www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เขียนได้เขียนดี เขียนให้มีชีวิต  (อ่าน 2039 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2008, 11:46:52 pm »

ไปงาน เสวนา หัวข้อ "เขียนได้เขียนดี เขียนให้มีชีวิต" ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติมา เลยเอาภาพมาฝาก ได้เจอนักเขียนเก่ง ๆ หลายท่าน ภาพนี้ถ่ายกับคุณนิเวศน์ กันไทราษฎร์ คุณกนกวลี (ถ้าจำไม่ผิด) คุณชมัยพร แสงกระจ่าง ที่หน้างานตอนลงทะเบียน



--------------------
จะขี่ไม้กวาดไปตามหาฝัน...เข้าไปเยื่ยมชมบ้านในฝันได้ที่นี่ค่ะ
http://apinya07.spaces.live.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 20, 2008, 01:43:34 am โดย มนตราแห่งทะเล » บันทึกการเข้า
มนตราแห่งทะเล
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 463



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2008, 11:49:38 pm »


อภิญญา     
โพสต์เมื่อ: Apr 22 2007, 05:15 PM

เป็นงานที่จัดได้ดีมาก ภาคเช้าเป็นการเสวนาตามหัวข้อเรื่อง โดยคุณกฤษณา อโศกสิน (นวนิยาย) คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ (กวีนิพนธ์) คุณอัศศิริ ธรรมโชติ (เรื่องสั้น) ดำเนินการโดยคุณ ผศ. ญาดา อรุณเวช

คุณญาดา โปรยไว้ก่อนว่า "คิดว่าทุกคนก็เขียนได้ แต่ขั้นต่อไปต้องเขียนให้มีชีวิตชีวา คืออ่านได้ อ่านดี ไม่แห้งแล้ง ดังนั้นควรมีเคล็ดลับอะไรบ้าง"

คุณกฤษณา : จริง ๆ แล้วตอบไม่ได้ เพราะมัวแต่ทำงาน ไม่ได้หันไปมองงานที่ผ่านมา เมื่อได้รับรางวัลและถูกสัมภาษณ์ เลยต้องย้อนกลับไปดูงานเขียนเก่า ๆ ของตัวเอง ทบทวนดูว่ามีหลักเกณฑ์ในการทำงานอย่างไร พบว่าการที่จะเขียนเรื่องให้จบนั้นยากมาก คือ กว่าจะเขียนได้ ก็รู้สึกว่าเขียนไม่ดี ขอให้นักเขียนไหม่พยายาม อย่าท้อ เมื่ออายุ ๑๕ ไม่มีประสบการณ์คิดเอาเอง ได้อาศัยอ่านนวนิยายเอา แต่ก็ทำได้ยากเพราะไม่มีประสบการณ์จริง การเขียนให้ได้ดีต้องมีประสบการณ์ในเรื่องนั้น ๆ อย่างดี

ต่อมาได้ค้นพบตัวเองว่าควรเขียนแนวปัญหาชีวิต เขียนไปเรื่อย ๆ เขียนด้วยความรัก มีความสุขที่ได้เขียน แต่ไม่ทราบว่าตัวเองเป็นอย่างไรตอบคำถามไม่ได้ เพราะการเขียนแต่ละเรื่องนั้นล้วนมีแรงบันดาลใจ

เกี่ยวกับการผูกเรื่อง การตั้งชื่อเรื่อง การคัดตัวละคร ชอบอ่านสารานุกรม ทำให้พบคำเพราะ ๆ ก็จดไว้เพื่อนำไปใช้ในการเขียน ทั้งชื่อคน และประโยคดี ๆ สวย ๆ และจะพิถีพิถันในการตั้งชื่อเรื่อง รวมทั้งตัวละครเป็นพิเศษ ไม่ลอกเลียนใครทั้งนั้น ต้องการให้มีเอกลักษณ์ของตัวเอง

เมื่อจะเริ่มเขียนอะไรสักเรื่องต้องทำตามลำดับคือ
๑) คัดชื่อตัวละคร
๒) ตั้งชื่อเรื่อง โดยรวมเอาเนื้อเรื่องทั้งหมดไว้ในชื่อเรื่อง และต้องโดนใจคนอ่านด้วย
๓) การผูกเรื่อง
๓.๑ แบ่งวรรณะตัวละครให้ชัดเจนก่อน เช่นมีนักการเมือง แรงงาน ครู ผู้บริหาร
๓.๒ ต้องลงลึกในรายละเอียดของชีวิตเขา เตรียมให้พร้อมจะทำให้เขียนได้ลื่นไหล
๓.๓ บทสนทนา ต้องมีสาระ และสื่อให้เห็นธาตุแท้ของตัวละครนั้น ๆ ได้ดี

การเขียนต้อง "ไม่โกงตาชั่ง" คือตั้งใจเขียน สื่อให้ผู้อ่านได้ประโยชน์เสมอ จะอิงธรรมะ คือเหตุผล และความจริง เพื่อสื่อถึงจิตวิญญาณของตัวละครเหมือนมีรัศมีพวยพุ่งออกมาจากตัวหนังสือไปสู่ผู้อ่าน

สังเกตการพูดจาของคนในทุกระดับ และถ่ายทอดให้ผู้อ่านได้เห็นลึกลงไปว่า แรงงานกำลังพูดกัน หรือผู้บริหารกิจการกำลังพูดกัน

สรุป : ต้องมีประสบการณ์ คือความชำนาญ และนักเขียนขี้เกียจไม่ได้ ต้องมีคลังคำมาก ๆ ชื่อเรื่องจะมีความหมายเป็นกรอบของเนื้อเรื่อง เช่น "บ้านขนนก" ตัวละครเปราะบาง หวั่นไหวง่าย เหมือนขนนกเบาบางที่ถูกลมพัดกระจัดกระจายออกไปทุกทิศทาง แนวการเขียนที่ล่อให้คนตาม แล้งยักเยื้องไปก็น่าสนใจดี

นี่คือคำแนะนำของคุณกฤษณา อโศกสิน ในรอบแรกค่ะ วันพรุ่งนี้จะนำคำแนะนำของคุณเนาวรัตน์ ในรอบแรก มาลงให้เพื่อน ๆ อ่านค่ะ รับรองว่าสนุกน่าติดตาม



--------------------
จะขี่ไม้กวาดไปตามหาฝัน...เข้าไปเยื่ยมชมบ้านในฝันได้ที่นี่ค่ะ
http://apinya07.spaces.live.com



Guest_นิค่ะ    
โพสต์เมื่อ: Apr 22 2007, 05:48 PM
   
ขอบคุณคุณอภิญญานะคะ ที่นำเรื่องดี ๆ มาเล่าสู่กันฟัง ได้เห็นภาพคนคุ้นเคยก็ดีใจค่ะ
โดยเฉพาะพี่กฤษณาและพี่เนาวรัตน์ที่น่ารักทั้งสองท่าน

อ้อ ขอแจ้งให้คลายกังวลนะคะ เมื่อเช้ามืดวันอาทิตย์22เม.ย.2007
ที่ซันติอาโกก็โดนฤทธิ์แผ่นดินไหวด้วย ตอน06.20น.ค่ะ กำลังหลับ
สบายพี่ท่านก็มาเยือนระลอกใหญ่ ๆ เลยค่ะ สองครืนแรง ๆ ตามด้วยหาง ๆอีก
พอให้ใจคอหาย แล้วพอตอน 9.05 ก็ตามมาอีกระลอกหนึ่งแต่ก็ทำให้บ้าน
สั่นกระจกหน้าต่างส่งเสียงกันเหมือนกัน แต่ทุกคนปลอดภัยค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วง

แต่ที่เมืองไอเซ่น แผ่นดินแยก และมีคนหายไป10 คน แล้วน้ำทะเลก็สูงมาก

ผ่านจากเรื่องตื่นเต้นแล้วเลยรีบส่งข่าวเกรงคนที่รู้จักจะตกใจน่ะค่ะ



อภิญญา    
โพสต์เมื่อ: Apr 25 2007, 04:15 PM
   
วันนี้เป็นความคิดเห็นของคุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์และคุณ อัศศิริ ธรรมโชติค่ะ เกียวกับการเสวนา

คุณญาดา โปรยไว้ก่อนว่า "คิดว่าทุกคนก็เขียนได้ แต่ขั้นต่อไปต้องเขียนให้มีชีวิตชีวา คืออ่านได้ อ่านดี ไม่แห้งแล้ง ดังนั้นควรมีเคล็ดลับอะไรบ้าง"

คุณเนาวรัตน์ : ท่านบอกว่าในโลกความเป็นจริงนั้น "เราใกล้ชิดกันในความเป็นจริง แต่เราห่างไกลกันเหลือเกิน แทบไม่รู้จักกัน"

แต่ในโลกของวรรณกรรมนั้น "เราดูเหมือนห่างไกลกัน แต่เราใกล้ชิดกันมากในโลกของวรรณกรรมโดยผ่านทางตัวหนังสือ"

สำหรับท่านนั้น "ต้นทางของวรรณกรรม" คือ ชีวิต จะเขียนอะไรให้มีชีวิต ต้องเข้าใจชีวิต

จากเรื่องจริง ...เป็นเรื่องเล่า...เป็นตำนาน...เป็นนิทาน...เป็นวรรณกรรม...เป็นบทกวี...เป็นลำนำ...เป็นบทเพลง

ท่านยกตัวอย่างว่า เวลาเกิดความรู้สึก เราจะเอามาเขียนอย่างไร เช่น เรารักใคร จะมาบอกว่า รัก ๆ ๆ ๆ นั้นไม่ได้ ต้องเข้าใจพูด สื่อให้เขาเข้าใจ

ท่านยกตัวอย่างผลงานของท่าน เรื่อง "สมภารเซ้งโบสถ์" ว่า เด็กวัดไปเห็นสมภารกินข้าวเย็นก็โวยวายขึ้น สมภารก็ไล่เด็กวัดไป เด็กวัดเลยไปตั้งโต๊ะด่าสมภาร ต่อมาสมภารจะเซ้งโบสถ์ ชาวบ้านรู้ก็มาไล่สมภารออกจากวัด เด็กวัดก็ย้ายโต๊ะมาร่วมด่ากับชาวบ้านด้วย ทุกคนต่างก็บอกว่าอุตส่าห์มีศรัทธาและไว้ใจจึงได้ยกให้เป็นสมภารกลับทำตัวไม่เหมาะสมกับตำแหน่งสมภาร...

เรื่องสมภารเซ้งโบสถ์นี้ ก็นำมาจากเรื่องการขายหุ้นชินคอร์ปของ...แล้วนำมาสื่อให้ชาวบ้านฟังโดยสมมุติเป็นสมภารเซ้งโบสถ์ เพื่อให้ผู้อ่านสืบสาวกลับไปหาต้นธารให้ได้ อย่าไปติดอยู่ที่เนื้อหาที่กำลังอ่านอยู่

สรุป คือ ฝีกฝนว่าจะเอาเรื่องจริงมาเขียนได้อย่างไร ทำอย่างไรจะให้ผู้อ่านเข้าใจได้เช่นเรื่องสมภารเซ้งโบสถ์เป็นต้น

- ต้องคิด (เรื่องจริงที่จะเอามาเขียน)
- ถ่ายทอดความคิดออกมา
- ให้สิ่งที่ถ่ายทอด มีคามพอดี ไม่ลึกเกินไป ผู้อ่านอ่านแล้วเข้าใจได้

สิ่งสำคัญที่ทั้งสองท่านพูดนั้น มีอย่างหนึ่งสำคัญคือเรื่องของภาษา ซึ่งใช้คำเรียบง่ายแต่ไพเราะ ชัดเจน สามารถเข้าใจง่าย

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

คุณอัศศิริ : ท่านบอกว่าท่านเขียนเรื่องสั้นเลยพูดยาวไม่ได้ (ฮา) เพราะคนเขาว่าท่านไม่ค่อยพูด (ฮา)
"ศิลปการเขียนเรื่องสั้น" นั้นมันท้าทายเพราะมีเนื้อที่จำกัด ต่างจากนิยายหรือบทกวี

ข้อสำคัญของการเขียนเรื่องสั้นคือ "มุมมอง" ที่เป็นประเด็นในการนำมาเขียน ตัวอย่างเช่น
มีคนหนึ่งรักผู้หญิงแต่เขียนหนังสือไม่เป็นอ่านหนังสือไม่ออก ก็มาจ้างผมเขียน ผมก็ไปซื้อหนังสือรัก ๆ ใคร่ ๆ มาอ่าน เพื่อเป็นแนวทางการเขียน เมื่อผู้หญิงตอบมาเขาก็เอามาให้ผมอ่าน ได้ฟังเขาก็ดีใจ ผมจึงเอาเรื่องนี้มาเขียนเป็นเรื่องสั้น

ทีนี้จะเขียนให้ดีได้อย่างไร : นักเขียนส่วนใหญ่ เป็นนักอ่านเพราะในโลกหนังสือนั้นมีนักเขียนกับนักอ่าน เมื่อเขียนไปไม่รอด ก็กลับมาเป็นนักอ่าน โลกหนังสือให้อะไรบ้าง คืออ่านมากเข้าก็อยากเป็นนักเขียนเพราะนักเขียนต้องรักการอ่าน มันก็กลับไปกลับมาอย่างนี้

คุณสมบัติของนักเขียนต้องมี ๔ ข้อ คือ
๑) มีจินตนาการ เพราะความยิ่งใหญ่ของนิยายคือช่องว่างของจินตนาการ....ผู้อ่านได้อิสระในการนึกคิดเอาเอง แต่เมื่อนำมาสร้างเป็นภาพยนต์ ก็จะทำให้จินตนาการของผู้อ่านเป็นหน้าของผู้แสดง

๒) ได้อารมณ์ ความรู้สึก ร่วมไปกับตัวละคร เช่น คุณ ช. แสงเพชร บรรยายว่า ตัวละครถูกจับได้ถูกใส่กุญแจมือ และถูกพาขึ้นรถไฟไป แม่ก็ร้องไห้วิ่งตามรถไฟ และในที่สุดแม่ก็ถูกรถไฟทับตาย

๓) สติปัญญา หรือ ข้อคิด  ทำให้รู้จักโลกที่ไกลตัวออกไปที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน ต้องสอนให้มีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทั้งกับมนุษย์ และสัตว์ เหมือนที่ศรีบูรพา แปลเรื่อง "แม่" เหมือนกับเป็นแม่ของคนทั้งโลกไม่ใช่แม่ของใครคนใดคนหนึ่ง

๔) ให้ภาษา ทำให้หนังสือเป็นศิลปะ ในการสื่อระหว่างผู้เขียนและผู้อ่านได้อย่างดี สังเกตหนังสือดีไม่ค่อยจะมีภาพประกอบเพราะเขาให้อิสระในการจินตนาการเอาเอง

วรรณกรรมเป็นสายธารที่สืบทอดกันมาจากคนรุ่นเก่า ๆ การจะเป็นนักเขียนนั้นไม่ใช่เฉพาะเขียนได้เท่านั้นต้องเขียนให้ดี ให้มีชีวิตชีวา ยกตัวอย่างของ "อังคาร" ที่บรรยายว่า "ฉันเอาฟ้าห่มให้หายหนาว ดึกดื่นกินแสงดาวต่างข้าว" หรือ "รงค์ วงษ์สวรรค์" เขียนว่า "ว่าแล้วเขาก็ก้าวออกจากกางเกงเดินไปหาหล่อน"

สรุป : ภาษาเป็นเรื่องสำคัญมากในการถ่ายทอดข้อมูล (เพราะทั้ง ๓ ท่านคิดเหมือนกัน) นักเขียน "ต้อง" เป็นนักอ่าน และอ่านเรื่องดี ๆ ก็จะได้สิ่งดี ๆ จากเรื่องนั้นสะสมไว้ในการเขียน (ข้อคิดของอัศศิริ) ต้องเก็บสะสมไว้เรื่อย ๆ มีโอกาสเมื่อไรก็หยิบออกมาใช้จะเขียนได้ เขียนดี เขียนให้มีชีวิตนั้นมีอยู่ไม่กี่คน



--------------------
จะขี่ไม้กวาดไปตามหาฝัน...เข้าไปเยื่ยมชมบ้านในฝันได้ที่นี่ค่ะ
http://apinya07.spaces.live.com



อภิญญา    
โพสต์เมื่อ: Apr 27 2007, 03:09 PM
   
รอบสอง : เป็นการถามตอบ ซึ่งถามโดย ผศ. ญาดา อรุณเวช

ถาม : ภาษาของคุณกฤษณานั้น จะนำมาใช้ในจังหวะ เวลาไหน ได้อย่างไร
กฤษณา : ภาษาเปรียบเหมือนวงดนตรีวงใหญ่ ถ้ารู้จักนำมาจัดให้กลมกลืน ก็จะได้ ความรู้สึก หัวกะทิของบทบาทตัวละครนั้น (เพราะมีเสียงดนตรีอยู่ในภาษา) จะมีวิธีนับตัวโน๊ตเช่นในประโยคหนึ่งถ้าไม่ลงล็อคมันจะดูขาด ๆ เกิน ๆ ต้อง "เติม" หรือ "ตัดออก" จนเกิดความพอดีก็จะไพเราขึ้น คิดว่าตอนนี้ตัวเองสามารถอำนวยเพลงได้ในระดับหนึ่งแล้ว มันเป็นการยากที่ว่ามีหลักเกณฑ์อย่างไร แต่เราต้องรู้จักคัดคำจาก สารานุกรม หรือ พจนานุกรม แล้วนำมารวบรวม และหยิบออกมาใช้ในแต่ละจังหวะ

ไม่ใช่ง่ายที่จะหยิบคำนี้มาวางไว้ตรงนี้ให้พอดิบพอดี คือต้องมีองก์ประกอบหลายอย่าง เช่น
- ประสบการณ์
- ภาษาที่จับได้ว่าควรใช้อะไร
- แบ่งวรรณะของตัวละครไว้
- ล้วงลึกถึงพฤติกรรมของตัวละคร
- บทละครต้องไม่ให้เกิดเรื่องไร้สาระเด็ดขาด ต้องมีสาระ ตัวละครที่ปั้นขึ้นมาต้องมีจิตวิญญาณจริง ๆ

ขณะที่เราฝึกตัวละคร ตัวละครก็สอนเราด้วย เช่นพอเราเขียนไปเราจะรู้สึกว่าตัวละครบอกว่าตอนนี้ไม่ใช่ต้องเป็นแบบนี้ ถ้าจบแบบเป็นไปไม่ได้ ตัวละครก็จะบอกว่าเป็นไปไม่ได้ ก็จะเขียนต่อไม่ได้ ต้องหยุดทันที จากนั้นภายหลังจะมีความคิดเลื่อนไหลออกมา เพราะสิ่งที่กลัวคือการนำพาตัวละครกลับไปสู่เป้าหมายไม่ได้ ไม่ใช่จบแบบเอาใจผู้อ่าน

คุณกฤษณา บอกว่า ตัวท่านนั้น เหมือนผู้จัดการโรงละคร เจ้าของโรงละคร เป็นผู้ฝึกตัวละคร เป็นเจ้าของวงดนตรี เป็นผู้กำกับละคร เป็นผู้ควบคุมวงดนตรี "เป็นทุกอย่างในขณะเดียวกัน"

คุณญาดา ได้สรุปปิดท้ายว่า คุณกฤษณา รู้จักตัวละครของท่านดี ทุกแง่ทุกมุม เมื่อถึงจุดหนึ่ง ตัวละครนั้นจะรู้จักพัฒนาตัวของเขาเอง ไม่ออกนอกวงกรอบเป้าหมายที่กำหนดไว้ เพราะใช้เหตุและผลในการเขียน

วันนี้จบแค่นี้ก่อนนะคะ วันพรุ่งนี้มาดูคำตอบของคุณเนาวรัตน์ค่ะ ท่านมีหลักสำคัญ สั้น ๆ ง่าย ๆ ให้ฟัง
สวัสดีค่ะ



--------------------
จะขี่ไม้กวาดไปตามหาฝัน...เข้าไปเยื่ยมชมบ้านในฝันได้ที่นี่ค่ะ
http://apinya07.spaces.live.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 20, 2008, 01:48:03 am โดย มนตราแห่งทะเล » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF