www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: อ้ายเบี้ยว...  (อ่าน 2502 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: มิถุนายน 18, 2011, 08:16:59 am »

อ้ายเบี้ยว.......

ราสส์  กิโลหก..
               
หลังจากเรียนจบหลักสูตรวิชาช่างสำรวจแล้ว  กรมที่ดินได้เปิดสอบตำแหน่งช่างรังวัดจัตวาเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการกรมที่ดินเมื่อปี 2518 ผมได้ไปสมัครสอบและสามารถสอบบรรจุได้ รุ่นนี้มีผู้สอบผ่านประมาณ 100 คน ส่วนมากก็เป็นพรรคพวกรุ่นเดียวกันที่เรียนสถาบันเดียวกันมา  เมื่อรายงานตัวแล้ว ทางกรมที่ดินได้บรรจุให้เป็นข้าราชการวิสามัญก่อน  และออกคำสั่งให้ไปสังกัดตามกองต่างๆ ผมถูกจัดให้ลงยังกองสำรวจและควบคุมที่ดินของรัฐ กองนี้มีหน้าที่ในการดูแลที่ดินซึ่งเป็นของรัฐหรือของหลวงทั่วๆไป 

เมื่อบรรจุได้ครบ 6 เดือนไม่มีความบกพร่องๆใดๆจึงได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการสามัญ   ทางกองสำรวจฯต้นสังกัดจึงส่งตัวไปปฏิบัติงานที่อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบฯ ไปรังวัดเวนคืนที่ดินชลประทาน ชื่อโครงการแม่กลองใหญ่  ใน 1 ปีออกสนาม 10 เดือนที่เหลือสองเดือนเข้ามาใช้เงินในกรุงเทพฯ เฉพาะค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก ค่าคนงาน เบิกแต่ละเดือนมากกว่าเงินเดือนหลายเท่า
                   
ทำอยู่ จนถึงปี 2522 ชักเบื่อจึงมีความคิดขอย้ายกลับบ้านที่ต่างจังหวัด  จึงได้ไปยื่นคำร้องที่กองการเจ้าหน้าที่ระบุความประสงค์ขอย้ายกลับภูมิลำเนา เจ้าหน้าที่ถามว่าทำไมถึงย้ายกลับบ้าน คือมันมีช่องต้องให้เขียนเหตุผลไปด้วย ผมถามเขาว่าจะเขียนยังไงดี เจ้าหน้าที่ผู้หญิงบอกว่า ให้ใส่ว่าต้องการกลับไปดูแลพ่อแม่หรือปูย่าตายายก็ได้ ก็เลยเขียนว่าขอกลับไปดุแลยายที่แก่ชรา

อธิบดีกรมที่ดินที่ดำรงตำแหน่งขณะนั้นคือ  ...............  อธิบดีคนนี้เคยเป็นผู้ว่าจังหวัด..............มาก่อน และป้าของผมก็รู้จัก  ปรากฏว่าไม่นานก็มีคำสั่งย้ายออกมา  เป็นคำสั่งโยกย้ายที่ดินอำเภอทั่วประเทศกว่า 100 คน ที่น่าแปลกคือมีผมคนเดียวตำแหน่งช่างรังวัดระดับ 2 ที่มีชื่อในคำสั่งกับเขาด้วย อดนึกไม่ได้ว่าป้าของผมช่วยพุดกับอธิบดีให้หรือเปล่า ?
           
ข้าราชการในกองเดียวกันกับผมได้ย้ายไปเป็นที่ดินอำเภอหลายคน ก่อนเดินทางก็มีการเลี้ยงกันตามธรรมเนียม และผู้อำนวยการกองได้แจกของที่ระลึกให้ด้วย ตอนที่เขาประกาศชื่อผมให้ขึ้นไปรับของที่ระลึก  พวกที่ไม่รู้จักผมพากันมองกันด้วยความสนใจ เพราะตอนนั้นผมมีอายุเพียง 26 ปี เนื่องจากทุกคนรู้เพียงว่าคำสั่งนี้จะเป็นการย้ายตำแหน่งเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอ (เป็นตำแหน่งหัวหน้าส่วนระดับอำเภอ) อายุเฉลี่ยคนที่เป็นเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอน้อยที่สุดก็ต้อง 35 ปีขึ้นไป  พวกเขามองผมด้วยความชื่นชมคงคิดว่า อ้ายหมอนี่ อายุเพียงแค่นี้ก็ได้เป็นเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอ อนาคตในภายหน้าคงถึงอธิบดีแน่.!   ผมเลยเดินยืดจนอกตุง..
                   
วันที่เดินทางมารายตัวต่อ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดฯ ท่านถามว่าอยากอยู่ที่จังหวัด หรืออำเภอฯ เพราะในคำสั่งตำแหน่งผมให้ไปประจำที่อำเภอฯ  ผมตอบว่า อยากอยู่ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเพราะใกล้บ้าน  ถ้าไปทำงานที่อำเภอฯต้องเดินทางไกล ที่สำคัญ งานในสำนักงานที่ดินอำเภอเป็นงานระดับแค่ น.ส.3 สมัยนั้นสำนักงานที่ดินอำเภอไม่ค่อยมีช่างอยู่ประจำ เพราะช่างรังวัดมีน้อย ส่วนใหญ่หากมีตำแหน่งช่างอำเภอย้ายมาใหม่เจ้าพนักงานที่ดินจะใช้อำนาจดึงตัวเข้ามาทำงานที่ สำนักงานที่ดินจังหวัดเกือบทุกราย  ทำให้ทางสำนักงานที่ดินอำเภอต้องแก้ปัญหากันเอง นั่นคือพวกที่ประจำอยู่สำนักงานที่ดินอำเภอไม่ว่าจะเป็นภารโรง เจ้าหน้าที่การเงิน เจ้าหน้าที่จดทะเบียน จนถึงเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอ ต้องออกไปทำการรังวัดกันเองตามมีตามเกิด  นี่คือสาเหตุว่าทำไม เนื้อที่ น.ส. 3 ในสมัยนั้นจึงเพี้ยนจากความเป็นจริงมาก

เมื่อมาทำงานที่สำนักงานที่ดินจังหวัดใหม่ๆผมยังไม่มีลูกน้องประจำตัว ช่างรังวัดต้องมีลูกน้องประจำตัว เพราะต้องมีคนอ่านโซ่ ลากโซ่ และแบกกล้อง

งานชิ้นแรกคือไปรังวัดแบ่งแยก(ชาวบ้านชอบพูดว่าฉีกแหกโฉนด) ที่ท้องที่อำเภอแห่งหนึ่ง  ตอนเช้าผมเตรียมงานอยู่บนสำนักงานและกำลังมองหาคนงานรังวัดสัก 2 คนเพื่อเอาไปทำงานด้วย

“ลูกพี่ วันนี้ผมขอไปด้วยคน”

อ้ายเบี้ยว..คนงานรังวัดเดินมาพูดกับผมที่หน้าโต๊ะทำงาน  มันเป็นชายร่างเล็กสูงประมาณ 155 เซนติเมตรอายุสัก 30 ปีผมสั้นเกรียน ใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ที่สำคัญกลิ่นดอกละมุดหึ่ง

“เอ็งไม่ได้ออกไปกับใครหรือ ? ”

“ครับลูกพี่ วันนี้ผมว่าง  ลูกพี่มีคนงานอีกคนหรือยัง ถ้าไม่มีเดี๋ยวผมหามาให้”

ในการรังวัดต้องใช้คนงานอย่างน้อย 2 คน ผมไม่ปฏิเสธเพราะคนงานยังไม่มี ให้มันไปหามาอีก 1 คน

มันเดินหายออกไปไม่นานก็กลับมาพร้อมกับพาชายคนหนึ่งมาด้วย

“ลูกพี่ นี่อ้าย เป๋” มันดันหลังอ้าย เป๋ มาให้ผมดุหน้า อ้ายนี่หน้าตาแก่กว่าอ้ายเบี้ยว   ที่สำคัญขาสองข้างของมันไม่เท่ากัน เวลาเดินเหมือนเขย่งขาเดิน ผมมองพลางนึกว่าแล้วมันจะไปเดินวัดที่ได้หรือเปล่า ?

อ้ายเบี้ยว เห็นท่าทางที่ผมมองไปที่อ้าย เป๋ และเดาใจออก รีบบอกสรรพคุณ อ้าย เป๋

“ลูกพี่ ไม่ต้องห่วง อ้าย เป๋ มันมือหนึ่งของบ้านเสือขบ”

ผมไม่มีเวลาเลือกเอาก็เอา..  คนงานรังวัดที่นี่ส่วนใหญ่เป็นเด็กมาจากบ้านเสือขบ คงเป็นเพราะอยู่ใกล้กับสำนักงานฯสมัยนั้นเขาเรียกว่าหอทะเบียนที่ดิน ภายหลังจึงได้รู้ว่าบ้านเสือขบเป็นถิ่นของเด็กรังวัดเพราะทำกันเป็นรุ่นๆสืบเนื่องกันมาตั้งแต่พ่อยันลูก

ลุงจ่อย..เจ้าของที่ดินมารับเมื่อเวลาเกือบ 9 โมงเช้าพาหนะคือรถปิกอัพเก่าๆ พวกคนงานและเจ้าของที่ดินช่วยกันขนเครื่องมือรังวัดและหลักเขตที่ดินจำนวนหนึ่งขึ้นรถ  เมื่อเรียบร้อยแล้วก็ออกเดินทางกัน  ถนนไปยังพื้นที่ทำการรังวัดสมัยนั้นเป็นถนนดินลูกรังตลอด  บางช่วง ลัดเลาะไปตามคลองชลประทาน กว่าจะถึงที่ดินเล่นเอาเหนื่อย.. 

พวกเรามาถึงที่ดินเมื่อเวลา 10 โมงเช้า  บริเวณที่ดินเป็นที่ทำนา แต่ตอนนี้แห้งเหลือแต่ตอซังข้าวเพราะเพิ่งเก็บเกี่ยวไปไม่นาน เมียเจ้าของที่ดินท่าทางใจดี เขาเกรงใจเจ้าหน้าที่มาก คงเป็นเพราะสมัยนั้นเจ้าของที่ดินถ้าไปยื่นคำขอรังวัดกว่าจะถึงวันนัดรังวัดต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน  วันรังวัดที่ดินจึงเป็นวันที่มีความหมายกับเขามาก มีการทำอาหารเพื่อไว้ต้อนรับช่างรังวัดเหมือนกับมีงาน บางบ้านถึงกับเชือดหมู ทำลาบ ทำหมูย่างก็มี สิ่งสำคัญที่ไม่เคยขาดคือสุรา ถ้ามีฐานะหน่อยก็สีแดง ถ้าไม่ค่อยมีเงินอย่างน้อยก็เหล้าขาวหรือเหล้าป่า มันเป็นเรื่องที่ไม่ต้องบอกพวกเขาจะรู้หน้าที่

การรังวัดที่ดินมิใช่มีแต่เจ้าของที่ดินอย่างเดียว ยังมีผู้ที่เกี่ยวข้องอีกหลายคน เช่นเจ้าของที่ดินแปลงข้างเคียงที่มีเขตติดกัน ต้องมาร่วมในการรังวัดด้วยเพราะเวลาฝังหลักเขตจะทำการฝังฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องฝังกันต่อหน้าเจ้าของที่ดินแปลงข้างเคียงด้วย  เรื่องแนวเขตเป็นเรื่องใหญ่ทะเลาะกันแทบเป็นแทบตายก็เพราะที่ดินแค่คืบก็มีให้เห็นเป็นประจำ   บางครั้งฟันหัวกันจนแบะก็เพราะตกลงแนวเขตข้างเคียงกันไม่ได้ก็มีบ่อยๆ...ขาดไม่ได้คือผู้ปกครองท้องที่ ก็คือกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นตัวแทนนายอำเภอในท้องที่นั้นๆ

เจ้าของที่ดินรายนี้เป็นคนมีฐานะพอสมควร เพราะมีการเชือดหมูตั้งแต่เช้ามืด ใต้ถุนบ้านมีการตั้งวงเหล้ากันแล้ว พวกที่นั่งกันก็ไม่ใช่ใคร มีทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าของที่ดินแปลงข้างเคียงที่จะต้องมาร่วมในการชี้เขตกันวันนี้  ในวงเหล้ามีกับแกล้มเป็นเนื้อหมูโดยเฉพาะ ทั้งลาบทั้งเลือดแดงเถือกบนจานสังกะสี ที่วางเรียงกันอยู่หลายใบ รวมทั้งเครื่องในหมูต้มกลิ่นหอมฉุย 

พอเห็นช่างแผนที่ พวกที่นั่งกันอยู่ ต่างลุกขึ้นทักทายเหมือนเจ้านายจากอำเภอมาตรวจงาน

“หัวหน้า ! เชิญครับ” ชายชราหัวขาวโพลน รีบลุกขยับเพื่อจะให้ผมเข้าไปนั่งข้างวงเหล้า  พร้อมกับหันไปคว้าแก้วเปล่าใบหนึ่ง เอาชายผ้าขาวม้าที่เคียนอยู่ที่เอว เอาคว้านภายในแก้ว แล้วจัดการรินเหล้าใส่แก้วเกือบครึ่งส่งมาให้ผม

มันเป็นไมตรีจิตที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ ผมคว้าใส่ปากด้วยความชำนาญ ร้องแฮ่ๆเพราะความร้อนแรงของน้ำเหล้า

พวกเขาเลื่อนจานต้มเครื่องในหมูมาให้ เพื่อเป็นกับแกล้ม..

กำนันย้อย หน้าแดงก่ำเดินมาจูงมือให้ผมไปนั่ง

“นั่งก่อนครับหัวหน้า  เดินทางมาเหนื่อยๆ ที่ดินไม่หนีไปไหนหรอกน่า ” กำนันพูดหยอก

ลุงจ่อยเจ้าของที่ดินหันหน้ามาทางผม พุดว่า

“หัวหน้านั่งคุยกันก่อนนะ เดี๋ยวผมจะไปเตรียม จอบ เสียม มีดไม้”  ก่อนเดินหายไปทางหลังบ้าน

พวกขี้เหล้าจะเป็นโรคก้นหนักกันแทบทุกคน พอได้นั่งแล้วไม่ค่อยอยากจะลุก มันเหมือนต้องมนต์สะกด แก้วแรกๆไม่เท่าไหร่ พอหลายๆแก้วชักติดลม  เรื่องที่คุยก็สนุกออกอรรถรสขึ้นเรื่อยๆ

แต่หน้าที่ก็คือหน้าที่  ผมพยายามมองหาลุงจ่อยเจ้าของที่ดิน ที่ไปเตรียมของว่าเสร็จแล้วหรือยัง ?

ตาก็มองหาแต่มือยังยกเหล้าเข้าปากได้เรื่อยๆ จากสายกลายเป็นเพล แล้วอ้ายเบี้ยวกับอ้าย เป๋ หายหัวไปไหน ผมต้องร้องบอกให้ใครก็ได้ไปดู ลุงจ่อย ซิ ว่าอยู่ที่ไหน ?

ไม่นาน ลุงจ่อย อ้ายเบี้ยว อ้าย เป๋ เดินออกมาจากในครัวหลังบ้าน ตรงมาที่ผมนั่งอยู่

“เฮ้ย ! เอ็งสองคนมัวทำอะไรกัน เดี๋ยวไม่ต้องได้วัดที่กันพอดี พระตีกลองแล้วนะเนี่ย !” ผมต่อว่าพวกมัน

ลุงจ่อยเดินเซๆมาที่ผม ท่าทางจะเมาเหล้า

“หัวหน้าครับ ! อ้ายเบี้ยวบอกผมว่า วันนี้รังวัดที่ดินไม่ได้”

“อ้าว ! ทำไมล่ะ” ผมมองไปทางอ้ายเบี้ยว เห็นมันยกมือข้างหนึ่งไว้เหนือหู ตาเกือบหลับ ยืนขากาง ท่าทางคงเมาจนปลิ้น

“ มันลืมหยิบ โซ่วัดระยะมาครับลูกพี่” อ้าย เป๋พูดเสียงยานเพราะความเมา..

หมายเหตุ  ผมมารู้ทีหลังว่ามันไม่ได้ลืมเอาโซ่มาแต่อย่างใด  แต่มันสองคนรู้กันและเอาแอบซ่อนไว้เพียงเพราะต้องการกินเหล้าและไม่อยากทำงาน  อ้ายสองแสบนี่มันต้อนรับน้องใหม่อย่างผม !

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 03, 2012, 04:25:43 am โดย Rass » บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 18, 2011, 08:57:51 pm »

สวัสดีค่ะ คุณ Rass กิโลหก

แหม ให้รอนานมากนะคะ กว่าจะได้อ่านเรื่องใหม่ เรื่องนี้มาหักมุมเอาตอนจบตรงประโยคสั้น ๆ ที่ว่า "อ้ายสองแสบนี่มันต้อนรับน้องใหม่อย่างผม !" 5555   ถูกใจผู้อ่านค่ะ ต่อไปอย่าให้รอนานนะคะ
บันทึกการเข้า
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: มิถุนายน 19, 2011, 05:26:50 am »


...ขอบพระคุณ  คุณอภิญญา มากครับ.....

..จะเขียนรมาอีกครับ...
บันทึกการเข้า
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #3 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2011, 12:08:11 pm »

ขอบคุณค่ะคุณราสส์ หายไปเสียนาน พวกเราคิดถึงนะคะ อย่าหายไปนานนัก
บันทึกการเข้า
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #4 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2011, 03:55:03 pm »


....ขอบพระคุณพี่ เพ๊กกี้ มาก...

...จะเขียนมาอีกครับ.....คิดถึงทุกคนเช่นกันครับ..
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #5 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2011, 11:45:32 pm »

นั่นซิคะ หายไปนานจนใครต่อใครคิดถึงกันเป็นแถวเลย
บันทึกการเข้า
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #6 เมื่อ: มิถุนายน 21, 2011, 05:44:41 am »


....ขอบพระคุณ..คุณชุติมาฯ..และทุกท่านที่กรุณานึกถึงครับ..

....จะเขียนมาอีกครับ..
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF