www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ฉันก็คือฉัน  (อ่าน 2691 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
จุรีแสด
บุคคลทั่วไป


อีเมล์ : Email
« เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2008, 12:02:04 am »

[ 19 ก.พ. 2550 12:54:03 ]
วรรณกรรม


สังเขปฉัน

เนื้อเรื่องโดยสังเขปกล่าวถีงความเป็นตัวตน ของสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ดังวลีที่ว่า “ฉันคือฉัน” ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร รูปร่างและความคิดของสรรพสิ่งอาจคล้ายกันแต่ไม่สามารถเหมือนกันได้ เมื่อบุคคลเลือกที่จะทำสิ่งใด ย่อมต้องรับผิดชอบต่อสิ่งนั้น เพราะ “ฉันเป็นเจ้าของทุกสิ่งที่เกี่ยวกับตัวฉัน”และฉันรู้จักตนเองดีกว่าผู้อื่นฉันจึงสามารถเลือกทำในสิ่งที่ฉันสนใจ แต่อย่างไรก็ตามมีหลายสิ่งในตัวฉันที่ฉันยังไม่เข้าใจและไม่รู้จัก ดังนันฉันจึงต้องเป็นเพื่อนที่ดีและรักตนเองเพื่อสร้างความเข้าใจตัวของฉันเอง ตัวแทนในความเป็นฉันคือ คำพูด การกระทำ ความคิดและความรู้สึกการแก้ไขโดยละทิ้งสิ่งที่ไม่เหมาะสมและรักษาส่วนที่ดีงามทำให้ฉันสามารถหาความสมบูรณ์ของชีวิต และสามารถอยู่ร่วมและทำประโยชน์กับผู้อื่น ดังนั้น ฉันเป็นคนสมบูรณ์ในแบบของฉัน



สังเขป Self Esteem

เรื่องราวกล่าวถึง ความหมายและความสำคัญของความรักและ SELF ESTEEM ที่มีต่อชีวิตของเรา ความรักคืออะไร

-เมื่อฉันยังเป็นเด็กความรักคือการทำให้คนอื่นมาชอบยอมรับชื่นชม ในตัวฉัน โดยการพยายามทำตัวเป็นเด็กดี ปฏิบัติตามคำสั่งของ พ่อแม่ ครู สอบให้ได้ที่ดีเพื่อคะแนนดีที่สุดในชั้น เล่นกีฬาให้เก่งเพื่อเป็นที่ยอมรับและเป็นที่รักของเพื่อนๆ

-เมื่อฉันเป็นวัยรุ่นฉันยังมองความรักเหมือนเดิม คือ การยอมรับ นิยมชมชื่นและชอบฉัน เชนเดิม แต่บางคนมีความหมายมากขึ้นในชีวิตของฉันคือ เพื่อนและเพื่อนต่างเพศ

-เมื่อฉันมีอายุมากขึ้นบทบาทหน้าที่ในชีวิตเปลี่ยนแปลงไปแต่ความรู้สึกต่างๆของฉันยังคงเหมือนเดิม คือ ยังต้องการให้คนอื่นมายอมรับยกย่องชื่นชมและชอบในตัวฉัน และความรู้สึกเหล่านี้รุนแรงมากขึ้นทุกทีจนเหมือนเป็นอาหารของชีวิตที่ขาดไม่ได้ ฉันต้องการ อำนาจ เกรียติยศ ชื่อเสียง การแข่งขัน และชัยชนะ

-ในที่สุดกล่าวได้ว่า ฉันเหนื่อย แทบไม่มีเวลาให้กับตัวเองได้เลย ฉันเริ่มหยุดคิดและพบว่าชีวิตของฉันขึ้นอยู่กับคนอื่นมากเกินไปและไม่มีวันมีความสุขได้เลยถ้ายังต้องรอคอยให้คนอื่นมาชอบฉัน เช่นนี้ตลอดดไป ฉันเริ่มศึกษาตนเองและพบว่า ฉันไม่เหมือนใคร และไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร เลียนแบบใครหรือเปรียบเทียบแข่งขันกับใคร เพราะฉันก็คือฉัน เมื่อฉันเริ่มเคารพตนเอง เข้าใจตนเองก็เริ่มเข้าใจผู้อื่นด้วย เริ่มเข้าใจว่าเราทุกคนแตกต่างกัน มีความรู้สึกนึกคิดลีลาของชีวิตที่แตกต่าง ฉันเริ่มพบว่าความสุขที่แท้จริงคือการยอมรับศรัทธาเห็นคุณค่าของตนเองและผู้อื่น นี้แหละความรักที่แท้จริงของฉันแล้วความรักของท่านละเป็นเช่นไร



สรุปสังเขปฉันและSelf Esteem

วรรณกรรมทั้งสองเรื่องสื่อถึงปรัชญา Neo-Humanism มีเนื้อหาสื่อในเรื่องเดียวกันกล่าวคือ กล่าวถึงความสำคัญของ ความรัก ที่ต้องเริ่มตนจากการรักตัวเอง มีศรัทธาในตนเองและยอมรับในตัวเอง เมื่อสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ก็จะสามารถมีความรู้สึกทั้งหมดกับผู้อื่นได้



วิจารณ์วรรณกรรม

หลักการวิจารณ์วรรณกรรมการวิจารณ์หนังสือ เรื่องฉัน และ self esteem ของท่านอาจารย์ ดร.เกียรติวรรณ อมาตยกุล ในครั้งนี้ข้าพเจ้าได้ใช้หลักวิธีของการวิจารณ์วรรณกรรม เพื่อแนะนำให้คนทั่วไปได้รู้จักหนังสือหรือข้อเขียนนั้นๆ ว่าดี เหมาะสมน่าสนใจ เพียงใด มีคุณค่าในแง่ใดบ้าง โดยใช้รูปแบบของ เสฐียรโกเศฐ (2528: 13-15) ที่ได้แบ่งหลักการวิเคราะห์วรรณกรรมดังนี้

วิจารณ์ตามลักษณะของงาน (Panoramic Method) เป็นการพิจารณาผลงานรวมๆ เฉพาะตัวผลงานชิ้นนั้น โดยไม่ยึดเอาหลักเกณฑ์อย่างหนึ่งอย่างใดมาวัดแต่จะดูเนื้อหาสาระและเหตุผลของการแสดงออกของงานชิ้นนั้น เช่น โครงสร้าง ความคิด และเหตุผลที่แอบแฝงอยู่ในงานชิ้นนั้น

จิตวิจารณ์ (Impressionistic Criticism) โดยใช้ความรู้สึกนึกคิดของผู้วิจารณ์

อรรถวิจารณ์ (Interpretative Criticism) ในแง่แปลหรือตีความความคิดของผู้เขียน





http://vdo.kku.ac.th/mediacenter/mediacent...cessed:21/11/05







วิจารณ์ตามลักษณะของงาน(Panoramic Method)

ลักษณะผลงาน เป็นหนังสือฉบับกระเป๋า (Pocket Book) และมีลักษณะการใช้ตัวอักษรเหมือนหนังสือสำหรับเด็ก หรือหนังสือ การ์ตูน มีตัวอักษรน้อยแต่รูปภาพมาก มีช่วงระยะระหว่างบรรทัดกว้าง (อรอนงค์ โคทม. 2545) สำหรับฉันมีการจัดวางภาพที่เหมาะสมกว่า self esteem เป็นภาพของตัวละครเพียงตัวเดียว ในขณะที่ self esteem จะมีความหลากหลายในการนำเสนอรูปภาพ

เนื้อเรื่อง ตามที่ได้นำเสนอไปในสังเขป พบว่า ทั้ง Self esteem และ ฉันจะเป็นเรื่องการค้นหาตัวตน ความรัก และการมอบความรักกับตนเองเพื่อสามารถมอบให้ผู้อื่น

จิตวิจารณ์(Impressionistic Criticism)

ข้าพเจ้าในฐานะคนชอบอ่านและชอบศึกษาปรัชญาพบว่าผลงานทั้งสองเรื่องมีแนวคิดปรัชญาที่วางอยู่บนรากฐานของการทำชีวิตให้ง่ายไม่ยุ่งยากเพราะการรักตนเองเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวที่สุดที่พึงปฏิบัติโดยเริ่มจากในชีวิตประจำวัน การดูแลเอาใจใส่ตนเองถนอมสุขภาพและการทำร้ายตนเองโดยการดื่มกินผิดประเภทเป้นเรื่องที่เลวร้ายที่สุดแต่โดยส่วนใหญ่คนมักจะมองข้ามความสำคัญของสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดโรคร้ายต่างๆ การทำตามความต้องการของผู้อื่นโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของตนเองย่อมส่งผลร้ายต่อสุขภาพจิต

อรรถวิจารณ์ (Interpretative Criticism)

ความคิดของท่าน อาจารย์เกียรติวรรณ อมาตยกุล วางอยู่บนรากฐานของ การรู้จักรัก รู้จักมอบความรัก และรู้จักใช้ความรักให้เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะใน Self Esteem เห็นได้ชัดว่าผู้เขียนมีควมคิดในเรื่องของความรักและการมองตัวตนที่ผิดแผกจาก ฉัน เพราะในฉันผู้เขียนสามารถตอบตนเองได้ว่า ฉันคือฉัน

ความคิดเห็นของผู้วิจารณ์

การยอมรับความเป็นฉันกับการคงความเป็นฉันเป็นเรื่องที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่งเพราะการยอมรับควาเป็นฉันอย่างที่ฉันเป็นและคงความเป็นฉันไว้บ่อยครั้งเป็นเรื่อยากกว่าการเปลี่ยนฉันให้เป็นอย่างที่อยากจะใหเป็น เมื่อฉันพบตัวตนของความเป็นฉันเข้าจริงๆแล้วฉันก็อดบอกกับตัวเองไม่ได้ว่า ฉันนี้ไม่ได้เรื่องจริงๆ เพราะสันดานของฉันยังติดกับคำว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม มุนษย์ไม่สามารถอยู่ได้โดยปราศจากสังคมกติกาการมอบความรักและการเห็นค่าของความรักเป็นสิ่งประเสริฐที่มนุษย์พึงประสงค์ แต่ฉันก็ยังเชื่อว่าทุกอย่างต้องมีขอบเขตอยู่บนบรรทัดฐานของความพอดี ความพอเพียง เพื่อสันติสุขอย่างแท้จริงการพูดถึงใครในด้านลบบางครั้งก็เป็นการช่วยกระตุ้นให้ผู้นั้นได้เข้าใจถึงสิ่งที่เขากำลังกระทำอยู่และหายนะที่กำลังมาถึง ดังนั้นบางครั้งความเกลียดชังเลวร้ายก็คือจุดเริ่มต้นของความดีและความรักที่แท้จริง เพราะดูเหมือนว่าทุกอย่างในโลกนี้ย่อมเป็นคู่และจะขาดสิ่งหนึ่สิ่งใดไม่ได้ สำหรับฉันสิ่งที่ยากที่สุดคือการเดินบนทางสายกลางที่จะต้องรู้ว่าเมื่อไรควรรักและเมื่อไรควรเกลียด และวิถีแห่งการเข้าถึงความเป็นฉันและสร้างความสงบให้กับฉันในแต่ละคนไม่เหมือนกันเพราะฉันก็คือฉันและในโลกนี้ก็ไม่มีรูปแบบแห่งความเป็นฉัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 20, 2008, 01:51:52 am โดย มนตราแห่งทะเล » บันทึกการเข้า
มนตราแห่งทะเล
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 463



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2008, 12:06:39 am »


จุรีแสด
19 ก.พ. 2550 13:08:27

การจูงใจไม่ใช่การบังคับ

การจูงใจคืออะไร

ความหมาย


กู๊ด (Good :1973,375 อ้างถึงใน ปาริชาติ ทองอยู่ 2545)ได้กล่าวถึงแรงจูงใจว่า คือกระบวนการเร้าและสนับสนุนให้บุคคลกระทำกิจกรรมอย่างมีระบบ ฮิลการ์ด (Hilgard 1983, 314 อ้างถึงใน ปาริชาติ ทองอยู่ 2545) ได้ให้ความหมายของแรงจูงใจว่าหมายถึง ปัจจัยหรือองค์ประกอบที่ไปกระตุ้นบุคคลให้เกิดพลังและนำไปสู่การกระทำ บราวน์ (Brown 1980,112-113 อ้างถึงใน ปาริชาติ ทองอยู่ 2545) กล่าวว่าแรงจูงใจเป็นความคิดซึ่งเป็นแรงขับอยู่ภายใน ซึ่งประกอบด้วยอารมณ์ ความปรารถนา ซึ่งเป็นเหตุให้คนแสดงพฤติกรรมออกมาซึ่งมีปริมาณมากน้อยไม่เท่ากัน โลแวลล์ (Lovell 1980:109 อ้างถึงใน ปาริชาติ ทองอยู่ 2545) คือกระบวนการที่ชักนำโน้มน้าวให้บุคคลเกิดความมานะพยายามเพื่อที่จะสนองตอบความต้องการบางประการให้บรรลุผลสำเร็จ

สำหรับข้าพเจ้าแรงจูงใจก็คือกระบวนการเร้าที่เกิดขึ้นภายในโดยมีปัจจัยหรือองค์ประกอบภายนอกที่ชักนำหรือโน้มน้าวให้เกิดความมานะพยายามสนองตอบความต้องการบางประการให้บรรลุผลสำเร็จ

นักคิดทฤษฎีหลายท่านได้กล่าวถึงกระบวนการสร้าง แรงจูงใจไว้ดังนี้

Kotter (1994 อ้างถึงใน ศักดิ์ชาย ลี้รัตนกุล 2545:15) กล่าวถึงกระบวนการของการสร้างแรงจูงใจในการประพฤติปฏิบัติว่า ถ้าผู้ปฏิบัติมีแรงจูงใจมากจะมีความพยายาม และถ้ามีความพยายามมากจะปฏิบัติได้มาก ทำให้ได้รางวัลมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ความพึงพอใจปฏิบัติมากยิ่งขึ้น ดังรูปภาพต่อไปนี้


ผลการปฏิบัติ

แมคเคลแลนด์ (McClelland 1962 : 99 - -112อ้างถึงใน ศักดิ์ชาย ลี้รัตนกุล 2545) ได้สร้างทฤษฎีแรงจูงใจในผลสัมฤทธิ์ โดยมองว่ามนุษย์มีความต้องการสำคัญ 3 ประการ คือ1.ความต้องการความรัก ความเป็นพวกพ้อง (Needs for Affiliation) 2.ความต้องการจะมีอำนาจ (Needs for Power) 3.ความต้องการจะทำงานให้สำเร็จ (Needs for Achievement)ทฤMcClelland กล่าวว่า ความต้องการของมนุษย์เกิดจากการเรียนรู้ และสิ่งเร้ากระตุ้นพฤติกรรมของมนุษย์ให้มีพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ขึ้นอยู่กับพลังจูงใจและการรับรู้สองประการเกี่ยวข้องกับสถานการณ์คือ การคาดหวังเพื่อการบรรลุเป้าหมาย และคุณค่าของสิ่งจูงใจผูกพันกับเป้าหมายมีอยู่จะขึ้นอยู่กับเวลาและเหตุผลของประสบการณ์ในชีวิตของแต่ละบุคคล คนเราจะถูกกระตุ้นด้วยความต้องการต่าง ๆ และแต่ละความต้องการจะมีผลต่อความพึงพอใจในการปฏิบัติ หากได้มีการวัดความต้องการอย่างถูกต้องแล้วสามารถที่จะปรับการปฏิบัติให้ตรงกับความต้องการ จะช่วยให้สำเร็จได้ในที่สุด



ประเภทของแรงจูงใจ

วอล์เคล และ ชีบิลสเกอะ
(Worchel & Shebilske 1989 อ้างถึงใน ปาริชาติ ทองอยู่ 2545) แบ่งแรงจูงใจเป็น 2 ประเภทคือ

1.แรงจูงใจภายใน หมายถึงแรงจูงใจที่เกิดขึ้นภายในตัวบุคคล ประกอบด้วยปัจจัย 2 ประการ คือ (1) การที่บุคคลต้องการที่จะควบคุมพฤติกรรมของตนเองด้วยตนเอง และ (2) การที่บุคคลต้องการจะเพิ่มศักยภาพและความสามารถของตนเองและนักจิตวิทยาเชื่อว่าแรงจูงใจภายในมีความสำคัญมากกว่าแรงจูงใจภายนอก

2.แรงจูงใจภายนอก หมายถึงแรงจูงใจที่มาจากปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อพฤติกรรมเช่น เงิน รางวัล เกียรติยศ ชื่อเสียง



การบังคับคืออะไร

ความหมาย

พระธรรมโฆษาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)
กล่าวว่า ทมะ คือ การบังคับ ด้วย กาย วาจา ใจ ให้อยู่ในความถูกต้อง ใจที่คิดจะโกงก็ต้องบังคับไว้ให้ได้ แม้จะรู้สึกเจ็บปวดก็ต้องทำทำให้เป็น สหกรณ์ให้ได้

ธานินทร์ กรัยวิเชียร กล่าวว่าข้อบังคับ” หรือ “กฎข้อบังคับ” หรือ “การบังคับ” หมายความว่า บทบัญญัติที่เป็นชั้นข้อบังคับ ซึ่งกำหนดขึ้นไว้เป็นระเบียบในการปฏิบัติ หรือดำเนินการตามกฎหมาย โดย “บังคับ” เป็นคำกริยา หมายความว่า ใช้อำนาจสั่งให้ทำ หรือ ให้ปฏิบัติ, ให้จำต้องทำ.การบังคับให้ปฏิบัติตามข้อบังคับ การบังคับให้ปฏิบัติตามข้อบังคับของกฎหมาย เป็นสภาพบังคับทางกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ
ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอาญา กล่าว่ากฎหมายต้องมีสภาพบังคับ. การบังคับ คือการใช้อำนาจสั่งให้ทำหรือให้ปฏิบัติ หากไม่ปฏิบัติตามจะต้องถูกลงโทษ (กฎหมายอาญา) หรืออาจถูกบังคับให้ปฏิบัติตาม (การบังคับคดีทางแพ่ง)

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ กล่าว่า ปฏิบัติให้มากๆ ด้วยกลวิธีดังกล่าว โดยปราศจาก การบังคับ หรือ การคาดหวัง ใดๆทั้งสิ้น

ประมวล วสูตร กล่าวว่า กฎหมาย ต้องมีสภาพบังคับ คำว่า “บังคับ” เป็นคำกริยา หมายความว่า ใช้อำนาจสั่งให้ทำ หรือสั่งให้ปฏิบัติ ให้จำต้องทำ.กฎหมายที่ประกาศใช้บังคับประชาชนให้ต้องปฏิบัติตามนั้น ประกอบด้วย กฎหมาย ๒ ลักษณะ คือ กฎหมายสารบัญญัติ และ กฎหมายวิธีสบัญญัติ ซึ่งต้องใช้ประกอบกัน จะขาดส่วนหนึ่งส่วนใดไม่ได้ หากขาดส่วนหนึ่งส่วนใด กฎหมายก็จะไม่สมบูรณ์ ไม่มีสภาพบังคับ.

สัญญา ธรรมศักดิ์ การบังคับ ในรูปแบบ การลักพาตัว ฉ้อโกง หลอกลวง ด้วยการใช้อำนาจที่เหนือกว่า หรือด้วยการใช้สถานะความอ่อนแอของบุคคล หรือมีการให้หรือรับเงิน ผลประโยชน์อย่างอื่น เพื่อให้ได้ความยินยอมของบุคคลหนึ่งผู้มีอำนาจควบคุมอีกบุคคลหนึ่งเพื่อความมุ่งประสงค์ในการแสวงหาประโยชน์ ถือเป็นการบังคับโดยมิชอบ

ประเภทการบังคับ

คาร์ล มากรซ์ (Karl Marx )
กระบวนการบังคับแบ่งออกเป็น 2 วิธีคือ

1.การบังคับข่มขู่ กล่าวคือ เป็นการบังคับเพื่อให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งกระทำในสิ่งที่ไม่น่าพึงพอใจ และขัดต่อเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

2.การบังคับเพื่อประโยชน์สุข กล่าวคือการบังคับให้ประพฤติปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขของผู้ถุกบังคับ

กระบวนการบังคับข่มขู่


การบังคับ


แรงกดดัน


ผลการปฏิบัติด้านลบ


ความไม่พึงพอใจ


การต่อต้าน

คาร์ล มากรซ์ (Karl Marx Marx1818-1883 อ้างถึงใน ยุพร จากประดับ.) ได้กล่าวถึงกระบวนการบังคับข่มขู่ไว้ว่า ย่อมเกิดแรงกดดันต่อผู้ปฏิบัติก่อความไม่พึงพอใจและต่อต้าน

กระบวนการการบังคับเพื่อประโยชน์สุข


คาร์ล มากรซ์ (Karl Marx1818-1883 อ้างถึงใน ยุพร จากประดับ.(2545). ได้กล่าวถึงกระบวนการการบังคับเพื่อประโยชน์สุขว่า การบังคับย่อมก่อแรงกดดันแต่เมื่อผลของการปฏิบัติเป็นไปทางด้านบวกย่อมก่อความพึงพอใจแลมีการยอมรับพร้อมก่อแรงจูงใจในการปฏิบัติ


ความคิดเห็นของผู้เขียน

จากที่กล่าวมาทั้งหมดสามารถสรุปจากการอ้างอิงทั้งในแง่ความหมาย กระบวนการสร้าง และประเภทได้ว่า การจูงใจมิใช่การบังคับ เพราะมีความแตกต่างกันคือ การจูงจะใช้แรงจูงใจเป็นเครื่องมือแต่การบังคับจะใช้การข่มขู่เป็นเครื่องมือการจูงใจจะมีเป้าหมายเพื่อความพึงพอใจของผู้ปฏิบัติส่วนการบังคับจะเป็นไปเพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ของผู้บังคับให้ปฏิบัติ การจูงใจย่อมนำมาซึ่งความสุข ความสำเร็จ ถาวรส่วนการบังคับนำมาซึ่งความทุกข์ ไม่สำเร็จหรือสำเร็จในระยะสั้น หากผลแห่งการบังคับนั้นเป็นลบการจูงใจเป็นลักษณะการใช้ศักยภาพของความเป็นมนุษย์ด้านบวกส่วนการบังคับเป็นลักษณะการใช้ศักยภาพของความเป็นมนุษย์หรือสัตว์ด้านลบ

การจูงใจแตกต่างจากการบังคับโดยสิ้นเชิง ผู้ที่เติบโตมากับการได้รับการจูงใจให้กระทำสิ่งต่างๆมักเป็นผู้ที่มีแนวคิดสร้างสรรค์ในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น รู้จักประนีประนอม รู้จักให้และรู้จักรับอย่างพอเพียง ในทางตรงข้ามผู้ที่เติบโตมากับการบังคับมักแก้ปัญหาด้วยการใช้กำลัง มีลักษณะนิสัยด้านลบ อารมณ์ร้อนไม่สามารถทนรอผลสัมฤทธิ์ที่ดีงามและถาวร จึงมักกระทำการใดเอาแต่ใจตนไม่ฟังความคิดเห็นผู้อื่น จนถึงเผด็จการ อย่างไรก็ตามหากเราจะกล่าวว่า การบังคับก็คือการใช้วินัยลักษณะหนึ่งก็เป็นได้ดังนั้นการบังคับที่อยู่ในลักษณะของการใช้วินัย ก็เหมือนการสอนให้รู้จักศีล บางครั้งผู้ปฏิบัติก็กระทำไปเพราะถูกบังคับแต่ก็ส่งผลดีในระยะยาว เช่นเดียวกัน การจูงใจหากเกินเลยออกนอกวิถีปฏิบัติที่สมควร ก็ย่อมส่งผลร้ายเช่นเดียวกัน ดังนั้นเป้าประสงค์ที่ถูกต้องบนเส้นทางสายกลางย่อมส่งผลดีกับผู้ประพฤติปฏิบัติเสมอ



อภิญญา
19 ก.พ. 2550 21:49:45

ขอบคุณนะ ที่นำสิ่งดี ๆ มีประโยชน์มาให้พวกเราได้อ่านค่ะ



ชนินทร
1 มี.ค. 2550 00:11:21
   

  ฉันก็คือฉัน


ชอบฝันกลางทุ่งดอกไม้


ชอบค้นหาตัวตนอยู่ร่ำไป


แต่มีใจใสๆอยู่ในตน


ชนินทร
9 มี.ค. 2550 13:55:30



 

ฉันก็คือฉัน


 

มีดวงตะวันเป็นเพื่อน


 

มีกาลเวลามาเยี่ยมเยือน


 

ไม่หยุดเลื่อนเคลื่อนคล้อยตามตะวัน


 
 

ฉันก็คือฉัน


 
สู้ฝ่าฟันท้าลมฝน


 
ผ่านความหนาวกล้าผจญ

 

ล้อลมแดดอย่างท้าทาย


 

เพราะฉันมีจุดหมายที่ปลายฟ้า

 

ฉันจึงกล้าท้าลมฝน

 

ฉันจึงกล้าฝ่าลมบน

 

ฉันสู้ทนด้วยศรัทธากล้าประจัญ

 

นิค่ะ
9 มี.ค. 2550 15:03:42

ดีจังค่ะ คุณปลิว คุณชนินทรนี่อารมณ์โรแมนติคจัง ชอบค่ะ

ชอบตรง ฉันก็คือฉัน
มีดวงตะวันเป็นเพื่อน
มีกาลเวลามาเยี่ยมเยือน
ไม่หยุดเลื่อนเคลื่อนคล้อยตามตะวัน



ปลิวลม
10 มี.ค. 2550 11:30:08

ขอบคุณมากคะ ปกติชนินทรเป็นคนโรแมนติคคะ


อภิญญา
10 มี.ค. 2550 11:34:48

เอาอีก ๆ....ชอบ ๆ

--------------------


ชบาแก้ว    
โพสต์เมื่อ: May 14 2007, 08:16 AM
   
แวะผ่านมา....

ชอบอีกแล้วเจ้า





ปลิวลม    
โพสต์เมื่อ: May 15 2007, 12:58 AM
   
ขอบคุณค่ะ จุรีแสดเป็นร่างทรงของปลิวลมค่ะ

--------------------
ผีเมืองกระซิบ
http://www.oknation.net/blog/pliewlom

[/size]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 20, 2008, 02:04:13 am โดย มนตราแห่งทะเล » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF