www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สุดเขตแดนสหรัฐ  (อ่าน 2885 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: มิถุนายน 02, 2011, 03:03:27 pm »

[color=greenเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมได้เดินทางไปเยี่ยมแม่สามีที่เมืองชื่อBrownsville ซึ่งอยู่ติดชายแดนยูเอสกับเม็กซิโก อันที่จริงชายแดนของอเมริกาและเม็กซิโกมีเขตติดต่อกันถึงสี่รัฐคือ เท็กซัส แอริโซน่า นิว เม็กซิโก และแคลิฟอร์เนีย ผู้อ่านคงนึกวาดภาพความกว้างใหญ่ของทั้งสองประเทศนี้ได้ ดังนั้นการดูแลชายแดนของสหรัฐจึงเป็นเรื่องที่หนักมาก เพราะพลเมืองเม็กซิกันหลบหนีเข้ามาแอบทำงานอย่างผิดกฎหมายในอเมริกา เหมือนกับแรงงานต่างชาติในไทยจากเพื่อนบ้านใกล้เคียงนั่นแหละค่ะ

คุณแม่สามีท่านอายุ75ปีแล้ว แต่ยังแข็งแรง ความทรงจำก็ยังดีมาก สมัยสาวๆท่านสวยมาก เรียกว่าตอนอยู่ไฮสคูลก็เป็นเชียร์ลีดเดอร์ ส่วนคุณพ่อก็หน้าตาดีมาก ตอนนี้ท่านอายุเกือบ80ปีแล้ว แต่ก็ยังดูดี แต่งตัวจ๊าบทีเดียว แต่ลูกชายกลับได้ความสวยและหล่อจากพ่อแม่มาไม่มากเท่าที่ควร เขาเป็นผู้ชายที่หน้าตาดี และบุคคลิกดีมาก แต่ไม่เรียกว่าเป็นคนหล่อในสายตาของเพ็กกี้ (ฮิ ฮิ)

คุณพ่อคุณแม่หย่าร้างกันไปนานมากแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็ดำรงความเป็นโสดโดยไม่แต่งงานใหม่ทั้งคู่ แต่ทั้งสองก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน คุณแม่เล่าว่า สมัยก่อนเธอก็เป็นแม่บ้านธรรมดา ไม่ค่อยรู้โลกภายนอกมากนัก หลังจากหย่าร้างก็ได้ทำงานในบริษัทของคุณพ่อ คุณแม่บอกว่าเธอเรียนรู้ธุรกิจจากคุณพ่อ ซึ่งทำให้เธอได้เปิดบริษัทเป็นของตัวเองภายหลัง คุณแม่ยังพูดเสมอว่าเป็นสิ่งดีๆที่เธอได้รับจากคุณพ่อถึงแม้จะเลิกร้างกันไปแล้ว เวลานี้ท่านเกษียณแล้วทั้งคู่ และมีเงินบำนาญจากรัฐบาล และเงินส่วนตัวที่สามารถดำรงชีวิตหลังเกษียณได้อย่างสุขสบาย คุณแม่เคยเปิดธุรกิจด้วยเงินลงทุนเพียงสองหมื่นห้าพันดอลล่าร์ และเงินจำนวนนี้เพื่อนสนิทให้ยืมมา คุณแม่สามารถชำระคืนได้ภายในเวลาสามปี คุณแม่ขายธุรกิจได้ถึงสามแสนดอลล่าร์เมื่อเธอตัดสินใจเกษียณเมื่อตอนอายุ65ปี ถึงแม้จะเป็นธุรกิจเล็กๆ แต่ถ้าเราเปรียบเทียบจำนวนเงินที่ลงทุนกับเงินที่ขายธุรกิจต้องเรียกว่ากำไรมหาศาลเลย

เวลาพูดกับท่านทั้งสองเพ็กกี้เรียกชื่อท่านเฉยๆตามธรรมเนียมอเมริกัน เขาไม่ใช่พ่อแม่ของเรา ถ้าเราไปเรียกเขาว่า เขาจะรู้สึกพิลึกด้วยซ้ำ แม้แต่ลูกเลี้ยงกับพ่อเลี้ยง-แม่เลี้ยงเขาก็เรียกชื่อกันเฉยๆ ไม่เหมือนธรรมเนียมไทยที่นับญาติ ลุง ป้า น้า อาอะไรทำนองนี้

วิถีชีวิตของคนอเมริกันต่างกับคนไทยโดยสิ้นเชิง คนอเมริกันมีความเป็นส่วนตัวสูงมาก เมื่อลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็แยกตัวออกไปอยู่เอง จะมาพบกันก็เวลามีเทศกาลต่างๆ อย่างวันขอบคุณพระเจ้าหรือวันคริตมาส อาจจะมาเยี่ยมเยียนกันในโอกาสอำนวยบ้าง ถึงแม้เวลานี้สังคมไทยก็เริ่มจะมีลักษณะต่างคนต่างอยู่ แต่ความใกล้ชิดกับครอบครัวก็ยังมีมากกว่า เมื่อหลายปีก่อนเราเจอพ่อแม่สามีตอนวันคริตมาสเกือบทุกปีที่บ้านของน้องสาว มาระยะหลังท่านทั้งสองไม่เดินทางไกล ฉลองวันสำคัญกับญาติพี่น้องที่อยู่ในเมืองเดียวกัน ลูกๆก็ไม่เจอหน้าพ่อแม่หลายปีแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าขาดการติดต่อกันไปเลย พวกเขาก็โทรศัพท์คุยกันเป็นประจำ

เพ็กกี้บอกคุณผู้ชายว่าน่าจะหาโอกาสไปเยี่ยมพ่อแม่ของเขาบ้าง เมื่อวันจันทร์ที่30ที่ผ่านมาเป็นวันหยุด ซึ่งหยุดต่อกับเสาร์-อาทิตย์ เราก็เลยถือโอกาสไปเยี่ยมพ่อแม่ของสามี แต่ระยะทางไกลมากสามร้อยกว่าไมล์ ใช้เวลาขับรถถึงหกชั่วโมง เราขับรถไปเอง รถคันใหม่กินน้ำมันน้อย ตั้งแต่น้ำมันขึ้นราคา ของอย่างอื่นก็แพงตามไปด้วย ค่าตั๋วเครื่องบินก็แพง เพื่อนที่เคยไปเมืองไทยปีละสองครั้งก็งด เพ็กกี้เองตั้งใจจะไปเมืองไทยปีหน้าก็อาจจะงดเช่นเดียวกัน เพราะมาดูความจำเป็นแล้ว ก็ยังไม่จำเป็นมากนัก

เมืองที่คุณพ่อคุณแม่อยู่ชื่อว่าBrownsville อยู่ในรัฐTexas เป็นเมืองสุดชายแดนสหรัฐ สิ่งที่กั้นระหว่างสองประเทศก็คือแม่น้ำRio Grande เม็กซิโกเป็นประเทศที่ยากจน ค่าของเงินเปโซน้อยกว่าดอลล่าร์สหรัฐเป็นพันๆเท่า ดังนั้นคนเม็กซิกันจึงลักลอบเข้าเมืองมาอย่างผิดกฎหมายเพื่อมาขายแรงงาน มาได้หลายวิธี ที่ขึ้นชื่อมาก็คือว่ายน้ำข้ามแม่น้ำRio Grande มาดังนั้นจึงมีชื่อเรียกคนพวกนี้ว่าwet back หรือพวกหลังเปียก ถึงแม้เวลานี้ทางการจะออกกฎหมายเอาผิดนายจ้างที่แจ้งแรงงานเถื่อน แต่ก็ยังมีการแอบจ้างงานที่ผิดกฎหมายอยู่บ้าง

เราออกเดินทางกันตอนเก้าโมงครึ่งตอนเช้า เรียกว่าล่าไปกว่ากำหนดเล็กน้อย ตอนนี้ยังเป็นฤดูใบไม้ผลิ แต่ฝนแล้งเหลือเกิน ทำให้ไม่ค่อยมีดอกไม้ป่าให้เห็นตามทางหลวง เห็นพืชผลที่เขาปลูก และปศุสัตว์ เราขับรถกันไปอย่างสบายๆไปถึงที่หมายตอนบ่ายสี่โมง อากาศที่ร้อนว่าเมืองที่เราอยู่ อากาศคล้ายทะเลทราย คือร้อนมากแต่ตัวเราไม่มีเหงื่อ มันร้อนแห้งๆคล้ายๆกับที่ลาส เวกัส

วันต่อมาเราขับเข้าไปในบริเวณดาวน์ทาวน์ เห็นคนเม็กซิกันเข้ามาหาซื้อของใช้มากมาย เดินไปอีก3-4บล็อคก็เห็นด่านตรวจคนเข้าเมืองตั้งอยู่เชิงสะพาน โอ้ ไม่น่าเชื่อเลยว่าชายแดนจะใกล้ขนาดนี้ สะพานสร้างขึ้นข้ามแม่น้ำRio Grande แม่น้ำนี้ในส่วนที่เราเห็นแคบมาก อาจจะเป็นเพราะน้ำน้อยเพราะอากาศไม่ค่อยดี เราไม่คิดที่จะข้ามไปฝั่งเม็กซิโก ได้แต่ยืนมองผู้คนข้ามไปมา ดูเจ้าหน้าที่ตรวจรถ อีกฝั่งหนึ่งเป็นขาที่ข้ามมาจากเม็กซิโก ฝั่งโน้นแถวยาวหน่อย เพราะต้องตรวจอย่างละเอียด คนที่เห็นข้ามไปและข้ามมาก็มีแต่คนเม็กซิกัน คนพวกนี้เข้ามาอย่างถูกต้อง เขามาแค่ชั่วคราวเพื่อมาจับจ่ายซื้อของ ไม่เห็นคนผิวขาวเดินข้ามไป-มาเลย มีแต่เจ้าหน้าที่ผิวขาว พักอยู่เมืองนี้สามวันไม่เห็นคนผิวดำเลย พลเมืองชาวเป็นอเมริกันเชื้อสายเม็กซิกัน แม้แต่ครอบครัวของสามีเพ็กกี้ก็เช่นเดียวกัน แต่สามีของเพ็กกี้มีเชื้อผิวขาวใน หน้าตาเขาคล้ายคนอิตาเลี่ยนมากกว่า คนอเมริกันเชื้อสายเม็กซิกันจะพูดได้สองภาษาคืออังกฤษและสแปนิช

อีกวันหนึ่งเราสองคนไปเที่ยวเกาะที่เรียกว่าSouth Padre Island เกาะนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปประมาณ 22 ไมล์ บนเกาะมีโรงแรม และร้านค้าเต็มไปหมด ชายหาดส่วนหนึ่งก็ถูกบดบังด้วยร้านค้าและโรงแรม ชายหาดใกล้โรงแรมก็กลายเป็นชายหาดส่วนตัวไป คนนอกเข้าไม่ได้ เว้นแต่แขกของโรงแรม ส่วนชายหาดสาธารณะเวลานี้ก็ไม่ใช่สาธารณะแล้ว กลับกลายเป็นว่าถ้าเราต้องการเข้าไปเดินชายหาด เราจะต้องเสียเงินคนละสี่ดอลล่าร์ โอ้ คุณพระช่วย ไม่เอาดีกว่า ด้วยความผิดหวังเราเลยออกจากเกาะ เกาะนี้มันก็เหมือนเกาะใกล้ๆบ้านเรา เกาะนั้นยังมีอะไรน่าดูมากกว่า ไม่แออัดเหมือนที่นี่

ระหว่างที่พักอยู่บ้านแม่สามี เราออกไปทานอาหารนอกบ้านกันทุกมื้อ มีบางมื้อเชิญแม่ไปด้วย ไม่เหมือนครอบครัวแบบไทยนะคะ ถ้าเป็นครอบครัวไทยเจ้าของบ้านก็จะจัดเตรียมอาหารไว้ต้อนรับแขกแทบทุกมื้อก็ว่าได้ แต่แม่สามีเธอมีข้อจำกัดเรื่องอาหาร เธอแพ้อาหารบางอย่าง และเธอไม่ชอบรับประทานอาหารนอกบ้าน เราสองคนไม่สะดวกใจที่จะทำอาหารในบ้านคนอื่น เรียกว่าต่างคนต่างกิน สบายใจดีไม่ต้องมานั่งรอกัน หรือเกรงใจกัน

พูดถึงเรื่องทำอาหารที่บ้านคนอื่น เพ็กกี้มีประสบการณ์ไม่ดีกับคนที่เคยคิดว่าเป็นเพื่อน เธอบอกว่าชอบอาหารไทย และติดใจผัดไทยที่เพ็กกีเคยทำให้ทาน เพ็กกี้ก็เลยเซอร์ไพร้สด้วยการเอาเครื่องผัดไทยไปทำให้ทานถึงบ้าน เธอไม่พอใจอย่างมาก และพูดจาไม่เข้าหูเพ็กกี้ อย่างไรก็ดีเธอก็ยอมให้เพ็กกี้ทำผัดไทยให้กิน เพ็กกี้บอกว่าก็ไหนบอกว่าชอบผัดไทย อันที่จริงฉันบอกล่วงหน้าแล้วว่าจะมีเซอร์ไพร้ส เอาเป็นว่าต่อไปนี้จะไม่ทำอะไรให้กินอีก และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เพ็กกี้จะพูดกับคนคนนี้ เธอคนนี้เป็นฝรั่ง แต่เกิดและโตที่เมืองไทย เธอบอกว่าชอบอะไรที่เป็นไทย เธอน่าจะเข้าใจธรรมเนียมไทยดีเหมือนที่เธออ้าง อันที่จริงเพ็กกี้เคารพในความเป็นส่วนตัวของทุกคน รู้ว่าเธอไม่พอใจ แต่เพ็กกี้ไม่ขอโทษ เพราะเขาพูดจาไม่ดีและแสดงกิริยาไม่ดีก่อน อันที่จริงเพ็กกี้ควรจะเดินออกจากบ้านเขาแต่เเรกด้วยซ้ำไป

เพ็กกี้เคยเล่าให้ฟังว่า เวลารับเชิญไปทานอาหารที่บ้านฝรั่ง ไม่ต้องเสนอตัวไปช่วยเจ้าของบ้าน เขาจะจัดเตรียมอาหารไว้ก่อนที่แขกจะมาถึง แขกจะเสนอตัวช่วยก็ได้ แต่ถ้าเขาบอกว่าไม่ต้องก็คือไม่ต้อง สำหรับรายนี้เราก็คิดว่าเขาคงเข้าใจความตั้งใจดีของเรา มาเจอกิริยาอาการแบบนี้บอกได้เลยว่าคนคนนี้ไม่จริงใจ ก่อนหน้านั้นก็บอกว่า I love your cooking. Oh! How wonderful!  แต่คำพูดของเธอหลายๆครั้งมันบ่งบอกความไม่จริงใจ ตั้งใจจะเล่าเรื่องไปเที่ยวแต่อดนินทาคนไม่ได้ สรุปว่าตอนนี้เพ็กกี้เลิกคบคนนี้ไปแล้ว ถ้าเขาโทรศัพท์มาอีกเพ็กกี้ก็จะบอกเขาไปตรงๆว่า เพ็กกี้เสียใจกับสิ่งที่เขาทำวันนั้น แล้วก็จะบอกว่าเขาไม่จำเป็นต้องติดต่อมาอีก

ขากลับเจอด่านตรวจหลังจากออกจากBrownsvilleประมาณ 40 ไมล์ รถเข้าแถวยาวรอการตรวจ เจ้าหน้าที่จูงสุนัขที่ฝึกมาอย่างดีให้ดมกลิ่นยาเสพติด เพ็กกี้เคยเจอเจ้าหน้าที่จูงสุนัขที่ด่านที่ลอส เองเจิลลิส ถ้าสุนัขเข้าไปดมใคร คนนั้นก็จะถูกตรวจค้น เพ็กกี้สงสัยว่าหมาพวกนี้มันจะติดยาหรือเปล่า เพราะมันคงถูกฝึกมาให้ดมยาเป็นจำนวนมาก หมาดมยาไม่สนใจรถของเรา ตอนแรกนึกว่าเจ้าหน้าที่จะขอดูใบขับขี่ แต่เขาแถมว่า Are you citizens? คุณผู้ชายตอบว่าYes เขาก็โบกมือให้ไปโดยไม่ขอดูอะไรเลย

เพ็กกี้คิดอยู่ก่อนเดินทางว่าควรจะหยิบหนังสือเดินทางติดตัวไปด้วย แต่มาคิดว่าเราไม่คิดที่จะไปประเทศเม็กซิโก และไม่นึกว่าจะมีด่านตรวจ อย่างไรก็ดีเพ็กกี้บอกคุณผู้ชายว่า ถ้าเขาขอดูกรีนคาร์ดฉันก็ไม่มีให้ดู ถ้าจะให้พิสูจน์สัญชาติฉันก็คงต้องร้องเพลงชาติอเมริกันให้เขาฟัง เหอ เหอ คุณผู้ชายบอกว่า เขาถามว่า อาร์ ยู ซิติเซ่นส์ citizens มีเอส เป็นพหูพจน์ เขาหมายถึงเราสองคน อืม หน้าตาฉันก็เป็นกะเหรี่ยง แต่ถ้าให้ฉันพูดภาษาอังกฤษ ฉันไม่มีสำเนียงต่างชาติ เขาก็คงจะเชื่อหรอก

ขากลับก็เดินทางสะดวก กลับมาโดยสวัสดิภาพค่ะ
][/color]
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 04, 2011, 02:17:44 pm »

ดีจังค่ะ...

ได้อ่าน ได้เข้าถึงบรรยากาศที่คุณเพ็กกี้บรรยายไว้ในหลาย ๆ เรื่อง ๆ อย่างเรื่องเพื่อนคุณเพ็กกี้
ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คนไทยเราต้องระวัง บ่อยครั้งที่เวลาเขาพูดชม หรือพูดอะไรขึ้นมา เราคิดว่า
เป็นสิ่งที่เขาพูดจากใจจริง แต่...หลายคนไม่ได้เป็นอย่างนั้น

อย่างนิเองก็เคยได้บทเรียนมาแล้วเช่นกัน ก็เลยทำให้ต้องแยกคำพูดออกจากตัวคนพูด ดูว่าคนนั้น
พูดจริงใจหรือพูดแบบพอเป็นพิธี แล้วจะได้ไม่เก็บมาลุ่มหลงว่าเขาดีจังนะ...อะไรทำนองนี้ ซึ่งก่อนจะ
แยกสิ่งเหล่านี้ได้ เราเคยชอกช้ำใจ เสียความรู้สึกมาแล้ว มันก็เลยกลายเป็นบทเรียนที่ทำให้เราต้อง
คอยชะงัก โอ๊ะ...อย่าเพิ่งเชื่อทั้งหมดที่ได้ยิน อะไรทำนองนั้นละค่ะ

ท่านอื่น ๆ ที่ได้อ่านก็คงจะได้รับประโยชน์จากเรื่องเล่านี้ของคุณเพ็กกี้แตกต่างตามความสนใจของ
แต่ละบุคคล  สำหรับนิเพลิดเพลินมากค่ะ ชอบอ่าน จะคอยตามอ่านเรื่องต่อ ๆ ไปอีกค่ะ
บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: มิถุนายน 09, 2011, 10:19:16 pm »

บางคนพูดคำหวานไม่เป็น แต่พูดจากใจ อย่างนี้จะดีกว่าคนพูดหวาน ๆ แต่ไม่จริงใจนะคะ เจอมาเยอะ เหมือนกันค่ะ ถ้ารู้ก็ต้องออกห่าง ๆ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF