www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: นักข่าวตัวสำรอง  (อ่าน 2214 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: สิงหาคม 15, 2011, 12:58:19 pm »

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา ทางวัดไทยในเมืองที่เพ็กกี้อยู่จัดให้มีการทำบุญเนื่องในวันเฉลิมพระชนม์พรรรษาสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ นอกจากนี้ก็ยังเป็นการฉลองวันแม่แห่งชาติ(ไทย)ด้วย อันที่จริงวันแม่ของสากลจะตรงกับวันอาทิตย์ที่สองของเดือนพฤษภาคมทุกปี ชาติตะวันตกไม่ว่ายุโรป และอเมริกาเหนือกับใต้ รวมทั้งออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ก็ฉลองวันแม่ในเดือนพฤษภาคมเช่นเดียวกัน อันที่จริงวัดไทยทุกวัดในอเมริกาก็จัดให้มีงานวันเฉลิมฯและวันแม่ แต่ไม่จัดตรงกับวันจริง ต้องจัดในวันอาทิตย์ที่ใกล้เคียงกับวันจริง ทั้งนี้เพราะคนส่วนใหญ่ต้องทำงาน วันสำคัญดังกล่าวไม่ใช่วันหยุดของท้องถิ่น

ปีนี้พิเศษอยู่ตรงที่ว่า เพ็กกี้มีโอกาสเป็นนักข่าวจำเป็น เกิดมาก็ไม่เคยเขียนข่าว แต่คิดว่าไม่ยากเพราะหนังสือเป็นเล่มเรายังเขียนได้เลย การเขียนข่าวเราเสนอความจริง อย่าบิดเบือนหรือแทรกความเห็นส่วนตัวลงไปเป็นอันขาด อันที่จริงอาสาพี่นักข่าวตัวจริงไปเก็บข่าวงานทำบุญให้เขา พี่เขามีความจำเป็นต้องทำงานประจำ พี่นักข่าวตัวจริงเขียนข่าวให้นสพ.ภาษาไทยที่ตีพิมพ์ในแคลิฟอร์เนีย (มีมากกว่าห้าฉบับ บางฉบับก็แจกฟรีด้วย) นอกจากนี้พี่เขายังส่งข่าวให้นสพ.ไทยรัฐด้วย ในคอลัมน์สายตรงจากต่างแดน คราวนี้ได้นักข่าวสายเดี่ยวปฎิบัติหน้าที่แทน

วัดใหญ่ที่สุดในเมืองนี้จัดให้มีพิธีมอบสัมฤทธิบัตรแก่เด็กไทยที่เรียนภาษาไทยภาคฤดูร้อน ในวันเดียวกับที่มีทำบุญเฉลิมพระชนม์พรรษา ฤดูร้อนที่อเมริกาเริ่มวันที่ 20 มิถุนายน และสิ้นสุดวันที่ 20 กันยายน โรงเรียนของเด็กจะปิดเทอมช่วงต้นเดือนมิถุนายนไปจนถึงประมาณกลางเดือนสิงหาคม ระหว่างที่เด็กปิดเทอมครอบครัวไทยหลายครอบครัวก็พาลูกมาฝากเรียนภาษาไทยที่วัด ทางวัดใหญ่ๆก็จะจัดสอนภาษาไทย โดยร่วมโครงการกับคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ทางจุฬาฯส่งครูอาสาสมัครมาช่วยสอนตามวัดต่างๆที่เข้าร่วมโครงการ ครูอาสาที่มาสอนภาคฤดูร้อนส่วนใหญ่ก็จะเป็นครูอยู่ตามรร.ต่างๆ สมัครและผ่านการคัดเลือกจากคณะครุศาสตร์จุฬาฯ เรียกว่าการมาสอนภาคฤดูร้อนที่อเมริกาเป็นการไปช่วยราชการที่ต่างประเทศ ทำให้ครูเหล่านี้มีโอกาสได้ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในต่างแดนด้วย
บันทึกการเข้า
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 15, 2011, 02:01:55 pm »

ขออภัยค่ะ พยายามอัพโหลดรูปให้ชมกัน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ คุยต่อนะคะ

อันที่จริงเพ็กกี้ไปงานทำนองนี้บ่อย พักหลังว่างเว้นไปบ้าง สรุปว่ามันก็คล้ายกันทุกปี เริ่มจากมีการทำบุญตักบาตรในตอนเช้า และถวายภัตตาหารเพล  ต้องขออธิบายเพิ่มเติมว่า พระไทยในต่างประเทศท่านไม่ออกบิณฑบาตตอนเช้า เพราะไม่มีใครมาใส่บาตร ที่นี่ไม่ใช่เมืองพุทธ คนไทยในเมืองนี้ก็มีภาระต้องรีบไปทำงานกันแต่เช้า ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ไกลจากวัดมาก เมื่อมีงานทำบุญจึงถือโอกาสตักบาตรด้วย แต่พระสงฆ์จะออกรับบิณฑบาตตอนสิบโมงเช้า อาจจะฟังดูแปลกสำหรับพี่น้องที่อยู่เมืองไทย  แต่คนไทยในต่างแดนคิดถึงการใส่บาตรมาก ส่วนการถวายภัตตาหารเพลแก่พระภิกษุสงฆ์ ทางวัดจะตั้งโต๊ะอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ มีอาหารหลากหลายทั้งคาว และหวาน ญาติโยมจะกล่าวคำถวาย หลังจากนั้นพระสงฆ์จะเดินออกไปที่โต๊ะอาหาร ท่านจะตักอาหารใส่ในบาตรของท่าน และฉันภัตตาหารจากในบาตร อาจจะฟังดูแปลกเช่นเดียวกัน เหมือนกับพระท่านกำลังฉันบุฟเฟ่ต์ ซึ่งมันก็ไม่ผิดอะไรนี่คะ เพราะอาหารเหล่านี้คนเขากล่าวคำถวายแล้ว

หลังจากพระตักอาหารลงในบาตรและเริ่มฉัน ญาติโยมก็เริ่มตักอาหาร และรับประทานในเวลาเดียวกับพระ หลังอาหารมื้อกลางวันก็จะมีพระธรรมเทศนา ทางวัดแจกเทปธรรมะเป็นของที่ระลึก และประพรมน้ำพระพุทธมนต์ก็เป็นอันเสร็จพิธี แต่วันนี้พิเศษหน่อยตรงที่มีการแจกสัมฤทธิบัตรแก่นักเรียนที่สำเร็จการศึกษาภาคฤดูร้อน ทางคณะครุศาสตร์ จุฬาฯจะส่งอาจารย์นิเทศก์ออกไปสังเกตการสอบ และเป็นประธานในพิธีมอบสัมฤทธิบัตร เคยพบอาจารย์นิเทศก์หลายท่าน บางท่านก็เคยเป็นศิษย์ร่วมมหาวิทยาลัย แต่เรียนคนละคณะกัน เจอตั้งแต่สมัยที่พวกอาจารย์เหล่านี้ยังไม่เกษียณ

อาจารย์นิเทศก์จากครุศาสตร์จุฬาฯ ถ้าเป็นผู้หญิงก็มีพิมพ์เดียวกันคือเรียบร้อยมาก ทำให้นึกถึงนางในวรรณคดี อาจารย์แต่ละท่านที่เคยมาก็แต่งกายด้วยผ้าไทย อนุรักษ์ความเป็นไทยได้ดีมาก บุคคลิกกริยาสง่างามมาก คนกระโดกกระเดกอย่างดิฉันทึ่งจริงๆ

พอเสร็จพิธีมอบสัมฤทธิบัตร ก็เป็นรายการจุดเทียนชัยถวายพระพร แล้วก็มีการรำอวยพร และการแสดงต่างๆของครูอาสาสมัคร และบรรดาญาติโยม เพ็กกี้อยู่ไม่ถึงจบรายการ เนื่องด้วยอากาศร้อนมาก ร้อนจนทนอยู่นอกอาคารไม่ไหว เมื่อเก็บภาพได้ครบตามที่ต้องการก็รีบลาจาก ในขณะที่หลายคนยังเพลิดเพลินกับการแสดง

งานนี้เจอฝรั่งสองคน คนแรกเป็นภรรยาของมรรคทายกวัดนี้ ปกติเราจะไม่ค่อยเห็นชายไทยมีภรรยาเป็นฝรั่ง แต่คู่นี้ถือเป็นบุพเพสันนิวาส อยู่กันไกลคนละฟากฟ้า ตอนที่พบกันฝ่ายชายยังเป็นพระ เป็นมหาเปรียญเก้าประโยค เป็นอาจารย์สอนวิปัสสนาที่สำนักชื่อดังมาก ฝ่ายหญิงดั้นด้นไปปฎิบัติธรรมถึงเมืองไทย เธอเป็นคนที่เคร่งครัดในศาสนามาก เคร่งกว่าชาวพุทธไทยหลายๆคนเสียอีก ตอนนี้เธอสอนวิชาพยาบาลที่วิทยาลัยแห่งหนึ่ง สามีอดีตท่านมหาก็เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านคอมพิวเตอร์ อานิสงฆ์จากการปฎิบัติธรรมทำให้เขามีความจำเป็นเลิศ เรียนหนังสือเก่ง เขาน่ารักทั้งคู่ ทางวัดได้คุณมหามาช่วยเพราะเธอรู้ขนบธรรมเนียมต่างๆของพระดี

ส่วนฝรั่งอีกรายหนึ่งเป็นชายสูงวัยอายุ82ปี เขามีภรรยาเป็นชาวอินโดนิเซีย  พูดให้ชัดเจนว่าเป็นอินโดฯเชื้อสายจีน สมัยสาวๆคงจะสวยมาก เธออายุ50กว่าแล้ว แต่ดูอ่อนกว่าอายุมาก ฝ่ายชายชื่อคุณJohn เคยทำงานกับบริษัทน้ำมันชื่อMobil Oil ต่อมาMobil OilมารวมกับบริษัทExxon คนรุ่นหลังจึงไม่ค่อยรู้จักโมบิลออย พูดถึงบริษัทExxonคนไทยที่ไม่เคยไปอเมริกาคงไม่รู้จัก แต่ถ้าบอกว่าEssoก็จะร้องอ๋อ บริษัทเดียวกันค่ะ เมื่อสองบริษัทมารวมกันก็เลยกลายเป็นExxonMobil

เพ็กกี้ได้คุยกับคุณจอห์นหลายครั้ง เนื่องจากภรรยาของคุณจอห์นมีเพื่อนคนไทยเยอะ เธอชอบมาร่วมกิจกรรมที่วัดไทย เธอไม่อยากทิ้งสามีไว้ที่บ้านคนเดียวก็เลยพามาวัดด้วย พูดถึงคนอินโดนิเซีย พวกเราก็ทราบดีว่าประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม แต่ก็มีไม่น้อยที่เป็นพุทธชาวอินโดฯพุทธในอเมรอกามีจำนวนไม่มากพอที่จะจัดตั้งวัดของชุมชนของเขาได้ เขาจึงมาร่วมทำบุญที่วัดเรา

จะว่าไปแล้วคุณจอห์นมีสุขภาพที่แข็งแรง แม้ว่าหลังเธอจะค้อมยืนตรงๆไม่ได้ แต่สมองของเธอยังเฉียบคม ไม่มีอาการหลงๆลืมๆเลย คุณจอห์นเคยทำงานในระดับผู้บริหารของโมบิลออย เธอเล่าประสบการณ์น่าสนใจให้ฟัง พวกที่ทำงานบริษัทน้ำมันอย่างคุณจอห์นจะเดินทางบ่อยมาก คุณจอห์นพบภรรยาคนนี้ตอนที่บริษัทส่งไปประจำที่อินโดนิเซีย เธอเล่าว่าตอนนั้นภรรยาทำงานเป็นเลขานุการ ถึงแม้เมียเขาจะไม่ใช่คนไทย แต่เขาทั้งสองก็เข้ากับคนไทยได้ คุณจอห์นไม่ใช่ชาวพุทธ แต่เธอก็นั่งพนมมือฟังพระสวดได้อย่างไม่ขัดเขิน

สิ่งที่เพ็กกี้ได้ยินจากคุณจอห์นที่ทึ่งมากๆๆเลยก็คือ เธอบอกว่าน้ำมันไม่มีวันหมดไปจากโลก โดยอ้างหลักทางวิชาการที่เพ็กกี้ฟังไม่ค่อยเข้าใจ แฮ่ แฮ่ เธออธิบายมาสองครั้งแล้ว แต่ก็ยังไม่กระจ่าง ต้องขอเวลาไปค้นคว้า เรื่องนี้ต้องขยายเปิดกระทู้ใหม่ แต่บอกตรงๆว่าน่าสนใจจริงๆ ใครๆก็วิตกว่าน้ำมันจะหมดโลก ไม่ต้องดูอื่นไกลแหล่งน้ำมันไปโผล่เอาที่ดินแดนทับซ้อนใกล้เมืองไทย ใครๆเขาก็รู้กันทั่ว ที่น่าทึ่งยิ่งไปกว่านั้นอีกคือมีคนค้นพบแหล่งน้ำมันใหญ่ อยู่ในภูเขาทั้งลูกที่รัฐมอนแทน่า อืม น่าสน ขอเวลาหาข้อมูลก่อนแล้วจะมาเล่าสู่กันฟังค่ะ
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 16, 2011, 02:04:31 am »

คำตอบที่ว่า น้ำมันไม่มีวันหมดโลก คงทำให้หลาย ๆ คนคลายกังวลกันไปได้บ้างนะคะ แต่ราคาที่ขึ้นอยู่เรื่อย ๆ ก็ดูท่าเอาเรื่องเหมือนกัน

คนอินโดนีเซียน่ารักแยะค่ะ เพื่อนนิหลายคนที่เป็นคนอินโดก็น่ารักมากทีเดียว ป่านนี้อาจจะเป็นทูตกันไปแล้วก็ได้

กำลังรออ่านตอนต่อไปค่ะ  ถ้าคุณเพ็กกี้จะใส่รูปต้องย่อให้เหลือสัก 650 k ก็ใส่ได้แล้วค่ะ

จริง ๆ นิมีรูปกิจกรรมในแต่ละวันที่ออกไปงานโน้นงานนี้กับคุณภัสสรแยะมาก แต่เพราะไม่มีเวลามานั่งย่อไงคะ หลัง ๆ มานี้
เลยไม่ค่อยได้ใส่รูปให้ดูกันค่ะ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF