www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ฆาตกรรมที่ไม่ธรรมดา  (อ่าน 4910 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2011, 06:32:40 pm »

เพ็กกี้ชอบเรื่องประเภทสืบสวน ซ่อนเงื่อน สยองขวัญ แต่ไม่มีปัญญาเขียนนิยายประเภทนี้ เพราะไม่มีประสบการณ์ด้านนี้เลย ตอนนี้ชักจะเริ่มสนใจอยากเขียนเรื่องประเภทนี้ขึ้นมาแล้วซิ แต่คงจะต้องทำการบ้านเยอะหน่อย  นิยายสร้างจากจินตนาการ แต่ก็ต้องให้มีความสมจริงด้วย

ตอนนี้กำลังติดตามข่าวคดีดังในสหรัฐ เป็นคดีที่แม่ถูกฟ้องว่าฆ่าลูกตัวเอง เหตุเกิดตั้งแต่ปี2008 การพิจารณาคดียืดเยื้อมาจนถึงปีนี้ และเพิ่งจะมาสรุปและตัดสินเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาเป็นวันชาติอเมริกา เป็นวันที่คนส่วนใหญ่หยุดงาน แต่ศาล บรรดาลูกขุน และผู้ที่เกี่ยวข้องก็ยังต้องมาทำงานกันทั้งในวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดด้วย

Casey Anthonyคือจำเลยในคดีนี้ เธออายุ25ปี ถูกกล่าวหาว่าฆ่าลูกสาวอายุสองขวบ โดยมีผู้พบศพโครงกระดูกเด็กถูกทิ้งอยู่ในป่า มีรอยเทปปิดส่วนที่เป็นจมูกและปาก เด็กหายไปจากบ้านหลายวัน แต่แม่เด็กก็ไม่ได้เดือดร้อนที่จะไปแจ้งความ เมื่อถูกสอบสวนเธออ้างว่า ทิ้งลูกไว้กับคนเลี้ยงเด็กซึ่งเป็นหญิงเขื้อสายสแปนิช พ่อของเธอให้การว่าเด็กจมน้ำตาย พ่อพยายามปิดบังการตายของหลาน เหตุเกิดที่เมืองออแลนโด รัฐฟลอริด้า

พนักงานอัยการพยายามหาหลักฐานมาพิสูจน์ว่า เธอเป็นฆาตกรฆ่าลูกของตัวเอง เด็กอายุสองขวบในขณะนั้น แต่ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าใครเป็นพ่อเด็ก เจ้าหน้าที่สืบได้อีกว่าครอบครัวนี้มีความไม่สมประกอบ พ่อและพี่ชายของจำเลยล่วงเกินทางเพศจำเลย บางกระแสก็บอกว่าเด็กที่ตายเป็นผลจากการล่วงเกินทางเพศของพี่ชาย  เมื่อแม่ไม่มีความรักให้ลูกจึงอยากจะกำจัด เจ้าหน้าที่พบบันทึกส่วนตัวของจำเลยที่เขียนว่า ฉันไม่เสียใจเลยกับสิ่งที่ฉันได้ทำลงไป แต่ก็ไม่ได้มีข้อความชัดเจนว่าสิ่งที่เธอทำลงไปคืออะไร

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพบว่าเธอค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการใช้โครโรฟอร์มจากคอมพิวเตอร์ของเธอ โครโรฟอร์มก็คือยาสลบ ข้อสันนิษฐานของเจ้าหน้าที่คือเธอวางยาสลบเด็กก่อน แล้วเอาเทปปิดปากปิดจมูกเด็กให้หายใจไม่ออก แล้วนำร่างของเด็กไปใส่ไว้ในกระโปรงหลังของรถ รอไว้หลายวันจนร่างเน่าเปื่อยแล้วจึงนำร่างเด็กไปทิ้งในป่า เจ้าหน้าที่พบรถของเธอถูกทิ้งไว้ เมื่อเปิดดูด้านหลังรถก็ได้กลิ่นเน่าเหม็น แต่ไม่พบอะไรนอกจากถุงพลาสติกสีดำแบบเดียวกับที่ใช้เป็นถุงขยะ

ฟังที่เพ็กกี้เล่าแล้ว เป็นใครก็ต้องคิดว่าเธอฆ่าลูกโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โทษถึงประหารชีวิตเลยละ ในอเมริกาการกระทำความคิดกี่ยวกับเด็กเขาถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงมาก เจ้าหน้าที่ใช้สามัญสำนึกว่าคนเป็นแม่ย่อมจะห่วงลูก เห็นลูกสำคัญกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด การที่แม่ไม่เดือดร้อนที่ลูกหายไปเป็นสิ่งที่ผิดปกติมาก ที่อเมริกานี่เห็นว่าการลงโทษแบบเฆี่ยนตีเด็กเป็นส่งที่ผิดกฎหมาย ถ้าเพื่อนบ้านเห็นพ่อแม่ตีลูกก็เรียกตำรวจจับได้ แม้ว่าจะเป็นเรื่องภายในครอบครัวของคนอื่น แต่ชาวบ้านก็ยื่นมือเข้ายุ่งได้

เพ็กกี้นึกถึงคดีทำนองเดียวกันนี้ที่เกิดเมื่อเกือบยี่สิบกว่าปีก่อน ถ้าจำไม่ผิดเหตุเกิดที่รัฐเซ้าท์ แคโรไลน่า ผู้หญิงวัยยี่สิบกว่าๆมีอาชีพพนักงานในโรงงานแห่งหนึ่ง เกิดไปชอบพอกับลูกชายเจ้าของโรงงานซึ่งรวยมากๆ ฝ่ายชายพูดออกมาอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการรับผิดชอบเด็ก แม่เด็กซึ่งมีความคาดหวังในตัวลูกเจ้าของโรงงานจึงฆ่าลูกตัวเอง โดยเอาลูกใส่ในตอนหลังของรถ แล้วทำให้รถจมน้ำ แม่ของเด็กก็ไปแจ้งความว่า มีคนผิวดำขโมยรถไป ต่อมาตำรวจก็พบรถคันนั้น และทำการสืบสวนสอนสวน ในที่สุดก็สรุปคดีว่าเธอฆ่าลูกตัวเอง ผลก็คือเธอถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

ในคดีฆาตกรรมตำรวจมักจะสงสัยคนที่อยู่กับผู้ตายเป็นรายสุดท้าย หรือคนในครอบครัวก่อน ไม่ว่าจะเป็นสามีภรรยา พ่อแม่หรือพี่น้อง เหมือนกับคดีดังคดีหนึ่งที่เมืองไทย ซึ่งเพ็กกี้จะไม่พาดพิงไปถึงรายละเอียด ในเมื่อศาลตัดสินแล้วว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิด

ก่อนที่จะเล่าต่อว่าคดีนี้จะจบอย่างไร ให้พวกเราพิจารณาก่อนว่าจำเลยผิดจริงหรือไม่ ตามหลักฐานที่ว่ามานะคะ อันที่จริงคดีนี้ตัดสินไปแล้ว ถ้าท่านที่สนใจจะอ่านย้อนหลังในข่าวซีเอ็นเอ็น หรือจะGoogleดูก็ได้ ที่เพ็กกี้นำมาเล่าเพราะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ในฐานะที่เคยเรียนกฎหมายมา อยากจะออกความเห็นบางอย่าง อดใจรอหน่อยนะคะ เดี๋ยวจะมาเล่าต่อค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 11, 2011, 06:35:44 pm โดย PeggySueGuerra » บันทึกการเข้า
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 12, 2011, 06:25:00 pm »

[color=purpleเล่าต่อค่ะ

ก่อนที่จะพูดถึงคำตัดสินของศาลขออธิบายระบบกฎหมายของอเมริกาก่อน อเมริกาเอาแบบอย่างระบบกฎหมายCommon Lawหรือกฎหมายจารีตประเพณีมาจากอังกฤษ ส่วนประเทศไทยใช้ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษรหรือCode Law แต่ในทางปฎิบัติประเทศไทยมีระบบกฎหมายแบบลูกผสมมากกว่า เพ็กกี้จะไม่อธิบายละเอียดเพราะไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สิ่งที่แตกต่างไปจากกฎหมายไทยก็คือ การพิจารณาคดีในศาลเขาใช้ลูกขุน(jurors)ด้วย ลูกขุนก็มาจากประชาชนธรรมดานี่แหละ รัฐจะมีหมายเรียกพลเมืองอเมริกันมาทำหน้าที่ลูกขุน ลูกขุนมานั่งฟังการเบิกความ และการสืบพยานตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วก็ลงความเห็น(verdict)ว่าจำเลยผิดหรือไม่ผิด ศาลจะตัดสินคดีไปตามความเห็นของคณะลูกขุน

ในคดีที่Casey Anthonyเป็นจำเลย มีลูกขุนที่มานั่งฟังสิบสองคน เสียงส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า จำเลยไม่มีความผิด เพราะหลักฐานไม่เพียงพอที่จะเอาผิดจำเลย เป็นไงคะ หลายคนอาจจะร้องออกมาว่า “อะไรกัน(วะ)” คนอเมริกันหลายคนก็เป็นเช่นนี้ค่ะ งุนงง ผิดคาด และโกรธแค้น เพราะสังคมสรุปไปเรียบร้อยแล้วว่าจำเลยผิด ถ้ามองในแง่ของลูกขุนและศาล การที่จะตัดสินว่าจำเลยมีความผิดจริงตามฟ้องก็ต้องมีหลักฐานชัดเจน

เพ็กกี้เคยเรียนกฎหมาย ได้รับการสอนมาว่า ปล่อยคนผิดสิบคนยังดีกว่าเอาผิดคนบริสุทธิ์เพียงคนเดียว ที่ไหนในโลกก็ยึดหลักอันเดียวกัน ไม่ว่าจะมองด้วยสายตานักกฎหมายหรือใช้สามัญสำนึก ถ้าปล่อยคนผิดออกไป ภายหลังอาจจะเจอหลักฐานที่เอาผิดเขาได้ แต่ถ้าตัดสินคนบริสุทธิ์ให้ถูกประหารชีวิต ต่อมาภายหลังเจอหลักฐานว่าเขาไม่ผิด จะไปเรียกร้องเอาชีวิตคนบริสุทธิ์กลับคืนมาไม่ได้แล้ว มีหลายกรณีค่ะที่ผู้บริสุทธิ์ถูกคุมขังอยู่หลายปี เมื่อถูกปล่อยตัวออกมา เขาอาจจจะฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ แต่ในระหว่างที่เขาถูกคุมขังมันก็เป็นบาดแผลชีวิตที่ยากจะเยียวยาได้ง่าย บางคนถูกขังอยู่นานเป็นสิบปี เมื่อถูกปลดปล่อยเป็นอิสระชีวิตก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว ต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกภายนอกให้ได้ จะไปหางานทำก็ลำบากแล้ว

เพ็กกี้ไม่ได้บอกว่าเห็นด้วยกับคำตัดสินในคดีนี้ ถ้าตัวเองได้มีโอกาสฟังการพิจารณาคดี อาจจะมีข้อสรุปดีๆได้บ้าง แต่ข้อมูลที่ได้มาก็ดูและอ่านจากสื่อทั้งหลายซึ่งไม่ละเอียดพอ ลูกขุนหลายคนให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่ายากที่จะชี้ชัดว่าจำเลยกระทำความผิด สื่อทั้งหลายก็ประโคมแต่สิ่งไม่ดีเกี่ยวกับตัวจำเลย เราจะเอาบุคคลิกของจำเลยว่าเป็นคนชอบเที่ยว กินเหล้าเมายามาเป็นข้อสรุปว่าเขาทำความผิดไม่ได้ จะต้องดูหลักฐานทางนิติเวช ลายพิมพ์นิ้วมือ วัตถุที่ใช้ในการประกอบอาชญากรรม ฯลฯ เมื่อหลักฐานไม่ชี้ชัดก็ต้องยกประโยชน์ให้แก่ความสงสัย (Beyond Reasonable Doubt)

อย่างไรก็ดีCasey Anthonyถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานให้การเท็จ ขัดขวางกระบวนการยุติธรรมรวมทั้งหมดสี่คดี ซึ่งเป็นเพียงคดีลหุโทษ ศาลตัดสินจำคุกเธอในคดีลหุโทษทั้งสี่เป็นเวลาสี่ปี และปรับอีกจำนวนหนึ่ง แต่เธอถูกควบคุมตัวในระหว่างพิจารณาดีทั้งหมดเป็นเวลาสามปีกว่า ดังนั้นก็เหมือนกับว่าเธอรับโทษไปล่วงหน้าแล้ว เหลือเวลาอีกไม่กี่วันเธอก็ได้รับการปล่อยตัวในวันที่17กรกฎาคม

ถ้าจะพูดตามความเชื่อของคนที่นับถือพุทธก็ต้องบอกว่า ใครทำกรรมก็ต้องได้รับผลกรรมไม่ช้าก็เร็ว วันนี้ยังเอาผิดเขาไม่ได้ แต่กฎแห่งกรรมจะลงโทษเขาเอง

เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเราสักหน่อย แต่มันอยู่ในความสนใจของเพ็กกี้ เพราะเพ็กกี้ชอบเรื่องลึกลับซับซ้อน ซ่อนเงื่อน ก็อยากจะเล่าสู่กันฟังไว้ประดับความรู้


][/color]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 12, 2011, 06:29:11 pm โดย PeggySueGuerra » บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2011, 01:49:11 pm »

เป็นคดีที่คนให้ความสนใจกันมากทีเดียว ส่วนความจริงเบื้องหลังจะเป็นอย่างไรนี่คงไม่อาจรู้ได้ว่า
เท็จจริงมากน้อยแค่ไหน

เรื่องลึกลับซับซ้อนนี่ มีคนสนใจกันมากขึ้นนะคะ นักเขียนหลายคนก็ชอบที่นำมาเขียนกัน แล้วก็ชวนฉงน ชวนให้ติดตาม ชวนให้ค้นหาความเป็นจริงกัน

ขอบคุณคุณเพ็กกี้ที่นำมาเล่าให้ฟังค่ะ ฟังจากข่าวแล้วไม่ค่อยละเอียดนัก และก็ไม่อาจลงความเห็นได้ว่าอะไรเป็นอะไรแน่  แต่ถ้ามองเรื่องกรรมแล้ว ก็คงจะเป็นอย่างนั้นละค่ะ ใครทำอะไรไว้ก็จะต้องได้รับผลกรรมนั้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 15, 2011, 01:53:52 pm โดย ชุติมา-ประภัสสร » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF