www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เพื่อนที่ไม่พึงปรารถนา..  (อ่าน 3134 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2012, 09:21:39 am »

[color=black]เพื่อนที่ไม่พึงปรารถนา..!!!

ราสส์ กิโลหก

อรทัยฯ หญิงสาวสวยและโสดวัย 35 ปี ในชุดพนักงานสีฟ้าสดใสของบริษัทหรือที่ชาวบ้านชอบเรียกว่า สาวออฟฟิศ หลังจากเลิกงานประจำวันที่บริษัทแล้ว ก่อนจะกลับเข้าบ้านเธอจะต้องแวะซื้อสิ่งของต่างๆที่พวกพ่อค้าแม่ค้านำมาตั้งขายที่บริเวณด้านหน้าหมู่บ้านที่เธออาศัยอยู่

หลังจากเลือกซื้อจนพอใจ ที่มือทั้งสองข้างเต็มไปด้วยสิ่งของพะรุงพะรัง ส่วนใหญ่จะเป็นจำพวกของกินต่างๆทั้งกับข้าว ขนมหวานและผลไม้ ท่าทางอิดโรยเพราะช่วงเช้าต้องรีบตื่นแต่เช้าออกไปทำงานพอ ตอนเย็นหลังเลิกงาน ก็รีบเดินทางกลับบ้าน ชีวิตช่างสับสนวุ่นวายแต่ก็ไม่มีทางเลือก

วันนี้เป็นวันสุดสัปดาห์คือวันศุกร์ วันถัดไปคือวันเสาร์และวันอาทิตย์คือวันหยุด เธอจึงซื้อของมากกว่าวันปกติ อรทัยมักใช้เวลาวันหยุดพักผ่อนอยู่กับบ้านไม่นิยมออกไปเที่ยวเตร่ที่ไหน เพราะเป็นการเปลืองเงินโดยใช่เหตุ พฤติกรรมชอบเก็บตัวอยู่กับบ้านแบบนี้ ทำให้เธอหาทางลงจากคานทองไม่ได้ แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร อยู่คนเดียวสบายใจสบายกายไม่มีเรื่องกวนตัวกวนใจ ให้ปวดสมอง

เดินหิ้วของจนไหล่เอียงมาถึงรั้วประตูบ้าน ควักกุญแจไขเข้าบ้านด้วยความเคยชิน ทำงานมาทั้งวัน ระยะทางจากบ้านถึงที่ทำงานก็ไม่ไกลมากนักหากแต่สภาพการจราจรในกรุงเทพฯทำให้การเดินทางเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต ใช้เวลาเดินทางเป็นชั่วโมง เสียดายเวลาที่เสียไปบนรถที่ติดอยู่ในถนนที่จอแจสับสนและวุ่นวาย

บ้านพักอาศัยของอรทัย เป็นทาวน์เฮ้าส์ชั้นเดียวตัวอาคารกว้าง 4 เมตรลึก 10 เมตรมีห้องนอน 1 ห้องแบบพอเพียง ดีที่เป็นห้องหัวมุมทำให้มีพื้นที่เพิ่มด้านข้างอีก 1 เมตรพร้อมทั้งมีหน้าต่างด้านข้างเพิ่มอีก 6 บานทำให้ดูโปร่งโล่งกว่าห้องอื้นๆที่ติดกันเป็นแถว แม้จะดูตับแคบไปบ้างแต่สำหรับคนโสดอย่างเธอ คิดว่าเหมาะสมแล้ว พอเข้าบ้านได้ความสุขส่วนตัวกลับมาเป็นของตัวเองอีกครั้ง ภารกิจอันแรกที่รีบทำก็คือ อาบน้ำชำระตัวให้สะอาดสดชื่น ตามมาด้วยอาหารและขนมที่อร่อยๆบนโต๊ะอาหาร นั่งจัดการกับอาหารการกินอย่างเดียวดายตามความเคยชิน กินไปนั่งคิดอะไรเพลินๆ จนอิ่มท้องในไม่ช้า พลางคิดว่าคนเราตอนที่มีความสุขที่สุดก็คือ ตอนที่อิ่มท้องนี่เอง !

พาตัวเองมานั่งที่โซฟาตัวใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ข้างผนังห้อง ใช้รีโมตฯเปิดดู ทีวี ซึ่งตั้งอยู่ผนังด้านตรงข้ามกัน ผนังด้านที่ตั้งทีวีเป็นด้านข้างของทาวน์เฮ้าส์ซึ่งเป็นด้านที่มีหน้าต่าง ด้านเหนือที่วีขึ้นไป สูงเกือบถึงฝ้าเพดานเป็นที่ติดตั้งของแอร์แขวน ที่ทำหน้าที่ทำความเย็นให้กับบ้านหลังนี้

นั่งดูรายการ ทีวี ที่ชื่นชอบด้วยความสุข เป็นละครรักวัยรุ่นของพวก นิสิตนักศึกษาเนื้อหาเป็นเรื่องรักกุ๊กๆกิ๊กๆทั่วๆไป ดูๆไปทำให้หวนนึกถึงอดีตของตัวเอง ความคิดล่องลอยไปนึกถึงสมัยเรียนมหาวิทยาลัยเป็นชีวิตในวัยสาวและสดใส ก็มีเพื่อนชายที่เรียนอยู่ด้วยกันมาชอบมาจีบเหมือนกัน มันเป็นชีวิตของชายหนุ่มกับหญิงสาวทั่วไป แต่เธอก็ยังไม่ตกลงคบกับใครเป็นพิเศษคงเป็นเพราะความเป็นเด็กต่างจังหวัดและพ่อแม่มีฐานะยากจน จึงเจียมตัวและตั้งใจเล่าเรียนอย่างเดียว และไม่คาดติดว่าในอนาคตต่อมา กลายเป็นความโชคดีสำหรับเธอ เพราะทำให้เธอไม่มีใครเป็นพิเศษจนกระทั่งเล่าเรียนจนได้รับปริญญาสมความตั้งใจ

อรทัยได้เห็นพวกเพื่อนๆรุ่นเดียวกันที่ต่างแต่งงานมีครอบครัวไป เกือบทุกคนมีปัญหาที่แตกต่างกัน บางคนมีปัญหากับการมีชีวิตคู่ที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากันได้ บางคนมีปัญหากับญาติพี่น้องของคู่ชีวิต ประเภทแม่ยายกับลูกเขยหรือแม่ผัวกับลูกสะใภ้เหมือนนิยายน้ำเน่าไม่มีผิด บางคนตอนยังไม่แต่งงานรูปร่างหน้าตาสวยสดใส เวลานัดกันไปเที่ยวที่ไหนจะสนุกสนานเป็นตัวของตัวเอง แต่ไม่น่าเชื่อหลังจากแต่งงานไปแล้วไม่กี่ปี มาเจอหน้ากันตอนเลี้ยงรุ่นเห็นแล้วจำแทบไม่ได้ ทั้งอ้วนทั้งโทรมถามได้ความว่าต้องเลี้ยงลูกแล้วยังต้องคอยตามผัว...เวรกรรม !!

อรทัยคิดถูกที่ยังครองตัวเป็นโสด เป็นโชคดีจริงๆ อยู่คนเดียวมีอิสระทุกอย่าง นึกจะไปไหนก็ได้ไป ไม่มีภาระหรือความยุ่งยากมารบกวนชีวิตประจำวัน เงินทองเหลือกินเหลือใช้เพราะปากเดียวท้องเดียว ชีวิตสดใสเหมือนนกน้อยที่บินถลาเที่ยวไปในท้องฟ้า

ดูรายการไปอ่านหนังสือไปเป็นการย่อยอาหาร พรุ่งนี้เป็นวันหยุดจึงปล่อยตัวได้เต็มที่ไม่ต้องห่วงว่าจะนอนดึก ดูรายการต่างๆจนเพลินเวลาดึกมากแล้วความง่วงมารุมเล้าเปลือกตาหนักเต็มที กดรีโมตฯ ปิดเครื่องฯ คิดว่าคงนอนที่โซฟานี่แหละ ! กำลังเคลิ้มๆ เอ๊ะ ! เสียงอะไร ? มันเป็นเสียงเหมือนมีอะไรไปติดอยู่ที่ช่องระบายความเย็นของตัวแอร์ เสียงก๊อกๆแก๊กๆ เหมือนมีสิ่งของบางอย่างไปปิดขวางช่องลมบางช่อง

ด้วยความสงสัยจึงไปลากเอาเก้าอี้นั่งจากโต๊ะอาหาร มาวางที่ตรงกับตัวแอร์ พาตัวไปยืนบนเก้าอี้เพื่อให้สามารถมองเข้าไปที่ช่องลมของตัวแอร์ เพราะอยากรู้สาเหตุที่มาของเสียง ตอนนี้หน้าของเธออยู่ห่างจากช่องลมแค่คืบกว่าๆสอดส่ายสายตาหาความผิดปกติ กำลังมองดูเพลินๆ ทันใดนั้นโดยที่ยังไม่ทันระวังตัว ปรากฏมีสิ่งหนึ่งโผล่มาจากช่องเล็กๆของช่องแอร์ มันคือสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งโผล่หัวออกมาพร้อมแลบลิ้นแฉกๆออกมาให้เห็นเต็มตา..

พอเห็นภาพชัดเจน ว่าเป็นอะไร ? อรทัยร้องลั่นไม่เป็นภาษา ขยับตัวหนีด้วยความตกใจจนแทบตกจากเก้าอี้ ใจสั่นระรัวด้วยความตกใจสุดขีด ความขยะแขยงเกิดขึ้นกับตัวจนขนลุก เพราะเจ้าสิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัวกำลังส่ายหัวชูคอออกมามันคือ งู ชนิดหนึ่งขนาดประมาณนิ้วมือไม่รู้ว่ายาวขนาดไหนเพราะเห็นแค่หัว เธอรีบกระโดดลงจากเก้าอี้ถอยกลับออกมา พอหันกลับไปมองอีกครั้งมันยังทำท่าผลุบๆโผล่ๆ ตรงที่ช่องแอร์ สักพักก็หดหัวกลับเข้าไปจนมองไม่เห็นอีก

สาวโสดตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ปัญหาใหญ่เกิดขึ้นกับเธออย่างช่วยไม่ได้ เนื่องจากมีสิ่งแปลกปลอมที่ไม่พึงปรารถนาเข้ามาอยู่ร่วมห้อง สำหรับความรู้สึกของเธอแล้ว เจ้าสัตว์เลื้อยคลานตัวยาวนี้ มันน่ากลัวและขยะแขยงเสียเหลือเกิน และคิดว่าตงไม่ใช่แต่เธอคนเดียว คนส่วนใหญ่ไม่ว่าผู้หญิงและผู้ชายก็คงคิดแบบเดียวกับเธอ

พอเจอเหตุการณ์แบบนี้เข้า ความง่วงกระเจิงหายไปเปลือกตาแข็งเหมือนกินกาแฟเข้าไปซัก 10 แก้ว หัวใจเต้นโครมครามจนผิดจังหวะ วันนี้เป็นวันโลกาวินาศสำหรับหญิงโสดสวยคนนี้เสียแล้ว หันมองดูเวลาที่นาฬิกาเกือบ ตี 2 แล้ว จะไปเรียกใครที่ไหนมาช่วยดึกดื่นป่านนี้ คงต้องช่วยตัวเอง ไม่งั้นอยู่ไม่เป็นสุขแน่ !

ความคิดอันแรกคือ ต้องหาวิธีให้มันออกมาจากที่ซ่อนเสียก่อน เธอนึกถึงยาฉีดยุงเพราะเป็นสิ่งเดียวที่มีอยู่ในบ้านขณะนี้ ไวเท่าความคิดรีบวิ่งไปที่เก็บของหลังบ้านหยิบเอากระป๋องยาฉีดยุงออกมา พอมาถึงจัดการลากเก้าอี้มาให้ตรงกับช่องแอร์แล้วค่อยๆปีนขึ้นไป พอได้ตำแหน่งยื่นมือที่ถือกระป๋องฉีดยาเล็งเป้าหมายไปที่ช่องเล็กๆซึ่งมีหัวงูโผล่มาเมื่อครู่ มือสั่นเล็กน้อยเนื่องจากบังคับความตื่นเต้นไม่ได้ พอได้จังหวะหลับหูหลับตาฉีด ปีดๆๆๆเข้าไปโดยไม่กลัวว่ายาจะหมดกระป่อง...

เมื่อปฎิบัติการอันตื่นเต้นเสร็จแล้วรีบกระโดดลงมาจากก้าวอี้เพื่อดูผลงาน ไม่นานฤทธิ์ของยาฉีดยุงก็เริ่มสัมฤทธิ์ผล เจ้าสัตว์น่าเกลียดตัวยาวคงโดนยาฉีดเข้าไปเต็มที่เกิดอาการเมายาฉีดยุง จึงค่อยๆม้วนตัวออกมาจากช่องแอร์จนเป็นก้อนกลม แล้วก็หล่นตุ๊บลงมาที่พื้นบ้าน อรทัยดีใจสุดๆรีบวิ่งกลับไปที่หลังบ้านคว้าไม้กวาดหวังจะเอามาเขี่ยเจ้างูให้พ้นไปจากตัวบ้าน

เมื่อกลับมาถึงจุดที่เจ้างูตกลงมาเมื่อครู่ปรากฏบริเวณนั้นว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดๆให้เห็น เธอใจหายวาบออกอาการถอยหลังกรูด ตาย ล่ะ! มันหายไปไหนกันนี่ พยายามสอดส่ายมองหาก็ไม่เห็นแม้เงา ที่สำคัญในบ้านมีสิ่งของตั้งอยู่มากมาย เช่นโต๊ะทำงาน ตู้ใส่ของตั้งอยู่เกือบเต็มพื้นที่เป็นที่หลบซ่อนกำบังตัวของเจ้าตัวยาวได้เป็นอย่างดี ตอนนี้สถานการณ์ย่ำแย่ไปมากกว่าเดิม เพราะไม่สามารถรู้ว่ามันไปซ่อนตัวอยู่ที่ตำแหน่งแห่งไหน งานเข้าอรทัยเต็มๆเสียแล้วเธอทำอะไรไม่ถูก สมองมึนงงไปหมด

“ต้องเอาของที่กองอยู่กับพื้น ขนออกไปกองนอกตัวบ้าน” เธอนึกในใจ

เธอค่อยๆหยิบสิ่งของต่างๆขนออกไปกองที่นอกตัวบ้าน ตรงบริเวณซึ่งเป็นพื้นที่ว่างหน้าบ้านมีพื้นที่ กว้าง 4 เมตรยาว 6 เมตรโดยทั่วไปใช้สำหรับเป็นที่จอดรถส่วนตัว แต่ตอนนี้ว่างโล่งเพราะอรทัยไม่มีรถยนต์ส่วนตัว หยิบไปขนไปตาก็สอดส่ายหาเจ้าตัวต้นเหตุไปด้วย แต่ก็ไม่เจอ เวลาเกือบตี 3 แล้ว ชาวบ้านชาวช่องกำลังนอนหลับด้วยความสุขแต่สาวอรทัยต้องสาระวนกับการค้นหาเจ้างูบ้าอยู่ตัวเดียว นึกแล้วเจ็บใจจริง ๆเจอตัวเมื่อไหร่จะตีให้แบนทีเดียว ก็ได้แต่คิดเพราะจริงๆแล้วเธอเป็นคนใจบุญไม่ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต อยากไล่ให้มันออกไปตัวเป็นๆมากกว่า

กำลังเก้ๆกังๆอยู่ที่หน้าบ้าน มีเสียงรถยนต์มาจอดที่หน้าประตูรั้วของห้องข้างเคียง มองดูเป็นรถแท็กซี่คันหนึ่ง ผู้ที่ลงมาจากรถคือ ตุณสมชายหนุ่มโสด วัย 40 กว่าปี เขาเป็นเจ้าของทาวน์เฮาส์ห้องติดกันกับห้องของอรทัย ก็รู้จักกันในฐานะที่เป็นเพื่อนบ้านกันแต่ไม่ถึงกับสนิทสนม พูดทักทายกันนับคำได้เพราะอรทัยไม่ชอบสุงสิงกับใครมากนัก จึงไม่ได้สนใจอะไรก้มหน้าก้มตาจัดของต่อไป

ตุณสมชายในสภาพที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงเสื้อสีขาวดูยับยู่ยี่ ชายเสื้อหลุดออกมานอกขอบกางเกง มือซ้ายถือกระเป๋าเอกสารสีดำ มือขวาหิ้วถุงกับข้าวเขาเดินเซๆเปิดประตูรั้วเข้าบ้าน ขณะกำลังจะเดินไปที่ประตูเพื่อเข้าไปในตัวบ้าน พลัน ! ที่สายตามองข้ามรั้วคอนกรีตสูง 1.50 เมตรที่กั้นระหว่างกัน เห็นอรทัยกำลังวุ่นวายกับการขนของอยู่ที่หน้าบ้านเกิดเปลี่ยนใจเดินมาที่บริเวณรั้วพลางชะโงกหน้ามาที่อรทัย

“ทำความสะอาดบ้าน หรือ ครับ ! แต่ผมว่ามันจะผิดเวลาไปหน่อย มั๊ง ! ครับ..แฮะๆๆๆๆ” แต่ตามองที่บั้นท้ายของอรทัยที่กำลังก้มตัวจัดข้าวของอยู่

เล่นเอาอรทัยซึ่งกำลังยุ่งๆกับการจัดเก็บสิ่งของ สะดุ้งโหย่ง ! หันกลับมามองที่ต้นเสียงนึกโมโหนิดๆที่เขายังไม่ยอมเข้าบ้านและแวะมาพูดทักทาย เพราะเธอเบื่อที่จะต้องคุยกับพวกขี้เมา สำหรับคุณสมชายภาพที่อรทัยเห็นเป็นประจำคือ ตอนเช้าแต่งตัวหล่อออกจากบ้านไปทำงาน แต่เขาจะกลับเข้าบ้านในเวลาที่เกือบจะตรงกันของทุกวันคือประมาณ ตี 3 ในสภาพที่แตกต่างกับตอนเช้าจากหน้ามือเป็นหลังมือ เธอยังนึกอยู่ว่าในแต่ละวัน นายขี้เมาคนนี้ใช้เวลานอนไม่ถึง 4 ชั่วโมงไม่รู้ทนทำงานอยู่ได้ไง ? แต่ก็ยังนึกชมความเป็นผู้มีความรับผิดชอบของเขาบางอย่าง คือไม่ว่าจะกลับมาดึกดื่นอย่างไร เขาจะตื่นเช้าไปทำงานเป็นปกติทุกวันไม่เคยตื่นสายเลย ยกเว้นเป็นวันหยุดทำงาน ต้องยอมรับว่าทนเป็นแรดจริงๆ

“ อ๋อ ! ไม่มีอะไรหรอก ต่า. ค้นหาของที่หายน่ะ ค่ะ !” พูดปัดๆไปเพื่อตัดความรำคาญ

“ทำไม ? ไม่ค้นตอนกลางวันครับ ค้นตอนกลางคืนมันมืดนะครับ !”

อรทัย นึกโมโหมากขึ้นอีก แล้วมายุ่งอะไร ? อีตาบ้า ! แต่ก็ปั้นหน้ายิ้มๆๆ

“มันเป็นของสำคัญ ต้องหาให้เจอในคืนนี้ ค่ะ”

คุณสมชายเดินชิดรั้วเข้ามาอีก “ สิ่งนั้นสำคัญขนาดถึงนอนไม่ได้เชียวหรือครับ ? อย่าหาว่าผมจุ้นจ้านเลยนะ ช่วยไขความสงสัยให้ผมหน่อยหรือว่านอนไม่หลับหรือครับ ?” ประโยคหลังทำเป็นเสียงเล็กเสียงน้อย

ง่วงก็ง่วงเครียดก็เครียดมาเจอคนกวนประสาทเข้าไปอีก

“ คือว่าจะค้นหาหนังสือ กฎกติกามารยาทและสมบัติผู้ดี น่ะ ค่า !” เธอพูดทำเสียงประชด

“ อ๋อๆๆๆ ครับๆๆๆถ้าหาไม่เจอ บอกผมได้นะครับเพราะที่บ้านผมมีเป็นกล่องๆๆ” สมชายขี้เมาเกทับกลับมา พร้อมเดินเซเข้าไปในบ้านตัวเอง

“ ตาบ้า ! ช่วยก็ไม่ช่วยยังมากวนใจอีก !” อรทัยหันมาค้อนตามหลังคนขี้เมา

ขนของต่างๆที่วางอยู่ตามมุมและริมห้องออกมาจนหมดพื้นที่ห้องว่างจนโล่งตา เหลือเพียงโต๊ะโซฟา และโต๊ะตัวใหญ่ซึ่งเธอแบกคนเดียวไม่ไหว เริ่มค้นหาเจ้าตัวยาวอีกครั้ง เดินสอดส่ายสายตาไปทั่วๆบ้าน ก้มตัวมองที่ใต้โต๊ะ ใต้โซฟามองหาจนละเอียดก็ไม่เจอ ยังนึกในใจว่าตัวตั้งยาวทำไมซ่อนตัวเก่งจัง หรือมันติดไปกับกล่องและตะกร้าต่างๆที่เธอขนออกไปกองไว้นอกบ้าน

อรทัยเดินไปด้านนอกบ้านแล้วปิดประตูไว้ เพื่อกันไม่ให้ เจ้างูกลับเข้ามาในตัวบ้านได้อีก เธออยู่ด้านนอกกับสิ่งของที่ขนออกมากอง เริ่มขยับสิ่งของที่ละชิ้นๆเพราะเชื่อว่า แขกยามวิกาลต้องซ่อนตัวอยู่ที่สิ่งของอันใดอันหนึ่งไล่เอาไม้ตบไปเขย่าไปจนเกือบหมดกองใหญ่ แล้วก็ได้ผลขณะเคาะ ไปที่ชั้นเก็บรองเท้า ไล่เคาะไปที่รองเท้าคู่หนึ่ง เจ้างูยาวซัก 2 คืบ ตัวเขียวๆพุ่งออกมาจากภายในของรองเท้า เลื้อยปราดด้วยความรวดเร็วมุ่งไปที่รั้วด้านข้างซึ่งติดกับบ้านคุณสมชายฯ เธอเงื้อไม้ยาวจะตีงูแต่ก็ชะงัก คิดว่าไม่ควรไปทำร้ายมันให้มันออกจากบ้านก็พอใจแล้วพลางถอนใจด้วยความโล่งอก.

เธอยืนมองดูเห็นมันค่อยๆเลื้อยข้ามรั้วไปยังฝั่งบ้านคุณสมชายฯ จนเห็นเหลือแค่ปลายหาง กำลังจะเดินกลับเข้าบ้านเพราะง่วงเต็มที รบกับงูมาหลายชั่วโมงทั้งเหนื่อยทั้งเครียด และยังมีการบ้านต้องขนของเขาบ้านอีก สงสัยค่ำคืนนี้หลับเป็นตาย แน่ๆ

หันไปมองที่บ้านคุณสมชายอีกครั้ง เอ๊ะ ! มองเห็นแว๊บๆ ทำไมประตูหน้าบ้านยังไม่ปิดด้วยความสงสัยจึงเดินไปที่ริมรั้วชะโงกหน้าเข้าไปมองดู แล้วก็เป็นจริงๆประตูบ้านเปิด อ้า ซ่า และที่สำคัญเธอมองเห็นส่วนของหางงู ค่อยๆลากหางหายเข้าไปในบ้าน ของเจ้าคนเมาขี้ลืม

อรทัย ตกใจนิดหน่อย นึกอยากจะตะโกนบอกแต่ก็ล้มเลิกความคิดปล่อยเลยตามเลยเพราะดูแล้วคงไม่ใช่งูมีพิษร้ายแรงอะไร อย่างไงคงไม่ถึงตายเธอยังคิดห่วงคนขี้เมานิดๆ แล้วก็ตัดใจกลับเข้าไปในบ้านหย่อนตัวลงที่โซฟาตัวโปรดเอนตัวลงนอนพอหัวถึงหมอน ก็หลับ ครอกๆ..

หลับไปนาน จนมาสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะเหมือนมีเสียงคนกำลังทำอะไรอยู่ที่หน้าบ้าน เหลือบตามองดูนาฬิกาที่วางอยู่บนโต๊ะมันบอกเวลา 6 โมงเช้า

“สว่างแล้ว ! ใครมาทำอะไรแถวหน้าบ้าน ?” งัวเงียเมาขี้ตาเพราะเพิ่งนอนไปได้ไม่นาน ยังเพลียๆอยู่ ทนความสงสัยไม่ไหวลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูออกไปเห็นเพื่อนบ้านขี้เมากำลังสาระวนกับสิ่งของกองโต

“อ้าว ! คุณสมชาย ทำความสะอาดบ้านแต่เช้าเลย ขยันจังนะคะ” อรทัยตะโกนทักเสียงใสแจ๋วเหมือนสะใจอะไรบางอย่าง

คุณสมชายในสภาพตาแดงเป็นนกกระปูด เสื้อผ้ายังอยู่ในชุดเดิมผมเผ้ายุ่งเหยิง หน้าตายับยู่ยี่เพราะคงไม่ได้นอนทั้งคืน เขากำลังเอาตะกร้าผ้าอันใหญ่วางลงกับพื้น 
พลางหันมาพูดกับอรทัยแบบเซ็งๆ

“ก็หาอย่างที่คุณหาเมื่อคืนมั๊ง !”

“ค้นหาตอนกลางวัน คงดีกว่าค้นหาตอนกลางคืน นะคะ” อรทัยทบทวนความจำของ คุณสมชาย ..

“คร๊าบๆๆๆๆๆถูกต้อง คร๊าบบๆๆๆๆ” พร้อมกับเดินโซเซกลับเข้าบ้าน เพราะของในบ้านยังมีอีกแยะ..
[/color]
[/font]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 29, 2016, 04:39:41 pm โดย Rass » บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 02, 2012, 12:48:11 am »

คุณราสส์ เข้าใจคิดดีจังค่ะ อ่านเรื่องคุณราสส์ทีไรเข้าท่าทุกทีเลย

ขอบคุณที่นำเรื่องที่อ่านแล้วบอกไม่ถูกว่าจะฮา ดี หรือ ตื่นเต้นดี มาสร้างสีสันให้พวกเราได้อ่านกันนะคะ

พอดีช่วงปลาย ๆ เดือนที่ผ่านมามีงานตลอดค่ะ และอย่างเมื่อวานนี้มีเพื่อนที่เคยอยู่ที่สถานทูตเวียดนามในกรุงซันติอาโก ชิลี ด้วยกันมาเมืองไทยก็เลยพาไปเที่ยว น้องเขาอยากไปวัดพระแก้วก็เลยพาไป แดดร้อนมากค่ะ แล้วนักท่องเที่ยวก็แยะ ตอนที่จะเข้าไปข้างในก็พาน้องเขาไปยืนเข้าแถว พอเจ้าหน้าที่รู้ว่าเราคนไทยก็บอกคนไทยต้องไปเข้าแถวที่อยู่ด้านใน ก็ต้องรีบย้ายแถวพวกคนในแถวคือนักท่องเที่ยวทั้งหลายก็มองกันยกใหญ่ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ตามประสาที่นานๆ จะได้มีโอกาสพาเพื่อนชาวต่างประเทศมาเที่ยวสักทีนั่นแหล่ะค่ะ เลยสังเกตได้ว่า แถวสำหรับคนไทยซึ่งเข้าได้เลยโดยไม่ต้องซื้อบัตรไม่มีทีกั้นเพื่อนับจำนวนคน แต่แถวของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศมีที่กั้นให้ผ่านไปทีละคน เพราะนักท่องเที่ยวเสียค่าบัตรเข้าชมคนละ400 บาท เมื่อผ่านการเก็บบัตรตรงนี้แล้วก็จะมีโบชัวร์แผนผังและประวัติของสถานที่ต่างๆที่อยู่รายรอบให้ได้ทราบประวัตความเป็นมาอย่างย่อ ๆ กัน

และเมื่อผ่านเข้ามาแล้ว ทีนี้ก็ตามสะดวกค่ะ ถ้าอยากไหว้พระก็มีดอกไม้ธูปเทียนจำหน่าย แต่สำหรับเรานั้นเพิ่งไปไหว้พระแก้วมรกตกันมาเมื่อไม่นานมานี้ วันนี้ก็เลยไหว้เฉย ๆ โดยไม่ได้ซื้อดอกไม้ธูปเทียนเพราะจะได้สะดวกในการพาน้องซึ่งชื่อคอนนี่เที่ยวชมภายในวัดพระแก้ว เมื่อวานตอนสาย ๆที่เราไปถึงบอกตามตรงว่าร้อนมาก ๆเลยค่ะ ก็เลยถ่ายรูปกันเท่าที่โอกาสอำนวย และกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งยุโรปและเอเซียก็แยะเดินกันขวักไขว่ไปหมด พอเจอแดดร้อนมาก ๆ ก็ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่นักหรอกค่ะ ก็เลยเดินดูอย่างคร่าว ๆ แล้วก็รีบกลับออกมา ก็เลยคิดถึงเมืองโบราณขึ้นมา คิดว่าที่นั่นมีสถานที่ต่าง ๆทุกภาคของเมืองไทยเราย่อส่วนไว้หลายต่อหลายแห่ง เดินดูได้หมดภายในเวลาพอสมควร พอบอกให้คอนนี้ทราบถามว่าอยากไปไหม หรือจะไปที่อื่นคอนนี่ก็รีบยกนิ้วบอกยอดไปเลย เธออ่านมาจากเอกสารแนะนำแล้วแต่ไม่รู้จะไปยังไง เพราะคราวนี้เวลาน้อย พอเราให้เธอเลือกเธอก็เลยดีใจมาก  เรากะไปหาอาหารกลางวันพวกห้องอาหารที่มีอาหารไทยอร่อย ๆเพราะคอนนี่บอกชอบและอยากทานอาหารไทยมาก แต่ก็ไม่ได้ที่เหมาะใจ จนใกล้ถึงเมืองโบราณแล้วก็เห็นป้ายบางปูอยู่ใกล้ๆ กัน ก็เลยบอกงั้นไปทานกลางวันที่บางปูแล้วกัน ก็เสี่ยงไปเหมือนกันแหล่ะค่ะ เพราะวันธรรมดาไม่แน่ใจว่าห้องอาหารเขาจะเปิดหรือเปล่า พอไปถึงคนขับก็รีบถามยามข้างหน้า ยามบอกเปิดครับ ก็เป็นอันว่ารอดตัวไป ก็เลยลงจากรถตรงที่จอดแล้วนั่งรถบริการซึ่งมีทั้งที่เป็นแบบตุ๊ก ๆ และแบบรถกอล์ฟ เข้าไปยังศาลาสุขใจ พอไปถึงตรงห้องอาหาร ตอนนั้นประมาณบ่ายโมงสิบห้า น้องที่เคาน์เตอร์พอเห็นเราบอก ห้องอาหารจะปิดตอนบ่ายสองนะคะ เราก็เอาไงดี แต่น้องเขาก็ใจดีบอกอาจจะเลทได้ถึงสักบ่ายสองโมงครึ่ง ก็เข้าท่า ก็เลยรีบจัดการสั่งอาหารกันก่อน แล้วค่อยชื่นชมวิวปากแม่น้ำที่มาบรรจบกับทะเลอ่าวไทย ดูแผ่นน้ำสีน้ำตาลที่แล่นริ้วตามแรงลมเป็นระลอกแล้วระลอกเล่าเข้าหาฝั่งที่เต็มไปด้วยต้นไม้ แบบป่าโกงกาง เฮ้อ ก็ค่อยผ่อนคลายกัน บรรยากาศสวย ครู่เดียวอาหารที่สั่งก็ทะยอยมา มีข้าวผัดกุ้งและปูทะเล เรานึกว่าเขาจะผัดมาด้วยกันเลย แต่ที่ไหนได้ เขาแบ่งครึ่งไว้บนจาน ข้าวผัดกุ้งด้านหนึ่งเคียงข้างใกล้กันเป็นข้าวผัดปู ที่โรยหน้าด้วยเนื้อปูเป็นปุยขาวมาเชียว ตามมาด้วยปลาหมึกไข่ทอดกระเทียมพริกไทยรายการโปรดที่คอนนี่สั่งมาเป็นพิเศษ ตามด้วยต้มยำกุ้ง ทอดมันปลา และของโปรดอีกอย่างของคอนนี่ก็คือ ส้มตำ...หรือ ปาปาย่าสลัด ที่มีกุ้งสีแดง ๆ และถั่วลิสงด้วย พอบอกอย่างนี้ก็เลยสั่งตำไทยได้เลย... ค่ะ พวกเราก็ทานกันด้วยความสุขและอร่อยกับรสชาติอาหารจนอิ่มแปร้ไปตาม ๆ กัน แล้วสาว ๆ สองคนก็ปิดท้ายด้วยไอศครีม โดยคุณภัสสรแค่ชิมๆ

ขอข้ามไปถึงเมืองโบราณเลยแล้วกันนะคะ ที่นี่เราเสียค่าผ่านประตูไปทั้งหมด 1,500 บาท เป็นค่าบัตรสำหรับรถ ค่าบัตรสำหรับผู้สูงอายุ2 คน ดูเหมือนจะเสียคนละ 250 บาท ส่วนคนขับกับสาวคอนนี่ยังไม่ถึงเกณฑ์ผู้สูงอายุก็เลยเสียคนละ350 บาท รวมแล้วก็เป็น 1,500 อย่างที่บอกนั่นแหล่ะค่ะ แต่ปรากฏตอนขากลับออกมาเห็นป้ายบอกวันที่ 4 มิถุนายนเป็นวันครบรอบ 50 ปี ของเมืองโบราณเขาก็เลยเปิดให้เข้าชมฟรีกันทั้งวัน... เห็นอย่างนี้ก็ทึ่งว่าโอ้โฮ 50 ปีแล้ว ดีใจไปกับเขาด้วย เราเองเอาใจช่วยเขามาตลอดเพราะเท่าที่ทราบภาครัฐไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือเท่าไหร่เลย ทั้ง ๆ ที่ควรจะให้การสนับสนุนหรือช่วยประคับประคองมากกว่านี้ แต่ก็นั่นแหล่ะค่ะ พูดไปทำไมมี ซึ่งเราเองเวลามีแขกบ้านแขกเมืองสำคัญ ๆ มาทีไรก็จะพามาชมความงดงามของสถานที่ต่าง ๆ ของไทยเราซึ่งได้รับการจำลองและรวบรวมเอาไว้อย่างมากมายที่นี่  แม้ว่าค่าบัตรจะแพงสักหน่อยแต่ก็เต็มใจที่จะช่วยค่ะ อยากให้เขาอยู่ได้ตลอดไป ถ้าใครที่ยังไม่เคยไป และสนใจอยากจะลองไปดู ก็ไปได้นะคะ ไปช่วยกันให้กำลังใจในวันครบรอบ 50ปี ในวันที่ 4 มิถุนายนนี้ ลองไปเยือนเมืองโบราณ ที่สมุทรปราการ กันดูนะคะ

ว่าจะเล่าให้ฟังแค่ว่าพาน้องชาวเวียดนามไปเที่ยวมาเมื่อวาน ก็เลยเล่าเสียยาวพอ ๆ กับเรื่องสั้นคุณราสส์ เลย  ถือว่าเป็นการขอบคุณคุณราสส์ที่เขียนเรื่องสั้นให้อ่าน นิก็เลยเล่าเรื่องเที่ยวให้ฟังเป็นการตอบแทนนะคะ ยังไม่ได้โหลดรูปลงเครื่องเลย ก็เลยยังไม่มีภาพให้ชมค่ะ


 

     
บันทึกการเข้า
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: มิถุนายน 02, 2012, 02:45:47 pm »


..ขอบพระคุณ...พี่ชุติมา..

..ที่นำเรื่องสนุกๆมาเล่าให้ฟัง..

..เมืองไทยของเรามีของดีอยูมากมายนับไม่ถ้วน..

..แต่อนิจจา...ทำไมตอนนี้มีแต่ความวุ่นวาย ...

..อยากให้คุณสงบ  กลับประเทศไทยเสียที....

..ดูทีวีก็เบื่อ ...ข่าวต่างๆไม่น่าดูน่าฟัง....

..ไม่สนุกเสียเลย...
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #3 เมื่อ: มิถุนายน 03, 2012, 03:50:39 pm »

นั่นซิคะ

ตอนนี้แทบไม่ค่อยได้ดูทีวีไทยเลย เปลี่ยนไปดูสารพัดสารคดีแทน ทั้งชีวิตสัตว์น้ำ สัตว์บก นก ปลา โรงงานสร้างโน่นสร้างนี้ แล้วก็ตามยานอวกาศไปดูดาวนอกโลก
บางครั้งก็ดูพวกมหาภัยที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ดูความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ระบุพฤฒิกรรมของผู้คนว่าเกิดจากส่วนไหนของสมอง ความก้าวหน้าในการรักษาผู้คนและโรคร้ายแรงต่าง ๆ เฮ้อ มีความสุขกว่ากันแยะเลยแล้วก็ได้ความรู้เพิ่มขึ้นอีกเพียบ บ่อยครั้งก็ได้ไปเที่ยวยังประเทศต่าง ๆ ดูการทำอาหารการกินของพ่อครัวดัง ๆ หรือแม้แต่ได้ตามไปดูการทำของเล่นของเลโก ที่กว่าจะปล่อยของเล่นแต่ละอย่างออกมาได้ต้องคิดแล้วคิดอีก ทดลองความปลอดภัยสารพัด เพื่อให้เด็ก ๆ เล่นได้อย่างปลอดภัย...

เทียบเวลากันแล้ว ในช่วงสารคดีเหล่านี้ ให้อะไรกับคนดูมากกกกกทีเดียว ในขณะที่รายการในบ้านเรายังคงคิดเหมือนเดิม ๆ ว่าคนไทยเราเครียดต้องหาความบันเทิงกันลูกเดียว
ไม่รู้ว่าเพราะคิดกันอย่างนี้หรือเปล่า เราก็เลยเป็นกันอย่างที่เป็นอยู่ ไม่ต้องคิดอะไรมาก เดี๋ยวก็มีรายการให้ดูให้ได้หัวเราะกัน

ก็ไม่ว่ากันค่ะ แล้วแต่ความชอบของแต่ละบุคคล แต่ถ้าใครเริ่มเอียน แล้วอยากให้เวลาหนึ่งชม.ที่นั่งอยู่หน้าจอทีวี มีอะไรให้ได้เติมความรู้ให้กับตัวเองบ้างก็เห็นท่าจะต้องหันไปหารายการจากสารคดีพวกนี้ละค่ะ ที่บางครั้งก็ได้ดำดิ่งตามนักวิทยาศาสตร์ไปเก็บข้อมูลของสัตว์น้ำที่ใต้ทะเล เก็บข้อมูลจากสัตว์ในป่าทั้งเขตทะเลทรายและเขตป่าดงดิบ หรือดูประวัติศาสตร์สงครามที่โหดร้ายทารุณ เพื่อเป็นอุทาหรณ์ว่าประเทศไทยเราโชคดีนักที่ไม่ต้องอยู่ในสภาพอย่างนี้ แต่ก็ไม่แน่นะคะ ถ้าเรายังคงเจอภัยการเมืองคุกคามอยู่อย่างนี้ อีกหน่อยก็คงจะได้มองประเทศที่เคยอยู่หลังเรา เดินนำหน้าเราไปหมดก็เป็นได้ค่ะ

สิ่งที่ตัวเราสามารถจะทำได้ก็คือ เลือกเอาว่าจะป้อนอะไรให้สมองตัวเอง ระหว่างเสียงหัวเราะที่ให้ความสุขชั่วครู่ชั่วยาม กับสาระพัดความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับตัวเองที่แม้จะเป็นเวลาแค่1นาที แต่ก็ให้พลังแก่ความคิดและพลังกับสมองของเราไม่รู้จบ ไม่ว่าสิ่งดี ๆ หรือไม่ดี ล้วนเป็นเราเองทั้งนั้นแหล่ะค่ะที่ขนเข้าไปไว้ในสมอง อิ อิ ไม่ต้องไปโทษใครเลย
     
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 03, 2012, 03:54:45 pm โดย ชุติมา-ประภัสสร » บันทึกการเข้า
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #4 เมื่อ: มิถุนายน 04, 2012, 07:40:01 pm »


....เป็นคำแนะนำที่ดีครับ...

....สมองคนเราก็เหมือนสัตว์เลี้ยงชนิดหนึ่ง..

...เลี้ยงดีๆให้อยู่ให้กินดีๆ......คุณภาพก็แข็งแรง.....เป็นกำลังสำคัญให้แก่ร่างกายต่อไป..

...ขอบพระคุณมากครับ..
บันทึกการเข้า
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #5 เมื่อ: มิถุนายน 08, 2012, 10:04:19 pm »

ขอบคุณค่ะคุณราสส์ เรื่องสั้นของคุณยังเฉียบคมเหมือนเดิม พี่ไม่ค่อยถนัดเขียนเรื่องสั้น ตอนนี้กำลังศึกษาวิธีการเขียนเรื่องสั้นโดยดูจากรวม60เรื่องสั้นที่ได้จากคุณประภัสรตอนที่ไปเมืองไทย ต้องขอบพระคุณอีกครั้งค่ะคุณประภัสสร หนังสือเล่มนี้มีประโยชน์เป็นเป็นหนังสืออ้างอิง และเป็นแนวทางให้นัก(หัด)เขียนทั้งหลายได้ใช้เป็นตัวอย่าง

บทความเรื่องแรกของเพ็กกี้จะปรากฏในต่วยตูนฉบับมิถุนายนปักษ์หลังค่ะ พี่บ.ก.ท่านบอกมา ตอนนี้มีบัญชาจากพี่ต่วยบอสใหญ่ให้เขียนไปเรื่อยๆอย่าหยุด ฮ่า ฮ่า  แหมดีใจจัง ตอนนี้เพ็กกี้ก็เลยยุ่งหน่อย ต้องหาเรื่องเขียน เขียน เขียน

ขอบคุณคุณนิที่เล่าประสบการณ์สนุกๆให้ฟัง เพ็กกี้ไปเที่ยวเมืองโบราณสองครั้งแล้วค่ะ ครั้งล่าสุดนี่ไปมาเมื่อปี2008 เมืองโบราณยังคงมีเสน่ห์เหมือนเดิม พระบรมมหาราชวังกับวัดพระแก้วก็มีความอลังการ สายตาที่มองสถานที่ทั้งสองเปลี่ยนไปหลังจากที่จากเมืองไทยไปนาน

แล้วจะแวะมาคุยอีก คุณราสส์อย่าทิ้งพวกเราไปนานนักนะคะ
บันทึกการเข้า
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #6 เมื่อ: มิถุนายน 09, 2012, 07:53:39 am »


..ขอบพระคุณพี่เพ็กกี้...และขอแสดงความยินดีกับบทความของพี่ซึ่งจะลงตีพิมพ์ในหนังสือ ต่วยตูน...

....บทความดีๆได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือดีๆ...ผู้อ่านคงได้สิ่งดีๆไปด้วยครับ..

...สำหรับบอร์ดนี้คงทิ้งไปไม่ได้หรอกครับ...ยังไงก็ต้องแวะมาครับ..
บันทึกการเข้า
ประภัสสร
Global Moderator
Newbie
*****
กระทู้: 8



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #7 เมื่อ: มิถุนายน 19, 2012, 12:09:00 am »

เข้ามาขอบคุณคุณราสส์ค่ะ ที่พูดให้ได้ใจมาก บอร์ดนี้คงทิ้งไม่ได้ ซึ้งใจมากค่ะ

ตอนนี้อยากยุให้คุณราสส์และผู้ที่ชอบเขียนเรื่องสั้น น่าจะส่งเรื่องสั้นเข้าประกวดตามที่ต่าง ๆ กันให้มากขึ้นนะคะ
เพราะมีเวทีประกวดหลายเวทีเลยค่ะ

จะคอยเอาใจช่วยค่ะ
บันทึกการเข้า
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #8 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2012, 06:57:46 pm »


......ขอบคุณพี่ชุติมา..ครับที่แนะนำ..

...ได้เคยส่งเรื่องสั้นไปให้ บก..นิตยสารต่างๆเพื่อพิจารณาบ้างครับ..

...ได้ลงบ้างไม่ได้ลงบ้าง..

...มีเรื่องหนึ่งได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือ สกุลไทยรายสัปดาห์ "เรื่องเส้นตาย" ฉบับที่ 2942 ประจำวันอังคารที่ 8 มีนาคม 2554

...เป็นเรื่องเก่าไม่แน่ใจว่าเคยนำลงที่บอร์ดนี้หรือยัง ?

...จะนำมาลงให้อ่านกันครับ..
บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #9 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2012, 12:08:06 pm »

เรื่องนี้ก็สนุกนะคะ ไม่ได้แวะเข้าานาน เลยได้อ่านเรื่องของคุณราส..เสียจุใจ
บันทึกการเข้า
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #10 เมื่อ: กรกฎาคม 24, 2012, 05:39:39 pm »


...ขอบพระคุณ..พี่อภิญญาครับ...ที่ให้กำลังใจตลอดมา
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF