www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เสือเขี้ยวหลุด..  (อ่าน 2335 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: มกราคม 16, 2013, 01:02:05 pm »

เสือเขี้ยวหลุด.......
ราสส์ กิโลหก

อ้ายชุบคนขี้คุก มันเพิ่งเดินพ้นประตูคุกมาได้ไม่ถึงเดือน  ครั้งนี้ไม่ใช่การออกจากคุกเป็นครั้งแรกแต่มันเดินเข้าออกคุกเป็นว่าเล่นเหมือนเดินเข้าออกสวนสนุก ที่สำคัญคนอย่างชุบไม่ได้เสียอกเสียใจอะไรกับการเข้าไปติดคุก เพราะการติดคุกหรืออยู่นอกคุกไม่แตกต่างกัน ดีเสียอีกมีข้าวแดงให้กินฟรีๆทั้งค่าน้ำค่าไฟไม่ต้องจ่าย ..เรื่องการทำงานนั้นไม่เคยคิดที่จะหางานสุจริตทำเช่นคนทั่วๆไป เพราะการใช้วิชาโจรไม่เหนื่อยแรงทั้งยังได้เงินมาง่ายๆ เหยื่อมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองเหมือนกุ้งปูปลาที่มีอยู่เต็มกระชังของชาวบ้าน  แค่หาอะไรไปช้อนเอาก็ได้กินแล้ว  เพียงแต่จะทำอย่างไรไม่ให้เจ้าของกระชังเห็น  เรื่องอะไรจะไปทำงานให้เหนื่อยยาก ทำแทบตายแต่ได้เงินแค่หยิบมือเดียว คนอย่างชุบ ไม่แลให้เมื่อยตา..

หลังออกจากคุกมันไปหาเช่ารถแท็กซี่มาขับเหมือนเคย  แต่คงไม่ได้หมายความว่าการขับแท็กซี่จะเป็นอาชีพที่สิงห์ขี้คุกอย่างมันจะกลับตัวกลับใจมาตั้งใจทำมาหากิน แต่มันกำลังออกหาเหยื่อ...

ชุบอยู่ในคราบคนขับรถแท็กซี่ กำลังขับอยู่บนท้องถนน สายตาสอดส่ายไปมา  สมองของมันกำลังทำงาน ประสบการณ์จะช่วยวิเคราะห์เหยื่อได้เป็นอย่างดี  เด็ก สาว แก่ และพิการประเภทขาเป๋ ขาเดี้ยง ยิ่งตาบอดยิ่งดี  นั่นคือผู้โดยสารชั้นยอด เพราะความอ่อนแอของเหยื่อทำให้การกินเคี้ยวเป็นไปด้วยความอร่อย   แต่ถึงอย่างไรความผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้เสมอมิเช่นนั้นมันคงไม่ต้องเข้าออกคุกหลายครั้งหลายหน เพราะครั้งหนึ่งมันเคยรับคนขอทานตาบอดขึ้นรถ เมื่อถึงที่หมาย เจ้าขอทานควักเงินออกมาเพื่อจ่ายค่าโดยสาร  พอเห็นเงินปึกใหญ่ โจรอย่างมันถึงกับตาพองไม่น่าเชื่อว่าเจ้าขอทานตาบอดจะสามารถทำเงินได้มากมายอย่างนี้  มันเอามือลูบปาก วันนี้ลาภมาถึงปากอย่างไม่น่าเชื่อ เหยื่อตาบอดอย่างนี้มันยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก 

 มันมองซ้ายมองขวาเห็นว่าปลอดคน ใช้มือผลักอกขอทานตาบอดจนล้มลง และคว้าเงินปึกใหญ่ที่มือขอทาน   แต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิด  เพราะเจ้าขอทานลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และชกเปรี้ยงจนอ้ายชุบหงายเงิบ “อ้ายเวร มึงคิดว่ากูตาบอดหรือ ไง !” ขอทานปลอมอดีตนักมวยตกยาก กระทืบอ้ายชุบซะน่วม ทั้งยังเรียกพรรคพวกที่อยู่แถวๆนั้น มายำใหญ่อีกชุด และตามด้วยของแถมติดคุกเป็นปี เล่นเอาเข็ดกับพวกตาบอดไปนาน แต่ก็ยังคิดเข้าข้างตัวเองว่า กิ้งกือพันตีนยังหล่นบ่อ นับประสาอะไรกับมนุษย์สองตีนอย่างมัน  แต่ก็ไม่เป็นอะไร การเข้าออกคุกเหมือนเป็นการเข้าไปเรียนต่อวิชาโจรให้แกร่งกล้ามากขึ้น ได้วิชาใหม่มาเสริมมากมาย วิชาโจรไม่มีหมดมีแต่จะพัฒนาก้าวหน้าไปเรื่อยๆ..เอากะมัน..

บนถนนของเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยรถหลากหลายชนิดที่ติดกันเป็นแพ  เวลาเกือบมืดแล้ว ผู้คนต่างตั้งหน้าตั้งตาเดินทางกลับบ้าน หลังจากตรากตรำทำงานมาทั้งวัน ทั้งคนจนคนรวยก็ไม่แตกต่างกัน ทุกคนต้องนอนต้องกิน ต้องกลับบ้าน แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกันคือ คนที่มีเงินมากกว่าย่อมได้สิ่งที่ดีกว่า สบายกว่าอร่อยกว่าเพราะมีเงินมากกว่า

คนจนจำนวนมากชอบพาลไปโกธรคนรวยหาว่าเอาเปรียบ แต่หากพวกเขาได้คิดให้ดีจะพบว่าคนรวยส่วนใหญ่จะจนมาก่อน ไม่มีการห้ามให้เป็นคนจนหรือคนรวย แต่การจะจนหรือรวยมันอยู่ที่ตัวเองมากว่า บางคนจะต้องเป็นคนจนไปจนตายและความจนนั้นยังอาจลุกลามมาถึงลูกหลาน  และจนกันไปเป็นทอดๆ..เป็นเพราะพวกเขาไม่ปรับปรุงตัวเอง ชอบไปโทษแต่คนอื่นแต่ไม่เคยโทษตัวเอง ว่าทำไมถึงยังจน...

อ้ายชุบเกิดมาพร้อมกับความจน พ่อแม่ของมันจนและเลี้ยงมันมาแบบจนๆ..แต่มันไม่ได้สนใจกับความจน การลักเล็กขโมยน้อยจึงเป็นยาแก้ความจนของมันมาแต่เด็ก  สันดานนี้มันซึมซับเข้าไปในเนื้อสมองจนยากที่จะรักษา..เมื่อโตขึ้นแข็งแรงขึ้นการลักขโมยก็จะพัฒนาขึ้นตามลำดับ แต่อย่างใรก็ตามอ้ายชุบก็มีความฉลาดอยู่บ้าง เพราะมันตั้งกติกาโจรของมันว่าจะต้องไม่ทำร้ายเหยื่ออย่างเด็ดขาดในทุกกรณี กติกาอันนี้จึงเป็นเหมือนคาถาที่ปกป้องคุ้มครองมันมาตลอดการทำชั่วของมัน  เพราะถ้าถูกจับได้ โทษที่ได้รับจะไม่หนักมากนัก  บางครั้งเจ้าทุกข์ก็ใจอ่อนที่ได้เห็นน้ำตาลูกผู้ชายของอ้ายชุบ น้ำตาจระเข้ของมันสามารถบีบออกมาได้เป็นปิ๊บถ้าถึงคราวคับขัน 

ถ้าเข้าไปในเรือนจำและได้มีโอกาสได้คุยกับพวกนักโทษ ส่วนใหญ่พวกเขาจะบอกว่า ผมไม่ผิดผมเป็นแพะเป็นแกะอะไรไปโน่น  พวกเขามักจะเล่านิทานที่ชวนให้สงสาร จนคนฟังแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ ต่างคนก็มีเรื่องนิทานที่แตกต่างกันไป แต่ทุกเรื่องเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่ผู้เล่าต้องประสบกับเคราะห์กรรมที่โดนผู้อื่นกลั่นแกล้ง เหมือนกับว่าเป็นกระต่ายน้อยที่โดนหมาป่ารังแก.....แต่ถ้าสังเกตรอยสักที่มีอยู่เต็มตัวและแววตาแล้วก็คงได้คำตอบอยู่ในใจ..

กลับมาที่อ้ายชุบ มันขับรถไปเรื่อยๆสายตาสอดส่ายหาผู้โดยสาร แต่จริงแล้วมันไม่ได้มองแค่นั้น แต่มันมองข้ามไปถึงอย่างอื่นด้วย  จนกระทั่งมาถึงหน้าร้านขายเพชรทองแห่งหนึ่งมีหญิงแก่แต่งตัวดีเดินออกมาจากร้าน  ในมือถือกระเป๋าหนังใบย่อมๆ  ชุบชะลอความเร็วลงทันที สายตาของมันแวววาวเหมือนเสือเห็นกวาง   การเดินออกมาจากร้านทองและมีกระเป๋าด้วย โอ้ ! กระเป๋าใบนั้นมันคือขุมทรัพย์ขนาดย่อมเลยที่เดียว   ใจมันเต้นโครมคราม จัดการหันหัวรถเข้าไปหาอย่ารวดเร็ว  ฤกษ์โจรเข้าข้างอ้ายชุบ เพราะหญิงแก่ยกมือขึ้นเรียก  เธอคงไม่รู้ว่านี่คือการเรียกหาโจร ชัดๆ..

หล่อนเปิดประตูรถด้านหลังขึ้นมา  พอเห็นหน้าคนขับเธอชะงักแต่ไม่ได้พูดอะไร เอ่ยปากบอกตำแหน่งจุดหมายปลายทาง เป็นหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ชานเมืองกรุงเทพฯ  หมู่บ้านนี้จัดว่าอยู่ในระดับราคาแพงและคนที่สามารถซื้อเข้าไปอยู่อาศัยได้ ต้องไม่ใช่ระดับธรรมดา..

อ้ายโจรห้าร้อย วางแผนชั่วทันที ถ้างานนี้สำเร็จมันต้องอิ่มไปนาน ช่วงนี้ทองแพงซะด้วย ..

หญิงแก่ทำท่าทาง หวงกระเป๋าใบนี้มากเธอกอดแนบอยู่ที่อกตลอดเวลา และไม่ยอมพูดจาอะไรนั่งนิ่งไปตลอดทาง การกระทำของหญิงแก่ ยิ่งทำให้เสือหิวอย่างชุบเพิ่มความมั่นใจมากขึ้นว่าสิ่งของที่อยู่ในกระเป๋าราคาของมันต้องเกินหลักเจ็ดไปหลายคืบ  ช่วงนี้การจราจรหนาแน่นการใช้ความเร็วไม่ได้เต็มที่ แต่กริยาของผู้โดยสารกระวนกระวายเหมือนอยากให้ถึงที่หมายเร็วๆ ตรงข้ามกับอ้ายชุบมันดีใจที่รถติดเพราะจะได้มีเวลาคิดแผนการ.. 

ท่ามกลางความเงียบ “ป้า ครับ”

หญิงแก่สะดุ้งสุดตัว หันหน้าไปมองคนถามด้วยอาการ งงๆ ?

“ห๊า ! อะไรหรือ คุณ”

“รถติดมากเลย ผมมีทางลัดที่จะหลบรถติด ป้าจะว่าอะไรหรือเปล่า ครับ ?”

หญิงแก่ทำท่าทางแปลกใจและลังเล เธอหันมองออกไปนอกตัวรถ รถนับร้อยนับพันคันค่อยๆขยับตัวเหมือนหนอน

“ป้าไม่ต้องกลัวผม ผมเป็นตำรวจชั้นผู้น้อย ยศแค่นายสิบ เงินเดือนไม่พอใช้ จึงมาขับรถหารายได้พิเศษ ครับ”

“ อ๋อ เป็นตำรวจ”

“ครับป้า ผมอยู่กองปราบ  ช่วงไหนไม่เข้าเวร ผมก็ออกรถมาหาเงิน ลูกสองเมียหนึ่ง มันต้องดิ้นรน ไม่งั้นลูกเมียอดตาย”

“ดีนะ ขนาดเป็นตำรวจยังยอมมาขับรถแท็กซี่ ช่างเป็นคนดีจริงๆ”

“ผมลูกชาวนาครับ ความลำบากผมไม่เคยกลัว อาชีพไหนที่สุจริต ผมทำทั้งนั้น ไม่ว่าจะต่ำต้อยแค่ไหน” เสียงของจิ้งจอกพูดโดยไม่ติดขัด

ผู้โดยสารสูงอายุเริ่มพูดคุยด้วย การสนทนาเป็นไปด้วยความมีไมตรีจิตต่อกัน การพูดคุยกันเป็นสะพานแห่งมิตรภาพ ทั้งสองคุยกันอย่างออกรสจนลืมเรื่องรถติด...

จนมาถึงซอยแยกแห่งหนึ่ง ตรงปากซอยมีปั๊มน้ำมันตั้งอยู่ ชุบเอ่ยขึ้นว่า

“เข้าซอยนี้ นะครับเป็นทางลัด”

ชุบเลี้ยวเข้าไปทันที...หญิงแก่ไม่ว่าอะไรแต่เธอขอให้ชุบวิ่งเข้าไปในปั๊มน้ำมันเพื่อขอเข้าห้องน้ำซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณปั๊มน้ำมัน

“ขอเข้าห้องน้ำหน่อย นะรถติดนานจังอากาศเย็นๆด้วย”

ชุบหันรถเข้าไปทันที เขาไปจอดอยู่ตรงหน้าร้านค้าภายในปั๊มน้ำมัน

“ ดีเหมือนกัน เมือคืนเข้าเวรดึก ผมขออนุญาตซื้อเครื่องดื่มชูกำลังหน่อยนะครับ” เขาเอ่ยก่อนเปิดประตูลงรถไป.

ชุบเดินกลับออกมาจากร้านสะดวกซื้อ  ในมือถือขวดเครื่องดื่ม  พอเดินมาที่รถเปิดผาจุกยกขึ้นดื่มจนหมด..โยนขวดเปล่าใส่ถังขยะที่อยู่ไม่ไกล..

เขายืนเตร่อยู่ข้างรถ ใจจดจ่ออยู่ที่กระเป๋าสีดำพลางพยายามหาทางแย่งเอามาให้ได้  .ควักบุหรี่จากกระเป๋าใช้นิ้วคีบใส่ที่มุมปาก ไฟแช๊กราคาถูกจ่อที่ปลาย ประกายไฟพุ่งออกมา ปลายบุหรีเป็นสีแดง  เขาดูดควันเข้าปากอย่างกระหาย และพ่นออกมาทั้งปากและจมูกควันสีขาวพุ่งออกมาเป็นทางยาว..

“อีแก่เอ๊ย ! วันนี้เป็นวันซวยของมึงแน่ ฮะๆๆ”

พูดยังไม่ทันจบมีเสียงดังมาจากข้างหลัง

“รอนานมั้ย คุณ ! ”

ชุบหันควับ ด้วยความตกใจ

“อ้าว ป้า มาแล้วหรือครับ รอไม่นานหรอกครับ ผมบริการเต็มที่อยู่แล้วไม่ต้องเกรงใจ” ชุบพูดด้วยความสุภาพ

หญิงแก่ยืนอยู่ตรงหน้า ในมือถือกระเป๋าอยู่แนบอก หันไปทางหน้าร้านสะดวกซื้อและหันมาทางชุบ

“ ไปกันได้หรือยัง ?”

“ครับๆ ป้าๆ” พร้อมรีบเปิดประตูรถให้ผู้โดยสารคนสำคัญและวิ่งอ้อมไปที่นั่งคนขับ

ขณะที่ติดเครื่องเตรียมเคลื่อนรถ...

เสียงดังลั่นมาจากเบาะด้านหลัง....

 “เดี๋ยวๆ คุณๆ ป้าลืมนาฬิกาไว้ที่อ่างล้างหน้า”  ไม่รอช้าแกเปิดประตูรถได้วิ่งออกไปทันที

“ ขี้ลืมจริงๆยายแก่คนนี้ ”  ชุบบ่นกับตัวเอง พลางหันหลังกลับมามองที่เบาะหลัง.ด้วยความเคยชิน. ตาของมันลุกโพลง กระเป๋าสีดำวางนิ่งอยู่บนเบาะรถ ถ้าตาไม่ฝาดที่กระเป๋าใบนั้นเหมือนกับมีรัศมีแวววาวเปล่งประกายออกมา..

ชุบมองตามหลังป้าผู้เคราะห์ร้ายจนสุดสายตา...แล้วพูดกับตัวเองด้วยความดีใจ

“แล้วกูจะรอหาพระแสงอะไรวะ เย้ๆๆๆ” มือข้างซ้ายกระแทกเข้าเกียร์อย่างเร็ว รถแท็กซี่โจรวิ่งพุ่งจี๋ไปข้างหน้าเหมือนลูกธนู...

ไม่กี่อึดใจเสียงผู้คนเอะอะโวยวายตรงหน้าปั๊มน้ำมัน...

“ช่วยด้วย ๆๆๆแท็กซี่ขโมยของ”

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นที่สถานีตำรวจ ข่าวแพร่สะพัดไปตามวิทยุสื่อสารของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีวิทยุ จ.ส 100 รายงานรูปพรรณของแท็กซี่คันต้นเหตุ หลักฐานชิ้นสำคัญคือ กล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่บริเวณหน้าปั๊มน้ำมัน...

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นที่บ้านใหญ่หลังงาม..

เจ้าของบ้านในชุดเสื้อคลุมเดินนวยนาดมารับสาย...”ฮัลโหล”

“เจ้ๆๆๆ นี่สมรนะคะ”เสียงสั่นระรัวมาตามสาย

“เอ้า !สมร มีอะไร เอาทองมาเรียบร้อยหรือยัง ?” สมรเป็นแม่บ้านเก่าแก่ของ เจ้ หงส์เศรษฐีร้อยล้าน

“คือว่า สมร โดนคนร้าย แย่งทองไปหมดกระเป๋าเลย เจ้”

“ ตายแล้ว ! อะไรกัน สมร ทำไมเกิดเรื่องแบบนี้ได้ไง ?”

“สมร ผิดเองที่ไม่รอบคอบ ดันลืมกระเป๋าไว้ในรถแท็กซี่ มันเลยขับเชิดไปเลย”

“โธ่ เอ๊ย ! ใช้ไปไม่รู้กี่ครั้งไม่เห็นเป็นอะไร เธอนี่แย่จริงๆเลยทองราคาเป็นล้านๆเชียวนะนี่ ” เจ้าของบ้านพูดเสียงดังด้วยความโกรธ

“ สมรขอโทษค่ะ เจ้ สมรผิดเอง” เสียงอ่อยจนแทบไม่ได้ยิน

“เอาละ! ไม่เป็นไร เธอแจ้งตำรวจแล้วหรือยัง”

“สมรแจ้งแล้ว ค่ะ” เสียงของสมรแจ่มใสขึ้นมา...

                                              *********************************
“แท็กซี่แสบชิงทองผู้โดยสารนับล้าน เชิดหนีลอยนวล”

“แท็กซี่มหาภัย เชิดทองผู้โดยสารกลางกรุง”   

สื่อสารมวลชนทุกแขนงต่างพากันประโคมข่าวกันเอิกเกริก เพราะเป็นข่าวใหญ่เนื่องจาก มูลค่าของทรัพย์เป็นจำนวนนับล้านบาท ตำรวจที่รับผิดชอบวิ่งกันจ้าละหวั่น งานใหญ่แบบนี้ถ้าพิชิตคนร้ายได้เร็ว ก็จะทำให้เจ้านายได้เห็นกันชัดๆ..มันเป็นผลกับตำแหน่งหน้าที่การงานของพวกเขา

ด้วยเทคโนโลยี่ที่ทันสมัยในยุคปัจจุบัน ทำให้ตำรวจทำงานได้ง่ายกว่าเดิม หากผู้ร้ายยังใช้วิธีการแบบเดิม ก็คงหนีไม่พ้นเงื้อมมือตำรวจไปได้ และก็เป็นตามคาดตำรวจสามารถหาเบาะแสจากกล้องวงจรปิด และทำการจับกุมอ้ายชุบได้ภายในเวลาเพียง 2 วัน....โดยตำรวจแกะรอยจับได้ที่บ้านเดิมของมันที่ต่างจังหวัด..

ตำรวจนำตัวมาให้เจ้าทรัพย์ชี้ตัว เจ้หงส์และป้าสมรพากันมาชี้ตัวและยืนยันว่าเป็นคนขับรถแท๊กซี่ที่เชิดกระเป๋าทองจากเธอไป ตำรวจเอากระเป๋าใส่ทองมาให้ดูก็ยืนยันว่าใช่  แต่ปัญหาใหญ่เกิดขึ้นมาเพราะตำรวจแจ้งว่า ตอนที่จับอ้ายชุบได้ มันยืนยันว่าในกระเป๋ามีแต่ก้อนดิน ไม่มีทอง

ไม่มีใครเชื่อคำพูดของมันเพราะเช็คประวัติแล้ว มันขี้คุกขี้ตะรางพวกนี้ฉลาดยอมติดคุก เพื่อรอวันออก มันต้องเอาทองไปแอบซ่อนไว้ที่ไหน แน่ๆ

เจ้าทุกข์มีสีหน้าไม่สบายใจเพราะถึงแม้จับโจรได้ แต่ไม่ได้ของคืน มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเขาต้องการแค่ได้รับของคืนเท่านั้น ส่วนคนร้ายจะติดคุกติดตะรางก็เรื่องของมัน

นายตำรวจระดับใหญ่มือพระกาฬลงมาสอบสวนด้วยตนเอง แต่อ้ายชุบไม่ใช่ขี้ไก่ มันผ่านคดีแบบนี้มามาก รู้ว่าอะไรควรพุดและไม่ควรพูด จะบีบจะเค้นอย่างไรมันก็ยืนยันคำเดิม..

“อ้ายพวกนี้มันหัวหมอ นกรู้เล่นมันยาก ปากแข็งเหมือนนกแก้ว” นายตำรวจหันมาบอกกับ เจ้หงส์และสมรที่นั่งอยู่ในห้องพนักงานสอบสวนด้วยสีหน้าไม่ดี..

สารวัตรแต้มได้เรียนผู้กำกับว่า “เค้นยังไงมันก็พูดเหมือนเดิม  มันไม่รับแน่ครับท่าน”

“อ้ายพวกประวัติยาวๆนี่ เล่นกับมันยาก พวกนี้มันระดับตุ๊กตาทอง”  ผู้กำกับพูดด้วยความเหนื่อยอ่อน เพราะสอบเค้นมันมาทั้งคืน.

                                ****************************************
ด้วยความสำนึกผิด สมรขอลาออกจากการเป็นแม่บ้านของ เจ้หงส์  แม้เธอจะเป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงที่บ้านนี้มาถึง 20 ปี เจ้หงส์พยายามคัดค้านเพราะสมรเป็นคนเก่าแก่ และไม่ถือโทษที่ทำให้แธอต้องสูญเสียทรัพย์สินเป็นล้านๆแต่สมรก็ยืนยันคำเดิม และให้เหตุผลว่าอยากกลับไปดูแลหลานที่บ้านเกิด เมื่อไม่สามารถทัดทานได้ เจ้หงส์จึงยอมอนุญาตและมอบเงินให้อีกก้อนหนึ่งในฐานะที่ทำงานกันมาเป็นเวลานาน

เจ้าหน้าที่นำอ้ายชุบเข้าไปในเรือนจำหลังจากขออำนาจฝากขังจากศาลแล้ว

อ้ายจ้อย นักโทษคดีอนาจารเด็กซึ่งคุ้นเคยกัน พอเห็นหน้าอ้ายชุบมันรีบเดินเข้ามากอดคอสหายด้วยความดีใจ

“ชุบ..งานนี้มึงฟันเป็นล้านเลยนะมึง”

 “ล้านเตี่ยมึงดิ ! มีแต่ก้อนดิน” อ้ายชุบถลึงตาเข้าใส่

“หมาที่ไหนจะเชื่อมึง อ้ายชุบ กูไม่แอบไปขุดทองของมึงหรอกน่า”

อ้ายชุบหันไปทำตาเขียวใส่อ้ายจ้อย พูดด้วยความแค้น

“อีแก่นี่แมร่งแสบ อีเวร มันเล่นกูจนเป็นเสือเขี้ยวหัก” มันกัดฟันตัวเองกรอดๆจนเสียงลอดร่องฟันออกมา เล่นเอาอ้ายจ้อยต้องถอยออกมา...

                                *************************************************

บ้านสมรที่ต่างจังหวัด สมรลูกสาวและหลานๆกำลังเลี้ยงฉลองกัน...

 “เป็นขี้ข้าเขามาทั้งชีวิต ขอสบายตอนแก่บ้างละนะ ฉันขอโทษนะเจ้หงส์” สมรรำพึงเบาๆ

อนงค์ลูกสาวคนโตที่นัดพบสมรที่ห้องน้ำในปั๊มน้ำมันปากซอย.......เธอนั่งอยู่ใกล้ๆหันมากระซิบว่า..

“แม่หนูสงสารคนขับแท็กซี่จังเลย มันคงแค้นแม่มากเลยนะเนี่ย แม่ไม่ขอโทษมันมั่งหรือแม่ ?”

และสองแม่ลูกก็พากันหัวเราะด้วยความสุข

   

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 16, 2013, 01:03:53 pm โดย Rass » บันทึกการเข้า
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 20, 2013, 06:46:09 am »

สุดยอดในการหักมุมจบ ขอบคุณค่ะคุณราสส์
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 03, 2013, 03:20:48 am »

นั่นซิคะ...

เห็นเค้าลาง ๆ อยู่เหมือนกัน แต่หักดังเป๊าะตามเคย ขอบคุณคุณราสส์ค่ะ
บันทึกการเข้า
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 03, 2013, 08:26:56 pm »


....ขอบพระคุณ..พี่เพ็กกี้...,  พี่ชุติมา..ครับ..

...
บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #4 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 21, 2013, 05:14:13 pm »

เหมือนกันค่ะ คุณนิ เริ่มเห็นเค้าราง ๆ แล้วตั้งแต่ลืมกระเป๋าในรถแท็กซี่ค่ะ ฮ่า ๆ  ....เรื่องนี้คุณราสหลอกไม่สำเร็จค่ะ เอาใหม่นะคะ สนุกดี
บันทึกการเข้า
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #5 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2013, 08:13:09 pm »


...ขอบพระคุณพี่  อภิญญาครับ...

...คราวหน้าเอาใหม่ครับ....คราวนี้จะพยายามปิดให้มิดเชียว..

...
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF