่เป็นในทางบวก มีอยู่รายเดียวที่ไม่ชอบ เพราะว่าอ่านแล้วแทงใจดำเขา เขาก็รู้ตัวดีว่ากำลังถูกผู้หญิงหลอกใช้ แต่ก็ไม่ยอมรับความจริง เพราะตอนนี้กำลังหน้ามืดตามัว อันนี้ยิ่งกว่า Blind by Choice เรียกได้ว่าStupid by Choice หนังสือเรื่องนี้ภาคภาษาไทยอาจจะค่อนข้างแรงไปในความเห็นของคนไทยบางคน เพราะเป็นการเขียนจากมุมมองของฝรั่ง ซึ่งอาจจะขัดอกขัดใจคนไทยบ้าง แต่เพ็กกี้ก็อยากจะนำเสนอให้พวกเราได้รู้ว่ามุมมองของฝรั่งต่อวัฒนธรรมไทยเป็นอย่างไร แต่จุดมุ่งหมายที่แท้จริงต้องการชี้ให้เห็นว่า คนสองคนที่มาจากพื้นเพต่างกันต้องปรับตัวเข้าหากัน ไม่อย่างนั้นก็พัง

นักอ่านบางคนบอกว่า คุณเป็นผู้หญิง แต่ทำไมรู้เรื่องของผู้ชายดีจัง เพ็กกี้ก็บอกว่า เพราะมีเพื่อนฝรั่งผู้ชายเยอะ ฟังเขาเล่าจากประสบการณ์ของเขา แล้วเราก็มาถ่ายทอดอีกที่

ออกจากงานสงกรานต์ตอนสี่ทุ่มสี่สิบห้า แต่กว่าจะถึงบ้านก็หลังตีหนึ่ง เพราะติดอยู่บนฟรีเวย์สองชั่วโมงเนื่องจากมีอุบัติเหตุมีคนเจ็บหลายคน นับว่าเป็นความซวยอย่างสุดสุดของตัวเอง ทำไมจะต้องมามีอุบัติเหตุตอนดึกด้วย เฮ้อ........
บันทึกการเข้า
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: เมษายน 20, 2011, 01:42:38 am »

ควันหลงจากงานสงกรานต์ยังไม่จบค่ะ ก่อนที่จะเล่าต่อต้องขออธิบายนิดนึงว่า ที่อเมริกาเขาจะมีการฉลองวันสงกรานต์ในวันเสาร์(ที่ใกล้เคียงกับวันจริง) ในวันเสาร์จะมีการออกร้านขายอาหาร การแสดงบนเวที และประกวดนางงามดังที่ได้บอกไปแล้ว ทั้งนี้เพื่อเป็นการหารายได้เข้าวัด ลูกโป่งที่นางงามขายทำรายได้ให้วัดไม่น้อยทีเดียว ส่วนในวันอาทิตย์ก็จะมีการทำบุญ ตักบาตร สรงน้ำพระ และผู้สูงอายุ ไม่มีงานรื่นเริงค่ะ นี่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติทั่วไปนะคะ แต่ก็มีหลายวัดที่มีเฉพาะงานทำบุญ ไม่สนับสนุนเรื่องบันเทิงทุกชนิด

ในเมืองที่เพ็กกี้อยู่มีวัดไทยตั้งสี่วัด แล้วก็จัดงานทำบุญสงกรานต์ในวันที่17เมษายนตรงกันถึงสามวัด ทำให้พุทธศาสนิกชนบางคนตัดสินใจไม่ถูกว่าจะไปวัดไหนดี สำหรับตัวเพ็กกี้ไปวัดเล็กที่สุดชื่อวัดเขมา ซึ่งมีพระอยู่รูปเดียวคือท่านใหญ่ ท่านใหญ่เป็นกัลยาณมิตรกับเพ็กกี้ ถึงแม้ว่าเราอาจจะมีความเห็นไม่ตรงกันในบางเรื่อง แต่มันก็ไม่เป็นเรื่องที่จะทำให้มิตรภาพของเราคลอนแคลน ท่านใหญ่ศึกษาเรื่องสมุนไพรและการรักษาโรคแบบใช้พลังจิตอะไรทำนองนี้ และมีคนศรัทธาท่านมากมาย ท่านก็ไม่เคยปฏิเสธที่จะช่วยรักษาคน ท่านเป็นคนมีเมตตาสูง แต่แปลกที่ว่าคนที่มาวัดท่านกลับเป็นพวกคนจีน เวียดนามและเขมรเสียส่วนใหญ่ คนชาติอื่นอย่างอินโดนิเซีย อินเดีย แม้แต่ฝรั่งก็มาวัดท่านมากกว่าคนไทยเสียอีก

พวกเราทราบดีว่าศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติของอินโดนิเซีย แต่คุณเชื่อไหมคะว่ามีชาวอินโดนิเซียที่เป็นพุทธอยู่ไม่น้อย ในประเทศอินโดนิเซียก็มีวัดไทยหลายวัด เขานิมนต์พระไทยไปอยู่ที่นั่น ชาวพุทธอินโดฯที่อยู่ในเมืองของเพ็กกี้ก็มีไม่น้อย แต่เขาเป็นกลุ่มย่อยๆที่ไม่มีกำลังพอที่จัดจัดตั้งวัดของตัวเอง เขาจึงมาทำบุญร่วมกับพวกเรา

เดี๋ยวนี้วัดไทยบางแห่งก็กลายเป็นวัดอินเทอร์แนชั่นแนลไป ซึ่งก็เป็นการดี ทำให้คนสามัคคีกัน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน แต่ธรรมเนียมปฏิบัติของคนเอเซียหลายชาติก็มีข้อปลีกย่อยต่างกันไป ที่เห็นชัดเจนเลยก็คือ คนจีนกับเวียดเวลาเขามาวัดเขาจะไม่เอาอาหารมาทำบุญ ผิดกับคนไทยที่หอบข้าวหม้อแกงหม้อมาทำบุญที่วัด เรื่องกินนี่สำคัญสำหรับคนไทย เอาอาหารมาถวายพระยังไม่พอ ยังเผื่อแผ่ถึงคนอื่นด้วย

อย่างไรก็ดีพวกที่ไม่เอาอาหารมาเขาก็ทำบุญด้วยปัจจัย ธรรมเนียมของเขาก็คือวัดจะต้องเตรียมอาหารไว้ และต้องเป็นอาหารเจด้วย ทั้งๆที่คนพวกนี้เวลาอยู่บ้านก็รับประทานหมูเห็ดเป็ดไก่เต็มที่ เขาคงคิดว่ามาทำบุญที่วัดกินเจแม้จะเพียงมื้อเดียวก็ได้บุญแล้ว ทีนี้มันก็เกิดปัญหาน่ะซิคะเวลาที่เขามาวัดไทย เขามามือเปล่ากัน แล้วบางครั้งจำนวนคนเวียดกับจีนมีมากกว่าคนไทยเสียอีก อาหารที่เลี้ยงคนจึงไม่พอ ฝ่ายคนไทยก็วิตกว่าอาหารจะไม่พอ ต้องรีบกุลีกุจอทำเพิ่ม เพ็กกี้บอกว่ามีแค่ไหนก็กินแค่นั่น และควรจะอธิบายให้บรรดาแขกชาติอื่นฟังถึงธรรมเนียมปฏิบัติของพวกเราด้วย เขามาวัดเราเขาก็ควรจะเข้าใจธรรมเนียมของเราด้วย

ทีนี้มีสปอนเซ่อร์รายใหญ่ของวัดที่ไม่ใช่คนไทย เขาบอกกรรมการวัดที่เป็นคนไทยว่า ต่อไปนี้เวลาวัดมีงานขอให้จัดอาหารเจทั้งหมด กรรมการคนไทยไม่สบอารมณ์อย่างมาก เขาบอกว่าพระพุทธเจ้าไม่เคยห้ามชาวพุทธกินเนื้อสัตว์ ธรรมเนียมไทยไม่มีการกินเจวันทำบุญ ดังนั้นขอให้พบกันครึ่งทาง ที่เพ็กกี้สะดุดใจอย่างมากก็คือพระชั้นผู้ใหญ่ก็พลอยเกรงใจสปอนเซ่อร์รายนี้ เวลามีงานบุญท่านิมนต์พระจากวัดอื่นอย่างวัดจีน วัดเวียดซึ่งพระเหล่านี้กินเจ มีอยู่วันหนึ่งท่านมาดูโต๊ะอาหารที่จัดให้พระท่านบอกว่า"ให้เอาพวกอาหารเนื้ออกไปให้หมด พระวัดอื่นเขารังเกียจ" เพ็กกี้ฟังแล้วมองหน้าท่านแต่ก็ไม่พูดอะไร ได้แต่บอกคนไทยคนอื่นว่าท่านเจ้าคุณขอให้เก็บพวกอาหารเนื้อสัตว์ไว้ถวายวันรุ่งขึ้น ถ้าคนไทยคนอื่นเขาได้ยินเหมือนเพ็กกี้เขาต้องโกรธแล้วจะไม่มาวัดอีก เขาเอาเป็ดย่าง ปลาทอดมาถวายด้วยความตั้งใจแต่มาพูดแบบนี้เขาต้องเสียกำลังใจแน่

ย้อนมาพูดถึงวัดท่านใหญ่ ก็เจอแบบเดียวกันคือเวลาทำบุญไม่มีใครเอาอาหารมายกเว้นคนไทย ทีนี้ก็มาตกหนักที่เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของร้านอาหารไทย ก็เลยกลายเป็นว่ามีงานทำบุญทุกครั้งอาเสี่ยคนนี้ต้องทำอาหารมาเลี้ยงคนอย่างน้อยๆห้าสิบคน ทั้งๆที่เสี่ยกับแฟนทำงานอาทิตย์ละหกวัน กว่าจะได้นอนก็ตีสองทุกคืน มีวันหยุดวันเดียวคือวันอาทิตย์ แล้วบางอาทิตยเขาต้องทำอาหารมาวัดถึงสิบอย่าง มีทั้งคาวหวานและเครื่องดื่มด้วย เพ็กกี้ก็ขออนุโมทนาและเห็นใจเขามากๆ ทั้งๆที่เขาเต็มใจเพราะเขานับถือท่านใหญ่ แต่เพ็กกี้ทนดูไม่ได้ จึงเรียนให้ท่านใหญ่ทราบว่า คราวต่อไปอย่าให้เสี่ยทำอาหารเพ็กกี้จะทำเอง ของสดของแห้งในวัดมีเยอะแยะ ถ้าไม่เอาออกมาใช้เสียบ้างก็จะหมดอายุ เพ็กกี้ไม่อยากขวางทางบุญของเสี่ยเขา แต่อยากให้เขาได้พักบ้าง เพ็กกี้พูดเขาไม่เชื่อหรอก ต้องให้ท่านใหญ่บอก

ลืมเล่าไปนิด ธรรมเนียมของพวกเขมรที่มาวัดนี้ก็คือ เขาจะเอาโดนัทมาทำบุญ โดนัทในกล่องขนาดบรรจุได้สองโหล เอามาทีละสิบกล่องยี่สิบกล่อง แล้วก็เอามาหลังเพลแล้ว เราเรียกกันอย่างขำๆว่าDonut Donation เรื่องมันเป็นอย่างนี้ค่ะ ชาวเขมรในเมืองนี้ส่วนใหญ่จะเปิดร้านขายโดนัท เขาจะปิดร้านตอนเที่ยง พอปิดร้านก็เอาโดนัทมาวัด เอามาให้พระเก็บไว้ฉันตอนเช้า แล้วก็ให้คนกิน แต่โดนัทมันเป็นอาหารเช้า ไม่มีใครเขากินกันตอนเที่ยง เจ้าของเขาก็เต็มใจให้พวกเราเอากลับบ้าน เจ้าของร้านคนหนึ่งยังบอกด้วยว่า "I made them fresh, just made them before I came here." เพ็กกี้ฟังแล้วรู้สึกว่าน่ารักดีออก แสดงถึงความตั้งใจของเขา ก็ขออนุโมทนามา ณ ที่นี้ด้วย โดนัทนี่ต้นทุนต่ำนะคะ ร้านขายโดนัทมีโดนัทเหลือทุกวัน ขายครึ่งทิ้งครึ่งก็ยังมีกำไร สมัยที่เพ็กกี้มาอเมริกาฝหใดนัทอันละยี่สิบเซ็นต์ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้แล้ว ตั้งแต่น้ำมันขึ้นราคาอะไรต่ออะไรก็แพงไปหมด อีกหน่อยเพ็กกี้คงต้องเลิกขับรถแล้ว

อย่างไรก็ดีงานทำบุญวันสงกรานต์ที่วัดท่านใหญ่ก็ผ่านพ้นไปด้วยดี ท่านิมนต์พระวัดอื่นมาร่วมงานด้วย เพ็กกี้โดนพระเอาน้ำรดศีรษะจนเปียก ก็น้ำที่เราสรงท่านนั่นแหละ มันอยู่ในมือท่านท่านก็เลยรดหัวเราอวยพรเสียเลย พระบางรูปก็โดนสาดน้ำจนจีวรเปียกไปหมด นานๆทีไม่ว่ากัน แต่เพ็กกี้ไม่ราดน้ำพระเด็ดขาด

เรื่องเล่าคราวนี้เล่าไปบ่นไป บางความเห็นอาจจะฟังดูเหมือนตำหนิผู้อื่น แต่เพ็กกี้ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเอง คิดอย่างไรรู้สึกอย่างไรก็พูดออกมา บางอย่างเราไปแก้ไขไม่ได้ แต่การเขียนเป็นการระบายอย่างหนึ่ง หวังว่าคงไม่ถือสานะคะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 20, 2011, 01:54:36 am โดย PeggySueGuerra » บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: เมษายน 20, 2011, 10:41:55 pm »

อ่านสนุก ได้บรรยากาศดีค่ะ และพลอยทำให้นึกถึงบรรยากาศวัดไทยในต่างประเทศ อย่างเช่น
ล่าสุดที่ได้ไปก็สิงคโปร์นี่แหล่ะค่ะ เห็นศรัทธาของผู้คนที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาช่วยกันทำนุบำรุงวัดวาอาราม
ทำกิจกรรมร่วมกัน เวลามีงานบุญก็มาทำบุญกันอย่างเต็มเปี่ยมด้วยพลัง 

วัดที่สิงคโปร์ที่คุณหน่อยซึ่งเป็นคุณไกด์ใจดีพาไปนั้นเป็นวัดที่สวยงามและมีผู้คนมาทำบุญกันมาก ทั้งคนไทย
และคนพื้นเมือง ตลอดจนเพื่อนบ้านของเรา ได้เห็นพวงมาลัยที่ร้อยอย่างสวยงามวางถวายพระด้านหน้าอุโบสถด้วย
ดูแล้วชื่นใจ

นอกจากนี้ที่มาเลเซีย พระพุทธศาสนาก็มีผู้มีจิตศรัทธาเพิ่มมากขึ้น มีศูนย์พระพุทธศาสนาที่ได้รับการอุปถัมภ์จากเศรษฐี
ใจบุญ ซึ่งอยู่เลยออกไปจากกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงไม่ไกลมากนัก ที่นี่มีคณะกรรมการมูลนิธิเป็นผู้ดูแล จัดกิจกรรม
ที่เป็นประโยชน์ เปิดชั้นเรียนสอนศาสนาพุทธให้กับเด็ก ๆ ...เราสองคนได้ไปเห็นมาก็พลอยปลื้มปิติไปด้วยไม่ได้

ค่ะ...อ่านที่คุณเพ็กกี้เล่าโน่นเล่านี่ให้ฟังทีไร ความที่เป็นคนประเภทชีพจรลงเท้า ใช้ชีวิตอยู่ต่างบ้านต่างเมืองมาหลายที่
ก็เลยทำให้พอจะมองเห็นภาพต่าง ๆ ได้พอสมควรทีเดียวค่ะ

ขอบคุณนะคะ ที่เล่าเรื่องที่แม้คุณเพ๊กกี้จะคิดว่าเป็นการผสมการบ่นไปด้วยก็ตามมาให้ฟัง

จะคอยอ่านเรื่องต่อไปค่ะ   
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF