www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: Blind by Choice  (อ่าน 3580 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: สิงหาคม 25, 2011, 01:39:11 pm »

มีคนถามเพ็กกี้เสมอว่า คุณเป็นผู้หญิงแต่ทำไมเขียนนิยายโดยให้ตัวเอกของเรื่องเป็นผู้ชาย แล้วก็เป็นผู้ชายตะวันตกเสียด้วย มีบางฉากบางตอนที่เป็นเรื่องของผู้ชาย แต่คุณไปรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร เพ็กกี้ก็ตอบเขาไปว่า เพราะฉันมีเพื่อนผู้ชาย(ฝรั่ง)เยอะ ได้แลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์กันบ่อยๆ จึงสามารถนำมาเรียบเรียงเป็นนิยาย(ที่มีพื้นฐานจากความจริง)ได้

คำถามต่อไปที่พบบ่อยๆก็คืออะไรเป็นแรงบันดาลใจให้คุณเขียนนิยายเรื่องนี้ คำตอบก็คืออยากจะบอกคนอ่านว่า อย่ามองอะไรฉาบฉวยเหมือนตัวเอกในนิยาย  นิยายเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องราวของคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นภาพมองแบบรวมๆของฝรั่งที่มาเกี่ยวข้องกับสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นที่เมืองไทยหรือที่อเมริกา

ชื่อภาษาอังกฤษของนิยายเรื่องนี้ Blind by Choice ถ้าจะแปลตรงตัวก็คือเลือกที่จะตาบอด หรือรู้แล้วก็ยังหลับหูหลับตาทำ ส่วนนิยายภาคภาษาไทยชื่อว่าแฮมเบอร์เก้อร์ไส้กะเพราที่ฟังแล้วไม่น่าจะเข้ากันได้ แต่บางคนอาจะเห็นว่าอาหารแบบนี้อร่อยก็ได้ ฝรั่งบางคนชอบของแปลก ก็เหมือนตัวเอกในนิยายเรื่องนี้

ถ้าเป็นที่เมืองไทยทางสนพ.จะจัดรายการเปิดตัวหนังสือใหม่ โดยนักเขียนจะมาพูดถึงหนังสือของตัวเอง แต่จะกล่าวถึงเฉพาะสิ่งที่สำคัญ ทิ้งท้ายไว้ให้คนอ่านอยากรู้อยากอ่านต่อ อันนี้เป็นจุดขายอย่างหนึ่ง ที่อเมริกานักเขียนแต่ละคนจะไปออกงานบ่อยมาก ต้องไปพูดตามที่ต่างๆ บางทีก็ต้องไปต่างเมืองต่างรัฐเพื่อแนะนำหนังสือ

ไหนๆก็พูดถึงหนังสือของตัวเองมาบ่อยมาก แต่ยังไม่เคยแนะนำเป็นเรื่องเป็นราวเสียที บางท่านอาจจะเคยเข้าไปชมเว็บไซด์องเพ็กกี้ แต่รายละเอียดเกี่ยวกับนิยายเรื่องนี้เพ็กกี้ยังไม่เคยคุยให้ฟังเลย มาคราวนี้ขอถือโอกาสเล่าสู่กันฟัง เอาแบบเดียวกับที่ไปพูดตามที่ต่างๆ หมายเหตุ ถ้าใช้ตัวหนังสือสีแดง นั่นก็คือข้อความที่หยิบมาจากในหนังสือ ถ้าตัวหนังสือสีน้ำเงินก็เป็นคำพูดของเพ็กกี้เอง

ทั้งหมดมี21บท แต่จะไม่เล่าว่าตอนจบของเรื่องเป็นอย่างไร ต้องขอบอกให้ผู้อ่านเปิดใจหน่อยนะคะ เพราะเป็นเรื่องที่เขียนจากมุมมองของฝรั่ง อาจจะมีบางสิ่งบางอย่างที่สวนทางกับความคิดของพวกเรา เชิญติดตามได้ค่ะ

บทที่หนึ่ง สยามเมืองยิ้ม (The Land of Smiles) เมืองไทยได้ชื่อว่าเป็นเมืองยิ้ม ผู้คนหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส  คนไทยมีนิสัยโอบอ้อมอารี และมีไมตรีีกับคนต่างชาติที่มาเยือน แต่มันมีบางสิ่งบางอย่างที่ขัดกับสมญาที่ได้รับ อย่างที่ตัวละครเขาว่าไว้ ตอนที่คัดมานี้ตัวเอกของเรื่องเพิ่งมาถึงเมืองไทย ยืนรอตรวจหนังสือเดินทางอยู่นาน คราวนี้ถึงตาเขาบ้าง

After an hour my turn came up. “Hello,” I greeted the officer as I handed her my passport.
There was no response. I expected a "Welcome to Thailand" or another similarly
warm greeting. Without a word, she checked my passport, stamped it and returned it to me – once again, in total silence, all business like.
“Thank you!” I said enthusiastically. Still nothing. I moved on, feeling a little let down.
So, I thought, so far there were few smiles in the land of smiles. What a shame. These Immigration officers are the first people you meet when you arrive in Thailand and, to me, their coolness did the country’s image a great disservice.


เพ็กกี้เองก็เคยเจอกับตัวเอง แต่เป็นการตรวจขาออก หลังจากที่ส่งหนังสือเดินทางให้เจ้าหน้าที่ตม.ที่ทำหน้าบอกบุญไม่รับดูแล้ว เจ้าหน้าที่นายนั้นก็สำรากออกมาว่า “[size=20pt]บอดดิ้งพาส[/size]” เพ็กกี้ตกใจมาก เขาไม่จำเป็นต้องพูดจากระโชกโฮกฮากแบบนั้น เพ็กกี้ไม่พูดอะไรโต้ตอบ ไม่อยากเสียเวลาเพราะกำลังจะกลับบ้านแล้ว แต่เสียความรู้สึกอย่างมากๆเลยโปรดติดตามบทต่อๆไปนะคะ ไม่นานเกินรอ จะมาเล่าต่อค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 08, 2011, 03:03:11 am โดย PeggySueGuerra » บันทึกการเข้า
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 27, 2011, 07:29:22 pm »

ยังอยากพูดถึงบทที่หนึ่งต่อ ลองติดตามดูนะคะว่าตัวเอกของเรื่องเขาแสดงความคิดว่าอย่างไร คราวนี้ลงภาษไทยสลับกันบ้าง

“เราทุกคนก็ต้องเข้าใจว่าวัฒนธรรมของชาติตะวันตกกับตะวันออกนั้นหลายๆอย่างไม่เหมือนกัน สิ่งที่พวกคุณถือ ผมอาจจะไม่ถือ ยกตัวอย่างเช่น  คนไทยถือเรื่องหัวกับเท้ามาก หัวเป็นของสูง ไม่ควรจะแตะต้องหัวของคนอื่น ส่วนเท้าก็เหมือนกัน เป็นของต่ำและสกปรก คนไทยจะไม่ยื่นเท้าไปในทางที่คนอื่นนั่งอยู่ หรือใช้เท้าชี้อะไรต่ออะไร แต่สิ่งนี้ฝรั่งไม่ถือ

แต่ในทำนองกลับกัน ฝรั่งถือมากเมื่อมีคนถามว่าได้เงินเดือนเท่าไหร่ หรือเมื่อมีคนถามว่าอายุเท่าไหร่ แต่คำถามทั้งสองคำถามนี้ คนไทยไม่ถือ ผมก็พยายามทำใจ แต่เรื่องถามเรื่องเงินเดือนนี่ ผมไม่ชอบ และผมก็บอกคนถามไปตรงๆด้วยว่า ผมไม่ขอตอบ ส่วนเรื่องถามอายุนั้น คนไทยมีเหตุผลที่ถาม สังคมไทยเป็นสังคมที่นับถือผู้อาวุโส ที่เขาถามอายุ เพื่อที่จะได้เรียกคู่สนทนาได้อย่างถูกต้อง คนไทยนับญาติกับคนทั่วไป ไม่จำเป็นจะต้องมีความเกี่ยวพันกันโดย สายเลือด พวกเขาก็จะให้เกียรติคนที่อายุมากกว่า โดยการเรียกว่า พี่ ป้า ลุง น้า อา ฯลฯ ขึ้นอยู่กับว่าบุคคลนั้นอายุเท่าใด”


ที่นี้ลองฟังประสบการณ์ของชายหนุ่มตอนไปเที่ยวบาร์บ้าง

"Thailand has plenty of places to go out, and nightspots are busier than in America. At one nightclub I visited, as I stood at a urinal, a guy came up behind me, put a refresher
towel around my neck, then started to give me a back and shoulder massage! When I said “No thanks, I don’t like that." He just kept going. I suppose he didn’t realize that for Westerners this is an issue of personal space – especially in a bathroom, where everyone  wants to attend to their personal business.

These people – both men and women – who wait on guests in the nightclub bathrooms don't actually earn a wage; they rely on tips from the guests, so they do what they can to pamper them.

ถูกต้องค่ะ คนพวกนี้ไม่มีเงินเดือน จึงพยายามทำทุกอย่างให้ลูกค้าพอใจเพื่อจะได้ทิป (แปลกใจว่าทำไมคนไทยถึงชอบพูดว่า ติ๊บ)

Well, I can tell you that I was feeling very uncomfortable. I was there for one purpose only, and this ‘helper’ was not making it any easier! On top of everything else, he even reached around and flushed the urinal when I was done. “Oh, my God!” I thought, “Don’t I do anything for myself?”
He then proceeded to engage me in a little light conversation, asking where I was from and so on. Despite the discomfort, on the way out, I tipped him."


เหอ เหอ ตอนนี้แหละค่ะที่บรรดานักอ่านชายถามว่า ยูไปรู้เรื่องแบบนี้ได้ยังไง เคยเข้าไปในห้องน้ำผู้ชายเหรอ เพ็กกี้ตอบว่าไม่เคย แต่รู้มาจากไอ้เจมส์เพื่อนรัก-เพื่อนสนิท มันมาเล่าให้ฟัง แถมมันยังบอกว่ามันพูดภาษาไทยกับคนที่มานวดด้วยว่า “ไม่ชอบ ไม่ชอบ”

บางอย่างที่คนไทยเห็นเป็นเรื่องธรรมดา แต่ฝรั่งอึดอัด อืม แต่เวลาที่เพ็กกี้ไปเข้าห้องน้ำหญิงในบาร์ที่เมืองไทย ไม่เห็นมีใครมานวดหลังให้บ้างเลย

โปรดรอติดตามตอนต่อไปค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 27, 2011, 07:34:28 pm โดย PeggySueGuerra » บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2011, 12:44:33 am »

ตามอ่านอย่างต่อเนื่องค่ะ คุณเพ็กกี้ให้รายละเอียดได้ดีจังค่ะ

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรอยยิ้มที่คนที่อยู่ด่านแรกควรจะมีให้กับผู้เป็นแขกมาเยือน หรืออะไรก็ตามที บ่อยครั้งนิก็เคยเจอ แต่อาจจะไม่ค่อยได้
นำมาเป็นข้อครุ่นคำนึง เพราะเป็นบ้านเราเอง ในขณะที่มุมมองของผู้มาเยือนจะเป็นอีกแบบหนึ่ง ก็ดีค่ะ ทำให้เราได้ฉุกใจคิดได้ว่าบางที
เรื่องที่คิดว่าเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็นำมาซึ่งความไม่ประทับใจได้ง่าย ๆ เหมือนกัน

และหลายเรื่องก็เพิ่งจะมาได้ยินได้อ่านในเรื่องของคุณเพ็กกี้นี่แหล่ะค่ะ
บันทึกการเข้า
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 01, 2011, 11:55:32 am »

บทที่สอง สื่อรักอินเทอร์เน็ท(Cyber-Companion)

อินเทอร์เน็ทมีบทบาทกับชีวิตประจำวันของคน รวมไปถึงการหาคู่ด้วย ตัวละครมีประสบการณ์จากการแชทออนไลน์ เขาได้แสดงความเห็นไว้ว่า

"หญิงไทยบางคนก็บอกอย่างเปิดเผยเลยว่า อยากมีผัวฝรั่ง ตามเว็บไซด์ต่างๆมีบริการจัดหาคู่ โดยเฉพาะผู้หญิงเอเซียให้กับผู้ชายฝรั่ง ข้อมูลที่ผมนำมาเล่าสู่ให้ฟัง ผมอ่านพบจากเว็บไซด์ ประกอบกับประสบการณ์ส่วนตัวของผมด้วย ที่ผมพบเห็นมาก็คือ มีการโฆษณาจัดหาหญิงไทยให้แต่งงานกับฝรั่งตามอินเทอร์เน็ท ผู้ชายฝรั่งจะเป็นคนลงโฆษณาหาคู่ว่า ต้องการผู้หญิงเอเชียแบบไหน แต่ถ้าจะมองดูให้ดีๆ โฆษณาสำหรับฝ่ายหญิงมักจะเป็นการบอกคุณสมบัติของฝ่ายหญิง ฝ่ายหญิงไม่เคยบอกความต้องการของตัวเองว่า อยากจะได้ผู้ชายแบบไหน อ่านดูแล้วราวกับว่าพวกเธอกำลังแนะนำสินค้า

ผมเคยได้ยินว่า คนที่ติดต่อกับผ่านทางอินเทอร์เน็ทที่ประสบความสำเร็จ ถึงขนาดแต่งงานกันก็มีหลายคู่ อย่างไรก็ดีความสำเร็จที่ว่าก็ยังมีน้อยกว่าหนึ่งเปอร์เซ็นต์ แต่เราก็ยังบอกไม่ได้ว่าคนเหล่านี้จะอยู่ด้วยกันยืดหรือไม่ เพราะอินเทอร์เน็ทเพิ่งจะมามีบทบาทในการเลือกคู่ได้ไม่นาน เราจึงต้องรอติดตามดูสถิติกันต่อไป

แต่ที่เราได้ยินกันทุกวันนี้ มักจะเป็นเรื่องในทางลบ เกี่ยวกับการหาคู่ทางอินเทอร์เน็ทมากกว่า ความไม่จริงใจ และเรื่องที่ผู้หญิงถูกหลอก ประเภทฟันแล้วทิ้ง มีให้ได้ยินแทบทุกวัน แต่ถึงอย่างไรคนก็ไม่สนใจข่าวในทางลบ ยังคงแชทหาคู่กันต่อไป'
   
หญิงที่อยากมีสามีฝรั่งก็เพราะสำคัญผิดคิดว่าฝรั่งรวย ฝรั่งจะสามารถช่วยให้เธอพ้นสภาพแร้นแค้นได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วฝรั่งบางคนสะสมเงินทองเพื่อจะไปพักร้อนที่ต่างประเทศ พอมีโอกาสได้หยุดก็ใช้เงินอย่างคุ้มค่ากับการทำงานหนักมาตลอดปี พอกลับไปประเทศของเขาก็เริ่มต้นทำงานหนักต่อ และเริ่มเก็บเงินกันใหม่

บทที่สาม เข้าใจไปคนละทาง(Lost in Translation)

นี่คือมุมมองอีกอย่างหนึ่งของตัวละครที่อาจจะแตกต่างไปจากความเคยชินของสังคมไทย

"ถ้าคุณจะเกี่ยวข้องกับหญิงไทย คุณจะต้องเกี่ยวข้องกับครอบครัวและเพื่อนฝูงของเธอด้วย บางครั้งก็ดูเหมือนกับว่าไม่เป็นตัวของตัวเอง เธอต้องถามความเห็นจากเพื่อนฝูงญาติพี่น้องในความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเพื่อนชายฝรั่ง ผมเองก็ไม่ชินกับธรรมเนียมแบบนี้นะครับ
ผมพอจะเข้าใจนะครับว่า คนไทยรักษาหน้ามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาผู้หญิงคนหนึ่งที่ติดต่ออยู่กับผู้ชาย เพื่อนๆมักจะถามเรื่องความคืบหน้าของความสัมพันธ์กับเพื่อนชาย ถ้าความสัมพันธ์ยังไม่ก้าวหน้า ฝ่ายหญิงมักจะกังวล ที่กังวลมากก็คือความรู้สึกของชาวบ้าน สรุปว่ากลัวเสียหน้านั่นเอง

กิริยาอาการอย่างหนึ่งของสาวไทยที่ฝรั่งไม่เข้าใจ ก็คือเรื่องงอน เวลางอนพวกเธอจะทำหน้าเชิด ปากเม้ม ไม่ยอมพูดอะไร เมื่อไม่พูดแล้วผู้ชายจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณเธอไม่พอใจ สาวบางคนก็บอกว่า”น่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าทำอะไรลงไป” อ้าว ผมจำไม่ได้หมดทุกอย่างนี่ครับ วันๆหนึ่งก็ทำอะไรตั้งหลายอย่าง พวกคุณจะให้ผมอ่านใจคุณได้ยังไงครับ

ผมว่าสาวฝรั่งมีข้อดีตรงที่ว่า มีอะไรก็พูดกันตรงๆไม่อ้อมค้อม ไม่พยายามเล่นตัวให้ผู้ชายง้อ ผู้ชายฝรั่งไม่ชินกับอาการงอนของสาวไทยนะครับ สาวไทยรอให้ฝรั่งง้อ ฝรั่งก็ไม่ง้อสักที เพราะไม่เข้าใจ ผู้หญิงไทยหลายรายเสียโอกาสดีๆไป ก็เพราะมัวแต่งอน ไม่ยอมพูดจากันอย่างตรงไปตรงมา"


เคยได้ยินคำวิจารณ์จากนักอ่านคนไทยของเพ็กกี้ เขาบอกว่าไอ้ฝรั่งนี่ทำไมเรื่องมากจัง เพ็กกี้ไม่รู้ว่าเขาพูดแบบนั้นทำไม อาจจะรับความเห็นที่แตกต่างกันออกไปไม่ได้ละมัง

บทที่สี่ อุบัติเหตุทางเพศ (An Accident of Circumstances)

"คืนนั้นผมไปพักโรงแรมในตัวเมือง ผมถามน้อยว่าจะไปพักด้วยกันไหม น้อยก็ตกลง น้อยอยู่กับผมทั้งคืน มันเป็นความใกล้ชิดที่ทำให้เหตุการณ์เป็นไปตามครรลองของ"ธรรมชาติ ผมแน่ใจว่าผมเป็นผู้ชายคนแรกของน้อย บอกตรงๆว่าที่ผ่านมาผู้หญิงฝรั่งที่ผมยุ่งด้วย ต่างก็เคยมีประสบการณ์มาก่อน น้อยยังสาว ร่างกายของเธอแข็งแรงแบบคนที่เคยใช้แรงงาน เพราะครอบครัวของน้อยทำนา ผมเปรียบเทียบน้อยเหมือนรถยนต์ใหม่เอี่ยมป้ายแดง ที่เพิ่งถอยออกมาจากอู่ใหม่ๆ เครื่องเครายังดีอยู่ โธ่ มีใครบ้างครับที่ไม่ชอบขับรถใหม่

หลังจากนั้นมาผมกับน้อยมีความสัมพันธ์กันบ่อย ในวันหยุดผมจะพาน้อยออกไปชายทะเล ผมเป็นคนที่ชอบทะเลเป็นชีวิตจิตใจ ผมชอบฟังเสียงคลื่น มันให้ความรู้สึกสงบและเยือกเย็น เมื่ออยู่ในบรรยากาศที่ตัวเองชอบ ประกอบกับได้รับความสุขทางเพศจากน้อย ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลาย ตอนที่อยู่อเมริกาผมไม่ค่อยได้มีเพศสัมพันธ์บ่อยนัก ผมเป็นคนค่อนข้างจะบ้างาน เมื่อเหนื่อยจากงานผมก็แทบจะไม่ได้คิดถึงเรื่องแบบนี้เลย"


อืม ผู้ชายหลายคนเป็นแบบนี้  บางคนพอตัณหาพาเพลิดเพลินก็ลืมนึกถึงเหตุผล ตัดสินใจผิดๆ ก็เหมือนพระเอกรายนี้นั่นแหละ

นี่ก็อีกตัวอย่างหนึ่งของวัฒนธรรมขัดกัน

น้อยบอกว่าขอให้ผมให้เงินจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นค่าสินสอดแก่พ่อแม่ของเธอ  อันนี้ก็นับว่าแปลกสำหรับผม ธรรมเนียมฝรั่งเราไม่มีการให้สินสอดกับพ่อแม่ฝ่ายหญิง ผมข้องใจมากจึงถามน้อยตรงๆ
“น้อย เงินสินสอดที่ว่านี่ทำไมผมต้องให้ด้วย”
“มันเป็นธรรมเนียมที่ฝ่ายชายต้องให้แก่พ่อแม่ของฝ่ายหญิง เพื่อเป็นค่าเลี้ยงดูลูกสาวให้เติบโตขึ้นมาเป็นภรรยาที่ดี”
“ฟังดูยังกับขายลูกสาวอย่างนั้นแหละ”
พอผมพูดจบน้อยก็ทำสีหน้าโกรธ เธอย้ำอีกว่า “มันเป็นธรรมเนียมไทย”
“น้อย ผมเป็นฝรั่งนะ คิดอย่างไรก็พูดไปตามความรู้สึก ธรรมเนียมของผม พ่อแม่ฝ่ายหญิงเป็นคนออกค่าใช้จ่ายในงานแต่งงาน อีกอย่างหนึ่งเราสองคนก็ยังไม่ได้แต่งงานกันตามกฎหมาย”
“อีกหน่อยน้อยไปอยู่อเมริกากับคุณ พ่อแม่ก็จะขาดรายได้ที่น้อยเคยส่งให้ทุกเดือน เอาเป็นว่าให้เงินพ่อแม่ไว้ก้อนหนึ่ง ให้พวกเขาไว้ทำทุน”
“ถ้าเป็นอย่างนั้นผมก็ยังพอจะตกลงได้”


อืม เจ้าพระเอกรายนี้ก็ยังดีนะ ยังรู้จักประนีประนอม แต่ก็มีพระเอกในชีวิตจริงหลายรายที่ยอมจ่ายแต่โดยดี ก็เหมือนชื่อนิยายนั่นแหละ Blind by Choice

โปรดรอติดตามตอนต่อไปนะคะ ยังไม่หมดค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 01, 2011, 12:01:08 pm โดย PeggySueGuerra » บันทึกการเข้า
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #4 เมื่อ: กันยายน 07, 2011, 11:51:44 am »

บทที่ห้า ฝรั่งไทยเข้ากันได้ยาก

"เมื่อมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ผมเริ่มเห็นความแตกต่างระหว่างเราสองคน เรามาจากพื้นเพที่ต่างกันมาก น้อยเรียนหนังสือแค่ป.หก เธอใช้อุปกรณ์อำนวยความสะดวกในบ้านไม่เป็น เธอทำเตาไมโครเวฟเสียตั้งแต่วันแรกที่มาถึง เธอเอาอาหารที่อยู่ในภาชนะอลูมิเนียมเข้าไปอุ่นในเตาไมโครเวฟ ผมก็คิดว่าน้อยเคยอยู่กรุงเทพ เธอน่าจะรู้วิธีใช้เตาไมโครเวฟจากร้านอาหารที่เธอเคยทำงาน

น้อยไม่ยอมกินอาหารฝรั่งเลย เธอรู้ว่าในเมืองชิคาโกมีร้านขายของชำจากเมืองไทย และมีร้านอาหารไทยมากมาย เธอขอให้ผมไปซื้ออาหารไทยมาตุนไว้ ผมก็ไม่ขัดข้อง เมื่อกลับมาอยู่บ้านผมก็กินอาหารอเมริกัน ผมทำของผมกินเอง ส่วนน้อยก็ทำอาหารไทยกินของเธอคนเดียว เรามีเรื่องเถียงกันบ่อยเรื่องอาหารกลิ่นแรงๆที่น้อยชอบกิน อย่างเช่นกะปิและปลาร้า ถึงผมจะชอบอาหารไทย แต่ผมไม่ชอบอาหารกลิ่นน่ารังเกียจแบบนี้

น้อยใช้เครื่องซักผ้าเป็น แต่ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมเธอจะต้องซักกางเกงในตากไว้ในห้องน้ำ หลังจากที่เธออาบน้ำทุกครั้ง ผมเคยถามเธอ เธอบอกว่าเธอทำอย่างนี้มาตลอดเวลาอยู่ที่เมืองไทย ผมพยายามบอกให้เธอซักชั้นในของเธอในเครื่องซักผ้า เธอบอกว่าไม่ชิน เฮ้อ ...........

อีกอย่างที่ผมไม่ชอบก็คือ น้อยชอบถอดรองเท้าไว้หน้าบ้าน ผมเข้าใจครับว่าคนไทยจะถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้าน ผมก็ว่าเป็นสิ่งดี ทำให้บ้านช่องไม่สกปรก แต่ไม่ใช่ว่าวางไว้เกกะหน้าบ้าน บ้านคนไทยในอเมริกาส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้ แม้แต่บ้านราคาแพง พอเดินเข้าไปจะเห็นรองเท้าวางไว้เต็มหน้าบ้าน ที่คอนโดของผมมีที่เก็บของอยู่ติดกับประตูทางเข้า เขามีเอาไว้ให้เก็บพวกเสื้อโค้ดและรองเท้า ผมพยายามบอกน้อยให้เก็บรองเท้าไว้ที่นั่น อย่าถอดทิ้งไว้หน้าประตู มันดูเกกะ น้อยก็เถียงว่า พวกฝรั่งนี่สกปรก ชอบย่ำเข้ามาในบ้านทั้งๆที่ใส่รองเท้า ผมก็บอกว่าคนอื่นจะทำอย่างไรมันก็เรื่องของเขา แต่ตัวผมถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้านทุกครั้ง ถอดแล้วก็เก็บในตู้ข้างประตู ไม่เคยวางไว้เกกะ หลังจากที่พูดกันถึงเรื่องนี้แล้ว น้อยก็ไม่ถอดรองเท้าไว้หน้าบ้านอีก

พอถึงเวลาก่อนสิ้นเดือน น้อยขอให้ผมส่งเงินไปให้แม่ของเธอ ผมก็บอกว่าผมให้ค่าสินสอดไปกับพ่อแม่ของเธอแล้ว น้อยบอกว่าเป็นหน้าที่ที่เธอจะต้องส่งเงินให้พ่อแม่ทุกเดือน ตอนนี้เธอแต่งงานแล้ว ผมก็ควรจะทำหน้าที่นี้แทน ผมบอกว่าไม่ใช่หน้าที่ของผม ผมเองยังไม่ต้องให้เงินพ่อแม่ผมทุกเดือนเลย น้อยก็ว่าผมใจร้ายแม้กระทั่งกับพ่อแม่ตัวเอง ผมบอกว่าไม่ใช่อย่างนั้น คนอเมริกันทุกคนมีบำนาญ พอเกษียณรัฐบาลก็จะส่งเงินบำนาญให้ทุกเดือน ถ้าพ่อแม่ผมมีเรื่องเดือดร้อนต้องใช้เงินเป็นพิเศษ ผมก็ยินดีช่วย

น้อยไม่พอใจคำตอบของผม เธอร้องไห้และบอกผมว่า ถ้าเธอไม่ส่งเงินให้แม่ คนที่เมืองไทยก็จะด่าว่าเธออกตัญญู ทางบ้านเธอต้องการความช่วยเหลือ ผมก็ถามว่าแล้วเงินสินสอดที่ผมให้ไป พ่อแม่ของเธอน่าจะเอาไปใช้ลงทุนให้มีรายได้เพิ่มเข้ามา เงินเป็นจำนวนไม่น้อย น้อยบอกว่า เงินจำนวนนั้นพ่อเอาไปไถ่ที่นาที่พ่อเอาไปจำนอง โอ้.......ผมพูดไม่ออกเลยครับ


บทที่หก โอกาสที่ถูกมองข้าม
ผมเข้าใจนะครับว่า  คนเราจากบ้านจากเมืองตัวเองไปอยู่ประเทศอื่น ย่อมจะมีความเหงาเป็นธรรมดา อยากจะพบปะสังสรรค์เสวนากับคนชาติเดียวกัน  ได้คุยกับคนที่พูดภาษาเดียวกัน และสนทนาในเรื่องที่อยู่ในความสนใจอย่างเดียวกัน มันให้ความอบอุ่นสำหรับคนที่อยู่ไกลบ้าน  ดูจากตัวอย่างของน้อย  แต่คนเราก็ต้องเรียนรู้สังคมและสิ่งแวดล้อมของประเทศที่ตัวเองอยู่ด้วย มันเป็นความจำเป็นในการดำรงชีวิต

บรรดาเมียไทยหลายคนไม่ยอมเรียนภาษาอังกฤษ บางคู่อยู่ด้วยกันมาเกินสิบปี ภาษาอังกฤษของทางฝ่ายหญิงไม่พัฒนาขึ้นเลย บรรดาสามีของเขาก็ไม่เห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ ผมก็ไม่เข้าใจว่าเขาสื่อสารกันได้อย่างไร คนเราจะอยู่กินด้วยกันต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน บางคนก็บอกว่าผู้ชายฝรั่งเบื่อผู้หญิงฝรั่งที่ชอบเถียง และชอบเป็นใหญ่ พอมาเจอผู้หญิงที่ไม่เถียงก็ชอบ แต่ผมว่าที่เมียไทยไม่เถียงผัวฝรั่งก็เพราะมีอุปสรรคทางด้านภาษา เมื่อเถียงไม่ทันก็เงียบเสียดีกว่า ผู้ชายบางคนก็ไม่ชอบคนขัดคอ เวลาที่เขาอยากจะพูดอะไร เมียต่างชาติถึงแม้จะฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง สามีก็ไม่ว่า ขออย่างเดียวอย่าขัดคอก็แล้วกัน

สำหรับคนต่างชาติที่อยู่ในอเมริกา หลายคนมักจะเรียกตัวเองว่าพลเมืองชั้นสอง ผมว่าพวกเขาคิดไปเองมากกว่า พวกเราปฏิบัติต่อคนต่างชาติเท่าเทียมกันหมด ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญของอเมริกา คนที่อยู่ในประเทศอเมริกาได้รับความคุ้มครองจากฎหมายเท่าเทียมกัน คนต่างชาติหลายคนที่ไม่ยอมเรียนภาษาอังกฤษ  สื่อสารกับคนอเมริกันไม่เข้าใจ บางครั้งทำให้เจ้าของภาษาเกิดความรำคาญ เมื่อสื่อสารกันไม่เข้าใจจึงเกิดช่องว่าง

ผมก็ไม่เข้าใจนะครับว่าทำไมพวกเขาไม่ยอมเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม ทั้งๆที่สามารถหาที่เรียนฟรีได้ตามวิทยาลัยชุมชน พวกคนต่างชาติชอบรวมกลุ่มกัน พยายามอนุรักษ์ประเพณีและธรรมเนียมเก่าๆจากประเทศเดิมของตัวเอง อันนี้ถ้าทำอยู่ในขอบเขตก็ไม่เสียหายอะไร ผมเองก็ชอบวัฒนธรรมไทยหลายๆอย่าง  แต่บางอย่างจะเอามาใช้ที่อเมริกาไม่ได้  อย่างประเพณีสาดน้ำวันสงกรานต์  ถึงแม้ว่าเขาจะเล่นกันในวัดไทย แต่ผมว่ามันมากเกินไป มีหลายคนที่โดนสาดน้ำเปียกไปหมด เขาตั้งใจจะไปธุระอื่นต่อก็ไปไม่ได้ ผมเองก็เคยโดนสาดเปียกปอนไปหมด แม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้าเขาก็ไม่ละเว้น อย่าเรียกว่าสรงน้ำพระเลย เรียกว่าราดน้ำพระดีกว่า จีวรของท่านเปียกไปหมด ผมเห็นแล้วก็สลดใจ พวกเขาน่าจะละเว้นพระบ้าง นี่เล่นกันจนสนุกเกินเหตุจนขาดความเคารพพระ


บทที่เจ็ด สันดอนขุดได้ แต่สันดานขุดไม่ได้

ชีวิตในอเมริกาไม่ได้สวยสดงดงามเหมือนอย่างที่หลายคนคิด ก่อนจะไปอเมริกาทุกคนคิดว่าจะต้องมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม เพราะที่ประเทศอเมริกามีโอกาสมากมาย โอกาสในประเทศอเมริกามีสำหรับคนที่รู้คุณค่าในโอกาสนั้น บางคนคิดว่าโอกาสนั้นเป็นสิ่งที่คนอื่นหยิบยื่นมาให้เรา เหมือนกับผู้หญิงที่แต่งงานกับฝรั่ง ส่วนใหญ่ก็จะคิดว่าสามีฝรั่งเป็นคนให้โอกาส ให้ชีวิตใหม่ที่ดีสำหรับเขา แต่มันไม่ใช่แค่นั้น การแต่งงานกับฝรั่งและมีโอกาสมาใช้ชีวิตที่อเมริกาเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ผู้หญิงเหล่านั้นไม่รู้ว่ามีโอกาสมากมายที่จะให้เธอฉวยโอกาสใช้ให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง อย่างน้อยๆก็น่าจะเรียนรู้วิธีการที่จะช่วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งสามี ถ้าสามีเกิดเป็นอะไรไป

ประโยชน์ที่ว่าที่เห็นได้ชัดๆก็คือการศึกษา คนมีการศึกษาจะเป็นที่ยอมรับของสังคม หลายคนคิดว่ามีเงินแล้วสังคมจะยอมรับ อันนี้คิดผิดอย่างมาก ผู้หญิงต่างชาติหลายคนมีโอกาสที่จะเรียนเพิ่มเติม แต่ก็ไม่คิดที่จะเรียน มัวคิดที่จะหวังพึ่งสามี ถ้าไม่มีสามีแล้วอยากจะรู้นักว่า เขาจะอยู่ได้อย่างไร แต่ในบางกรณีสามีฝรั่งก็ไม่ยอมให้เมียต่างชาติได้รับรู้อะไรเลย คอยหวงกัน ไม่ยอมให้ออกจากบ้าน ไม่ยอมให้มีเพื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนชาติเดียวกัน คงจะเกรงว่าเมื่อเมียรู้อะไรดีๆแล้ว คงจะไม่ต้องการสามี เมียจะตีจากไป ผู้ชายแบบนี้ผมว่าเขามีปมด้อย การที่เขาได้เมียต่างชาติก็เพื่อที่จะลบปมด้อยของตัวเอง ที่เมียต้องพึ่งเขาอยู่ตลอดเวลา ทำให้เขารู้สึกตัวว่ามีความสำคัญ


บทที่แปด สายน้ำที่ไม่มีวันไหลกลับ

ผมเห็นผู้หญิงไทยคนหนึ่งที่แต่งงานกับฝรั่ง สามีของเขาทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ ผู้หญิงคนนี้ไม่รู้จักช่วยตัวเอง แม้แต่จะเขียนเช็คก็ยังทำไม่เป็น ต่อมาสามีตายทิ้งมรดกไว้ให้พอควรรวมทั้งเงินประกันชีวิตด้วย เธอคนนี้สามารถอยู่ได้ด้วยเงินมรดกจากสามีโดยไม่เดือดร้อน แต่เนื่องจากเธอไม่ได้สนใจกับสิ่งรอบตัว ทำอะไรไม่เป็นเลย มาเจอผู้ชายคนใหม่ที่เสนอตัวเข้ามาช่วยเหลือ เธอไว้ใจผู้ชายคนใหม่ ก็เลยถูกปอกลอกไปจนหมดตัว

ผมเล่าเรื่องนี้ให้น้อยฟัง ไม่ได้เล่าเพื่อซ้ำเติมเธอคนนั้น แต่ผมอยากให้น้อยเรียนรู้การมีชีวิตอยู่ในสังคมอเมริกันได้ด้วยตัวเอง น้อยจะได้ไม่ถูกหลอก น้อยกลับเถียงว่า เพื่อนคนไทยก็มี ถึงอย่างไรเขาก็คงจะช่วยน้อยได้ ผมก็บอกว่าอย่าไปคิดหวังพึ่งคนอื่น การอาศัยคนอื่นช่วยพูดภาษาอังกฤษให้ก็เหมือนยืมจมูกคนอื่นหายใจ มันไม่คล่องเหมือนที่เราทำเอง

เรื่องเล่นแชร์นี่แพร่หลายมากในหมู่คนไทย ผมทราบตั้งแต่สมัยอยู่ที่เมืองไทยแล้ว มีอยู่ทุกวงการไม่ว่าในระดับล่างหรือระดับสูง มันเป็นการเล่นที่เสี่ยงมาก ไม่มีหลักประกันอะไรเลย เรื่องที่น้อยเล่นแชร์ ก็เป็นเรื่องใหม่ที่ผมเพิ่งจะรู้ น้อยเล่นแชร์กับพวกที่ทำงานที่ร้านด้วยกัน เล่นกันทั้งหมดสิบมือ มือละสามร้อยดอลล่าร์ ถ้าน้อยเปียแชร์ได้ น้อยก็จะได้เงินสามพันดอลล่าร์ มีมากพอที่จะเอาไปใช้หนี้

พอถึงเวลาที่เปียแชร์งวดถัดไป ปรากฏว่าแชร์ล้ม คนที่เป็นเท้าแชร์หนีหายไปเสียเฉยๆ น้อยและลูกแชร์คนอื่นๆส่งเงินไปได้แค่สี่งวด เงินที่จ่ายไปก็สูญเปล่า น้อยร้องไห้เสียใจมาก ผมก็จำใจให้เงินน้อยไปสองพันเพื่อไปไถ่แหวนคืน แต่ผมเก็บแหวนวงนั้นไว้ ไม่คืนให้น้อย โอ้เวรกรรมจริง จริ๊ง

เมื่อผมกับน้อยมาถึงบ้านที่ร้อยเอ็ดแล้ว ผมได้คุยกับพ่อแม่ของน้อยถามถึงสุขภาพ เพราะน้อยบอกว่าเมื่อสองเดือนก่อนพ่อกับแม่ป่วย พ่อกับแม่ของน้อยบอกว่าไม่เป็นอะไร ผมก็ย้อนถามว่าแล้วที่น้อยส่งเงินมาให้ น้อยบอกผมว่าพ่อกับแม่ไม่สบายในเวลาไล่เลี่ยกัน พ่อกับแม่อึกอักเล็กน้อย ผมมาทราบทีหลังว่าพี่ชายของน้อยไปก่อเรื่อง ทางบ้านต้องการเงินไปประกันตัว และเป็นค่าทนาย แต่น้อยไม่ยอมบอกความจริงกับผม

คืนก่อนที่ผมจะเดินทางไปสิงคโปร์ ผมขอคุยกับน้อยเป็นการส่วนตัว ผมบอกน้อยว่า ตลอดเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน น้อยไม่พยายามปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่เลย ผมให้โอกาสน้อยไปเรียน น้อยก็ไม่อยากเรียน ที่ผ่านมาผมก็พอจะทนได้กับพฤติกรรมแปลกๆของเธอ แต่เรื่องโกหกและสร้างหนี้สินนี่ผมรับไม่ได้จริงๆ คนเราเป็นผัวเมียกันต้องไม่มีความลับต่อกัน ต้องซื่อสัตย์ต่อกัน น้อยอย่าคิดว่าการมีผัวฝรั่งเหมือนกับการมีบัตรเอทีเอ็ม ที่สามารถกดเรียกเงินได้ทุกเวลา
บันทึกการเข้า
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #5 เมื่อ: กันยายน 07, 2011, 12:01:26 pm »

แนะนำหนังสือมาพอสมควร ผู้อ่านคงจะเข้าใจแล้วว่าทำไมตัวเอกของเรื่องกับผู้หญิงของเขาจึงไปกันไม่ได้ สาเหตุใหญ่ก็คือไม่พยายามปรับตัวเข้าหากัน จากข้อสังเกตของเพ็กกี้ในเรื่องความสัมพันธ์กับหญิงชายต่างวัฒนธรรม ฝ่ายหญิงมักจะไม่ค่อยยอมปรับตัว ทั้งนี้เพราะพื้นฐานการศึกษานั่นเองที่จำกัดการเรียนรู้ของพวกเธอ

หลังจากที่พระเอกเลิกกับน้อยไปแล้ว เขาก็มาเจอหญิงไทยคนใหม่ซึ่งเป็นคนมีการศึกษา พระเอกยอมรับว่ารักเธอ และแต่งงานด้วยความเต็มใจ แต่ก็ยังมีปัญหาและอุปสรรค เรื่องจะจบลงอย่างไรก็ต้องติดตามกันเองแล้วละค่ะ

หนังสือมีจำหน่ายที่ประเทศไทย แต่ไม่ได้มีขายตามร้านหนังสือทั่วไป มีทั้งแบบเป็นเล่มและอีบุ๊ค ถ้าสนใจต้องเข้าไปดูในเว็บไซด์ www.blindbychoice-kailey.com บอกให้อีกทีก็แล้วกัน อย่าหาว่าถือโอกาสโฆษณาเลยนะคะ
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #6 เมื่อ: กันยายน 29, 2011, 11:10:08 pm »

ไม่ทราบว่าหนังสือจะมีขายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เดือนตุลานี้ด้วยไหมคะ

งานจะเริ่มวันที่ 5ตุลาคมนี้ค่ะ

เท่าที่ฟังคุณเพ็กกี้เล่ามาน่าติดตามมากเลยค่ะ ขอให้ขายได้แยะ ๆ นะคะ
บันทึกการเข้า
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #7 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2011, 01:27:54 pm »

ขอบคุณค่ะคุณนิ หนังสือยังไม่มีขายในงานสัปดาห์หนังสือเดือนตุลาคมปีนี้ค่ะ แต่จะมีจำหน่ายในงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ที่จะมีในเดือนเมษายน ปี2555ค่ะ แล้วจะแจ้งมาให้ทราบอีกครั้งตอนใกล้ๆเวลานะคะ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF