www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ผิดคน....  (อ่าน 2863 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2011, 08:34:07 am »

ผิดคน..
ราสส์ กิโลหก

เวลาเย็นพระอาทิตย์อ่อนแสงลง
สมานขับรถเก๋งสภาพเก่ากลับจากที่ทำงาน จนอีกประมาณ 200 เมตรจะถึงหน้าบ้าน เขาเกิดอารมณ์หงุดหงิดขึ้นมาเมื่อสายตามองเห็น รถมอเตอร์ไซค์หลายคันจอดกันระเกะระกะบริเวณหน้าบ้านหลังหนึ่งซึ่งถัดจากบ้านพักของเขาไป พอเข้าไปใกล้จนจะถึงบ้านพักเสียงเพลงฝรั่งที่ฟังเนื้อร้องไม่ออก ดังสนั่นจนแสบหูทั้งอาการแน่นหน้าอกอันเกิดจากเสียงตึ๊บๆที่เขารู้สึกได้..
“อ้ายเวรพวกนี้มามั่วสุมกันอีกแล้ว” เขาบ่นพึมพำเบาๆ
                         
                                              **********************************
 
บ้านพักของสมานตั้งอยู่รอบนอกของตัวจังหวัดซึ่งความเจริญยังเข้าไปไม่ทั่วถึง พื้นถนนเป็นดินลูกรัง ท่อระบายน้ำยังไม่มี ยังดีที่มีน้ำประปาและไฟฟ้าใช้ ทางเข้าบ้านเป็นซอยเล็กๆแยกจากถนนใหญ่ ความกว้างแค่ 5 เมตร สองฝั่งซอยมีบ้านเรือนปลูกสร้างอยู่ไม่มากนัก สำหรับบ้านของเขาอยู่ลึกเกือบสุดปลายซอยมีบ้านใกล้เคียงติดกันอีกหลังหนึ่ง  ซึ่งตลอดทั้งซอยจะมีบ้านเรือนปลูกสร้างกันเป็นหย่อมๆแต่พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นที่ว่างเปล่ามากกว่า  บ้านหลังที่อยู่ติดกับบ้านของสมานแต่เดิมคือบ้านของพี่ชายเขาเองชื่อสมัย  สองพี่น้องมาซื้อที่ดินแห่งนี้เมื่อหลายปีก่อนและปลูกบ้านพร้อมกัน อยู่กันมาได้ไม่กี่ปีพี่ชายซึ่งมีลักษณะนิสัยเกเรไปคบหากับพวกโจร ไปก่อเรื่องทั้งปล้นทั้งฆ่า หลายครั้งหลายหนจนถุกตำรวจจับได้ ต้องถูกจองจำอยู่ในเรือนจำจังหวัดซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านสมานมากนัก   คดีอยู่ระหว่างรอการตัดสินของศาล โดยอัตราโทษร้ายแรงสูงถึงประหารชีวิต  ลูกเมียอยู่ไม่ไหวต้องจำใจขายบ้านให้กับผู้อื่น คนที่ซื้อบ้านหลังนี้ก็ไม่ได้อยู่เองแต่ได้นำไปให้คนอื่นเช่า ที่ผ่านมาก็ไม่มีปัญหาอะไรคนที่มาเช่าก็ถ้อยที่ถ้อยอาศัยกัน จนมาถึงคนเช่ารายสุดท้ายเป็นพ่อค้าขายของเร่ ต้องออกไปตะเวนขายของตามต่างจังหวัด นานๆจะกลับมาบ้านสักครั้ง แต่ได้ทิ้งให้ลุกชายวัยรุ่นชื่ออ้าย หวัง อาศัยอยู่ตามลำพัง

 อันอ้ายหวังนั้นเป็นเด็กเกเรไม่เอาถ่าน คบแต่เพื่อนฝูงนิสัยไม่ดี เรียนหนังสือกว่าจะจบชั้นมัธยมได้ พ่อ-แม่ต้องไปกราบอาจารย์ที่โรงเรียน ขอให้ลูกได้เรียนจบ มันจึงจบออกมาได้ด้วยคะแนนคาบเส้น ไปสอบเรียนต่อสายช่างที่วิทยาลัยเทคนิคประจำจังหวัด ก็สอบไม่ผ่านเพราะสมองของมันเต็มไปด้วยขี้เลื่อย มันจึงถือโอกาสไม่เรียนหนังสืออาศัยไถเงินพ่อแม่ใช้ไปวันๆ..ที่สำคัญมันชอบพาเพื่อนมามั่วสุ่มในเวลาที่พ่อ-แม่ออกไปขายของ..
                                     
                                              ********************************************
 
จอดรถในบ้านเรียบร้อยขณะลงจากรถ สมจิตเมียของเขาเดินหน้ามุ่ยออกมาพูดว่า
“พี่..เด็กข้างบ้านพาพวกมามั่วสุม เสียงดังจนลูกสาวเราไม่ได้หลับได้นอน”
สมานแต่งงานเมื่ออายุสามสิบปลายๆและมามีลูกเมื่ออายุเกือบสีสิบ ส่วนสมจิตอายุน้อยกว่า 10 ปี สองผัวเมียเพิ่งมีลูกสาวคนแรก อายุ  2 ขวบ

“พ่อ-แม่ของมันคงใกล้จะมาแล้ว เดี๋ยวพี่จะไปพูดกับพวกเขา” สมานบอกเมีย

“ไปฟ้องพ่อ-แม่ แล้วไม่กลัวลูกเขาโกธรเอาหรือ พี่” สมจิตยังกังวลเพราะเธอต้องอยู่บ้านคนเดียวในช่วงที่สมานไปทำงาน

สมานมองหน้าเมียด้วยความสงสาร  มันไม่มีทางอื่นเพราะถ้าเขาเข้าไปพูดห้ามปรามด้วยตนเอง พวกมันคงไม่ฟังเพราะท่าทางแต่ละคนเอาเรื่อง..สักยันต์กันลายพร้อยเป็นตุ๊กแก คงมีประวัติเป็นศิษย์เก่าจากเรือนจำที่ไหนสักแห่ง

“เอาเถอะ พี่จะไปพูดกับ พ่อ-แม่เขาดีๆ คิดว่าคงฟังกันบ้าง ไป...เข้าบ้านกัน” สมานตัดบท

4 วันต่อมาเป็นวันอาทิตย์  พ่อ-แม่อ้ายหวังเดินทางกลับบ้านในช่วงเช้า สมานหยุดงานอยู่กับบ้าน ได้ยินเสียงรถจอด จึงรีบเดินออกไปหา  .เขาเห็น ชายร่างใหญ่รุ่นราวคราวเดียวกับเขาเปิดประตูรถออกมา ที่เอวคาดกระเป๋าเงินแบบพ่อค้าทั่วๆไป

“สวัสดีครับ พี่”สมานพนมมือไหว้ด้วยความนอบน้อม
ชายร่างใหญ่หันมาตามเสียงพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้ตอบ ก่อนยิ้มด้วยอารมณ์ดี
“อ้าวคุณที่อยู่ข้างบ้านนั่นเอง มีอะไรหรือครับ”
“คือว่าผมอยากจะคุยอะไรกับพี่ หน่อยครับ”
“ธุระอะไร ค๊า!”  เสียงผู้หญิงดังมาจากข้างรถ เธอเป็นหญิงร่างอ้วนตัวกลมเป็นขนุน ทาปากแดงแจ๋
สมานหันไปตามเสียงพลางยกมือไหว้ทำความเคารพ.
“คือผมมีเรื่องจะคุยกับพี่ทั้งสองคนครับ”
สมานเล่าเรื่องความเดือดร้อนอันเกิดจากการกระทำของลูกชายของพวกเขา  พร้อมกับเล่าพฤติกรรมต่างๆให้ฟังจนหมดสิ้น สองผัวเมียนั้นทราบถึงนิสัยของลุกชายตัวเองดี เขาแสดงความเห็นใจและรับว่าจะไปพูดห้ามปรามให้ โดยได้ขอโทษสมานแทนลูกชายด้วย

กลับถึงบ้านสมานบอกกับสมจิตให้สบายใจได้เพราะ ดูท่าทางสองผัวเมียเป็นคนใจดีคิดว่าปัญหาต่างๆคงจะหมดไปในไม่ช้านี้

 หลังจากพ่อ-แม่อ้ายหวังต้องออกเดินทางไปขายของเหมือนเคย  ในช่วงเย็นสมานกลับจากทำงานถึงบ้านตามปกติ เลี้ยวรถเข้าบ้าน ยังไม่ทันได้ลงจากรถ มีเสียงรถมอเตอร์ไซค์หลายคันวิ่งมาจอดที่หน้าบ้านอ้ายหวัง  แทนที่จะดับเครื่อง แต่ตรงกันข้าม พวกมันบิดเร่งเครื่องรถทั้งที่จอดอยู่เสียงดังสนั่นหวั่นไหว  เสียงดังปานฟ้าผ่าทำให้ลูกสาวของเขาตกใจร้องเสียงดังลั่นแข่งกับเสียงรถ สมานก็ทำอะไรไม่ถูก สมจิตเมียของเขาอุ้มลูกออกมาหา.

“พวกเด็กข้างบ้านใช่ไหม ?พี่”

สมานกัดฟันด้วยความข่มขื่น ในชีวิตเขาไม่เคยมีเรื่องมีราวกับใคร เป็นคนชอบความสงบ ซึ่งต่างกับพี่ชายอย่างสิ้นเชิง  เขาจะทำอย่างไรถ้าออกไปตอนนี้คงมีเรื่องทะเลาะกันแน่ เขาไม่อยากเป็นแบบนั้น ลูกก็ยังเล็กและเมียอีกคน เขาต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว

เสียงเครื่องรถฯเงียบไปแล้ว เขาถอนใจด้วยความโล่งอก ทันใดนั้น
เปรี้ยงๆๆๆๆ เสียงปืนดังขึ้น ตามด้วยเสียงตะโกนอย่างโกธรแค้น
“อ้ายปากหมา สัตว์ อยู่ดีๆไม่ชอบ เดี๋ยวเจอดีแน่ มึง” มันเป็นเสียงของอ้ายหวัง “ เฮ้ย ! พวกเราวันนี้เต็มที่ โว้ย !”
มันทำใจป้ำเลี้ยงพรรคพวก เพราะพ่อ-แม่เพิ่งทิ้งเงินเอาไว้ให้ใช้

พวกอ้ายหวังดื่มกิน เอะอะโวยวายกันทั้งคืน ทั้งยังมีเสียงตะโกนด่าและท้าทายเป็นระยะๆ มีการยิงปืนเสียงดังอีกหลายครั้ง เป็นการแสดงความยิ่งใหญ่เพื่อข่มขู่

 แต่สมานก็ใจเย็นเขาอดทนจนกลายเป็นคนขี้ขลาดในสายตาของพวกอ้ายหวัง   สมจิต รู้สึกสงสารสามีมากเพราะเธอรู้จักใจของเขาดีว่าเจ็บปวดแค่ไหน ความจริงสมานไม่ถึงกับจะสิ้นเขี้ยวเล็บอะไร เขาเคยเข้ารับการเกณฑ์ทหารและได้รับการฝึกฝนมาพอสมควร แต่ความที่เป็นคนรักสงบ ไม่ชอบมีเรื่องมีราวกับใคร และที่สำคัญเขาเพิ่งมีลูกอายุแค่ 2 ขวบ มันเป็นห่วงอันใหญ่ที่คอยเหนี่ยวรั้งไม่ให้เขาต้องออกนอกเส้นทาง
“พี่ใจเย็นๆนะ”
“มันชักจะมากเกินไปแล้วนะเนี่ย ! ถึงกับยิงปืนขู่กัน” สมานมองหน้าเมียรักด้วยอารมณ์ที่ปั่นป่วน
“เราแจ้งตำรวจดีมั๊ย !พี่”
“ตำรวจมาก็คงทำอะไรมากไม่ได้เพราะพวกเขายังไม่ได้ทำผิดอะไร แค่ทำเสียงดัง”
“แล้วเราจะทนอยู่อย่างงี้ หรือไง ?”
คำถามอันนี้ทำให้สมานต้องคิดหนัก บ้านก็บ้านของเราแล้วจะหนีไปอยู่ที่ไหน พวกมันเป็นแค่คนเช่า เราจะหนีมันหรือ ?
                        ****************************************

สถานการณ์ของสมานย่ำแย่ลงทุกวันเพราะอ้ายหวังพาพวกมามั่วสุมหนักข้อขึ้น พวกมันขี่รถผ่านหน้าบ้านสมานก็ตะโกนด่ากันสนุกปากทำเหมือนสมานไม่อยู่ในสายตา

แล้ววันโลกาวินาศก็มาถึงจนได้ มันเป็นวิถีกรรมที่ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงให้เป็นอย่างอื่นได้

วันนี้เป็นวันพระ  พ่อ-แม่ อ้ายหวังกลับถึงบ้านเกือบสว่าง  พวกเขากะว่าในตอนเช้าจะพากันไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านโดยจะชวนอ้ายหวังลูกชายจอมเกเรไปด้วย เนื่องจากมีหมอดูทักว่าลูกชายจะมีเคราะห์ถึงตาย สองผัวเมียมาถึงก็อาบน้ำอาบท่า และจัดเตรียมอาหารคาวหวานดอกไม้ธูปเทียนเพื่อไปทำบุญที่วัดตามที่ตั้งใจ และที่สำคัญต้องเอาตัวอ้ายหวังไปทำบุญที่วัดด้วย

“หวังๆๆๆๆ เฮ้ย ! อ้ายหวัง ตื่นๆๆๆ” เสียงพ่อของมันตะโกนจนลั่นบ้าน แต่อ้ายหวังก็ไม่ตื่นมันยังคงนอนกรนเสียงดังเย้ยคนที่เรียกเสียอีก เพราะเมื่อคืนมันกินเหล้าจนเกือบสว่างและเพิ่งล้มตัวนอน ก่อนที่พ่อ-แม่มันจะมาถึงบ้านไม่ถึงครึ่งชั่วโมง   ทั้งพ่อและแม่ มาช่วยกันปลุก มันก็ยังไม่ยอมตื่น ลากตัวมานั่งพอปล่อยมือมันก็ล้มตัวนอน จนคนปลุกต้องระอายอมแพ้ล่าถอยไป

“ช่างมัน พวกเราไปกันเองก็แล้วกัน ทำเผื่อให้มันคงได้” ผัวหันมาพูดกับเมีย

 คนอย่างอ้ายหวังไม่เคยมีความคิดจะทำงานมันอาศัยเกาะพ่อ-แม่กินจนเคยตัว  ชีวิตประจำวันของมันคือกินแล้วก็นอน เรื่องดีๆไม่เคยคิด วันๆคิดแต่เรื่องชั่วๆ คบหาแต่พวกคนชั่ว  การที่ลูกที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ คงหนีไม่พ้นจากความรับผิดชอบของพ่อ-แม่ ที่ไม่อบรมสั่งสอน และป้องกันตั้งแต่ต้น แต่อย่างว่าเรื่องแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ตามใจง่ายๆ ยิ่งเป็นลูกผู้หญิงจะยิ่งช้ำใจมากกว่า บางคนบอกว่า ถ้าลูกมีความประพฤติดีถือว่าเป็นบุญ แต่ถ้าลูกประพฤติตัวไม่ดีถือว่าเป็นกรรม ก็แล้วแต่จะคิดกัน
                                     
                                            *************************************
หลังจากพ่อ-แม่อ้ายหวังต้องออกไปเร่ขายของ เหมือนเคย
ช่วงเย็นใกล้ค่ำเสียงรถมอเตอร์ไซค์ หลายคันห้อตะบึงส่งเสียงแสบแก้วหู จากปากซอยจุดหมายคือหน้าบ้านอ้ายหวัง เสียงพูดคุยเอะอะโวยวายด่าพ่อล่อแม่ ด้วยความคึกคะนอง ด้วยมาดของผู้ยิ่งใหญ่มาพบกัน ต่อมาตามด้วยเสียงเพลงที่ดังกระหึ่ม เสียงผู้คนหลายคนสังสรรค์เฮฮากันสนุกสนาน  จนเวลาล่วงเข้ายามค่ำคืน ความร้อนแรงของน้ำเมาเริ่มเปลี่ยนนิสัยของผู้ที่ดื่มมันเข้าไป 

คืนนี้พระจันทร์เต็มดวงสีเหลืองสดใสแสงจันทร์ส่องทาบลงมาไล่ความมืดมิดลงไปได้บ้าง เหมือนน้องๆดวงอาทิตย์  มันจึงเป็นเหมือนโคมไฟที่ให้ความสว่างแก่หน้าบ้านสองหลังที่อยู่ติดกัน

อ้ายหวัง เสื้อไม่ใส่ โชว์รอยสักของอาจารย์ขมังเวทย์ ที่โด่งดังในเรื่องความเหนียว มันนั่งอยู่ในวงเหล้า ในมือคือปืนขนาดเหมาะมือ กำลังดึงลูกปืนออกมาจากรังเพลิง หันไปบอกพรรคพวก

“นี่ขนาด .38 หัวระเบิดโว้ย ! ใครโดนเข้าไปไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต”

อ้ายแดงไม่น้อยหน้า ควักปืนขนาด 11 ออกมาบ้าง “นี่โว๊ย ! กระบอกนี้กินมาหลายศพแล้ว ยิงช้างยังเซ” พร้อมกับขึ้นลำด้วยความชำนาญ “แถวๆนี้ใครมีอะไรบอกกุได้ กุไม่เคยกลัวใคร”

พวกขี้เหล้ายังมีความสุขกับการกินการโวโอ้อวด  จนกระทั่ง

นาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืนตรง...

อ้ายหวังลุกยืนขึ้นด้วยความลำบากเพราะความเมา พอยืนได้มันควักปืนออกจากเอว เอามืออีกข้างหมุนลูกโม่เล่น

“เดี๋ยวกูจะออกไปยืดเส้นยืดสายหน่อย” พรรคพวกไม่มีใครว่าอะไรเพราะอ้ายหวังชอบออกไปยิงปืนขึ้นฟ้าเป็นประจำอยู่แล้ว

มันเดินโซเซออกมาที่ถนนหน้าบ้าน แสงจันทร์สาดส่องลงมาจากฟากฟ้าผ่านตัวอ้ายหวังจนเห็นเป็นเงาทาบลงไปตามพื้นดิน แต่เงานั้นมีแต่ตัวไม่มีส่วนหัวอยู่ด้วย

อ้ายหวังพร้อมกับเงาจันทร์ที่ไม่มีหัวเดินโซเซไปที่หน้าบ้านสมานคู่แค้นของมัน  ในบ้านนั้นปิดไฟเงียบ

“เฮ้ย ! อ้ายปากหมา หดหัวอยู่ทำไมวะ แน่จริงออกมาเจอกุหน่อย ซิ !” ไม่พูดเปล่า ยกปืนที่อยู่ในมือชูไปที่ดวงจันทร์ เหนี่ยวไกปืน เปรี้ยงๆๆๆๆ....เสียงดังสนั่นลั่นซอย.. “นึกว่าแน่  อ้ายเวร เอ้ย !”

แต่...คราวนี้ไม่เหมือนคราวก่อนๆ

มีคนเดินออกมาจากบ้านสมาน เป็นชายวัยสี่สิบ ใส่เสื้อสีขาว ที่ไหล่มีย่ามผ้าสะพายอยู่ เขาเดินลิ่วออกมาที่หน้าบ้านตรงที่อ้ายหวังยืนถือปืนอยู่

พอเห็นหน้าคนที่เดินออกมา อ้ายหวังเอามือชี้หน้า “อ้อ ! อ้ายปากหมานี่เอง วันนี้ไปกินดีหมีที่ไหนมา วะ! ทำเก่งออกมาเจอกับ กู อยากตายหรือ ไง ?”

แต่ผู้ที่เดินออกมา พูดว่า “ มึงนะซิจะต้องตาย อ้ายสัตว์”

เจอคำนี้เข้าไป อ้ายหวังถึงกับ งง มันไม่คิดว่าจากแมวเชื่องๆจะกลายเป็นเสือไปได้อย่างไร คนอย่างพวกมันก็เป็นแค่วัยรุ่นวัยคะนอง คุยโวโอ้อวด หากเห็นใครไม่กล้าสู้ด้วยก็ยิ่งย่ามใจ ข่มเหงรังแกด้วยความคะนอง

ในสถานการณ์ที่หนีไม่ออก จะถอยก็กลัวเสียหน้า  บวกด้วยเพราะความเมา และชะตามันจะต้องถึงฆาต  จัดแจงยกปืนขึ้นเล็งทำท่าจะยิง แต่มันต้องเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง..

เร็วยิ่งกว่านักเล่นกล ชายเสื้อขาวสลัดย่ามผ้าออกจากไหล่ มือคว้าวัตถุสีดำขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แสงไฟสว่างวาบที่ปลายวัตถุสีดำพร้อมเสียงกัมปนาทตามออกไป ร่างอ้ายหวังกระเด็นหมุนเคว้งด้วยแรงปะทะที่รุนแรงจากหัวกระสุน ปืนเอ็ม 16  มันไม่มีโอกาสได้ร้องเพราะตายสนิท เลือดชั่วไหลทะลักเหมือนท่อประปาแตก

อ้ายนัดและ อ้ายแดง มือปืนขี้โม้ ได้ยินเสียงปืนที่ดังเป็นชุด รีบวิ่งถือปืนออกมาดู  พอมองเห็นว่าเป็นอะไร จัดแจงหันหลังกลับเตรียมเผ่นหนี แต่มือปืนเสื้อขาวกำลังบ้าเลือด เขาหันปากกระบอกปืนกดไกยิงใส่อย่างไมยั้ง จนทั้งสองนอนตายอย่างอนาถ  ..พวกที่เหลืออยู่ในบ้านหายเมาลายเสือหลุดจากตัว โกยอ้าวหายหัวออกไปทางหลังบ้านจนหมด..

                                                   ***********************************
ช่วงเช้ามีข่าวใหญ่ นักโทษประหาร คือเสือสมัย รู้ข่าวพ่อตายที่บ้านต่างจังหวัดทางภาคเหนือตอนล่าง ได้แหกคุกเมื่อเวลาห้าทุ่มเศษๆ เพื่อจะไปงานศพพ่อ และแอบแวะไปหาน้องชายที่บ้านตอนเที่ยงคืนแต่ไม่พบน้องชายเพราะไปที่งานศพพ่อก่อนหน้าแล้ว   แต่ไปเจอวัยรุ่นเลือดร้อนที่ข้างบ้านน้องชาย เกิดทะเลาะกันจึง ยิงวัยรุ่นตายไป 3 ศพ ตำรวจกำลังติดตามจับกุมอย่างใกล้ชิด ที่รู้ว่าเป็นเสือสมัยเพราะว่า เด็กที่รอดตายบอกว่าคนที่ยิงประกาศว่าเป็นเสือสมัยที่เพิ่งแหกคุกออกมา

เวลา 9.00 น..ที่บ้านงานศพพ่อของ สมัย และ สมาน พี่น้องฝาแฝด

สมจิตกำลังช่วยสามีถอดเสื้อ และถือแก้วน้ำมาให้กิน “เหนื่อยไหมพี่”

“เหนื่อยแต่ก็คุ้ม เดี๋ยวเสร็จงานพ่อ พี่จะไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้พวกมันทั้งสามคน อย่าได้มีเวรมีกรรมต่อกันเลย”

“ตอนนี้พี่สมัย อยู่ไหนละพี่”

สมานเอามือโอบไหล่เมียด้วยความสบายใจ

“ตอนที่เสือสมัยวางแผนแหกคุก ได้โทรมาบอกพี่ว่า จะหนีลงไปทางภาคใต้ ป่านนี้ไปสุดแดนใต้แล้วมั๊ง  พวกแหกคุกไม่มีใครกลับมาหาญาติพี่น้องที่บ้านหรอก ยิ่งเรื่องไปร่วมงานศพพ่อเป็นไปไม่ได้ เสือสมัยปล่อยข่าวหลอกตำรวจมากกว่า ”

 “มีโทรศัพท์มือถือนี่ดีนะพี่ อยู่ในเรือนจำยังโทร คุยกันได้”

สองผัวเมียจอมโหดหัวเราะกันอย่างมีความสุข...  เพราะการแหกคุกของพี่ชายฝาแฝดทำให้พวกเขามีความสุข...
                                                 

                             ********************************
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 09, 2011, 06:18:56 am โดย Rass » บันทึกการเข้า
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2011, 01:57:02 pm »

สุดยอดไปเลยคุณราสส์ 555
นี่แหละเขาเรียกว่ากฎแห่งกรรมลงโทษ รวดเร็วจริงๆ ขอบคุณมากค่ะคุณราสส์ ฮิ ฮิ คิดได้ยังไงเนี่ย 555
บันทึกการเข้า
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2011, 04:45:15 pm »


...ขอบพระคุณ...พี่PeggySueGuerra ...มากๆครับ..
บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2011, 08:51:41 am »

สุดยอดไปเลยเช่นกันค่ะ คุณราส....

แต่ช่วยตอบข้อข้องใจให้พี่ทราบหน่อยค่ะว่า จริง ๆ แล้วคนที่ยิงอ้ายหวังตายนั้นที่แท้คือ คุณสมานใช่ไหมคะ เพราะเป็นฝาแฝดกันกับเสือสมัย ถ้าใช่ก็เป็นเรื่องสั้นที่จบแบบสุดยอดเลย กลับตัวแทบไม่ทันค่ะ........จะรอคำตอบค่ะ
บันทึกการเข้า
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #4 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2011, 10:22:55 am »


...เรียน  พี่อภิญญา...

....พี่เข้าใจถูกต้อง...

...เป็นคุณสมานครับ....เพราะเขาอาศัยการแหกคุกของเสือสมัยบังหน้า...เพื่อชำระแค้นให้กับตัวเอง..

...ถึงแม้จะโหดไปหน่อย..

..ขอบพระคุณ พี่อภิญญาครับ....
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #5 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2011, 11:02:13 am »

สุดยอดด้วยอีกคนหนึ่งค่ะ

คุณราสส์หักมุมดังเป๊าะได้ทุกเรื่องเลยนะคะ เก่งจังค่ะ
บันทึกการเข้า
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #6 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2011, 12:34:27 pm »


...ขอบพระคุณ..พี่ชุติมาฯ...ที่กรุณาให้กำลังใจครับ...
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF