www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ศรัทธา หรือว่าความงมงาย?  (อ่าน 1552 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: สิงหาคม 08, 2011, 07:15:08 pm »

[color=greenเพ็กกี้คิดว่าพวกเราหลายคนคงเคยดูรายการหลงกรุงทางทีวีไทย รายการนี้ผู้ดำเนินรายการเป็นฝรั่งชาวแคเนเดี้ยนชื่อDaniel Frazier แดเนี่ยลพูดภาษาไทยได้ดีมาก ถึงแม้สำเนียงจะไม่เหมือนเจ้าของภาษา แต่การเลือกใช้คำและความเข้าใจในวัฒนธรรมไทยก็ทำให้พวกเรามองข้ามความเพี้ยนความแปร่งของสำเนียงของเขาไปได้

มีอยู่ตอนหนึ่งที่คุณแดเนี่ยลพูดถึงคนไทยไปวัด ไปทำไม ตอบง่ายๆก็คือไปทำบุญ เขาถ่ายทอดมาให้ดูถึงวิธีการอื่นๆนอกเหนือจากการไปทำบุญ อย่างเช่นเข้าไปนอนในโลงศพ เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ ทำทีว่าคนเก่าตายไปแล้ว คนใหม่มาเกิดจะได้มีชีวิตที่ดีกว่าเก่าอะไรทำนองนี้

ตอนท้ายของรายการคุณแดเนี่ยลสนทนากับท่านว. วชิรเมธี คุณฝรั่งเธอก็ถามท่านว.ว่าคนเขาไปวัดกันทำไม ท่านว.ก็ตอบได้ตรงจุดคือ คนที่ไปทำบุญก็เพราะมีความทุกข์ และคิดว่าการทำบุญจะทำให้สบายใจ หมายถึงคนส่วนใหญ่นะคะ  อืม...เพ็กกี้เห็นด้วย คนที่กำลังมีความสุขไปทำบุญก็มีค่ะ อย่างทำบุญวันเกิด ขึ้นบ้านใหม่ แต่งงานเป็นต้น แต่เป็นในลักษณะประเพณีนิยมเสียมากกว่า คนส่วนใหญ่มักจะคิดถึงพระเวลาที่มีความทุกข์ เข้าทำนองไม่เห็นโลงศพก็ไม่หลั่งน้ำตา

เพ็กกี้เห็นของที่เขาเอาไปถวายพระ บางรายก็เอาข้าวของไปแก้บน บางวัดก็มีคนเอาน้ำหวานสีแดงไปถวายพระพุทธรูปองค์ใหญ่ เรื่องความเชื่อก็เป็นสิ่งที่พูดยาก ถ้าความเห็นไม่ตรงกันพูดไปก็จะทะเลาะกันเสียเปล่าๆ ตราบใดที่ความเชื่อของแต่ละบุคคลไม่ทำความเดือดร้อนให้คนอื่น (แต่อาจจะเดือดร้อนตัวเองโดยเจ้าตัวไม่รู้) ถึงเราจะไม่เห็นด้วยก็เฉยไว้ดีกว่า แต่ถ้าเมื่อไรคนที่เชื่อมาชักจูงแกมบังคับให้เราเชื่อตามก็คงจะต้องปะทะคารมกันหน่อย

เรื่องชักจูงให้เชื่อตามนี่ได้กับตัวเอง มีผู้ชายคนหนึ่งที่รู้จักกันมานาน เขามักจะแสดงตัวว่าเป็นผู้วิเศษ นั่งสมาธิสามารถติดต่อกับวิญญาณ และเปิดประตูนรก สวรรค์ได้ นายคนนี้ตั้งตัวเป็นหมอเถื่อนด้วย เรียนนวดแผนโบราณ ซึ่งก็ไม่ได้เรียนตามหลักวิชาการ เป็นแบบ”ครูพักลักจำ” ไม่มีประกาศนียบัตรรับรองจากสถาบันใดๆทั้งสิ้น พอถามว่าไปเรียนที่ไหนมา เขาบอกว่าเป็นเอง

ต่อมาก็มาเจอพระรูปหนึ่งซึ่งท่านสนใจเรื่องรักษาโรค ท่านเคยเรียนวิธีฝังเข็มและสนใจเรื่องสมุนไพร นายคนนี้ก็ฝากตัวเป็นศิษย์ อยู่มาวันหนึ่งก็มาเจอนายคนนี้ที่วัดเวียดนาม พระอาจารย์ของเขาก็ได้รับนิมนต์ไปฉันเพล ระหว่างที่รอพระออกรับบิณฑบาต เพ็กกี้ก็เล่าไปเรื่อยเปื่อยว่าตัวเองมีปัญหาเรื่องต่อมไทรอยด์ นายคนนี้ก็บอกว่า ลองให้พระอาจารย์ดูให้ซิ ท่านสามารถบอกได้ว่ามีอะไรผิดปกติ เพ็กกี้ก็สวนไปทันควันว่า “ฉันเชื่อการแพทย์สมัยใหม่มากกว่า” รู้สึกว่าเขาไม่พอใจ เขาจึงเริ่มเล่าถึงอภินิหารต่างๆของพระอาจารย์ ท่านสามารถช่วยคนใกล้ตายให้รอดตายได้ ถึงขนาดว่าคนไข้ถวายเงินเป็นล้านบาทไทยด้วยความศรัทธา

เพ็กกี้เริ่มรำคาญจึงบอกไปว่า “เหรียญมันมีสองด้าน บางคนฟังเรื่องราวที่คุณเล่าแล้ว อาจจะบอกว่าโอ้ มหัศจรรย์จริงๆ เรียกว่าพร้อมใจที่จะเชื่อตาม แล้วคนส่วนใหญ่ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นแบบนี้เสียด้วย แต่ก็มีบางคนที่ได้ยินแล้วแทนที่จะศรัทธากลับรู้สึกว่าไร้สาระ”
เขาก็บอกว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่”
เพ็กกี้ “ประโยคนี้ได้ยินจนเอียนแล้ว ไม่ได้ลบหลู่ใคร แต่ว่าไปตามข้อเท็จจิง คุณเคยได้ยินภาษาอังกฤษประโยคหนึ่งไหม
I wasn’t born yesterday.”
เขาก็ทำท่างง “แล้วมันเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ”
เพ็กกี้ “ถ้าไม่รู้ก็จะแปลให้ ฉันไม่ใช่เด็กอมมือ คุณพูดออกมาได้ยังไง เมื่อกี้บอกว่าเคยมารักษาเจ้าอาวาสวัดนี้ แต่พอถามว่าท่านป่วยเป็นอะไร คุณบอกว่าไม่รู้ คำพูดคุณไม่น่าเชื่อถือ คุณดูถูกคนฟัง” ว่าแล้วเพ็กกี้ก็เดินหนีมา
พระเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า หน้าที่ของท่านก็คือสั่งสอนคน อธิบายธรรมะให้คนเข้าใจ ไม่ใช่รักษาโรค หรือทำพิธีไสยศาสตร์ แล้วก็อ้างว่าคนเขาเดือดร้อนมาก็ต้องช่วยเขา คนที่มารับความช่วยเหลือน้อยรายที่จะมามือเปล่า อย่างน้อยก็ต้องถวายใส่ซองกันตามกำลังศรัทธา เคยดูซีดีพูดถึงพระอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านเคยเรียนแพทย์แผนไทยและแผนจีน ท่านก็เพิ่งอุปสมบทได้ไม่ถึงสองปี ท่านนำเอาความรู้มารักษาพระที่อาพาธ แต่ท่านไม่ได้เปิดรักษาคนทั่วไป สิ่งที่ท่านบรรยายให้ความรู้”การแพทย์ทางเลือก”เพ็กกี้ฟังแล้วก็ตรงตามหลักวิชา ท่านเอาธรรมชาติบำบัดมาประยุกต์ด้วย ท่านพูดถึงความสมดุลของชีวิตโดยใช้ธรรมะมาประยุกต์ ฟังท่านพูดแล้วมีความน่าเชื่อถือ

เพ็กกี้เคยเรียนให้ทราบแล้วว่า ตอนนี้วัดไทยในอเมริกามีประมาณร้อยแห่งเห็นจะได้ นี่แสดงว่ามีคนไทยอพยพไปอยู่อเมริกาเยอะขึ้น วัดเป็นของคู่กับชุมชนไทย ไม่เฉพาะในอเมริกาหรอกค่ะ ในตปท.ที่ไหนๆก็เหมือนกัน คนไกลบ้านย่อมแสวงหาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ บางวัดก็มีผู้วิเศษมา”รดน้ำมนต์ พ่นน้ำหมาก” แล้วคนส่วนใหญ่ก็หลงเชื่อเสียด้วย บางคนเป็นลมพิษแทนที่จะไปหาหมอ กลับมาหาพระอาจารย์ให้ท่านพ่นน้ำมนต์ให้...........อืม

เพ็กกี้วิเคราะห์ออกมาดังนี้นะคะว่า ทำไมคนเอเซียหลายๆชาติ ไม่ว่า ไทย ลาว เขมร เวียดนามถึงเลือกที่จะมาหาพระแทน เขาก็บอกว่าเป็นการแพทย์ทางเลือกของเขา ที่เป็นเช่นนั้นก็คือ หนึ่งคนพวกนี้ไม่มีประกันสุขภาพ ไปหาหมอครั้งหนึ่งก็เสียเงินเยอะ มาหาหลวงพ่อเอาสมุนไพรไปกิน ถวายปัจจัยก็ยังถูกกว่า สองมีปัญหาเรื่องภาษา ถึงจะมีประกันสุขภาพก็เถอะ แต่ไม่อยากหาหมอฝรั่ง เพราะพูดกันไม่รู้เรื่อง มาหาหลวงพ่อดีกว่า “สปี๊ก”ภาษาเดียวกัน

พูดถึงพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ในโอวาทปาฎิโมกข์พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า 1. ให้ทำความดี 2. ละเว้นความชั่ว 3. ทำใจให้บริสุทธิ์ แต่ได้ยินพระบางรูปพูดแต่เรื่องทำบุญ คือบอกให้ให้แต่อย่างเดียว ถ้าย้อนกลับมาพูดถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า การทำความดีไม่ได้มีแค่ทำบุญอย่างเดียว มีทาน ศีล และภาวนา  ให้อย่างเดียวก็ไม่พอ จะต้องรักษาศีลให้บริสุทธิ์ด้วย ถ้าทำได้ดียิ่งขึ้นไปก็คือการบำเพ็ญภาวนา เพื่อชำระจิตใจให้ลดกิเลสลง

พระบางรูปก็ยังเคยปรารภว่า คนที่มาวัดท่านก็สอนเขาได้แค่การทำความดีเบื้องต้นคือให้ทาน อาจจะให้เขารับศีลตามโอกาสอันควร แต่ถ้าจะชักชวนให้เขาปฎิบัติธรรมคือวิปัสสนา สมาธิ เขาก็ไม่เอาด้วย อันนี้ตรงกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่าบัวมีสี่เหล่า อย่าเข้าใจผิดนะคะ ที่เพ็กกี้พูดถึงบัวสี่เหล่า ไม่ได้มีเจนาดูถูกพวกปทปรมะหรือบัวประเภทสุดท้าย แต่เพ็กกี้ว่าคนเราจะเข้าถึงธรรมะได้ลึกซึ้งแค่ไหนอยู่ที่บุญบารมีของแต่ละบุคคล

เพ็กกี้มีเพื่อนรุ่นน้องที่รักเขาเหมือนน้องชาย เขาเป็นเจ้าของร้านอาหารไทยที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ขายเฉพาะช่วงกลางวันอย่างเดียวได้สามพันดอลล่าร์ เขาก็มีความเชื่อว่าเป็นเพราะพระอาจารย์ของเขาดูฮวงจุ้ยให้ เพ็กกี้รู้ว่าในอดีตที่ผ่านมาเขาก็ลำบากพอสมควร แต่เป็นความลำบากใจมากกว่าลำบากกาย น้องชายคนนี้ฐานะทางบ้านอยู่ในระดับเศรษฐี ถึงจะเป็นเศรษฐีภูธรก็เถอะ แต่แกสร้างธุรกิจในอเมริกาด้วยความสามารถส่วนตัว

เพ็กกี้เคยเล่าถึงน้องชายคนนี้บ้างแล้วว่า เวลาที่วัดที่เขาศรัทธามีงานทำบุญ เขาจะเป็นเจ้าภาพทำอาหารมาเลี้ยงพระและคน คนอื่นๆแทบจะไม่มีใครเอาอาหารติดมือมาเลย บางคนก็มาเอาหลังเพล เรียกว่ามากินอาหารฟรี อันนี้เราไม่ว่ากันเพราะคนพวกนี้เวลาเขามาวัดเขาก็เอาเงินใส่ซองสีแดง (ตามธรรมเนียมจีน)มาทำบุญ เพ็กกี้เคยปรารภกับพระอาจารย์ว่า น้องเขาทำอาหารอยู่คนเดียวไม่เห็นมีใครช่วยเขาบ้างเลย เราเคยเสนอช่วยค่าอาหารเขาก็ไม่ยอมรับ

พระอาจารย์บอกว่า “เขาทำธุรกิจแบบนี้ยิ่งต้องทำบุญเยอะๆ” นอกจากนี้ท่านยังไปสอนเขาอีกว่า ยิ่งให้จะยิ่งได้มากขึ้น กลายเป็นว่าทำดีโดยหวังผลตอบแทน
เพ็กกี้ “อ้าว คนทำธุรกิจต้องมีความขยัน อดทนและซื่อสัตย์ ยิ่งทำร้านอาหารต้องมีฝีมือดี ถ้าฝีมือห่วยแตก ต่อให้ทำบุญทุกวัน แขวนผ้ายันต์รอบร้านคนก็ไม่เข้า”
แฮ่ แฮ่ เพ็กกี้คิดยังไงก็พูดออกไป พระอาจารย์คงไม่สบอารมณ์ แต่ท่านก็ไม่แสดงออก เพ็กกี้ยังแสดงความปากกล้าอีกว่า “พระสอนแต่ให้คนทำบุญเยอะๆ สำหรับรายนี้มรรค8และฆราวาสธรรมเหมาะสำหรับเขา เท่าที่ดิฉันเห็นเขาก็ปฎิบัติตามอยู่แล้ว คือเลี้ยงชีพชอบ เขามีความอดทน มีความเพียร  มีความซื่อสัตย์และเป็นผู้ให้หรือเสียสละ จริงไหมล่ะคะ”

เพ็กกี้ไม่อยากจะพูดว่า บางทีพระบอกให้คนทำบุญเยอะๆ โดยอ้างว่าเป็นทุนไปในชาติหน้า สังเกตมาหลายครั้งแล้ว ท่านพูดแต่เรื่องบุญ แต่ไม่เคยสอนข้อธรรมะเลย

ท้ายสุดนี้ขอคัดลอกเกี่ยวกับฆราวาสธรรมมาจากอินเทอร์เน็ทให้พวกเราได้อ่านกัน พระพุทธเจ้าท่านพูถึงฆราวาสธรรมซึ่งมีสี่อย่างคือ สัจจะ ทมะ ขันติ และจาคะ
 
อานิสงส์ของการมีสัจจะ - ปลูกนิสัยความรับผิดชอบให้เกิดขึ้นในตัว - เป็นคนหนักแน่นมั่นคง - มีความเจริญก้าวหน้าในการประกอบหน้าที่การงาน - ได้รับการเคารพยกย่อง - มีคนเชื่อถือ และยำเกรง - ครอบครัวมีความมั่นคง - ได้รับเกียรติยศชื่อเสียง

อานิสงส์ของการมีทมะ - ปลูกฝังนิสัยรักการฝึกฝนตนให้เกิดขึ้นในตัว - ทำให้เป็นคนมีความสามารถในการทำงาน - ไม่มีเวรกับใคร - ยับยั้งตนเองไม่ให้หลงไปทำผิดได้ - สามารถตั้งตัวได้ - มีปัญญาเป็นเลิศ

อานิสงส์ของการมีขันติ - ปลูกฝังนิสัยการอดทนต่ออุปสรรคและปัญหาต่างๆ - ทำงานได้ผลดี - สามารถเป็นหลักในครอบครัวได้ - สามารถเป็นหลักให้กับบริวารได้ - ไม่มีเรื่องวิวาทกับคนอื่น - ไม่หลงผิดไปทำความชั่วได้ - ทำให้ได้ทรัพย์มา

อานิสงส์ของการมีจาคะ - ปลูกฝังการมีอารมณ์ผ่องใสและนิสัยเสียสละให้เกิดขึ้นในตัว - เป็นการสร้างความปลอดภัยแก่ตนเอง - เป็นที่นับหน้าถือตาของคนทั่วไป - ครอบครัวและสังคมเป็นสุข - มีกัลยาณมิตรรอบตัว สรุปแล้วคุณของการมีฆราวาสธรรมโดยรวม ก็คือ เมื่อมีสัจจะย่อมมีเกียรติยศชื่อเสียง เมื่อมีทมะย่อมได้รับปัญญา เมื่อมีขันติย่อมเกิดทรัพย์ในบ้าน และเมื่อมีจาคะย่อมเกิดมิตรที่ดีไว้เป็นสมัครพรรคพวกในสังคม

ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ผู้อ่านทุกท่าน ขอให้มีความเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไป

][/color]
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF