www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เขามาทางเฟสบุ๊ค  (อ่าน 2125 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: ธันวาคม 02, 2011, 03:17:49 pm »

เฟสบุ๊คเป็นเครือข่ายที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างสูงสุดในเวลานี้ ใครไม่มีเฟสบุ๊ครู้สึกว่าจะตกยุคตกสมัย เพ็กกี้เองก็ไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าเข้ามาเป็นสมาชิกเครือข่ายนี้ได้อย่างไร  ทราบแต่ว่ามีคนกันเองชักชวนให้เข้าร่วมเป็นสมาชิก ซึ่งในตอนแรกก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร

ตอนนี้เลยกลายเป็นว่ามีอะไรก็คุยกันผ่านเฟสบุ๊ค อีเมล์ไม่ต้องใช้กันแล้ว ได้ตัวอย่างจากลูกสาวที่เดี๋ยวนี้มีอะไรก็เขียนลงในผนังเฟสบุ๊คของแม่ แต่ปรากฏว่าตอนเป็นสมาชิกใหม่ๆคุณแม่ไม่ค่อยได้เข้าเฟสบุ๊ค คุณลูกก็น้อยใจว่าทำไมคุณแม่ไม่ตอบข้อความของเขาเลย

บางคนก็ใช้เฟสบุ๊คไปในทางที่มิชอบ โพสต์ข้อความที่ไม่สมควร บางอย่างก็เป็นเรื่องส่วนตัวเกินไป บางทีไม่พอใจนายจ้างก็มาเขียนด่าในเฟสบุ๊ค บางคนก็ลงรูปที่น่าเกลียด เพ็กกี้สังเกตว่าเครือข่ายนี้ไม่มีคนคอยควบคุมดูแลการโพสต์ข้อความและรูปภาพที่ไม่สมควร เพ็กกี้เองก็นึกไม่ถึงว่าคนบางคนที่เรารับเป็นเพื่อนจะมีพฤติกรรมแบบนี้

สำหรับตัวเพ็กกี้เองเห็นข้อดีของเฟสบุ๊คคือ ทำให้เราได้พบเพื่อนเก่าที่ขาดการติดต่อกันไปนานมาก พอเห็นชื่อเขาในเฟสบุ๊คก็ลองส่งข้อความไปทักทาย เพื่อนหลายๆคนก็ยังจำเราได้  พวกเราชาวส.ว.พอเกษียณแล้วก็โหยหาเพื่อน ตอนนี้ลูกเต้าก็โตกันหมดแล้ว คนไหนที่ไม่มีหลานให้เลี้ยงก็มักจะหากิจกรรมอื่นทำแก้เหงา ส่วนข้อเสียของเฟสบุ๊คก็คือเจ้าหนี้สามารถตามตัวเราเจอได้ในเฟสบุ๊ค เพราะเครือข่ายนี้ไม่เป็นความลับถ้าคุณใช้ชื่อจริง ฮ่า ฮ่า เพ็กกี้พูดเล่นนะคะเรื่องเจ้าหนี้น่ะ แต่เอาจริงกับเรื่องความเป็นส่วนตัว

ตอนสมัครเป็นสมาชิกเฟสบุ๊คก็ใช้ชื่อจริง ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดมาก คิดแต่ว่าคนที่เป็นเพื่อนเราในนั้นก็คนกันเองทั้งนั้น หารู้ไม่ว่าคนอื่นที่ไม่ใช่เพื่อนก็สามารถค้นหาเราได้เช่นเดียวกัน

อารัมภบทมายืดยาว เข้าเรื่องเสียที่นะคะ อยู่มาวันหนึ่งเพ็กกี้ได้รับข้อความจากคนแปลกหน้า เขาบอกว่าเพิ่งอ่านBlind by Choiceจบ นิยายเรื่องนี้กระแทกใจเขาอย่างจัง  เขายังบอกอีกว่าถ้าอ่านนิยายเรื่องนี้ก่อนหน้านี้สักหนึ่งปี  ก็คงจะไม่ถูกสาวหลอก เขาแนะนำตัวมาว่าเป็นใคร ทำงานอะไร ก่อนที่จะยอมรับเขาเป็นเพื่อน เพ็กกี้ตรวจสอบแล้วค่ะ ตรวจสอบอย่างไรเดี๋ยวจะได้ขยายความต่อไป

มันเป็นความภูมิใจของนักเขียนทุกคนเมื่อมีคนแสดงความชื่นชอบผลงานของเรา สำหรับนักเขียนชื่อดังอาจจะเคยชินกับคำชมที่ได้รับบ่อยๆ ส่วนนักเขียนโนเนมอย่างเพ็กกี้พอมีคนมาชื่นชมงานเขียนก็ปลื้มใจ คุยทั้งปีก็ยังไม่จบ เอาละค่ะ หนุ่มคนนี้เป็นใคร..... เขาเป็นคนอเมริกันที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย แฮ่ แฮ่ ตรงกันข้ามกับเพ็กกี้เลย คนไทยอาศัยอยู่ในอเมริกา แต่เขาคนนี้บอกว่าเขาถือสัญชาติอเมริกัน เติบโตในสหรัฐ แต่มาจากครอบครัวที่ผสมระหว่างเชื้อชาติ พ่อเป็นกรีกแต่มีเชื้อสายตะวันออกปน ส่วนแม่เป็นคนเลบานอน แต่แม่เป็นคริสเตียนไม่ใช่มุสลิม เพ็กกี้ก็นึกหน้าตาว่าเขาก็คงจะหน้าเข้มๆแบบแขก ไม่ใช่หนุ่มผมทองตาสีฟ้า

หนุ่มทำงานเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง ขอสงวนชื่อก็แล้วกัน เพ็กกี้ตรวจสอบกับทางมหาวิทยาลัยแล้ว มีอาจารย์ชาวต่างประเทศคนนี้ทำงานที่นั่นจริงค่ะ มหาวิทยาลัยนี้สอนเป็นภาษาอังกฤษอย่างเดียว ผู้อ่านคงจะเดาได้นะคะว่าเป็นมหาวิทยาลัยไหน

พอรับเป็นเพื่อนกันอาจารย์ก็เล่าว่า เคยแต่งงานกับหญิงไทย เธอไม่ใช่ผู้หญิงขายบริการ มีการศึกษา และเขาก็รู้จักผู้หญิงคนนี้หลายปีก่อนที่จะตกลงใจแต่งงานด้วย อาจารย์พาผู้หญิงไปอเมริกา ผู้หญิงมีลูกติดหนึ่งคนเป็นผู้ชายอายุ20ปีแล้ว แต่ไม่ยอมทำอะไรเลย แม่เขาคงเลี้ยงแบบคุณหนูเทวดา อาจารย์ก็แนะนำว่าเจ้าลูกชายควรจะหางานทำ หรือไม่ก็ไปเรียนเพื่อหาความรู้เพิ่มเติม แต่เจ้าลูกเลี้ยงก็ไม่สนใจ หลังจากที่ผู้หญิงได้กรีนคาร์ดแล้ว ทั้งเขาและลูกก็หายตัวไป หลังจากนั้นไม่นานอาจารย์ก็ได้รับจดหมายจากทนายความของผู้หญิง เธอต้องการจะหย่า อาจารย์ก็ไม่ว่าอะไร อยากจะหย่าก็ได้ อย่างไรก็ดีอาจารย์บอกว่าได้ทำสัญญาก่อนสมรสแยกทรัพย์สินส่วนตัวไว้เรียบร้อย ฝ่ายหญิงไม่ได้ส่วนแบ่งทรัพย์สินอะไรไปเลย

เฮ้อ....มันเป็นนิยายน้ำเน่าจากชีวิตจริงที่เพ็กกี้ได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่า นิยายทั้งหลายมันก็เอาต้นแบบมาจากชีวิตจริง อาจารย์ก็คงต้องการคำปลอบใจและความเห็นใจ เพ็กกี้ก็ให้ได้ตามขอบเขต ทุกครั้งที่อาจารย์เขียนอีเมล์มาถึงเพ็กกี้ก็มักจะพูดถึงเรื่องนี้เป็นประจำ เธอจะเขียนอีเมล์แต่ละครั้งยาวมาก เพ็กกี้เลยบอกว่า อาจารย์น่าจะเป็นนักเขียนนะ เขียนเล่าประสบการณ์ของตัวเอง เป็นอุทธาหรณ์ นอกจากนี้การเขียนยังเป็นการบำบัด เขียนระบายออกไปบ้างจะได้ลดความอึดอัด และเป็นวิทยาทานกับคนอื่น แต่มีข้อแม้ว่าต้องเป็นการเขียนที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่ก่นด่าตามอารมณ์แค้นเพียงอย่างเดียว

เพ็กกี้เคยได้ยินเสียงอาจารย์คนนี้ด้วย เสียงหล่อ พูดภาษาอังกฤษชัดเจนมาก สำเนียงบอกภาษา ฝรั่งบางคนเป็นเจ้าของภาษาก็จริง แต่สำเนียงการพูดบอกพื้นเพได้อย่างชัดเจน อย่าหาว่าอวดรู้เลย โดยวิชาชีพเพ็กกี้ถูกฝึกมาให้มีทักษะในการฟังสูงค่ะ

ข้อสังเกต คนไทยบางคนออกเสียงคำว่า Facebook ว่าเฝสบุ๊ค แทนที่จะเป็นเฟสบุ๊ค เพ็กกี้ยังหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมคำภาษาอังกฤษหลายๆคำคนไทยชอบออกเสียงต่ำ อันที่จริงตัว ฝ ฝานี้เป็นอักษรสูง แต่คุณลองสังเกตุดีๆว่าถ้าอ่านว่าเฝสบุ๊คมันจะกลายเป็นเสียงต่ำ ภาษาอังกฤษมีพยัญชนะแค่21ตัว (ไม่นับรวมสระ5ตัว) ภาษาอังกฤษไม่มีอักษรสูง กลาง ต่ำ เพ็กกี้ว่าอย่าเอาอักษรสามหมู่ของไทยมาปะปนกับการออกเสียงภาษาอังกฤษ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือพวกเราบางคนไม่เคยได้ยินการออกเสียงที่ถูกต้อง บางทีก็ไปตามสื่อหรือใครที่เป็นคนแรกที่เริ่มออกเสียงคำนี้ คนที่ได้ยินต้นแบบที่ผิดก็เลยออกเสียงผิดๆตามกันมาโดยไม่รู้ตัว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 03, 2011, 03:02:29 am โดย PeggySueGuerra » บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2012, 12:27:49 pm »

สวัสดีค่ะคุณเพ็กกี้

ปิ๋มเองก็ติด Facebook เหมือนกัน ไม่ได้มาเยี่ยมเวปนี้นานแล้ว เห็นข้อความคุณเพ็กกี้ให้เข้ามาทักทายกันในเวปนี้บ้าง วันนี้เลยเข้ามาเยี่ยม ได้อ่านเรื่องสั้นหลายเรื่องของคุณราส..กิโลหก และ เรื่องต่าง ๆ ของคุณเพ็กกี้ ทำให้รู้สึกว่าได้กลับบ้านเดิมของพวกเราอีกครั้งค่ะ มีความสุขค่ะ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF