www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: อบรมเพิ่มเติม เสริมความรู้เรื่องงานเขียนเรื่องสั้น  (อ่าน 1986 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: มิถุนายน 29, 2011, 04:50:29 am »

สำหรับโครงการชูช่อต่อกิ่งก้านงานวรรณกรรม รุ่นที่ 1 แม้จะผ่านพ้นไปแล้ว
แต่เราก็จะไม่ทิ้งกัน ดังนั้น คุณภัสสร จึงได้จัดการอบรมเพิ่มเติมเรื่องการเขียนเรื่องสั้น
ขึ้น ในวันเสาร์ที่ 25 มิ.ย. 54 ที่ผ่านมาให้กับชาวชูช่อ ฯ ที่สามารถมากันได้
สำหรับท่านที่มาไม่ได้นั้น ได้ขอร้องให้คุณคมวจีช่วยเก็บความมาให้แล้วค่ะ

ก็ขอเชิญอ่านจากที่คุณคมวจี รวบรวมเขียนให้อ่านกันได้เลยค่ะ

ขอขอบคุณคุณคมวจีไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ


................................

๒๕ มิถุนายนที่ชาวชูช่อฯหลายคนรอคอย

มีใครๆใจจดจ่อรอคอยวันดีๆอย่างนี้และสมหวังหลายคน นับตั้งแต่ลุงปรัชญา ป้าคมวจี พี่วัชระ น้องปรีดามาพร้อมกับน้องอรวรรณ  อ้าว...นั่นน้องสุรพงษ์มาแต่เช้าด้วย และน้องตาสวยศุณัฏฐา ตามมาด้วยคนอารมณ์ดีพี่วงแข และแม้จะมาทีหลังแต่ตั้งใจมามากคือหนุ่มน่ารักน้องอมร ไงละคะ

มีผู้ติดตามมาหาความรู้ ๒ คนเป็นแขกของลุงปรัชญา หนึ่งในสองคือนักแปลเรืองนาม(ดังกว่าลุงปรัชญามาก) และศิษย์อาจารย์ประภัสสร ในโครงการบ่มเพาะของกระทรวงวัฒนธรรมอีก ๕ คนครบตามที่แจ้งไว้

   อาจารย์ของเราไม่เคยปรากฏเดินเดี่ยวฉันใด เมื่อวันที่ ๒๕ นี้ก็เป็นฉันนั้น(เคยมีชาวชูช่อฯบางคนนึกอิจฉาท่านที่หวานไม่มีวันวาย) เราได้รับความกรุณาจากนานมีในการใช้สถานที่ พร้อมอาหารกลางวัน ส่วนอาจารย์ของเราเอื้อเฟื้อขนมอร่อยๆให้ในช่วงพัก และมีบรรณาธิการบริหารคือคุณพรกวินทร์ กับบรรณาธิการคนขยันคือคุณรังสินีมาให้ความรู้และประสานงานด้วย

   หลังจากลงทะเบียนและถึงเวลาหาความรู้ บรมครู(อ.ประภัสสร)ก็บอกให้พวกเราฟังว่า เขียนอย่างไรจึงจะเรียกว่าเป็นเรื่องสั้น อาจารย์สั่งให้ฟังก่อนยังไม่แจกเอกสารที่เตรียมมา อาจารย์บอกว่าถ้าแจกแล้วจะไม่ฟังที่ท่านพูด แต่ถึงอย่างไรก็อดไม่ได้ค่ะต้องจดตามประสาคนงก(ความรู้)

ขอถ่ายทอด(ย่อลง)จากเอกสารและการฟังดังนี้นะคะ

                อย่างไรคือเรื่องสั้น

   ๑. เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น(Fiction)
   ๒. มีขนาดจำกัดประมาณ ๓-๕ หน้า (๑-๒ หน้า หรือมากกว่า ๕ หน้าก็ได้ ยาว ๑๐- ๒๐ หน้า ก็เคยมีนักเขียนดังเขียน แต่ดูจะยาวมากไป)
   ๓. มีจุดหมายเดียวและดำเนินไปถึงจุดหมายนั้น
   ๔. ตัวละครมี ๒-๓ ตัว ไม่ควรเกิน ๕ ตัว มีฉากและเหตุการณ์ไม่มาก
   ๕. ไม่มีโครงเรื่องสลับซับซ้อน
   ๖. มีแก่นของเรื่องหรือแนวคิดที่ชัดเจน
   ๗. เป็นเรื่องที่มีเอกภาพ

                องค์ประกอบของเรื่องสั้น

   ๑.โครงเรื่อง(Plot) มีเพียงโครงเรื่องเดียว ไม่มีโครงเรื่องรองเหมือนนวนิยาย ปัจจุบันเรื่องสั้นมีการจบหลากหลายแบบ (เดิมนิยมแบบหักมุม) โครงเรื่องมีส่วนประกอบ ๖ ประการคือ

   ๑.๑ ส่วนกล่าวนำ(Introduction) สำคัญอันดับแรก เพราะจะเกริ่นถึงที่มา หรือความน่าสนใจชวนให้ติดตาม

                ๑.๒ การเริ่มเรื่อง (Rising Action) เป็นการเปิดเข้าสู่เนื้อเรื่องและปมปัญหา

                ๑.๓ การดำเนินเรื่อง (Story Telling) คือ เล่าเรื่องราวด้วยกลวิธีของผู้เขียน

                ๑.๔ ปมปัญหา (Climax) ผู้เขียนนำผู้อ่านขึ้นถึงจุดสูงสุดของเรื่อง ทำให้อยากรู้ว่าปัญหาจะแก้ได้หรือไม่ หรือคลี่คลายไปในแนวทางใด ปมมี ๒ ลักษณะคือปมของตัวละคร และปมจากภายนอก (เช่น สภาพสังคม สิ่งแวดล้อม การต่อสู้แข่งขัน เป็นต้น)

                ๑.๕ คำตอบของปัญหา (Resolution) คือการคลี่คลายหรือยุติปมปัญหา แต่อาจจะทิ้งเงื่อนงำให้ผู้อ่านขบคิดต่อก็ได้

                ๑.๖ ส่วนจบ (Ending) สรุปเหตุการณ์ทั้งหมด หรือเฉลยความลับของเรื่องและตัวละคร ส่วนนี้จะมีเพียงหนึ่งบรรทัดหรือหนึ่งย่อหน้าก็ได้ แต่เรื่องนั้นต้องจบโดยสมบูรณ์


                ๒. แก่นของเรื่องหรือแนวคิด(Theme) ถือว่าเป็นหัวใจของเรื่อง ต้องมีเพียงแนวเดียว ไม่จำเป็นต้องแสดงด้วยคำพูดหรือคำบรรยาย แต่ต้องให้ผู้อ่านรู้สึกหรือเข้าใจได้ ถ้าแสดงแนวคิดแบบสมมุติฐาน (Premise) เช่น ให้ตัวละครแสดงความรู้สึกว่า มนุษย์เกิดมาเท่าเทียมกัน ต้องหาข้อสนับสนุนผ่านเหตุการณ์ในเรื่องหรือผ่านตัวละคร

                แนวคิดอาจจำแนกได้ ๕ แนวคือ

                - โรแมนติก โดยใช้อารมณ์ จิตใจ จินตนาการสร้างสรรค์ผลงานแบบอิสระ

                - สัจนิยม เสนอเรื่องตามความเป็นจริงไม่มีการเสริมแต่ง ดังนั้นบางครั้งจึงมีภาพของความอัปลักษณ์อยู่ด้วย ต่อมามีแนวคิดสัจนิยมใหม่ มีการประนีประนอมแนวคิดสุดโต่งนี้

                - แนวเหนือจริง เหนือเหตุผล เหนือธรรมชาติ แสดงสิ่งที่อยู่ในใจ จิตใต้สำนึก หรือจินตนาการ ความฝัน รวมทั้งความอัศจรรย์หรือปาฏิหาริย์

                - แนวธรรมชาตินิยม เกิดจากทฤษฎีของนักปรัชญา ๓ คน โดยมีหลักว่าสิ่งที่เป็นธรรมชาติเกิดขึ้นจะดับโดยธรรมชาติ สิ่งที่ไม่ใช่สสาร เช่นจิตใจมนุษย์ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง และอยู่ในหลักนี้เช่นกัน

                - แนวโพสต์ โมเดิร์น เป็นแนวคิดใหม่ไม่ศรัทธาความจริง ปฏิเสธรูปแบบ กรอบ กฎระเบียบ โครงสร้าง จารีตเดิม จะให้ความสำคัญแก่ภาษาเพราะถือว่า ทุกอย่างในโลกกำหนดขึ้นด้วยภาษา


   ๓. ตัวละคร (Character)  เรื่องสั้นใช้ตัวละคร ๒-๓ ตัว ไม่ควรเกิน ๕ ตัว ทุกตัวสำคัญต่อเรื่อง แต่แสดงบทบาทเท่าที่จำเป็น ในคนเดียวไม่ควรมีสองบุคลิก ผู้อ่านมักเห็นลักษณะภายนอกมากกว่าภายใน ต้องสร้างตัวละครให้มีความสมจริงกับสถานะและบทบาทที่เขาได้รับ

   ๔. มุมมองของเรื่อง (Point of View) ผู้เขียนจะถ่ายทอดออกมาสู่การรับรู้ของผู้อ่านได้หลายแบบ เช่น

   - ไร้เดียงสา แบบสายตาเด็กที่ใสซื่อบริสุทธิ์  ตรงไปตรงมาไม่สลับซับซ้อน แต่ก็เต็มไปด้วยจินตนาการ

   - กระแสสำนึก มองผ่านอารมณ์ ความรู้สึกของตัวละครเอก เป็นมุมมองด้านเดียว ผู้อ่านถูกทำให้คล้อยตามความคิดของตัวละครตัวนี้เป็นหลัก

   - มุมมองบุรุษที่หนึ่ง  เล่าผ่านสายตาและความคิดหรือประสบการณ์ ของบุรุษที่หนึ่ง (ผม ดิฉัน ฯ) สามารถแสดงอารมณ์และความรู้สึกได้ค่อนข้างลึก แต่ไม่เท่าแบบกระแสสำนึก

   - มุมมองบุรุษที่สาม เล่าผ่านมุมมองตัวละครตัวอื่น จึงจำกัดพิสัยทัศน์ไม่กว้างเท่ามุมมองของบุรุษที่หนึ่ง และไม่สามารถบอกสิ่งที่อยู่ในจิตใจของผู้อื่นได้

   - สายตาของพระเจ้า  ผู้เล่ารู้ทุกสิ่งและมองทะลุความรู้สึกและการกระทำของตัวละครทุกตัว สามารถโยกย้าย สลับที่ตัวละครหรือเล่าสิ่งใดได้โดยไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับเหตุการณ์ วัน เวลาและสถานที่

   ๕. สถานการณ์ (Situation) คือให้ตัวละครแสดงออกมาทั้งด้านดีและไม่ดีหรือทั้งด้านมืดและสว่าง อาจมีการหักเหของเรื่อง นำตัวละครไปสู่ปมปัญหา ผูกรัดหรือคลี่คลายในที่สุด แต่ไม่ควรมีหลายสถานการณ์

   ๖. ฉาก (Setting) อาจมีหลายฉาก เป็นองค์ประกอบสำคัญทำให้เรื่องมีสีสัน สมจริง ฉากประกอบด้วย
 
                      - สถานที่  ผู้เขียนต้องกำหนดไว้

                      -เวลา หากเป็นเรื่องในอดีตต้องกำหนดยุคสมัยให้ชัดเจน

                      - สภาพดินฟ้าอากาศ
 
                      - เงื่อนไขทางสังคม เช่น ชีวิตประจำวัน สีสันท้องถิ่น การแต่งกาย ประเพณี อาหารการกิน

   ๗. บรรยากาศ (Atmosphere) มีสองลักษณะคือ

                      - อารมณ์ของเรื่อง จะเป็นแบบใดก็ได้ เช่น สดใส เศร้าหมอง สนุกสนาน ตื่นเต้น น่ากลัว

                      - ฉาก สามารถให้บรรยากาศได้ ผู้เขียนที่มีความสามารถจะสร้างบรรยากาศจากฉากต่างๆได้เป็นอย่างดี

   ๘. บทสนทนา (Dialogue) ทำหน้าที่ เล่าเรื่องแทนผู้เขียน เป็นปากเสียงให้ตัวละครให้ข้อมูลที่น่าสนใจ บรรยายหรืออธิบายบางเรื่อง และคั่นเรื่อง สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องเหมาะกับวัยวุฒิ คุณวุฒิ ชาติวุฒิ ของคู่สนทนา เหมาะกับอารมณ์และจิตใจของตัวละครในขณะนั้น มีความสมจริงให้มากที่สุดด้วย

...............

เรื่องน่ารู้เพิ่มเติม
(ไม่มีในเอกสารที่แจก)

   ขอบอกเท่าที่บันทึกได้ทันนะคะ

   -  ชื่อเรื่อง ควรมีความน่าสนใจ ไม่ใช่แปลกเพียงอย่างเดียว แต่ชื่อเรื่องสั้นผู้อ่านมักไม่เห็นความสำคัญเท่าชื่อเรื่องนวนิยาย
   -  การตั้งชื่อตัวละคร อาจให้แสดงบทบาทก่อนแล้วค่อยเสนอ เพื่อให้สมบทบาทก็ได้ ชื่อไม่ควรให้ตรงข้ามกับลักษณะจนคนอ่านรู้สึกว่าไม่เหมาะ เช่น ชื่อสง่า แต่ท่าทางหยองกรอด

   - การให้อารมณ์เสียง ปัจจุบันมีการยอมรับการปรับการเขียนให้เป็นภาษาพูดมากขึ้น เช่น “ฉันขอร้องได้ มั้ย อย่าพูดถึงเรื่องนี้อีก” แต่บ.ก.บางสำนักพิมพ์อาจจะยังไม่ยอมรับ

   - การจบเรื่อง ปมปัญหาอาจจะจบ หรือไม่จบโดยทิ้งไว้สองประเด็นคือ ผู้เขียนต้องรู้ว่าจบอย่างไร และผู้อ่านต้องรู้ด้วย

   พื้นฐานการเขียนเรื่องสั้น
   มี ๕ ประการคือ

                ๑. ต้องเข้าใจ ประเด็นของเรื่อง เนื้อหา ข้อมูล ความประสงค์ของการเขียน ขอบเขตและความยาวของเรื่อง รวมทั้งกลุ่มผู้อ่าน(เพื่อใช้คำให้เหมาะ)

                ๒. ความคาดหวังของผู้อ่าน โดยเฉพาะผู้เขียนที่มีผลงานมาแล้วผู้อ่านจะคาดหวังตามแนวนั้น เช่น รูปแบบการเขียน แนวของเรื่อง ไม่ควรพลิกแนวของตนทันที เช่น จากเรื่องที่ให้อารมณ์ขัน พลิกผันเป็นเรื่องเศร้า

                ๓. สื่อที่จะใช้ในการนำเสนอ เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ ฯลฯ ควรรู้พื้นฐานเพื่อการนำเสนอที่เหมาะสม

                ๔. บริบท อาจตามกระแสสังคม หรือเหตุการณ์ดังๆในขณะนั้น การพบปะบุคคล เศรษฐกิจ การเมือง ศาสนาและ วัฒนธรรม เป็นต้น

                ๕. อารมณ์จากเหตุการณ์ในขณะนั้น ต้องให้เหมาะสมกัน หลายสิ่งเป็นเรื่องอ่อนไหว ต้องเขียนด้วยความระมัดระวังให้มาก เช่น ศาสนา วัฒนธรรม เชื้อชาติ ภาษา

   แรงบันดาลใจในการเขียน

   เกิดขึ้นได้หลายแบบและมีข้อคิดดังนี้
   - ความหลังเร้ารุม
   - เพ่งมุมมองใหม่
   - ก้าวไปข้างหน้า
   - เปิดใจและหูตาให้กว้าง
   - สร้างโลกส่วนตัว
   - อย่ากลัวที่จะฝัน
   -บากบั่นสู่จุดหมาย
   - อย่าอายถ้าล้มเหลว

   วิธีสร้างแรงบันดาลใจ สามารถทำได้หลายทาง เช่น
   - ผ่านหนังสือ คนที่อ่านมากจะเกิดแรงบันดาลใจและแนวคิดได้มาก
   - การสัมผัสสิ่งต่างๆ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ชมงานศิลปะต่างๆ ชมธรรมชาติ
   - ศึกษาความคิดของนักปรัชญา
   - คุยกับเด็ก
   - เดินทางท่องเที่ยว
   - เข้าร่วมสัมมนา
   -เข้ารับการอบรมด้านงานเขียน
   - ลองทำในสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน เช่นทำสวนดอกไม้ ดูแลผู้สูงอายุ ฯลฯ
   - พบเพื่อนใหม่
   - เปลี่ยนที่เขียนหนังสือ
   - เขียนจดหมายถึงเพื่อนเก่า
   - ศึกษาภาษาต่างประเทศ(จะได้รับรู้วัฒนธรรม ศิลปะ ฯลฯ ของเขา)
   - ฯลฯ

   การพัฒนาแรงบันดาลใจ
   - ย้อนกลับไปคิด
   - พินิจอย่างถี่ถ้วน
   - กวนน้ำให้ใส(ใส่สิ่งหนึ่งสิ่งใดลงไปคล้ายการกวนสารส้มในน้ำ ทำให้เกิดการตกตะกอน)
   - สอดใส่สีสัน
   - สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่
   - ย้อนกลับไปมอง

   การเขียนเรื่องสั้นแบบใหม่
   - ทำใจให้ว่าง
   - สร้างขึ้นมาใหม่
    (เหมาะกับผู้ที่เขียนมาจนช่ำชองแล้ว)

   สำนวนโวหารในการเขียน
   - เลียนหรือถ่ายทอดจากธรรมชาติ เช่น ลื่นเหมือนปลาไหล ดีใจราวกับปลากระดี่ได้น้ำ เพื่อแสดงกิริยาของตัวละครให้ผู้อ่านเห็นภาพพจน์ หรือยกตัวอย่างประกอบ

   - สำนวนแบบโต้แย้ง เช่น น้ำกับน้ำมัน ขมิ้นกับปูน ซื่อเหมือนแมวนอนหวด
 
   - สอดคล้องกัน เช่น เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย ผีแห้งกับโลงผุ นายว่าขี้ข้าพลอย

   - ผิดธรรมชาติ เช่น เสือสิ้นลาย นกสองหัว หิมะตกที่เมืองไทย

   ลักษณะของโวหาร
   - บรรยายโวหาร
   - พรรณนาโวหาร
   - เทศนาโวหาร(แสดงความคิด ความเชื่อ)
   - สาธกโวหาร คือการแสดงตัวอย่างประกอบ
   - อุปมาอุปมัย
   

เกร็ดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องสั้น

   * แนวต่างๆของเรื่อง การเขียนถึงบางเรื่องอาจจะเขียนโดยไม่พาดพิงถึงสิ่งนั้นๆ ก็ได้
   * อัตลักษณ์(แนว)ของคนเขียนต้องมี
   * มีความสม่ำเสมอในการเขียน โดยเฉพาะในเล่มเดียวกัน คือ เรื่องควรมีความโดดเด่นใกล้เคียงกัน ไม่ใช่มีเรื่องที่เด่นมากและอ่อนมากอยู่ด้วย เรื่องอ่อนจะดึงเรื่องเด่นให้ด้อยลง ลักษณะนี้บางทีพบในกรณีที่ผู้เขียน เขียนในวัยที่ต่างกันมาก
   * เรื่องที่รวมเล่มควรไปในแนวเดียวกัน ไม่ฉีกแนวมากเกินไป
   * พล็อตเรื่องต้องรู้จักคิดค้นและแสวงหา
   * แง่มุมความคิดไม่ซ้ำใคร หรือสร้างสรรค์
   * การเปิดเรื่องสามารถเปิดได้หลายอย่าง เช่นเปิดด้วย คำคม เหตุการณ์
                * ภาษา คือเครื่องมือที่ถ่ายทอด สิ่งนี้เป็นด่านแรกต้องมีและสามารถใช้ได้ดี
   * ให้ผู้อ่านเดินทางพร้อมผู้เขียน ไม่ควรเขียนเดินนำไปไกลมาก จะทำให้ไม่มีผู้เดินตาม
                * การตัดฉากไม่มาก ควรเดินตรงเป้าหมายที่วางไว้
   * ให้รู้ว่าจุดสูงสุดอยู่ตรงไหน
   * จบลงแบบใด เฉลยหรือสรุป (ให้รู้ว่าคืออะไร)
   * สำหรับผู้ส่งผลงานเข้าประกวด ไม่เขียนแบบเอาใจกรรมการ เพราะมักขาดความสมจริง เห็นความสำคัญของเรื่องเป็นรอง ควรเอาชนะใจตนเองก่อน จะทำให้มีความเป็นตัวของตัวเอง

 + + + + + + + + + +

ส่งท้าย สื่อแถม

   อาจารย์ให้พวกเราใช้เวลา ๑๕ นาทีในการเขียนเรื่อง และอ่านให้ทุกคนฟัง บางคนเกิดพล็อตเรื่องน่าสนใจ แต่ไม่ได้เขียนออกมาแบบเรื่องสั้นทั่วไป ครั้งนี้ปรากฏว่าคนที่ส่งการบ้านเร็วที่สุดแทบทุกครั้ง คิดพล็อตไม่ออกหน้าจ๋อยไปเหมือนกัน นั่นแสดงว่าไม่มีแรงบันดาลใจ คงจะสอดคล้องกับข้อแนะนำของอาจารย์ในหัวข้อที่ว่า วิธีสร้างแรงบันดาลใจ หนึ่งในหลายข้อก็คือ เปลี่ยนที่เขียนหนังสือ

   ดังนั้นจึงมีข่าวดีกับคำถามที่ว่า ปลายปีนี้จะมีการพบปะของชาวชูช่อฯตามที่อาจารย์ว่าไว้ไหม คำตอบจากอ.ประภัสสร คือ ถ้ามีต้องออกไปข้างนอก(ไชยโย) แต่...ขอบอกนะคะท่านบอกว่าจะมีลูก เอ๊ย...น้องของเราเป็นรุ่น ๒ แน่นอน ใครเคยอิจฉาเมื่อรู้ว่าแม่จะมีน้อง ต้องแสดงความดีใจแทน เพราะจะได้คึกคักและแข่งขันกันด้วยก็ได้ สนุกดีจะได้มีพัฒนาการด้วย ยังไงก็พี่น้องกันรักกันไว้ ส่งเสริมกันไปให้ดังระเบิดวงการน้ำหมึกไปเลย

สวัสดีค่ะ 
(คมวจีผู้บันทึกและนำเสนอ) 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 29, 2011, 04:57:01 am โดย ชุติมา-ประภัสสร » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF