www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ลุงบุญ..  (อ่าน 2298 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: สิงหาคม 25, 2012, 09:31:12 am »


ลุงบุญ.....

ราส์ส กิโลหก

ในยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ในช่วงนั้นเศรษฐกิจของประเทศเจริญเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นยุคทองทางเศรษฐกิจ และที่ผมได้สัมผัสตรงๆคือผืนแผ่นดินเกิดการตื่นตัวในการซื้อขายอย่างมากมาย ที่ดินกลายเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูง ราคาที่ดินพุ่งพรวดจนคาดคะเนไม่ได้ ราคาซื้อขายปั่นป่วนเพราะความต้องการของตลาด

ชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวบ้านเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด จากดินกลายเป็นดาวแบบไม่น่าเชื่อ

ประมาณ ปี พ.ศ. 2532....

ช่วงนั้นผมนั่งทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานช่าง ประจำสำนักงานที่ดินจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคกลาง ซึ่งจังหวัดนี้คนจะรู้จักในนาม “นมดี กระหรี่ดัง” ถ้าพูดคำนี้ออกไปร้อง อ๋อ ! กันทุกคน

ชายคนหนึ่งอายุเกือบ 50 ปี รูปร่างผอมสูงตัวดำๆ  แต่งตัวแบบชาวนาทั่วๆไป ในมือถือโฉนดที่ดินแผ่นใหญ่ม้วนกลมๆ เก่ามากจนเห็นเป็นสีเหลือง..

แกเดินเข้ามาในที่ทำงาน และหยุดอยู่ด้านหน้าของฝ่ายรังวัดที่ดิน  ยืนมองซ้ายมองขวาอย่าง งงๆ เจ้าหน้าที่ผู้หญิงหน้ากลมๆ  ร้องถามว่า จะมาทำอะไรลุง ? แกตอบว่าต้องการมาขอคำปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องที่ดิน..

เจ้าหน้าเชิญแกมาที่โต๊ะผม...

“ สวัสดี ลุง ! เชิญนั่งครับ มีอะไรหรือ ครับ?” ผมทักกับแก พร้อมเชิญให้นั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงาน..

แกรับไหว้ผม พร้อมหย่อนตัวนั่งบนเก้า อี้ พอแกพูดออกมา โฮ้โห้ ! กลิ่นเหล้าขาวหึ่ง จนผมแทบจะสำลัก..

“ผมขอถามเกี่ยวกับการรังวัดสอบเขตที่ดินของผมหน่อยครับ ?” แกพยายามยื่นหน้ามาพูดกับผม เหมือนกลัวจะไม่ได้ยินที่แกพูด..

ผมถอยเก้าอี้ออกมาให้พ้นรัศมีกลิ่นละมุดเน่า “ ถามได้เลยครับ   ผมรอฟังอยู่ลุง ! ” ผมบอกกับแกแบบแหยงๆกลัวจะเมากลิ่นเหล้าที่ออกจากปากแก..

ขอสรุปเลยที่เดียว ลุงบุญแกเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินเนื้อที่ประมาณ 50 ไร่อยู่ติดกับถนนใหญ่สภาพที่ดินเป็นที่ทำนา   และ  ด้านหน้าติดถนนยาวเป็นร้อยเมตร ทำเลสวยจึงมีนายทุน สนใจจะซื้อ แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องให้เจ้าหน้าที่ไปทำการรังวัดสอบเขต ให้เรียบร้อยเสียก่อน แกจึงมาติดต่อเจ้าหน้าเพื่อยื่นคำร้องให้ออกไปดำเนินการให้...

ผมถามแกเล่นๆว่า ตกลงขายไร่เท่าไหร่ ?

แกยิ้มอย่างอารมณ์ดี  “ พวกนายหน้าเสนอมา ไร่ละ 1 ล้านบาทครับ  รวมทั้งหมด  50 ล้าน ”

ผมดีใจไปกับแกด้วยเงินมากมายขนาดนี้ ใช้ไปทั้งชาติก็ไม่มีหมด.

                         ************************************

ลุงบุญ ไปๆมาๆเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการรังวัดสอบเขตโฉนดของแก และทุกครั้งที่มาติดต่อแกจะแวะมาคุยกับผมทุกครั้ง จนคุยกันถูกคอ..

จนการรังวัดเสร็จสิ้น มีการรังวัดหลักเขตและวิธีการตามระเบียบเรียบร้อย ครบถ้วนขบวนการของการรังวัดสอบเขตที่ดิน ตรงตามความประสงค์ของผู้ซื้อ ทั้งสองฝ่ายจึงนัดทำการโอนกรรมสิทธิ์ซื้อขายกัน ณ สำนักงานที่ดินจังหวัด

วันที่โอนซื้อขายที่ดิน ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายมาพร้อมกันที่สำนักงานที่ดินจังหวัดฯ ผู้ซื้อเป็นอาเสี่ยมาจากกรุงเทพฯ มาพร้อมทนายความถือกระเป๋าเอกสารเดินตามหลังเสี่ยต้อยๆ

ส่วนทางฝ่ายผู้ขายคือลุงบุญก็มากันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่เห็นแล้วผมตกใจเพราะกองเชียร์มากันเกือบ 20 คนทั้งก่อนหน้านั้นเวลามาติดต่อเกี่ยวกับเรื่องสอบเขตที่ดิน ลุงบุญจะมาคนเดียวตลอด

ฝ่ายลุงบุญนั้น นอกจากลูกเมียแล้ว ยังประกอบด้วย นายหน้า,ญาติเก่า,ญาติใหม่,คนอยากเป็นญาติ, เพื่อนบ้านที่รู้ข่าว เจ้าหน้าที่ของธนาคารที่ลุงบุญติดต่อให้มารับเงินฝาก..และที่สำคัญบุคคลที่ไม่อาจมองข้ามคือเจ้าหนี้ของลุงบุญ มาร่วมด้วยเหมือนกัน..

                              **************************************

จากชาวนา จนๆมีหนี้สินรอบตัว กลายเป็นเศรษฐีไปในทันที หลังจากการโอนโฉนดที่ดินเรียบร้อย เงินหลายสิบล้านเข้ามาอยู่ในมือเหมือนฝัน..

ทั้งๆที่ ที่ดินแปลงนี้เมื่อก่อนไร่ละ ไม่ถึงแสน ไปเคี่ยวเข็ญขายกับใครก็ไม่มีใครซื้อเพราะไม่รู้จะซื้อไปทำไม ? พอถึงยุคนายกฯชาติชายเป็นยุคฟองสบู่เฟื่องฟู มีโรงงานต่างๆเกิดขึ้นมากมาย นายทุนต่างชาติขนเงินมาลงทุนในประเทศจำนวนมาก ความต้องการซื้อที่ดินเพื่อทำโรงงานก็มีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ชาวบ้านที่มีที่ดินทำเลดี ต่างขายที่ดินร่ำรวยกันเป็นเป็นเศรษฐีใหม่…จนแทบไม่ต้องทำมาหากินอะไร

ที่ดินของลุงบุญถูกซื้อเอาไปเพื่อก่อสร้างโรงงาน เป็นโรงงานเกี่ยวกับอาหารสัตว์ ผมเคยผ่านไปแถวๆนั้นหลังจากลุงบุญโอนขายไปไม่นาน ก็เห็นโรงงานกำลังก่อสร้าง จากที่ดินทำนาแท้ๆ กลายเป็นชุมนุมชนขึ้นมา เป็นโรงงานขนาดใหญ่พอสมควร ได้ข้อมูลว่าจะจ้างแรงงานหลายร้อยคนที่เดียว..

                             ****************************************

จนวันหนึ่ง ลุงบุญแวะมาหาผมที่ทำงาน คนเราพอมีเงินราศีก็จับจนไม่เหลือเค้าลุงบุญคนเดิม กลายเป็นเสี่ยบุญ ผมหวีเรียบแป้ เครื่องแต่งกายยี่ห้อดีราคาแพง โดยเฉพาะเฟอร์นิเจอร์ประจำตัว นาฬิกาเรือนทองใหม่เอี่ยม สายสร้อยทองหนักเป็นสิบบาทดูเหมือน โซ่ มากกว่าเป็นสร้อยสวมคอ.

แกหิ้วเหล้าแบล๊คเลเบิ้ล ขนาด 1 ลิตรเอาติดมือมาฝาก นั่งคุยกันได้ความว่าแกเอาเงินไปลงทุนวิ่งรถสิบล้อที่ใช้สำหรับขนส่งดิน หิน และลูกรัง.ซึ่งในขณะนั้นธุรกิจแบบนี้กำลังบูมสุดๆ ตามประสาคนมีเงินนับสิบล้านแกออกรถสิบล้อทีเดียว 10 คัน ทั้งๆที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจด้านนี้

ผมก็ฟังแกเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ ซื้อนั่นซื้อนี่ โดยเฉพาะซื้อบ้านราคาหลายล้านบาทให้ลูกชายมั่ง ลูกสาวมั่ง ยังอดคิดในใจว่าทำไมไม่ไปหาซื้อที่ดินเปล่าๆไว้บ้าง แต่ไม่กล้าแนะนำมากเดี๋ยวเกิดแกไม่พอใจเอาเหล้ากลับคืน..

ลักษณะแบบนี้ไม่ใช่มีแต่ลุงบุญคนเดียว เจ้าของที่ดินรายอื่นๆถ้าเห็นว่าที่ดินมีราคาก็จะแห่ขายกัน  บางหมู่บ้าน ขายที่ดินกับแทบหมดหมู่บ้าน ร้านค้าทองในตลาดขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เพราะพวกเศรษฐีใหม่ชอบใส่ทองอวดกัน

ที่ยอดนิยมสุดๆอีกอย่างคือรถสิบล้อ บ้านไหนพอขายที่ดินได้มีเงินจะไปออกรถสิบล้อทันที ชาวบ้านทุกคนมีความคิดว่า ถ้าใครมีรถสิบล้อจะหาเงินได้ง่าย เนื่องจากงานถมดินเป็นธุรกิจที่เฟื่องมากๆ ในยุคนั้นโรงงานเกิดขึ้นใหม่เหมือนดอกเห็ด งานถมดินจึงมีไม่ขาดสาย ได้เงินง่ายได้เงินเร็ว เศรษฐีใหม่จึงนิยมกัน   และก็เป็นการอวดศักดากัน ถ้าบ้านไหนไม่มีรถสิบล้อถือว่ายังไม่มีระดับ..ไม่สมฐานะเศรษฐีใหม่

                                             *********************************************

ต่อมาผมถูกย้ายไปรับราชการที่จังหวัดอื่น นานเกือบ 10 ปีและได้มีโอกาสได้ย้ายกลับมาที่จังหวัดเดิมที่เคยอยู่แต่ตำแหน่งสูงขึ้นกว่าเดิมตามวิถีทางของราชการ  วันหนึ่งเจ้านายให้ไปพบผู้จัดการโรงงานอาหารสัตว์แห่งหนึ่ง เพื่อติดต่อเกี่ยวกับการบริจาคสิ่งของในงานวันปีใหม่ของจังหวัด

คนขับรถพาไปที่โรงงานเป้าหมาย ปรากฏเป็นโรงงานที่ซื้อที่ดินจากลุงบุญไปนั่นเอง ผมจำได้เพราะก่อนโรงงานสร้างเสร็จ ผมผ่านไปบ่อยๆ


รถเลี้ยวเพื่อเข้าสู่ตัวโรงงาน ด้านหน้ามีป้อมยามและไม้กั้นรถเข้าออก ยามหรือ ร.ป.ภ. วิ่งออกมาจากป้อม เดินเข้ามาตะเบ๊ะตรง.ด้านที่ผมนั่งอยู่ ผมไขกระจกลง ยามถามผมว่าจะเข้าไปพบใคร.?.

ผมบอกว่าจะมาพบผู้จัดการ ได้โทรนัดกันล่วงหน้าแล้ว ...

ยามยังไม่ยอมเดินไปไหน แกก้มจ้องหน้าผมเขม็ง  “ใช่...คุณ........หรือเปล่าครับ ? ” น้ำเสียงแกพูดอย่างดีใจ

พร้อมถอดหมวกออก และยกมือไหว้ผม..

“ลุงบุญ !” ผมร้องเสียงดัง ลุงบุญจริงๆ ด้วย เป็นยังไง ? มายังไง ? กันนี่..

                          ********************************************

หลังจากเสร็จธุระกับผู้จัดการโรงงาน ตอนที่จะกลับออกจากโรงงาน พบลุงบุญมาดักรอผมที่หน้าโรงงาน แกบอกว่าออกเวรแล้วอยากคุยกับผมหน่อย เราจึงไปหาที่นั่งคุยกันที่ร้านอาหารหน้าโรงงาน

ผมร้องสั่งอาหารกับเบียร์เย็นๆ....มีความตั้งใจจะเลี้ยงสหายต่างวัยให้เต็มที่..

สภาพลุงบุญ แปรสภาพจากเสี่ยบุญที่ผมเห็นครั้งสุดท้ายเมื่อเกือบ 10 ปีอย่างสิ้นเชิง..กลายเป็นลุงบุญที่ผมเห็นครั้งแรก คือผอมดำแต่ที่เพิ่มขึ้นมาคือความแก่ชรา หน้าตายับย่นจนแก่เกินอายุ ของวัย 60 ปี

ผมอดถามไม่ได้ว่าทำไมมาเจอแกในสภาพแบบนี้..

แกเล่าว่าช่วงที่มีเงินฮึกเหิมมาก เพราะเงินได้มาง่ายๆจึงไม่ค่อยรู้คุณค่าของเงิน ใครชวนทำอะไรก็เอาด้วย ใครชวนซื้ออะไรก็ซื้อ เพราะมีแต่คนยกย่องเยินยอ จนหลงตัวเอง ใครๆก็เรียกเสี่ยบุญ จนตัวลอย..

รถสิบล้อซื้อด้วยเงินสดที่เดียว 10 คัน เอาไปวิ่งบรรทุกดินเพราะช่วงนั้นธุรกิจถมดินกำลังคึกคัก  พอเป็นอาเสี่ยพรรคพวกวิ่งเข้าหาชวนไปรับงานใหญ่ในกรุงเทพฯเป็นโครงการใหญ่ของพวกนักธุรกิจใหญ่ระดับประเทศ ชักแม่น้ำทั้งห้ากล่อมจนเสี่ยบุญใจอ่อน  เอาเงินไปดาวน์รถสิบล้อออกมาอีก 20 คัน กะว่าจะเป็นเจ้าพ่อสิบล้อของจังหวัดบ้านเกิด

ลูกเมียไม่ยอมทำงานใช้แต่เงิน เดี๋ยวซื้อรถ เดี๋ยวซื้อบ้าน ทองหยองซื้อใส่กันเต็มตัว ที่สำคัญเล่นการพนันกัน แทงหวยใต้ดินกันตัวหนักๆ ..และที่มารบกวนประจำคือพวกมาขอกู้เงิน..ขัดก็ไม่ได้เพราะญาติตัวเองบ้าง ญาติเมียบ้าง มั่วไปหมด..ถ้าไม่ให้ก็โกรธ ลำเลิกบุญคุณขุดมากันมาตั้งแต่สมัยเก่าก่อนที่ยังยากจนอยู่

                                     **********************************************

ต่อมาเมื่อฟองสบู่แตก เศรษฐกิจ ตกต่ำ บริษัทที่จ้างไปถมดินล้มละลาย เงินหลายล้านเก็บไม่ได้ไม่รู้จะไปเก็บกับใคร ? หนี้สินถูกเบี้ยวหมด ตอนนั้นถ้าทำใจไม่ได้คงได้เป็นผู้ร้ายฆ่าคน....

เพราะไม่ทำงานกันจึงไม่มีรายได้มาจับจ่าย รถสิบล้อที่ซื้อมาทีหลังไม่มีเงินส่งค่างวดก็ถูกยึดไป บ้านหลังใหญ่และสิบล้อที่ซื้อด้วยเงินสด ก็ทยอยขาย จนไม่นานก็เกลี้ยงเหลือแต่ตัว..ที่ดินซักกระแบะมือก็ไม่มี..

“ลูกเมียไปไหนหมดล่ะ ลุง ?” ผมถามถึงครอบครัวแก..

เหมือนจี้ใจดำ  แกคว้าแก้วเบียร์ ยกขึ้นซดที่เดียวหมดแก้ว ก่อนตอบแบบเซ็งๆ

“เมียผมตายไปหลายปีแล้ว มันตรอมใจ ส่วนลูกไม่ต้องพูดถึง มันขายบ้านหนีผมไปหมด ตอนนี้ผมอยู่คนเดียวไม่มีใคร ”

“ลุงมาทำงานอยู่นี่ได้ไง ?”

“ ผมไม่มีหนทางไป ก็บากหน้าไปหาผู้จัดการบริษัทที่นี่ ขอทำงานเลี้ยงตัวกันตาย ท่านผู้จัดการจำได้ว่าผมเป็นเจ้าของที่ตั้งเดิม จึงเมตตาให้มาทำงานเป็น ยามนี่แหละ ! ” ดวงตาของแกแดงก่ำ..

เราคุยกันจนเกือบมืด ผมเกรงใจคนขับรถ จึงขอลาแกกลับ ถามว่าบ้านอยู่ไหนจะขับรถไปส่ง..

“ บ้านผมอยู่นี่ ไง?”

แกชี้มือไปที่โรงงานฯ 

“กระต๊อบผมตั้งอยู่หลังอาคารโรงงาน ผมกินอยู่ที่นี่แหละ ! ที่ดินของผมไง !”

แกเดินเซๆจากผม ไปยังโรงงานเพื่อกลับ ที่พัก...อ้อ   ที่ดินของแก...

ลุงบุญ เสี่ยบุญ กลายเป็น ไอ้บุญในที่สุด....

บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 26, 2012, 01:39:40 pm »



          อืม... อ่านคร่าว ๆ แต่ก็สะกิดต่อมความคิดได้ดี

          ขอบคุณคุณราสส์ค่ะ
บันทึกการเข้า
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 28, 2012, 01:22:30 pm »


...ขอบพระคุณพี่ชุติมา  มากครับ..


...ที่กรูณาเข้ามาทักทายครับ..
บันทึกการเข้า
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 04, 2012, 09:15:57 pm »

สวัสดีค่ะคุณราสส์ ขอบคุณที่เข้ามาโพสท์เรื่องสนุกๆให้อ่าน เรื่องทำนองนี้ได้ยินบ่อยๆ ถ้าเป็นตัวเราเองที่กลายเป็นเศรษฐีข้ามคืนเราก็คงจะระวังการจับจ่าย แต่บางคนเกิดมาไม่เคยจับเงินก็ไม่มีความยับยั้งชั่งใจ แล้วคนกลุ่มนี้เขาก็ไม่มีอินเทอรน์เน็ทใช้ เลยไม่มีโอกาสอ่านเรื่องของคุณราสส์เป็นอุทหรณ์สอนใจ

และขอขอบคุณคุณราสส์ที่ช่วยทำให้เว็บบอร์ดของเราคึกคัก พักนี้พี่เพ็กกี้ไม่มีเวลาเข้ามาเขียนโน่นเขียนนี่ให้อ่านกัน ได้เรื่องสั้นของคุณราสส์มาช่วยทำให้เว็บบอร์ดของเรามีสีสันขึ้น
บันทึกการเข้า
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #4 เมื่อ: กันยายน 06, 2012, 09:51:08 am »


..ขอบพระคุณพี่เพ็กกี้ครับ...

..จะเขียนมาเรื่อยๆครับ..
บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #5 เมื่อ: มกราคม 14, 2013, 10:50:53 pm »

คุณราส
มาตามอ่านค่ะ ทุกวันนี้บางคนเขามีปัญหา มีสติ เขาก็บริหารจัดการได้ไม่ฟุ่มเฟือย ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง เงินก็อยู่ครบ เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่ สติ และ ปัญญา สองคำนี้ค่ะ ขอบคุณสำหรับข้อคิดดี ๆ ค่ะ
บันทึกการเข้า
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #6 เมื่อ: มกราคม 15, 2013, 05:53:29 am »


..ขอบพระคุณ พี่อภิญญาครับ...

...การมีเงินที่ได้มาง่ายๆ..เหมือนฝัน....

....ทำให้เกิดความฮีกเฮิม...จนครองสติไม่ได้....กว่าจะรู้ตัวก็สายไป..

....และที่สำคัญความฝันแบบนี้มีได้ครั้งเดียวในชีวิต....

...สติและปัญญาดังที่พี่อภิญญากล่าวไว้.....เป็นคาถาอย่างดีครับ.......แต่แปลกคนบางคนกลับท่องไม่เป็น..
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF